• shukur
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : shukur2003@yahoo.co.uk
  • วันที่สร้าง : 2007-07-26
  • จำนวนเรื่อง : 814
  • จำนวนผู้ชม : 664360
  • ส่ง msg :
  • โหวต 92 คน
shukur
วันจันทร์ ที่ 7 กันยายน 2563
Posted by shukur , ผู้อ่าน : 324 , 18:16:15 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

 

ความแตกต่างของบริบทการรัฐประหารในไทยและตุรกี

อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
Shukur2003@yahoo.co.uk
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ศาสนทูตมุฮัมมัด และสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ข่าวลือรัฐประหารกระฉ่อนในสถานการณ์"ลุงตู่"อ่วมเจอสารพัดปัญหา"แก้รัฐธรรมนูญ-เรือดำน้ำ-ม็อบนักเรียนนักศึกษา-ผู้ประท้วงสิ่งแวดล้อมจากภาคใต้-เศรษฐกิจรวมทั้งล่าสุด นายแพทย์วรงค์นัดหรือเกณฑ์มวลชนแสดงพลังต่อต้านนักเรียนนักศึกษาด้วยวาทกรรมล้มเจ้า /ด้วยสโลแกน “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” สอดรับอีกทีมที่พยายามทำผัง เครือข่ายต่างชาตินำโดยอเมริกา เป็นท่อน้ำเลี้ยงหนุนม็อบ ฝ่ายนักเรียนนักศึกษา จากเหตุการณ์วังวนสถานการณ์แบบนี้ เหมือนสมัยคสช.อ้างประชาชนเพื่อยึดอำนาจ แม้ทั้งนายกรัฐมนตรีและโฆษกกระทรวงกลาโหม วอนประชาชนอย่าหลงเชื่อ ข่าวลือนี้
อย่างไรก็แล้วแต่ ข่าวลือ แบบนี้ สำหรับประเทศไทยมีสิทธิ์เป็นไปได้ทั้งนั้น แม้จะมีผู้ใหญ่หลายๆท่านทั้งยืนยันนอนยัน และผลวิจัย ก็ยันข้อมูลทางวิชาการนี้ เช่นเมรีโอ นักวิจัยชาวเยอรมันระบุว่า

“ไทยผ่านรัฐประหารมาหลายครั้งจนเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา โดยเฉลี่ยแล้วจะมีการรัฐประหารทุกๆ เจ็ดปี สิ่งที่โดดเด่นของการเข้าควบคุมประเทศโดยกองทัพก็คือการผสมผสานระหว่างการควบคุมทางการเมืองและการกดปราบ พร้อมกับกุญแจสำคัญคือการได้รับการอำนวยพรจากผู้พิทักษ์ที่ทรงพลัง (blessing fo powerful protector)โดยเขาระบุสาเหตุรัฐประหารไทยสามสาเหตุ สาเหตุแรกคือการประเมินจากประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาตั้งแต่เปลี่ยนระบอบการปกครองเมื่อปี 2475 คณะรัฐประหารมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากไม่มีใครเลยที่ถูกดำเนินคดี และยังนิรโทษกรรมให้ตัวเองภายในรัฐธรรมนูญใหม่ทุกครั้ง

ประการที่สอง เคยมีนักวิชาการชื่อ โจฮันเนส เกอชิวสกี วิเคราะห์ไว้ว่ารัฐบาลเผด็จการทหารไทยหลังรัฐประหารมักจะใช้วิธีผสมผสานระหว่างการให้ความชอบธรรมตัวเอง การเอาใจชนชั้นนำ และกดขี่ปราบปรามประชาชนที่ไม่มีอภิสิทธิ์ นอกจากนั้นกลุ่มประชาสังคมที่สนับสนุนทหาร ซึ่งบ่อยครั้งเป็นกลุ่มชนชั้นกลางก็สนับสนุนการรัฐประหารเพราะมองว่ามันเป็น “รัฐประหารเพื่อประชาธิปไตย” ที่จะดำรงไว้ซึ่งโครงสร้างทางสังคมตามธรรมเนียมเดิมที่พวกเขาพึงพอใจ ส่วนผู้ต่อต้านกองทัพ หรือรัฐบาลที่สนับสนุนกองทัพ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นคนที่มีอภิสิทธิ์น้อยกว่าก็ถูกต่อต้านและปิดปากด้วยการนองเลือด ในอดีตมีเหตุนองเลือดที่ประชาชนเสียชีวิตจำนวนมากจากการใช้ความรุนแรงของทหารในปี 2529 2535 และ 2553

