*/
  • Sigree
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sigree@ymail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-18
  • จำนวนเรื่อง : 3724
  • จำนวนผู้ชม : 4788693
  • จำนวนผู้โหวต : 1666
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1666 คน
เมื่ออาหารเช้าบุกโลก breakfasttransformer

เด็กๆจะกินจานนี้

View All
รัฐบาลสมชายต้องรับผิดชอบต่อเหตุสลายการชุมนุมอย่างไร
นายกลาออก
37 คน
ยุบสภาคืนอำนาจ
48 คน
ทำงานต่อเพื่อหาคนผิด
43 คน
ถวายคืนพระราชอำนาจ
166 คน
ตั้งรัฐบาลแห่งชาต
9 คน

  โหวต 303 คน
วันอาทิตย์ ที่ 2 กันยายน 2550
Posted by Sigree , ผู้อ่าน : 914 , 23:18:56 น.  
หมวด : เศรษฐกิจ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

โดย แอนดรูว์ ไซม่อน

       (*ชี๊คเป็นภาษาอาหรับ شيخ ใช้กันมาในคัมภีร์อัล-กุรอ่าน แปลตรงตัวว่าผู้เฒ่าผู้แก่ในเผ่า ผู้คงแก่เรียน หัวหน้าเผ่า ในคาบสมุทรอาหรับที่ประกอบด้วยประเทศในกลุ่มอ่าวทั้งหมด ในเวลาต่อมา ได้พัฒนามามีความหมายเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้สูงศักดิ์ และเป็นชื่อตำแหน่งหัวหน้าในเผ่าเบดูอิน)
       
       สิงคโปร์ – สิงคโปร์กำลังเดิมพันวางสถานะตน ให้เป็นศูนย์กลางแห่งการนำตะวันออกกลางให้มาผูกสัมพันธ์กับเอเชียตะวันออก ทั้งทางการทูตและทางธุรกิจ ยุทธศาสตร์ที่รัฐคอยกำกับอยู่นี้มีเป้าหมายที่มุ่งวางสถานะของตนให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินและพลังงานในย่านนี้
       
       การเมืองในตะวันออกกลางตึงเครียดเสมอมา (แม้ว่าความจริงก็เกิดจากตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่) แต่นับตั้งแต่เหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 เป็นต้นมา นอกจากจะสนใจแต่ขายน้ำมัน นักธุรกิจในตะวันออกกลางก็เริ่มหันมามองเอเชียตะวันออก เพื่อแสวงหาแหล่งลงทุนและโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ มากขึ้น ทำให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง 2 ย่านนี้มากขึ้นเป็นพิเศษ
       
       และสิงคโปร์ก็กลายเป็นหน้าด่านของการนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น สิงคโปร์ได้ต้อนรับการเยือนในระดับรัฐมนตรี หรือระดับสูงกว่านั้นจากประเทศต่าง ๆ ในตะวันออกกลาง มากกว่า 50 ครั้ง หรือมากกว่า 10 ปีก่อนหน้านั้นถึง 2 เท่า ในรอบ 2 ปีมานี้ รัฐมนตรีในรัฐบาลสิงคโปร์ระดับอาวุโส รวมไปถึงนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุง และประธานาธิบดีเซลลาพัน รามนะธาน ต่างพากันไปเยือนตะวันออกกลางและอาฟริกาตะวันออก บางครั้งก็หอบหิ้วเอาคณะผู้แทนภาคธุรกิจไปด้วย
       
       การเยือนดังกล่าวมีการตอบกลับระดับชั้นราชเลยทีเดียว เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีการเสด็จเยือนที่เต็มไปด้วยความอลังการของชี๊คซัลมาน บิน ฮาหมัด อัล-คาห์ลิฟา องค์รัชทายาทแห่งบาห์เรน โดยเสด็จมาเปิดตัวกลุ่มนักธุรกิจตะวันออกกลาง ที่สมาพันธ์นักธุรกิจสิงคโปร์ (Singapore Business Federation -SBF) เป็นผู้ตั้ง ก่อนหน้านั้น ก็มีเจ้าฟ้าชายสุลต่าน บิน อับดุล อาซิซ อัล-ซาอุด องค์รัชทายาทแห่งซาอุดิ อารเบีย เสด็จมาเยือนในเดือนเมษายน 2006 และพระเจ้าอับดุลลาห์ กษัตริย์แห่งจอร์แดน เมื่อเดือนมีนาคม ปีก่อน
       
