• ม่อย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : adwks@mahidol.ac.th
  • วันที่สร้าง : 2009-01-27
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 132794
  • ส่ง msg :
  • โหวต 102 คน
ศิลปะวิถี : เพื่อความรอบรู้ ลุ่มลึก รื่นรมย์
แลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันกันเรื่องศิลปะ | การมองโลก | ความซาบซึ้งและสะท้อนทรรศนะด้วยศิลปะ
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/silpa
วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2552
Posted by ม่อย , ผู้อ่าน : 1428 , 00:14:16 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความเดิมตอนที่ผ่านมา  ภาคแรก : ขึ้นรถเมล์และทำสมาธิทุกวัน ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๒  ตอนที่ ๓   ภาคสอง : ขึ้นรถเมล์และทำสมาธิทุกวัน เพิ่มการเขียนโปสการ์ดให้สำเร็จและเก็บเกี่ยวเรื่องศิลปะ ความงาม และการสะท้อนประสบการณ์การเรียนรู้สังคมมาแบ่งปัน ตอนที่ ๑  ตอนที่ ๒

รถเมล์-ผู้คน

การนั่งรถเมล์ทำให้ผมได้สัมผัสชีวิตอีกแบบหนึ่ง เห็นความหลากของชีวิต หลากสีสัน ต่างจิตต่างใจ หากเป็นรถสองแถวเล็กก็ต้องนั่งประจันหน้ากันและการขึ้นลงก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเดินเบียดผู้อื่นพร้อมกับค้อมตัวก้าวเดินทุลักทุเล รถปรับอากาศก็จะมีพื้นที่สำหรับยืนและเดินน้อยกว่าที่นั่ง ผู้คนเมื่ออยู่ในเบาะนั่งเป็นส่วนใหญ่ก็จะดูเป็นสัดส่วน มีภาษาความเป็นตัวใครตัวมันมากกว่า

ลักษณะการปฏิบัติที่แตกต่างกันเหล่านี้ ทำให้บุคลิกและลักษณะกลุ่มคนในรถโดยสารสาธารณะแต่ละแบบมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เช่น ผู้คนบนรถเมล์จะเป็นกลุ่มคนที่หลากหลายผสมผสาน เปิดตัวและมีปฏิสัมพันธ์กับรอบข้างสูง ผู้โดยสารรถปรับอากาศส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงานและวัยรุ่น ส่วนในรถสองแถวเล็กก็มักเป็นกลุ่มคนทำงานและเด็กนักเรียนนักศึกษาที่มีที่พักอาศัยกับที่ทำงานและสถานศึกษาอยู่ไม่ไกลกัน การโดยสารรถแท๊กซี่ ก็จะทำให้เราได้สัมผัสกับเจ้าของและคนขับรถแท๊กซี่ที่มีประสบการณ์เหมือนหนังสือมีชีวิตที่หลากหลาย เข้มข้นและให้สีสันแตกต่างไปอีก บนการเดินทางจึงมีเรื่องราวและสื่อสะท้อนการเรียนรู้โลกกว้างได้มากมาย 

รถเมล์-ความทรงจำ

วันหนึ่ง ผมได้ขึ้นรถเมล์เก่ามาก เลยเลือกเอาภาพเขียนสีน้ำมันชิ้นหนึ่งมาเป็นภาพประกอบ เป็นภาพเขียนผมเองเมื่อครั้งที่เรียนโรงเรียนเพาะช่าง สถาบันศิลปะที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ เก้าอี้เป็นเก้าอี้ที่ผมและเพื่อนๆชอบนั่ง รองเท้าก็เป็นรองเท้าเช๊คโกหนังกลับ ซึ่งปรกตินั้นผมสวมรองเท้ายางรถยนต์ แต่รองเท้าคู่นี้จำเป็นต้องกัดฟันซื้อเพราะไปสมัครเป็นครูพิเศษสอนศิลปะที่โรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ กรุงเทพฯ ข้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ต้องแต่งตัวเรียบร้อย เสื้อเชิ๊ต ผูกเน็คไท และสวมรองเท้าหุ้มส้น รองเท้ารวมทั้งเสื้อและกางเกง เป็นของเก่ามือสองทั้งสิ้น ซึ่งปัจจุบันคนอาจชอบสวมใส่กันเหมือนเป็นแฟชั่นอย่างหนึ่ง แต่ที่ผมต้องซื้อมาใช้เมื่อก่อนโน้นเพราะไม่มีตังค์ครับ ตอนนั้นผมเป็นเด็กวัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมารามและก่อนหน้านั้นก็เป็นเด็กวัดสระเกศ  