สาเหตุประการที่สาม คือการที่ฝ่ายรัฐประหารอ้างความชอบธรรมจากสถาบันกษัตริย์ ในการรัฐประหารปี 2549 การประกาศยึดอำนาจที่ถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์กระทำต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระมหากษัตริย์และพระราชินี และหลังจากนั้นคณะรัฐประหารได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต ส่วนการรัฐประหารในปี 2557 แม้ในหลวง ร.9 จะประชวรหนักแต่ก็ยังอยู่ในแผนการสร้างความชอบธรรมของกองทัพ หลังยึดอำนาจ ตามหน้าหนังสือพิมพ์มีภาพ พล.อ.ประยุทธ์โค้งคำนับพระบรมฉายาลักษณ์ขนาดเท่าพระองค์ และหลังจากนั้นประยุทธ์ก็ได้เข้าเฝ้าในภายหลัง”
(โปรดดู https://prachatai.com/journal/2019/03/81648)
ที่สำคัญสุดการรัฐประหารในไทยทุกครั้งประชาชนไม่เคยต่อต้านสำเร็จซึ่งต่างจากบทเรียนการต่อต้านรัฐประหารที่ตุรกีครั้งล่าสุด

 

ดร.อันวาร์ กอมะ นักวิชาการตุรกีศึกษา

กล่าวว่า
“ประวัติศาสตร์ที่ใกล้ที่สุดสำหรับการต่อต้านรัฐประหารที่สำเร็จคือ บทเรียนจากประเทศตุรกีในวันที่ 15กรกฎาคม 2016 แต่บังเอิญว่าปัญญาชนฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยไทยกลับมองตุรกีว่าเป็นประเทศเผด็จการ หากมองย้อนกลับไปใน ประวัติศาสตร์การเมืองตุรกีเราจะเห็นว่ากองทัพนั้นสัมพันธ์แนบชิดกับฝ่ายซ้ายมาโดยตลอด ซึ่งน่ากลัวไม่น้อยกว่าระบอบปัจจุบัน (เช่นประหารผู้นำทางการเมือง) ผมแค่อยากจะบอกว่า การขึ้นมาของแอรโดอานผู้นำตุรกีเปรียบได้กับการขึ้นมาของทักษิณ ซึ่งเป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยและความหวังใหม่ในยุคนั้น แต่บังเอิญว่ากองทัพรัฐประหารสำเร็จที่ไทยแต่ล้มเหลวที่ตุรกี ตัวแปรที่สำคัญคือประชาชนที่กล้าหาญและมีอุดมการณ์


ดร.ฆอซาลี เบ็ญหมัด
ให้ทัศนะว่า “บทเรียนการต่อต้านรัฐประหารที่ตุรกีดีมาก เสียดายที่ฝ่ายเสรีนิยมบ้านเรามองข้าม เพียงเพราะเป็นความเป็นมุสลิม เพราะแกนนำหลายๆคน ต่อต้านอิสลาม จึงไม่เคยรับรู้ถึงการต่อสู้ของฝ่ายประชาชนในโลกมุสลิม ทั้งในอียิปต์ ลิเบีย ซีเรีย ฯลฯ”
บทเรียนตุรกีที่ต่อต้านรัฐประหารสำเร็จแต่ตะวันตกไม่ชอบ สามารถตั้งข้อสังเกตเชิงประจักษ์สองประการ ดังนี้
1.ผู้อยู่เบื้องหลังผู้นำจิตวิญญาณตุรกีที่ลี้ภัยในอเมริกา คือ "ฟัตฮุลเลาะห์ กูเลน"... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/foreign/509368
2.ดูได้จากบทวิเคราะห์ในประชาไทจากสื่อตะวันตก
“การรัฐประหารในครั้งนี้จึงทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าอาจจะยิ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลในการเสริมสร้างอำนาจให้กับตัวเองมากขึ้นไปอีก บทเรียนที่สำคัญจากตุรกีคือ แม้ว่าพรรคฝ่ายค้านของตุรกีจะไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลของนายแอร์โดอันเพียงใด แต่พวกเขาก็เห็นว่าการใช้กองทัพมายึดอำนาจนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรม ซึ่งต่างจากฝ่ายค้านไทยที่เห็นด้วยและมีส่วนสำคัญในการล้มรัฐบาลเลือกตั้งยิ่งลักษณ์ คำถามสำคัญต่อไปก็คือในระบอบประชาธิปไตย เราจะต่อสู้กับรัฐบาลอำนาจนิยมได้อย่างไรโดยไม่ใช้กำลังทหาร?”
(โปรดดูใน ประชาไท July 2016

ประชาไท July 2016

บทเรียนที่ทั่วโลกยอมรับว่าสาเหตุความล้มเหลวการรัฐประหารครั้งนี้ คือการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งผู้ก่อรัฐประหารประเมินผิดพลาด “ผู้ร่วมก่อการรัฐประหารในตุรกีครั้งนี้ประกอบด้วยกำลังพลจากกองทัพอากาศ กองพลยานเกราะและกองพันสารวัตรทหาร ทั้งหมดมีทหารยศนายพล 5 นายและนายพัน 30 นาย ซึ่งมีจำนวนน้อยจึงเป็นเหตุให้การยึดอำนาจไม่สำเร็จ ยิ่งกว่านี้ยังมีการกล่าวกันด้วยว่าคณะผู้ก่อการรัฐประหารชุดนี้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะนึกว่าจะมีประชาชนออกมาสนับสนุนฝ่ายตนเป็นจำนวนมาก แต่การกลับเป็นไปในทางตรงข้าม ”(โปรดดูใน
รัฐประหารตุรกีล้มเหลว เพราะประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

รัฐประหารตุรกีล้มเหลว เพราะประเมินสถานการณ์ผิดพลาด
การรัฐประหารในตุรกีนั้นมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 265 คน โดยผู้ก่อการพยายามสังหารประธานาธิบดีด้วย แต่พลาด ซึ่งสาเหตุที่ล้มเหลวจนกลายเป็นการกบฏนั้นก็เพราะว่าทหารที่เข้าร่วมก่อการมีน้อยแถมยังประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

ความแตกต่างของบริบทการรัฐประหารในไทยและตุรกีที่ต่างกันอย่างชัดเจน คือ ประชาชนตุรกีไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่พวกเขาไม่ยอมรับการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจประชาชน ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทย ที่มีนักการเมือง ประชาสังคม นักวิชาการ(บางท่านบางคน)และประชาชนกลุ่มหนึ่งออกมาสนับสนุนให้กองทัพยึดอำนาจ โดยไม่สนใจสิทธิเสรีภาพของตนเองและผู้อื่น

(โปรดดู
บทเรียนการต่อต้าน”รัฐประหาร”ตุรกี ที่ไทยควรเรียนรู้/อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ http://spmcnews.com/?p=32884)


ดังนั้นสำหรับประเทศไทยความท้าทายอยู่ที่ประชาชนเช่นกัน นักเรียน นักศึกษา ประชาสังคม นักวิชาการ รวมทั้งนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยกล้าออกมาต่อต้านรัฐประหารแม้จะคว่ำรัฐบาลประยุทธ์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยเองไม่ชอบ หรือจะเหมือนกับอดีตฝั่งกปปส.ที่เห็นชอบกับการัฐประหารครั้งที่ผ่านมาซึ่งก่อนหน้านี้เดือนกุมภาพันธ์ฝ่ายค้านเคยพยายามอภิปรายในรัฐสภานำเสนอ “การกำจัดวงจรรัฐประหารด้วยกระบวนการของรัฐสภา”ซึ่งสอดคล้องกับบทเรียนจากหลายประเทศที่ชี้ว่า กระบวนการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นช่องทางสำคัญในการยุติปัญหาทางการเมือง
ดังนั้นหากผู้ก่อรัฐประหารประเมินแล้วพลังประชาชนที่จะต่อต้านรัฐประหารน้อยเขาก็ทำรัฐประหารอีก
ดังนั้นบทเรียนการต่อต้านรัฐประหารของประชาชนประเทศตุรกีนั้นมวลชนชาวไทยควรเรียนรู้




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2020 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30      



[ Add to my favorite ] [ X ]