       เมื่อปลายปีก่อน อดีตนายกฯ ปัจจุบันคือรัฐมนตรีอาวุโสลีกวนยู ได้บอกกับคณะผู้แทนนักธุรกิจจากตะวันออกกลาง ที่มาเยือนสิงคโปร์ว่า ให้ถือสิงคโปร์เป็นเหมือน ‘กระดานสปริง’ ในการต่อออกไปลงทุนในย่านนี้ เขากล่าวว่าสิงคโปร์ยังสามารถช่วยนักลงทุนจากตะวันออกกลางให้เข้าสู่ตลาดจีนได้ เพราะรัฐบาลนี้กับรัฐบาลจีนใกล้ชิดกันอย่างแนบแน่น
       
       การแลกเปลี่ยนกันทางการทูต คล้องจองไปกับการยกระดับสำนักงานตัวแทนทางการเมือง มีการก่อตั้งหอการค้า พาณิชย์ และการลงทุนร่วม รวมทั้งหน่วยงานทางธุรกิจอื่น ๆ ระหว่าง 2 ฝ่าย และมีการตั้งสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางธนาคารอิสลามแห่งภูมิภาคอีกด้วย สิงคโปร์ลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับจอร์แดนเมื่อเดือนพฤษภาคม 2004 และขณะนี้ ก็กำลังเจรจาข้อตกลงดังกล่าวนี้กับอียิปต์ โอมาน บาห์เรน กาตาร์ และซาอุดิ อารเบีย 6 ประเทศหลังนี้รวมเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ ที่เรียกว่า ‘สภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย’ (Gulf Cooperation Council -GCC)
       
       เหนือจากเรื่องการค้า
       

       กระนั้น การที่สิงคโปร์เอื้อมออกไปหาตะวันออกกลาง ใช่จะเป็นเพียงการค้า การลงทุนแต่อย่างเดียวไม่ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสิงคโปร์กล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์กับย่านนั้น แบบมีหลายมิติ และระยะยาว โดยชี้ให้ดูการก่อตั้งสถาบันการศึกษาตะวันออกกลางประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และการมีวิชาอาหรับให้นักศึกษามหาวิทยาลัย และนักเรียนมัธยมปลายได้เลือกเรียนอีกด้วย
       
       อดีตนายกรัฐมนตรีโก๊ะชกตง เป็นสถาปนิกที่ดึงตะวันออกกลางเข้ามาในสิงคโปร์ผู้หนึ่ง และก็กำลังใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโสในรัฐบาลชุดปัจจุบัน เข้าไปเกี่ยวข้องและผลักดันดำริต่าง ๆ มากมาย ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ ก็มักจะกล่าวถึงยุคใหม่ในความผูกพันระหว่างตะวันออกกลางกับเอเชียตะวันออก ที่โก๊ะเห็นว่ากำลังอยู่ในช่วงรื้อฟื้นอารยธรรมเก่าแก่ ‘ที่เคยมีร่วมกันมา’
       
       ก้าวหนึ่งในทิศทางนั้นก็คือ ‘การเจรจาเอเชีย-ตะวันออกกลาง’ (Asia-Middle East Dialogue) ของสิงคโปร์ ซึ่งก็เป็นข้อดำริของโก๊ะเอง และเป็นเวทีการประชุมหารือกันระหว่างรัฐบาล การเจรจานี้จัดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2005 ที่สิงคโปร์ มีประเทศต่าง ๆ มาร่วม 50 ประเทศ ครั้งต่อไปกำหนดในปีนี้ที่กรุงไคโร ส่วนครั้งที่ 3 กำหนดจัดขึ้นในกรุงเทพ ปี 2009
       