วันแรกของการไปเป็นครูคนใหม่ก็เป็นเรื่องครับ คือผมดันลืมวิธีผูกเน็คไท พอทำท่าจะสาย เกรงว่าจะไปสอนเด็กไม่ทัน ก็เลยมัดๆดึงๆ กลายเป็นรัดคอตัวเองจนลมออกหู แต่ก็ให้เป็นอย่างนั้นไปก่อน เสร็จแล้วก็ใส่รองเท้าคู่นี้เดินจ้ำอ้าวไปขึ้นรถเมล์ที่สนามหลวง แต่อารามที่รีบไปหน่อย ตอนวิ่งขึ้นรถเมล์ก็ดันไปเตะขอบฟุตบาทเข้า พื้นรองเท้าถึงกับเปิดเป็นปากเป็ด ยกขาขึ้นก็อ้าพะงาบๆออก พอเท้าถึงพื้นก็กระทบกันดังป๊าบแบบเสียงตีนตบ-มือตบ อย่างไรอย่างนั้น คนบนรถเมล์หัวเราะ ผมก็อาย เลยหันซ้ายหันขวาแล้วก็ดึงเอาลวดจากรั้วล้อมต้นไม้ของ กทม.ที่อยู่ใกล้ๆ มานั่งร้อยพื้นรองเท้าให้พออยู่แล้วก็เดินขึ้นรถเมล์ ปรกติก็ต้องห้อยโหนกันตัวโยนครับ แต่วันนั้นคนเปิดช่องให้ผมขึ้นได้และมีที่ยืนให้อีกด้วย คงนึกอายแทนและคงกลัวว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดว่าเป็นพวกเดียวกับผม กลัวโดนมองเลยหลีกออกไปจนมีที่ว่าง ฮ่า รองเท้าเก่าจนขาดเลยนำมาเขียนรูปไว้ก่อนทิ้งเพื่อได้รำลึกถึงกันอย่างเพื่อนและมีคุณต่อเรา

ในภาพมีถุงโอเลี้ยง และย่ามคู่ใจ ใส่สี พู่กันและหนังสือ โอเลี้ยงเป็นเครื่องรำลึกถึงชีวิตรวมหมู่ของผมในโรงเรียนศิลปะ เวลาผมหรือเพื่อนคนไหนซื้อโอเลี้ยง ถั่วทอด ลูกชิ้นปิ้ง และกล้วยทอด ทุกอย่างห้ามหลบไปกินเยี่ยงวิถีปัจเจกเด็ดขาด ต้องเอามาแบ่งกันกิน ถุงหนึ่งก็ดูดกันจนถ้วนทั่ว เสร็จแล้วก็รอน้ำแข็งละลายแล้วก็ดูดสลับกับเคี้ยวก้อนน้ำแข็งจนเกลี้ยง เขียนเป็นภาพเหมือนจริงเหนือตาเห็นหรือที่คนเรียนศิลปะมักเรียกตามภาษาปากว่าภาพโคตรเหมือนจริง(Super-Realistic )

จัดองค์ประกอบและแสงเงาให้มีเรื่องราวเพื่อนำเสนอความคิดให้เป็นอีกมิติหนึ่ง นอกเหนือจากสิ่งที่อยู่ในภาพจะนำเสนอความเหมือนจริงโดยธรรมชาติของตัวมันเอง นอกหน้าต่างเป็นโรงเรียนสวนกุหลาบ ผมมักได้ยินเสียงนักเรียนซ้อมเป่าแตรวงโยธวาฑิตลอยมาอยู่เป็นประจำ ทำให้คิดถึงบ้านและตอนเล่นแตรวง ท้องฟ้านอกหน้าต่างเลยทำให้เป็นเหมือนความฝันและเสียงดนตรี

การขึ้นรถเมล์ ทำสมาธิ และหากิจกรรมต่างๆมาทำผสมผสานไปด้วย ทั้งการเรียนรู้โลกรอบข้าง แล้วนำมาเล่าถ่ายทอดในเรื่องศิลปะ ความงาม และการเรียนรู้ทางสังคม เหล่านี้ ทำให้การเดินเท้า ขึ้นรถเมล์และรถโดยสารสาธารณะ เป็นโอกาสการเรียนรู้ ได้ออกกำลังกาย ได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คน และได้ความรื่นรมย์ในชีวิตบนสองรายทาง เป็นการดำรงชีวิตในท่ามกลางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มิได้มีความหมายเบ็ดเสร็จโดยตัวมันเอง ทว่า ขึ้นอยู่กับการที่เราจะสร้าง สะสมให้เป็นความทรงจำและรู้สึกงดงามเมื่อนำกลับมารำลึกถึง เหมือนภาพเขียนที่งามและมีความหมายขึ้นมาด้วยวิธีมองและการปฏิสัมพันธ์ต่อสรรพสิ่งของเรา

มีหนังสือพิมพ์อ่าน ข้าวแกงอร่อย มาลัยหอม รัฐบาลได้แรงหนุน :                                     ทฤษฎีเศรษฐกิจและสังคมจากแท๊กซี่ 

เวลานั่งแท๊กซี่ก็มักมีบรรยากาศเหมือนเราไปร้านตัดผม คนขับรถแท๊กซี่โดยมากมักเป็นผู้มีสำนึกการเป็นผู้บริการและให้ความสบายใจแก่ผู้โดยสาร หากไม่พยายามเปิดเพลงและรายการวิทยุที่คาดว่าเราชอบก็มักคุยกับผู้โดยสารอย่างได้อรรถรส ทำให้ผมได้ประสบการณ์ดีๆและหลากหลาย หลายเรื่องเป็นความรู้ใหม่ๆต่อสิ่งรอบตัว หลายเรื่องก็เป็นวิธีคิดวิธีมองสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้ง บ้างก็เป็นเรื่องการใช้ชีวิต การทำมาหากิน การศึกษาและปฏิบัติธรรม ความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับชนบทและถิ่นฐานบ้านช่องของคนขับแท๊กซี่ แต่ไม่ว่าคนขับแท๊กซี่จะเป็นคนจากต่างจังหวัดหรือคนกรุงเทพฯ ก็มักมีลักษณะคล้ายกันอย่างหนึ่งคือความเป็นคนขวนขวายต่อชีวิต รอบรู้ มีวิธีคิดและการสะท้อนโลกที่เป็นตัวของตัวเอง ผมอยากจะเรียกว่ามีลักษณะการเป็นปัญญาชนชาวบ้านและคนเดินถนน

บางครั้งก็เจอแท๊กซี่อารมณ์ศิลปินแบบคนกันเอง มีอยู่ครั้งหนึ่งผมดูการตบแต่งรถ ดูการฟังเพลง และบางครั้งก็เผลอฮัมเพลงออกมา รวมทั้งดูสภาพการแต่งตัวแล้ว ก็คะเนว่าพี่แกน่าจะมีรสนิยมทางดนตรี พอคุยไปคุยมาก็พบว่ามิใช่เพียงเป็นอย่างที่คาดเท่านั้น ทว่า เขาเคยเป็นนักดนตรีและมีโอกาสเป็นนักร้องนำด้วย พอผมทำหน้าประหลาดใจ แกเกรงผมจะคิดว่าเป็นราคาคุย ก็เลยปิดเทปและร้องเพลงสากลแนวคันทรี่ให้ฟัง โอ้ พระเจ้า เสียงใช้ได้และจังหวะจะโคนก็เรียกว่าเป็นเพลงทีเดียว แต่ผมขำความเอาจริงเอาจังของพี่แก เลยอดระเบิดเสียงหัวเราะออกมาไม่ได้พร้อมกับปรบมือ แกคงนึกว่าร้องเพลงโดนใจ เลยต่อด้วยอีกเพลง ผมก็ยิ่งขำ กระทั่งไปถึงหน้าที่ทำงานผม  ก็ถึงกับจอดและร้องต่อ ทำท่าเหมือนไม่อยากให้ผมลง ผมก็นั่งฟังแกร้องให้จบอีกเพลงหนึ่ง ฟังไปก็หัวเราะน้ำหูน้ำตาไหล

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมขึ้นแท๊กซี่จากสนามบินสุวรรณภูมิกลางดึกเพื่อกลับบ้าน เป็นแท๊กซี่ที่ต้องขึ้นไปตามคิว เลือกไม่ได้ คนขับบอกว่าเข้าคิวรอมาสามชั่วโมงกว่า แล้วก็บอกว่ามีแท๊กซี่ผีที่เป็นรถใหม่กว่า ได้ผู้โดยสารดีกว่าแกอีก แกพูดเหมือนน้อยเนื้อต่ำใจถึงความยุติธรรมในสังคม ผมถามว่าแล้วมาเข้าคิวรอให้เสียเวลาทำไมมากมาย ทำไมไม่ออกไปวิ่งหาผู้โดยสารข้างนอก แกบอกว่าไปวิ่งข้างนอกก็แข่งกับเขาไม่ค่อยได้อีก “..รถผมมันเหมือนกะหรี่ตกรุ่น จะไปหากินสู้เขาข้างนอกได้อย่างไร..”  

“ เป็นยังไงกะหรี่ตกรุ่น? ” ผมถามแก แกก็อธิบายให้ฟังว่ารถแกเก่าและสีสันภายนอกทรุดโทรม “ผู้โดยสารชอบเรียกแต่รถรุ่นใหม่ ไม่ชอบรถเก่า ไปวิ่งข้างนอกก็จะไม่ค่อยได้ผู้โดยสาร เลยต้องจำใจไปเข้าคิวรออยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ อย่างน้อยก็พอมีตังค์ยาไส้..”   วันนั้นผมจ่ายเพิ่มให้แกต่างหาก 50 บาท นอกเหนือจากค่ามิเตอร์และที่ต้องเพิ่มอีก 50 บาทอยู่แล้ว ถือว่าเป็นค่าลงทะเบียนวิชาสังคมวิทยาและการวิจัยสร้างทฤษฎีจากประสบการณ์จากคุณครูแท๊กซี่ท่านนี้

มีอยู่จ้าวหนึ่ง ลูกคนโตกำลังเรียนปีสามมหาวิทยาลัยและอีกคนหนึ่งกำลังเรียนมัธยม ที่คอแกแขวนพระเครื่องหลายองค์ พูดคุยสนทนาเยือกเย็นและน่าฟังทุกเรื่อง ดูเป็นเป็นคนมีหลักชีวิตและเป็นผู้เรียนรู้ในชีวิตอยู่ตลอดเวลา แกบอกว่ามีคนอยู่ 3 จำพวกที่ไม่ควรเชื่อและไว้ใจง่ายๆ คือ ทนายความ เซลแมน และเซียนขายพระเครื่อง แกบอกว่าทนายความก็เที่ยวยุยงให้หาเงินมาสู้คดีความแล้วก็บอกว่าจะต้องชนะอย่างเดียวไม่ได้คำนึงถึงการทำความถูกผิดให้ได้รับการพิจารณาที่เหมาะสม  ส่วนเซลแมนเวลาเสื้อหลวมก็บอกว่าใส่และซักสักครั้งหนึ่งก็จะหดพอดี แต่พอเสื้อคับก็บอกว่าใส่สักครั้งหนึ่งก็จะยืดออกพอดีอีก เรียกว่าต้องซื้อและเสียตังค์อย่างเดียว ส่วนเซียนขายพระเครื่อง หากเรามีพระดีก็มักติและทำเป็นไม่สนใจจนทำให้เราหลงปล่อยของในราคาถูก แต่พอเป็นฝ่ายจะไปเช่า ของจริงไม่จริง ดีไม่ดี ก็พูดจนคนที่ไปด้วยกันเกิดการปั่นราคาและแย่งกันเช่าในราคาที่แพง นี่ก็เป็นการตกผลึก สร้างทฤษฎีแม่บทจากชีวิตจริงเช่นเดียวกันครับ ไม่จำเป็นต้องโต้แย้งหรือสรุปไปตามนั้นแต่อย่างใดครับ เพราะสิ่งที่สื่อกับเราจริงๆคือ ในวิถีชาวบ้านนั้น ผู้คนสามารถทำชีวิตและการงานให้เป็นการเรียนรู้ สร้างความเปลี่ยนแปลงงอกงามได้อยู่ตลอดเวลา ครับ

ยิ่งไปกว่านั้น แกบอกว่าช่วงนี้เศรษฐกิจแย่มานานแล้ว ทำให้แกไม่ค่อยมีพวงมาลัยมาแขวนในรถ ไม่ได้ซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน และไม่ค่อยได้ไปกินข้าวแกง หากมีรายได้ดี พอพึ่งตนเองและมีตังค์เก็บไว้ส่งเป็นค่าเล่าเรียนของลูก แกก็จะเจียดตังค์ซื้อพวงมาลัยจากเด็กๆตามสี่แยกทุกวันแต่ตอนนี้ต้องซื้อจำเพาะในวันพระ  หนังสือพิมพ์ที่ซื้อตามสี่แยกเช่นกันก็ต้องงดและดูทีวีและฟังวิทยุเอา แล้วก็ต้องงดไปกินข้าวแกงทุกวันเหลือไปกินเป็นบางวัน แม่ค้าข้าวแกงก็จะต้องลดค่าใช้จ่ายทำให้ข้าวแกงก็ไม่อร่อยเหมือนตอนที่มีรายได้ดีอีกด้วย ทำให้ผมได้รู้เหตุผลของการอ่านและไม่อ่านหนังสือของประชาชนคนไทยอีกแง่หนึ่งจากทฤษฎีของชาวแท๊กซี่ว่าเป็นผลกระทบของเศรษฐกิจและสภาวการณ์ของสังคมด้วย มิใช่จากระบบการศึกษา คุณภาพการอ่านและการศึกษาเรียนรู้ของปัจเจกอย่างเดียว

แกบอกว่า ”กลุ่มคนพวกนี้ คือ เด็กขายพวงมาลัยและคนขายหนังสือพิมพ์ตามสี่แยก แม้ค้าขายข้าวแกง เหล่านี้มีวงจรชีวิตพึ่งพิงกัน เวลามีเงินและมีกำลังซื้อก็ต้องรีบจับจ่ายใช้สอย จึงจะอยู่ด้วยกันได้”  การซื้อพวงมาลัย หนังสือพิมพ์ และกินข้าวแกง จึงเป็นการสร้างสุขภาวะสังคมในวงจรชีวิตของแก 

“ผมไม่เห็นด้วยที่คนต้องหาเงินและเก็บอย่างเดียว คนรอบข้างจะอยู่ด้วยกันยังไง”   “การไม่มีพวงมาลัยแขวนรถทุกวัน แท๊กซี่ไม่ซื้อหนังสือพิมพ์อ่าน แม่ค้าขายข้าวแกงไม่ได้ บอกถึงเศรษฐกิจและสภาพสังคม แล้วก็บอกถึงการให้คะแนนแก่รัฐบาลได้เหมือนกัน”  โอ้โฮ  นี่ระดับปราชญ์ครับ ปราชญ์

ขงจื๊อบอกว่าหาความลึกซึ้งและแยบคายจากชีวิต เข้าใจตนเองอย่างท้องแท้แล้วได้ปัญญาอนุมานไปสู่โลกรอบข้างได้อย่างนี้ เป็นวิถีของปราชญ์ครับ

หลายคนถึงกับทำให้ผมต้องคิดว่า หากสังคมของเรามีโอกาสที่หลากหลาย เคารพความแตกต่างของผู้คน และจัดสรรการเข้าถึงทรัพยากรให้ยืดหยุ่นแก่ผู้คนที่ไร้โอกาส โดยเฉพาะโอกาสการศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิตและการงาน การเข้าถึงเงินทุนและปัจจัยการประกอบกิจการที่ตนเองได้ใช้ความสามารถให้เหมาะสม เราก็อาจจะพบผู้นำการพัฒนาสาขาต่างๆของสังคม นักการเมือง นักธุรกิจ และคนมีคุณภาพในหลายด้านที่สังคมของเราต้องการ จากในหมู่พลเมืองและประชากรคนขับแท๊กซี่นั่นเอง สังคมและชุมชนระดับต่างๆคงจะมีกำลังในการพัฒนาตนเองที่เข้มแข็งขึ้นมากมาย

ในมุมกลับ คนขับแท๊กซี่และชาวบ้านที่มีภูมิรู้จากชีวิต บอกเราได้อย่างหนึ่งว่า ระบบสังคมที่มีอยู่คงทำให้ผู้คนหลุดไปจากโอกาสการพัฒนาให้เต็มตามศักยภาพของตนไปอยู่ไม่น้อย

บทเรียนการทดลองตนเองและแรงบันดาลใจที่ได้

ทำพันธกิจสะดุดรักเป็นเพื่อนกัน 25 วันอีกรอบที่คุณพร สิงห์มือซ้ายและเพื่อนๆชาวบล๊อกโอเคเนชั่นชวนกันทำนี้ ทำให้ผมได้แก่ตัวเองหลายอย่างทีเดียว ในแง่การกระตุ้นให้ออกไปดูบ้านบล๊อกเกอร์อื่นๆ ก็ทำให้ผมเห็นเรื่องราวที่น่าสนใจที่คนอื่นเขาทำมากมายทั่วประเทศและแผ่ขยายออกไปทั่วโลกอีกด้วย ผมได้เห็นการดำเนินชีวิตของคนที่จำเป็นต้องย้ายถิ่นและอยู่ในครอบครัวที่ต่างสังคมที่คิดและถ่ายทอดมาจากประสบการณ์ตรงในชีวิต มีทั้งความเหน็ดเหนื่อย ความมีสีสัน และความงดงามที่ออกมาจากความมีชีวิตจิตใจเหมือนกันของผู้คนทุกชาติทุกภาษา 

ได้เห็นการสะท้อนภาพสังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และวิถีชีวิต จากคนที่เก็บเกี่ยวมาจากประสบการณ์ชีวิต หลากหลาย เข้มข้น และเป็นของจริง ซึ่งนับว่าเป็นการสื่อสารเรียนรู้จากโลกทรรศน์ของปัจเจกที่ให้ปัญญาการใช้สามัญสำนึก และทำให้เห็นธรรมชาติการเป็นผู้เรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งภาคประชาชนและคนธรรมดาสามัญมีอยู่ในทุกชาติทุกภาษา ได้สัมผัสตรงถึงการมีเครือข่ายประสาทการรับรู้ที่กว้างขวาง ทำให้ได้ความคิดและวิธีทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเวทีที่มีความหมายหลายอย่างทั้งต่อการหาความรู้ พักผ่อน ทำงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้คน

ผมได้แก่ตัวเองอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะตอนนี้ผมปรับตัวเพื่อทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯโดยไม่ต้องใช้รถส่วนตัวได้อย่างแน่นอนและทำได้อย่างมีความสุขกว่าเดิม  อีกทั้งนอกจากกิจกรรมที่ลองนำมาทำเพื่อสร้างประสบการณ์ดีๆทั้งเพื่อตนเองและผู้อื่นแล้ว ก็เลยถือโอกาสนำหลายอย่างมาทดลองทำไปด้วยเสียเลย ผมงดอาหารมื้อเย็นได้หนึ่งเดือน และหากจำเป็นต้องไปรับประทานอาหารนอกบ้านก็งดข้าวและอาหารประเภทแป้ง วิ่งออกกำลังกายได้สองวัน

งดรีดเสื้อผ้าได้ร้อยเปอร์เซ็นและใช้เครื่องซักผ้าลดลงไปเกือบร้อยเปอร์เซ็น ดูจากค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนก็พอจะประมาณได้ว่าสามารถมีส่วนร่วมในการลดพลังงาน รักษาสิ่งแวดล้อม และช่วยเศรษฐกิจทั้งของตนเองและส่วนรวมได้มากกว่าครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับสองสามปีก่อนของตนเอง 

ต้มผักและทำอาหารสุขภาพกินเอง ทำให้ผมก้มสวมรองเท้าหรือยกขาถูสบู่เวลาอาบน้ำได้โดยไม่เซ เวลานุ่งกางเกงก็ไม่คันพุงอีกต่อไปเพราะก่อนหน้านี้ผมเริ่มพุงย้วยไปเสียดสีกับขอบกางเกง คันและเกาอยู่เป็นนานก็ตั้งข้อสังเกตตนเองได้ว่าลงพุงและพุงย้วยเกินไปแล้ว ตอนนี้หายแล้วครับ ประเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไปชั่งน้ำหนักดู

รอบนี้ได้ทำอาหารสุขภาพรับประทานเอง เป็นต้มผักล้วนๆ เหมือนเป็นซุปต้มผัก  ข้างบนกำลังเตรียมผักสดครับ และภาพล่างก็เป็นต้มซุปที่น้ำผักออกมาจนหวานเลย

กว่าที่จะลดมื้ออาหารและลดการกินข้าวได้เกือบแย่ครับ เพิ่งรู้บทเรียนและเข้าใจคนอ้วนที่สู้กับตนเองไม่ได้ ทรมานและเจ็บปวดกระเพาะเหมือนจะไม่สบายเลยทีเดียว ต้องค่อยๆให้ร่างกายปรับตัว และเมื่อไม่เจ็บกระเพาะ ก็เริ่มหยุดอย่างต่อเนื่องให้ได้สามวัน ประมาณวันที่ 4-5 ก็สังเกตได้เลยว่าร่างกายจึงจะเริ่มดึงเอาพลังงานที่ตุนสะสมไว้ตามหน้าท้องและใต้ผิวหนังออกมาใช้ ทำให้เริ่มยุบลงอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านั้นเขาจะบังคับให้เราดึงพลังงานจากข้างนอกใส่เข้าไปด้วยการทำให้หิวและบิดไส้บิดกระเพาะจนเจ็บปวดไปหมด ไม่ยอมใช้ของตนเองที่ตุนไว้จนเรากลายเป็นหมูพะโล้ไปหมด

นอกจากเป็นโอกาสได้ดูแลตนเองไปด้วยแล้ว ผมได้บางอย่างที่ไม่รู้ว่าจะบอกอย่างไรดี คือ ผมได้ฟังร่างกายตนเองคุยและเห็นการดำเนินไปบางอย่างที่ทำให้ได้ความรู้สึกถึงความเป็นเพียงผู้สังเกตของตัวเราเอง แต่ตอนนี้ยังอธิบายไม่ถูกครับ ขอทดไว้ก่อน

จบพันธกิจสะดุดรักภาคสองครับ.





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 22 (0)
ม่อย วันที่ : 18/07/2009 เวลา : 05.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

อาจารย์ฟ้าใส จริงด้วยสิ เป็นวิธีพูดให้ผลสะท้อนเป็น Value added แล้วผู้โดยสารก็จะสบายใจเวลานั่งรถของเขา ดีครับดี เป็นวิธีฟังแบบใจเขาใจเราเลยเชียว

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
speakout วันที่ : 11/07/2009 เวลา : 18.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speakout

สุกี๊แห้ง แบบมังสะวิรัต ไหมค่ะ?

deep doalogue เหรอค่ะ สำหรับพี่ taxi นี่แล้วน่าจะประมาณ "เป็นแฟนคนจนต้องทนหน่อยน้อองงง งง" รึเปล่าค่ะ แฮ่

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
ม่อย วันที่ : 06/07/2009 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

งั้นเอาข้าวผัดแบบกินแล้วไม่อ้วนมีไหมอาจารย์ฟ้าใส

เคยสังเกตอยู่เหมือนกันว่า เวลาฝนตกซึ่งต้องการรถแท๊กซี่มากกว่านั่งรถเมล์หรือเดินดูผู้คนไปด้วยนั้น รถแท๊กซี่ไม่ค่อยออกมาวิ่ง และที่มีแบบนานๆมาทีนั้น ก็ไม่ค่อยจะรับผู้โดยสารอีก เขาคงรู้ว่าในสภาพอย่างนั้นผู้คนถึงจะรู้ถึงความลำบากและนึกถึงพวกแท๊กซี่เก่าๆ

อันที่จริงก็ให้วิธีคิดและปรัชญาชีวิตที่ดีมากนะครับเนี่ย แก่นความสำคัญของรถแท๊กซี่และรถยนต์ก็คือการสามารถเดินทางไปยังจุดหมาย อย่างอื่นเป็นเรื่องปรุงแต่งและเป็นส่วนเกินด้วยซ้ำ เขายังสามารถมีความเป็นแท๊กซี่อย่างสมบูรณ์และอาจจะดีกว่าแท๊กซี่ที่ดูดีมากมายเพียงภายนอก ต้องตอนที่ลำบากและจำเป็นมากๆนั่นเองถึงจะเห็นว่าต้องง้อเขา

หากเป็น deep dialogue แล้วละก็ สิ่งที่เขาตกผลึกชีวิตและสื่อออกจากก้นบึ้งจิตใจในยามนั้นก็คือ 'เมื่อรู้จักทุกข์และเกิดความจำเป็นแก่ตนเอง ผู้คนจึงจะเห็นใจผู้อื่นได้อย่างลึกซึ้ง อย่างนี้หรือเปล่าครับ'

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
speakout วันที่ : 04/07/2009 เวลา : 19.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speakout

เคยได้พูดคุยกับคนขับ Taxi เหมือนกันค่ะ รถของพี่เค้าคงเป็นเหมือนประโยคที่พี่คนขับบอกว่ารถเค้าเหมือน "กะหรี่ตกรุ่น" หน่ะค่ะ .....

พี่เค้าพูดแบบน้อยอก น้อยใจในชะตาที่ไม่สามารถมีเงินไปผ่อนรถ Taxi รุ่นใหม่ๆ ได้ แต่เค้าก็ดูแลรถเค้าสะอาด สะอ๊าน กลิ่นภายในรถก็สะอาดเพราะเป็นคนไม่สูบบุหรี่ แต่ดื่มค่ะ ดื่มทุกวัน ด้วยมีความเชื่อว่าต้องดื่มเบียร์เพื่อไล่แก๊สในร่างกาย (รถใช้แก๊ส) จะได้ไม่มึนหัว ปวดหัว แถมนอนหลับสบาย .. ซึ่งความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่บอกเล่าต่อๆ กันมาของคนขับรถ Taxi รุ่นพี่ๆ หน่ะค่ะ ..

ด้วยเป็นรถรุ่นเก่า ซึ่งหาคนเรียกใช้บริการยาก ไม่เหมือนรถรุ่นใหม่ๆ แกเลยพูดเชิงประชดประชันปนขำๆ ว่า "เข้าหน้าฝนเหมือนไหร่ ฝนตกทุกวัน ทุกวัน อย่ามาโบกเรียกนะ จะไม่จอดรับเลย"

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
speakout วันที่ : 04/07/2009 เวลา : 18.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speakout

Order อะไรดีค่ะ วันนี้

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
ม่อย วันที่ : 04/07/2009 เวลา : 03.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

วันนี้ผมนั่งรถแท๊กซี่ไปทำงาน ปรากฏว่าคุยไปคุยมา คนขับรถแท๊กซี่เป็นนักศึกษาปริญญาโทของมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาสิทธิมนุษยชน ขับรถหาเงินเรียน และวางเป้าหมายชีวิตว่าจะออกไปทำงานพัฒนาสังคมในแนวอาสาสมัคร

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
ม่อย วันที่ : 04/07/2009 เวลา : 03.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

น่าอร่อย น่าชิม ดูเป็นเมนูของมืออาชีพเลยนะครับคุณฟ้าใส รับออร์เดอร์ home derivery ไหมเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
speakout วันที่ : 01/07/2009 เวลา : 18.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speakout


งั้นเปลี่ยนโหมดเป็น "ฟ้าใสชวนชิม" แทนนะค่ะ

ข้าวผัดไข่เพิ่มสีสรรสวยงาม สีส้มอย่างแครอท ตัดกับสีเขียวของแตงกวา แลดูสวยงามจนต้องบันทึกภาพไว้สักช็อต (คิดเอาเองว่าสวย แต่จะอร่อยหรือเปล่า ขออนุญาตไปชิมก่อนนะค่ะ)

คาร์โบรไฮเดรท + โปรตีน + วิตามิน = อ้วน?

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ม่อย วันที่ : 30/06/2009 เวลา : 03.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

ไปยังไงมายังไงล่ะเนี่ยคุณฟ้าใส หายแซ๊บไปเที่ยวถึงไหนเป็นนาน โผล่มาอีกทีก็คุยอย่างกับการอภิปรายการเมืองไปเสียแล้ว

ตอนนี้ผมกำลังอ้วนท้วนครับ ชนชั้นกง-ชั้นกลางอะไรนี่เลยไม่ค่อยวิตกจริตเท่ากับพุงกำลังเป็นหมูสามชั้น หมูสามชั้นจริงๆนี่ก็ยังพอเป็นแนวลาบหรือย่างน้ำตก แต่พองเป็นหมูสามชั้นนี่ ก็ต้องมานั่งต้มผักกินอย่างนี้แหละครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
speakout วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 22.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/speakout

สวัสดีค่ะอาจารย์ม่อย ......

มีเรื่องเล่า (บ่น) ให้ฟังเยอะเลยหล่ะค่ะ ...... อย่างวันนี้ได้รับข้อมูลมาว่า .....

"ผมเกลียดดดดด........................ ชนชั้นกลาง" (บวก พวกปัญญาชน)

ในขณะที่เราทำงานในเชิงกระบวนการการมีส่วนร่วมเสริมการเรียนรู้ในแนวราบเพื่อทลายบางสิ่งบางอย่าง แต่ ...... เราก็มาสร้าง (กำหนด) "ชนชั้น" หรือ "ชั้น" ขึ้นมาอีก (เสียเอง) ...... บลา บลา ....

แต่ ...... เรา = ชนชั้นกลาง ปัญญาชน .... หรือไม่???

โอ๊ยยยย เรื่องยาวเป็นกิโล จะเล่าอย่างไรดีเนี่ยะ .....

กริ๊งงงงงงงงงงงงงง ........

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ม่อย วันที่ : 29/06/2009 เวลา : 09.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

สวัสดีครับคุณพร สิงห์มือซ้าย

ในแง่ที่เป็นการสื่อสารและสร้างการเรียนรู้ทางสื่อสมัยใหม่ เชื่อมโยงกับสื่อหลัก ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากครับ

การทำเป็นเพื่อนกันแล้วก็นำมาสื่อสารแลกเปลี่ยนกัน เป็นการทำให้เราสามารถคิดหาหัวข้อที่ใกล้ตัวและเรารู้สึกออกมาจากข้างใน เลยเป็นสื่อการเรียนรู้ทางสังคมที่ดีอย่างหนึ่ง ที่เราก็ได้อ่านเรื่องดีๆและสามารถมีส่วนร่วมทำหน้าที่เป็นสื่อร่วมสร้างสังคมดีๆเท่าที่เราทำได้ไปด้วย

เลยก็ขอขอบคุณด้วย แล้วก็ขอชื่นชมในความคิดริเริ่มนะครับ ผมได้ประสบการณ์และได้แก่ตัวเองหลายเรื่องพอสมควร แต่ที่คิดว่าได้แก่ตนเองอีกอย่างหนึ่งด้วยก็คือได้มีส่วนร่วมสนับสนุนเรื่องดีๆในครั้งนี้ด้วยวิธีการที่เป็นการพัฒนาตัวเองไปด้วย

ขอให้มีความสุขและมีกำลังความคิดเพื่อทำสิ่งที่รักได้อยู่เสมอนะครับ

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
สิงห์มือซ้าย วันที่ : 26/06/2009 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/SingMeuSai
ร้านพร สิงห์มือซ้ายwww.facebook.com/lefthandshop 

ขออภัยที่เพิ่งมาอ่านจนจบค่ะ
ดีใจจังที่คุณม่อยได้ประโยชน์หลากหลายจากการร่วมทำพันธกิจครั้งนี้
พรก็พลอยได้อ่านสิ่งดีๆจากประสบการณ์ของคุณม่อยด้วยค่ะ
ขอบคุณมากๆค่ะ ที่ร่วมทำพันธกิจเป็นเพื่อนกันทั้งสองภาคค่ะ

ฝากลิงค์.... อัพเดทเรื่องราวในโอเคเนชั่น และพันธกิจสะดุดรัก....
http://www.oknation.net/blog/SingMeuSai/2009/06/26/entry-1

ขอบคุณมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
ม่อย วันที่ : 23/06/2009 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

สวัสดีครับคุณนุ1991 แวะไปดูรูปเขียนของคุณมาด้วเหมือนกัน เพิ่งรู้นะครับเนี่ยว่ามือทำกราฟิคไตเติ้ล ของกลิ่นสีและกาวแป้ง คือคุณนุ1991 นี่เอง

ว่างๆมาเยือนกันอีกนะครับ อย่างนี้แหละดีผมว่า ผมได้ดูงานศิลปะไปด้วยจากคุณนุโดยที่ก็สามารถทำงานของตัวเองไป และคุณนุก็ไม่ต้องวางมือจากงานที่ตนเองต้องใช้เวลาเยอะ แต่ก็เห็นเรื่องราวรอบๆไปด้วย เราต่างเติมเต็มให้กันในส่วนที่ขาดนะครับ

มีความสุข และมีงานเข้าให้ได้ทำสิ่งสร้างสรรค์ดีๆออกมาอยู่เสมอๆ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
นายนุ1991 วันที่ : 23/06/2009 เวลา : 16.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nainu1991
เป็น อยู่ คือปัจจุบัน

สวัสดีครับ ท่านอาจารย์

...แวะมาอ่านบทความอีกเช่นเคยครับและขอชื่นชมภาพ สวยมากครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ม่อย วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 23.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

สวัสดีครับคุณณัฐรดา แวะไปเยี่ยมบ้านของคุณณัฐรดาแล้วชมเรื่องราว บัว : พรรณไม้ในพุทธประวัติ เสียอิ่มอกอิ่มใจเลย ขอบคุณที่แวะมาเยือนและนำสิ่งดีมาแบ่งปันกันครับ

------------------------------

สวัสดีคุณครูทิบครับ

นี่ผมเข้ามาอ่านเมื่อดึกแล้วนะครับเนี่ย แต่พออ่านของคุณครูทิบก็ทำให้นึกน้ำลายไหลไปด้วยเลย

---------------------------------

สวัสดีครับคุณนิลสมัย

ลองต้มกินดูแล้วจะติดใจ แต่ผมได้เรียนรู้อย่างหนึ่งว่า หากเป็นหอมหัวใหญ่และมะเขือเทศนี่ อย่าต้มเผื่อหลายมื้อครับ ทำมื้อต่อมื้อ เพราะพอทำเผื่อแล้วต้องอุ่น มื้อหลังหัวหอมจะไม่หวานครับ ไม่เหมือนต้มแล้วทานเลย จะหวานๆใสๆทั้งผักและน้ำซุปเลย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
nilsamai วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nilsamai
.

สีน้ำมันภาพนี้แม้ไม่รู้เบื้องหลังก็สวยด้วยอารมณ์ของภาพค่ะ

...

ส่วนในหม้อก็สวยค่ะ
นอกจากลดพุงแล้ว ผิวคงสวยขึ้นนะฮ้า...



ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ครูทิบ วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 17.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ku-tip
..Hope for the best and prepare for the worst...

นั่งรถที่เป็นสาธารณะ ไปในที่สาธารณะ
ก็จะได้สัมผัสชีวิตที่เป็นสาธารณะหลากหลายแง่มุม
นั่งรถส่วนตัว เก็บตัวอยู่แต่ในห้องแคบๆ
ก็จะเห็นแต่ชีวิตที่น่าเบื่อ จำเจ ของตัวเอง
..........ไร้รสชาดจริงๆ ค่ะ.....

...แต่....เห็นแล้วหิว
เลยแอบทานผักต้มของอาจารย์ไปหลายคำเลยนะคะ....อร่อยด้วย....

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ณัฐรดา วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 16.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nadrda
ถ้า "เรา" ไม่พึงมี  "ของเรา" จักมีมาแต่ไหน

ผักน่าทานจังค่ะ
ชอบถุงน้ำที่แขวนบนเก้าอี้จังค่ะ
มาเชิญไปชมดอกบัวด้วยค่ะhttp://www.oknation.net/blog/nadrda2/2009/06/22/entry-1

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ม่อย วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

สวัสดีคุณเจม ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของคุณพ่อ(เตี่ย) ด้วยนะครับ ดูงานเขียนพ๊อตเตรทที่คุณเจมเขียนให้เตี่ยแล้ว เป็นงานเขียนภาพเหมือนที่ได้ชีวิตจิตใจดีมากจริงๆ

ดูเหมือนว่าคุณเจมและเพื่อนๆ-น้องๆ กำลังจะจัดแสดงผลงานเนื่องในการเกษียณให้ท่านอาจารย์ปัญญากันอยู่ใช่ไหม คิดว่าจะมีโอกาสไปดูและร่วมชื่นชมนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คุณเจม วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 10.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/terdsak
    ไปเรื่อยๆเหมือนรถขายโอ่ง   

มารับความรู้ที่อาจารย์วิรัตน์ครับ..เดี๋ยวต้องลองทำอาหารสุขภาพดูซะแล้วจะลดนำหนักครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ม่อย วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 02.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/moy
    ปีหนึ่งได้อ่านหนังสือดีๆสัก ๓ เล่ม   กวีสักบท  ดูแลความคิดจะทำทุกวัน   

เป็นคนนอนดึกเหมือนกันนะครับเนี่ย ขอบคุณที่มาเยือนครับ ลองต้มทานเล่นก็ได้นะครับ ง่ายดี ใช้หอมหัวใหญ่สัก ๓-๔ หัวเท่าที่เราอยากทาน ปอกและล้างอย่างเดียวแต่ไม่ต้องหั่นเลยครับ

ทีเด็ดอยู่ตรงนี้แหละ เพราะหอมหัวใหญ่นี่แหละที่หวาน แล้วก็ใส่มะเขือเทศ กับผักกาดขาว ไม่ต้องหั่นเหมือนกัน อีกทั้งไม่ต้องปรุงอะไรเลยอีกด้วย หวาน-หอมน้ำผักจริงๆครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
feng_shui วันที่ : 22/06/2009 เวลา : 01.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

ต้มผักล้วนๆ อย่างนี้ น่าทานมากค่ะ


.

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2009 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]