       สิงคโปร์กับตะวันออกกลางมีประวัติศาสตร์การค้าขาย และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกันมายาวนาน แต่ทั้ง 2 ฝ่ายก็เพิ่งจะฟื้นจากระบอบจักรพรรดินิยม และยุคล่าอาณานิคมมาหมาด ๆ พ่อค้าชาวอาหรับ ซึ่งปกติจะมาจากเขตฮาดรามุต (Hadramut region*) ปัจจุบันคือชายฝั่งทะเลคาบสมุทรอาหรับในเยเมน มีค้าขายกับเอเชียอาคเนย์อย่างใกล้ชิด ชาวอาหรับเหล่านี้มาลงหลักปักฐานในเกาะสิงคโปร์ของอังกฤษ ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1819
       (*อาณาจักรเก่าของพวกฮาดรามี ปัจจุบันเป็นเขตแดนต่อแดนระหว่างเขตตะวันออกเฉียงใต้ของเยเมน กับเขตโดฟาร์ของโอมาน มีชื่อเสียงด้านกำยานมาตั้งแต่ครั้งโบราณ อุสมา บิน ลาดินก็เกิดที่นี่)
       
       ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อค้าอาหรับตระกูลใหญ่ ๆ เช่นอัล จูเนอิด และอัล คาฟฟ์ เป็นตระกูลที่มั่งคั่ง ร่ำรวยที่สุดในสิงคโปร์ คนกลุ่มนี้เป็นผู้ควบคุมดูแลการค้า-แสวงบุญของชาวมุสลิมทั่วทั้งย่านนี้ ที่จะเดินทางต่อจากสิงคโปร์ไปเมกกะ ดังนั้นจึงควบคุมเส้นทางเดินเรือจากหมู่เกาะต่าง ๆ ในอินโดนีเซียและมาเลเซีย และมีที่ดินผืนใหญ่ในสิงคโปร์อีกด้วย
       
       ตึกรามบ้านช่องสมัยอาณานิคมจำนวนมากในสิงคโปร์ ที่ยืนยงมาจนบัดนี้ ก็สร้างโดยชาวอาหรับเหล่านี้ เราสามารถเห็นถึงอิทธิพลจากตะวันออกกลางได้จากถนนอาหรับ ที่ทอดตัวอยู่ใต้เงาทะมึนของสุเหร่ามัสยิด สุลต่าน อายุ 183 ปีในสิงคโปร์ ทุกวันนี้ลูกหลานของพ่อค้าเก่าเหล่านั้น ก็ยังคงเป็นเจ้าของห้างร้านในย่านนี้เช่นเดิม
       
       สัมพันธ์โบราณ สายธารปัจจุบัน
       

       ทุกวันนี้ สายสัมพันธ์ที่มีมาแต่ครั้งอดีตกาลกลับกลายเป็นแนว (trendy) ขึ้นมาใหม่ บรรดาผู้ประกอบการต่างหยิบฉวยแนวคิดที่เปล่งประกายนี้ไปใช้ในทุกแขนง เช่นมีการตั้งภัตตาคารแนวตะวันออกกลางจำนวนมาก โดยที่ผู้ประกอบการบ้างก็มาจากอียิปต์ บ้างก็มาจากประเทศต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ในสมัยนี้ การเชื่อมต่อด้านการค้าที่สำคัญที่สุดสำหรับสิงคโปร์ก็คือน้ำมันดิบ ที่กลายเป็นศูนย์กลางการกลั่นและการขนส่งผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นซากฟอสสิลที่สำคัญที่สุดในเอเชีย
       
       การลงทุนของตะวันออกกลางในอุตสาหกรรมปิโตรเลียมในสิงคโปร์ยังค่อนข้างน้อย แม้ทุกวันนี้ความเปลี่ยนแปลงอาจจะกำลังเกิดขึ้น ความจริงการลงทุนจากตะวันออกกลางเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสิงคโปร์มานานแล้ว โดยเฉพาะมีการลงทุนขนาดใหญ่ในอสังหาริมทรัพย์ทางธุรกิจ (commercial properties)
       
       สถิติเมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า หลังเหตุการณ์ 11 กันยายน และผู้ก่อการร้ายโจมตีนครต่าง ๆ ในตะวันตกบ่อยครั้ง นักลงทุนตะวันออกกลางก็เริ่มมองหาโอกาสทางธุรกิจในเอเชียเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องไปปรากฏตัวในอเมริกาเหนือหรือยุโรป สามัญสำนึกก็บอกได้ว่า การเข้มงวดเรื่องความมั่นคงปลอดภัย การตรวจสอบเชื้อชาติ ความหวาดระแวง การมีอคติ มีผลสร้างความยุ่งยากและความสิ้นเปลือง (กระทั่งในทางวัตถุ) ต่อรัฐบาลและนักธุรกิจจากตะวันออกกลางที่จะไปทำธุรกิจกับตะวันตกอย่างมาก
       
       ขณะเดียวกัน ส้มหล่นที่ได้จากราคาน้ำมันที่ถีบตัวขึ้นอย่างพรวดพราด ก็ยิ่งกดดันให้ทุนใหม่ในตะวันออกกลางเกิดความต้องการ ที่จะแสวงหาแหล่งลงทุนใหม่ ๆ ถึงแม้การลงทุนในยุโรปและอเมริกาเหนือ ยังคงเป็นของตายสำหรับการลงทุนจากซาอุดิ อารเบีย และประเทศกลุ่มอ่าวฯ อื่น ๆ แต่การไหลของทุนจากตะวันออกกลางไปหาเอเชียตะวันออก ก็ขยายตัวขึ้นอย่างมากเช่นกัน
       
       มีรายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งของสถาบันการคลังระหว่างประเทศ (International Institute of Finance -IIF) ออกมาเมื่อเดือนพฤษภาคมนี้ชี้ว่า สมาชิกกลุ่มความร่วมมือ GCC (ประกอบด้วยคูเวต กาตาร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรต โอมาน บาห์เรน และซาอุดิ อารเบีย) จากการส่งออกน้ำมันตลอดช่วง 4 ปี (2002-2006) ที่แล้วมา ได้เงินตราเข้าประเทศถึง US$1.5 ล้านล้านเหรียญ อันคิดเป็น 2 เท่าของรายได้ที่เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในช่วง 5 ปีก่อนหน้านี้
       
       รายได้เหล่านี้ราว $1 ล้านล้านเหรียญจ่ายสำหรับการนำเข้า ส่วนที่เหลืออีก $500 ล้านเหรียญ (ตรงนี้น่าจะปรูฟผิด เพราะที่ถูกจะต้องเป็น $500 พันล้าน หรือ $500,000 ล้านเหรียญ -ผู้แปล) เอาไปลงทุนในตลาดทุนในโลก ในจำนวนนี้ IIF ประเมินว่าราว $400 พันล้านเหรียญไปจบลงในตลาดสหรัฐและยุโรป ส่วนอีก $60 พันล้านเหรียญ (ราว 11%) จบลงในเอเชียตะวันออก
       
       ตัวอย่างเช่น ในปี 2005 และ 2006 กลุ่ม GCC ประกาศโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในเอเชีย มูลค่ามากกว่า $155 พันล้านเหรียญ ซึ่งส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เมื่อเร็ว ๆ นี้ บรรดานักลงทุนจากอ่าวฯ ก็พากันตะบันเข้าไปในตลาดหุ้นไอพีโอ (initial public offerings*) ของจีน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย และสินทรัพย์อื่น ๆ ทางเทเลคอม
       (*เป็นหุ้นที่บริษัทที่ต้องการระดมทุนในตลาดลักทรัพย์ของทางการ นำออกเสนอขายครั้งแรกในราคาพาร์)
       
       โยงใยระหว่างสิงคโปร์กับซาอุดิ อารเบียเหนียวแน่นเป็นพิเศษ ตอนนี้ ในบรรดาประเทศทั้งหลายในตะวันออกกลาง ซาอุดิ อารเบียเป็นคู่ค้าที่สำคัญที่สุดของสิงคโปร์ โดยการค้าทวิภาคีมีมูลค่ามากกว่า $10 พันล้านเหรียญ และซาอุดิ อารเบียก็เป็นประเทศในตะวันออกกลางที่ลงทุนมากที่สุดในสิงคโปร์อีกด้วย ขณะเดียวกันนั้น สิงคโปร์ก็กำลังเล็งการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจากริยาร์ด ภายในอีก 20 ปีข้างหน้า เป็นมูลค่า $800 พันล้านเหรียญ โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรม การบริหารจัดการ และเทคโนโลยีไอที
       
       การหากำไรตามหลักกฎหมายอิสลาม
       

       เมื่อมีเงินปิโตรดอลลาร์ (petrodollars*) ที่จำต้องส่งออกไปลงทุนเพื่อหาดอกผลในตลาดโลกอยู่เต็มไปหมด สิงคโปร์แต่งองค์ทรงเครื่อง (marketing itself) สู้กับอินโดนีเซียและมาเลเซีย ให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินโลกอิสลามเพื่อดึงดูดเงินก้อนนี้ โดยเฉพาะสิงคโปร์กำลังเล็งการเป็นตัวเชื่อมทางธุรกรรม ระหว่างธนาคารวานิชธนกิจ กับสถาบันการเงินต่าง ๆ การบริหารกองทุน และตลาดหุ้น (wholesale and institutional banking, fund management and capital markets) ทั้งนี้ก็เพื่อจะเป็นช่องทางสำหรับการไหลเข้า-ออกของเงินระหว่างทั้ง 2 ย่านดังกล่าว
       (*รายได้ที่ได้จากการขายน้ำมัน ที่ได้มาในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ)
       
       เพื่อทำให้ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ในสิงคโปร์ ทำตัวให้สอดคล้องกับหลักการหาดอกผลที่เป็นไปตามหลักกฎหมายอิสลาม (sharia-compliant) เมื่อเร็ว ๆ นี้ การเงินตราสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore -MAS) ก็ได้ออกระเบียบการด้านนี้ออกมาชุดหนึ่ง
       
       ตอนนี้ตลาดหุ้นสิงคโปร์จัดทำกระดานหุ้น (index) พิเศษออกมาชุดหนึ่ง ให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายชาเรีย (อิสลาม) โดยกันบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับสิ่งต้องห้ามในศาสนาอิสลาม เป็นต้นว่าขายหมู หรือทำอาหารที่เกี่ยวกับหมู มันหมู สุรา และการพนัน ฯลฯ ออกไปจากกระดานหุ้น จากรายงานของ MAS เมื่อเร็ว ๆ นี้ชี้ว่า ตอนนี้มีบริษัทและธุรกิจที่เป็นไปตามกฎหมายชาเรีย มาขึ้นทะเบียนที่สิงคโปร์แล้วมีมูลค่ากว่า $1.6 พันล้านเหรียญ
       
       ถึงจะยังไม่อ้าซ่านัก แต่การเดินหมากในตะวันออกกลางของสิงคโปร์ ก็ยังอยู่ในครรลองสอดคล้องกับนโยบายต่างประเทศสหรัฐอย่างเหนียวแน่น คือสิงคโปร์จะใกล้ชิดเป็นพิเศษกับประเทศในตะวันออกกลาง ที่มีสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับวอชิงตัน ที่กำลังทำ ‘สงครามปราบปรามการก่อการร้าย’ ซึ่งรวมถึงซาอุดิ อารเบีย และจอร์แดน
       
       สิงคโปร์ให้การสนับสนุนทางทหารกับสหรัฐ โดยผ่านฐานทัพเรือเซมบาวาง ทางตอนเหนือของตัวเกาะ และสนับสนุนสหรัฐในนโยบายด้านการก่อการร้ายที่แข็งขันที่สุดในหมู่ประเทศเอเชียอาคเนย์ทั้งหมด
       
       สิงคโปร์เป็นพันธมิตรของวอชิงตันในการทำสงคราม และการยึดครองอิรัก ให้การสนับสนุนด้านบุคคลากรในโครงการฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ และผู้นำในรัฐบาลสิงคโปร์ ต่างก็ออกมายืนกรานว่าสหรัฐไม่ควรถอนทหารกลับ นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิสราเอล ซึ่งในตอนต้น ๆ (ปลายทศวรรษที่ 1960s-1970s) ก็ช่วยอิสราเอลสร้างกองทัพด้วย
       
       แต่ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็ไม่มีนโยบายไปก๋ากั้น (confrontational position) กับการเมืองในตะวันออกกลางเช่นกัน (ดูได้ชัดจากนโยบายต่ออิหร่าน) แม้รัฐบาลสิงคโปร์จะออกมาวิพากษ์วิจารณ์โครงการฟอกเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของเตหะราน แต่ก็ผ่านสหพันธ์ SBF เข้าไปดำเนินนโยบายตะวันออกกลาง โดยสร้างสายสัมพันธ์กับอิหร่าน เมื่อเดือนมีนาคมที่แล้วว่า รัฐมนตรีอาวุโสโก๊ะเดินทางไปเยือนเตหะราน และร่วมหารือกับประธานาธิบดีมาหมูด อาห์มาดิเนจัด ในระดับธุรกิจ บริษัทต่าง ๆ ในสิงคโปร์ไปเยือนเตหะรานในปี 2005 โดยการจัดการของ SBF และเมื่อปีกลาย ก็ให้การต้อนรับคณะนักธุรกิจอิหร่านที่เดินทางมาเยือนอีกด้วย
       
       เห็นได้ชัดว่าหลักการที่อยู่เบื้องหลังการเดินแต้มคูของสิงคโปร์ในตะวันออกกลางก็คือ หลักสัมฤทธิผลนิยม (pragmatism*) และความเชื่อที่ว่าอิทธิพลทางการค้า สามารถเข้าไปเจือการเมืองให้อ่อนลง (moderating) ได้นั่นเอง กระทั่งโก๊ะเองยังเสนอให้สร้างสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เชื่อมสิงคโปร์และประเทศต่าง ๆ ในเอเชียที่เหลือ เข้ากับตะวันออกกลางให้เหนียวแน่นขึ้น เพื่อจะได้เจืออิทธิพลของพวกคลั่งศาสนาและการก่อการร้ายให้จางลง
       (*แนวคิดที่ถือเอาผลสำเร็จในการนั้น ๆ เป็นเครื่องตัดสิน โดยไม่เกี่ยวกับแนวคิดทางอุดมคติใด ๆ)
       
       โก๊ะกล่าวในการประชุมครั้งแรกของกลุ่มเจรจาเอเชีย-ตะวันออกกลาง (Asia-Middle East Dialogue meeting) เมื่อเดือนมิถุนายน 2005 ว่า “การที่ตะวันออกกลางจะมั่งคั่งและพัฒนานั้น เป็นผลประโยชน์ของพวกเราเอง การที่ประเทศตะวันออกกลางจะเสียบปลั๊กเข้ากับเครือข่ายเอเชีย ก็เป็นผลประโยชน์ของพวกเราเองด้วย”
       
       อดีตนายกฯ โก๊ะกล่าวอีกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกลางกับตะวันตก เป็นไปด้วยความยากลำบากมาแต่ไหนแต่ไร แต่สำหรับเอเชียเราไม่มีกำแพงขวางกันระหว่างกันใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา หรืออุดมการณ์ ... ตรงกันข้าม สายสัมพันธ์ระหว่างเราทั้ง 2 ย่านเก่าแก่ อิทธิพลทางประวัติศาสตร์ถ่ายเท ผูกพันกันแน่นหนา มีก็แต่เพียงในช่วงศตวรรษหลังนี้เท่านั้น ที่โลกระบาดไปด้วยลัทธิล่าอาณานิคมและสงครามเย็น และเราต่างละเลยกันไป แต่ตอนนี้สายสัมพันธ์ก่อนเก่าได้รับการสถาปนากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว”
       
       Andrew Symon is a Singapore-based journalist and researcher/analyst.
จาก  http://www.manager.co.th

อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ปรยา วันที่ : 02/09/2007 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/preedatower

ขอบคุณ และขอนำไปวางใน preeda re-tell ครับ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน