• สาครงค์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sinchai35@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2011-03-14
  • จำนวนเรื่อง : 39
  • จำนวนผู้ชม : 82521
  • ส่ง msg :
  • โหวต 15 คน
วรรณกรรมสมัครเล่น
สาระพอประมาณ ประสบการณ์แลกเปลี่ยน แวะเวียนมาบอกเล่า
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sinchaij
วันพุธ ที่ 15 พฤษภาคม 2562
Posted by สาครงค์ , ผู้อ่าน : 196 , 00:03:57 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน นายยั้งคิด , Chaoying โหวตเรื่องนี้

 

                                                   ขับไปเที่ยวไปในนิวซีแลนด์ (ภาคสุดท้าย) 

                 

                ปรแกรมวันนี้ดูท่าทางจะใช้แรงงานเข่าทั้งสองข้างหนัก   เพราะที่พักที่เราได้จองไว้แล้วคือโรงแรม Lake Matheson Hotel  ซึ่งโดยชื่อก็บ่งบอกว่าอยู่ใกล้ๆ กับทะเลสาบแมทธิสัน( Lake  Matheson ) ซึ่งมีเสียงร่ำลือว่าน้ำนิ่งเหมือนกระจกที่จะสะท้อนภาพภูเขาและท้องฟ้าอย่างแจ่มชัด  แต่ต้องเดินมากมาย   หลังอาหารเช้าเราไปจอดรถตรงทางเข้าซึ่งจะมีข้อมูลให้เราอ่าน 

 

                                                                   ทางเข้าทะเลสาปแมทธิสัน

 อ่านแล้วก็ได้ความว่าการเข้าไปชมความงามของทะเลสาปนี้ต้องเดินไปตามทางที่เขาทำไว้ให้แบบ Trekking ซึ่งยาวมาก  ต้องใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง  ผู้นำกลุ่มของเราก็เกริ่นให้ฟังก่อนแล้ว  แต่มาเจอข้อเท็จจริงแบบนี้  แม้จะได้เห็นภาพที่เขาติดไว้สวยอย่างไรก็ไม่ทำให้ความปรารถนาในการไปชมทะเลสาบกระจกบรรลุผล    การจึงเป็นว่าต่างก็ส่ายหน้าบอกว่าไม่ไหวอะ  ภรรยาผมก็ไม่สู้เหมือนกันบอกว่า “ อุ้มก็ขอบายด้วยค่ะ “ ก็เลยมีมติที่จะขอถนอมแข้งขาที่เสื่อมสภาพตามวัยอาวุโสโอเคไว้ไปเดินดูธารน้ำแข็ง( Glacier)  ดีกว่า    จึงเพียงแค่ถ่ายภาพกันไว้เป็นที่ระลึกตรงนั้น 

 แล้วพากันหันหัวเรือไปต่อกันที่อื่นซึ่งตามความเป็นจริงการไปสัมผัสธารน้ำแข็ง Fox Glacier ย่อมเป็นเป้าหมายที่เราควรจะรีบไปตามที่คุยกันไว้เมื่อคืนเสียมากกว่ามาเสียเวลาเดิน Trekking ทำลายกล้ามเนื้อให้อ่อนแอเสียก่อน   และที่จริงยิ่งกว่านั้นก็คือเราได้ตกลงกันไว้แล้ว  ว่าจะกัดฟันสู้ราคานั่งเฮลิคอปเตอร์ขึ้นไปดูธารน้ำแข็งกัน   ทุกคนจึงใจจดจ่อที่จะเบนเข็มไป Fox Glacier เสียให้โดยเร็ว  การก้าวเดินเข้าไปติดต่อบริษัทที่บริการเฮลิคอปเตอร์ที่มีอยู่หลายแห่งจึงไปพร้อมกับความหวังซะเต็มหัวอกหัวใจกับการที่จะได้  “ เที่ยวอย่างหรู บินดูธารน้ำแข็ง “  แต่โอ๊ะ  แทบไม่น่าเชื่อหูที่แต่ละร้านต่างก็ปฏิเสธพร้อมตอบว่า “ ขอโทษค่ะ  วันนี้เรารับจองไว้เต็มแล้ว”   ทุกคนจึงทำท่ามึนงงว่า    อะไรกันเรามาสายไปนิดเดียว  และไอ้ที่เห็นบินว่อน ๆ อยู่มันก็มีตั้งหลายลำ  ไม่มีเจ้าไหนมีที่ว่างเลยเหรอ   เฮ้อผิดหวังอย่างแรง  มารู้ภายหลังว่าที่มันเต็มเพราะทัวร์จีนกระเป๋าตุงเป็นส่วนใหญ่  เราประมาทไม่จองล่วงหน้า หรือไม่ก็เชื่อตามที่ในพันทิพบอกว่ามีบริการอย่างนี้หลายเจ้าไม่ต้องจองก่อนก็ได้      และแล้วกะเหรี่ยงไทยผู้อาจหาญจะเหินฟ้าทั้ง 4 ก็ต้องทำหน้าจ๋อย ปล่อยอารมณ์ขุ่นมัวไว้ตรงหน้าร้าน  ยอมเปลี่ยนจากการชูคอนั่งคอปเตอร์เป็นเดินดินไปตามทางขรุขระเพื่อชมธารน้ำแข็งกันต่อไป

              จอดรถตรงบริเวณ Car Park ที่เขาจัดไว้ให้  แล้วลงเดินทันที   ผู้คนเดินกันเป็นทิวแถวตามทางเดินธรรมชาติที่ปรับผิวทางแบบง่าย ๆ     เป็นทางเดินที่ขนานไปกับแม่น้ำฟ็อก Fox River ) กลางหุบเขา  แต่น้ำเหือดแห้งไปมากจนเห็นคล้ายเป็นลำธารเสียมากกว่า  

                                      ( ภูมิประเทศและสภาพทางเดินช่วงแรกที่ยังเดินอย่างสบาย )

ซึ่งต้นกำเนิดคือธารน้ำแข็งบนยอดเขาทัสมัน ( Mt. Tasman )ที่เราต่างก็แหงนมองเห็นแต่ไกลลิบ   แต่เอาละมาถึงที่แล้วก็เดินซะบ้างทดสอบน่องและข้อเข่ากันหน่อย   ในพื้นที่เปิดโล่งดูกว้างใหญ่เชิงเขา  อากาศยังเย็นค่อนไปทางหนาวสำหรับเรา  การเดินระยะไกลจึงรู้สึกสบายตัว  เว้นแต่อาการของกล้ามเนื้อที่ไม่สู้จะเป็นใจนัก    ก็ยังดีที่ไม่ร้อนตับแตกแบบไทยแลนด์แดนโคตรร้อน    นึกอยู่ในใจว่ายังไงก็ต้องขอไปยืนสัมผัสธารน้ำแข็งให้เต็มตาซะหน่อย   เฮ้อแต่ที่สุดแล้วคำมั่นอย่างนี้ก็หาได้เป็นจริงไม่   ก็จะอะไรซะอีกล่ะ  ถ้าไม่ใช่สังขารอย่างพวกข้าพเจ้า  ฮ่า ๆ   ช่วงแรก ๆ ก็ก้าวกันฉับ ๆ  ประมาณว่า 500 เมตรบวกลบบนทางทิ่เริ่มชันและเริ่มขรุขระมากขึ้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะบรรลุความอยากนั้นไปได้เลย   ดังนั้นการประเมินสถานการณ์ข้างหน้าจึงเกิดขึ้นอีก  ซึ่งก็ได้ข้อสรุปเหมือนเดิมว่า    “ อย่าไปต่อดีกว่า  เดินไม่ไหวแล้ว  ขาจะหัก ฮ่า ๆ “ 

                                                 ( ภาพที่มองเห็นธารน้ำแข็งสีขาว ๆ อยู่ไกลลิบ )

 

                                 ( เดินมาตั้งนานไม่ใกล้ความจริง  เลยหันถามคนข้างหลังซะหน่อยว่าไปต่อมั้ย )

 

                                                      (   กลางทางพักขาถ่ายรูปท่านี้ก็ได้ )

 

                                                      ( ยอมแพ้ต่อระยะทางหันหลังกลับดีกว่า )

 

  “  เอาแค่นี้แหละ  ก็ได้เห็นแล้วนั่นไง Fox Glacier  นู่นนนน  “ คุณแต๋วพูดลากเสียงพร้อมทำมือชี้ขึ้นไปบนยอดเขาที่เห็นธารน้ำแข็งให้เพื่อนถ่ายรูป 

               ออกจาก Fox Glacier  ขับรถต่อไปอีกประมาณ 7 นาทีก็ถึง Franz Josef ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งที่สวยงามเช่นกัน

 ตอนนั้นเรายังไม่ตัดสินใจว่าจะลุยเข้าไปดูอีกหรือไม่   แค่มาแวะทานอาหารกลางวัน   แต่พอลงเดินหาร้านอาหาร  พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นร้านเช่าเฮลิคอปเตอร์หลายร้าน 

 

 

                                                                   ศูนย์บริการเฮลิคอปเตอร์

 

กิเลศและความข้องใจมันก็บังเกิดขึ้นอีก  จึงชวนทีมงานเข้าไปสอบถามดูว่าเมืองนี้น่ะอาเฮียอาเจ๊จากเมืองจีนจะจองขึ้นฮ.กันเต็มอีกรึเปล่า   พอความหวังผลักไสให้เท้าทั้ง 4 คู่เข้าไป Speak English สไตล์ไทย ๆ ที่เคาเตอร์ร้าน   พนักงานคนสวยพลิกดูคิวจองแล้วยิ้มตอบว่า “ Yes, Goodluck  to you,  some customer just canceled a few minutes ago  “  เท่านั้นแหละอาการลิงโลดของฉันก็เก็บไว้ไม่อยู่ หันมองหน้าเพื่อนแล้วกำมือทำท่ากระทุ้งศอกดีใจยังกะนายไทเกอร์วูดพัดลูกกอล์ฟระยะไกลลงหลุมก็มิปาน 

             “  เอ้าจ่าย ๆ  ตังค์เขาไปสิเร็วเข้า “  ผมเร่งภรรยาแบบว่ากลัวคนอื่นมาแซงคิวแล้วอดอีก  เลยโดนขว้างค้อนเอาอีกคำรบหนึ่ง  หาว่าเราเว่อร์ซะงั้น    ฮ่า ๆ ก็แหงละสิ  “ ก็ฉันไม่เคยนั่งเฮลิคอปเตอร์นี่หว่า  แถมยังจะได้ขึ้นไปชมวิวสุดสวยของธารน้ำแข็งบนยอดเขาซะอีก  ก็อดเว่อร์ไม่ได้แหละ “  ผมเถียงอยู่ในใจ 

                   จึงรู้สึกว่าอาหารมื้อกลางวันก่อนถึงคิวขึ้นคอปเตอร์ตรงร้านอาหารในเมืองนั้นอร่อยเป็นพิเศษ     หลังจากนักบินมาดูแลเรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารทั้ง 6 คน( รวมฝรั่ง 2 คน) แล้ว  พาหนะปีกหมุนก็ค่อยๆ  ลอยตัว ไต่ระดับความสูงขึ้นไปตามความลาดเอียงของภูเขา   กระทั่งได้ขึ้นไปบินฉวัดเฉวียนบนฟากฟ้าเหนือธารน้ำแข็ง Franz Josef Glacier  และยอดเขาอย่างใกล้ชิด     อะฮ้า...นั่งคอปเตอร์เนี่ยยังกะเราจะเหาะได้ปานนั้น   มันตื่นเต้นกับการโฉบซ้ายโฉบขวาให้เราเห็นอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ที่สูง ๆ ต่ำ ๆ ของทะเลหิมะซึ่งบางขณะนักบินผู้ช่ำชองก็ดิ่งหัวลงไปดูซอกหลืบของยอดเขาอีกยอดหนึ่ง  ทำให้คนขี้กลัวบางคนบีบแขนคนนั่งข้าง ๆ แล้วเปล่งเสียงแปลก ๆ ให้คนอื่นหัวเราะ   นักบินเองก็ยังแอบยิ้ม  เพราะเข้าใจว่าผู้โดยสารเสียวท้องน้อยแหง ๆ เลย   ผมเองก็เผลอร้องว้าว ๆแบบไม่อายฝรั่งมังค่า 2 คนอยู่เหมือนกันตอนที่กัปตันขับโฉบเฉี่ยวยอดเขาและมหึมาธารน้ำแข็งที่ขาวโพลนอยู่เบื้องล่าง   แม้ว่าเขาจะอธิบายไปตลอดทางผ่านมาทางหูฟังที่ครอบไว้ว่าอะไรเป็นอะไร  สรุปลงตรงที่หิมะละลายกลายเป็นแม่น้ำยาว ๆ เห็นเหมือนงูเลื้อยอยู่เบื้องล่างสุดหูสุดตาก็ตาม     แต่ผมก็ได้แต่พูด Yeah Yeah  พยักหน้า ไปเรื่อยเปื่อยแบบว่ากลัวฝรั่งคู่ที่นั่งมาด้วยจะหาว่าเราโง่ ซึ่งที่จริงภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยแข็งแรงด้วยน่ะ    จวบจนเครื่องค่อย ๆ ร่อนลงจอดบนที่ราบยอดเขาให้เราไปย่ำหิมะถ่ายรูปกันตรงโน้นตรงนี้ประหนึ่งจะเป็นผู้พิชิตยอดเขา ประมาณ  20 นาที  แล้วก็หมดรอบ  หมดเวลากับค่าตั๋วคนละเกือบหกพันบาท  ต้องให้กัปตันหิ้วเราขึ้นไปบนฟ้าบินวนเหมือนจะอำลาจ้าวเขา แล้วลงมาส่ง ที่ลานจอดเดิมอย่างนิ่มนวล  สิริรวมเวลาแห่งความสนุนสนานตื่นเต้นที่แพงสุด ๆ ประมาณ 30 นาที  

(11-18)

       

  

  

 

 

 

                                                                  อยากบินได้บ้าง ฮ่า ๆ  )

 บ่ายสองโมงกว่าแล้ว  หลังจากเต็มอิ่มกับธรรมชาติแบบที่ไม่เคยได้พบเห็นก็ต้องรีบเดินทางต่อ  แวะหาซื้อเสบียงกันตามปกติ   แล้วก็ไป Greymouthเข้าที่พักที่  The Ashley Hotel Greymouth  ทั้งเหนื่อยทั้งหิว   ....

           เกือบจะวันสุดท้ายของการเดินทางแล้ว เช้านี้ เราจะออกเดินทางไปชม Pancake rock หินแพนเค้กที่กินไม่ได้ เป็นหินอายุมากกว่า 30 ล้านปีเรียงตัวกันเป็นชั้น ๆ จากพื้นมหาสมุทร   ลักษณะเหมือนแพนเค้ก  อยู่ที่ย่านชุมชนที่ชื่อ Punakaiki ทางฝั่งตะวันตกของเกาะใต้    การเดินทางวันนี้เราขับรถเลาะเขาเลียบทะเล  วิวสองข้างทางสวยงามจริง ๆ

          ตรงสถานที่ ๆ ให้ชมหิน Pancake rock  นี้  เขาทำเป็นสะพานทางเดินอย่างดีให้เราเดินลดเลี้ยวไปตามชายฝั่งเรื่อย ๆ   และมีจุดชมวิวให้ถ่ายรูปหลายจุดพร้อมป้ายบรรยายให้ความรู้ทางธรณีวิทยา      เสียดายที่ไม่มีน้ำพุพุ่งขึ้นมาที่ Blowhole  ถ้าจังหวะดีๆ ช่วงน้ำทะเลขึ้นสูงและคลื่นลมแรง ๆ น้ำจะซัดเข้ามาในช่องแล้วถูกแรงผลักให้พุ่งขึ้นมาเหมือนน้ำพุสวย ๆ พร้อมกับเสียงที่นำละอองน้ำทะเลมาโปรยใส่คนที่มายืนดูให้สนุกสนานไปด้วย   

 

                                                       (  จุดที่เป็น Blowhole แต่ไม่ได้เห็นน้ำพุ )

 

 

                                                                                    จุดชมวิว

                                                                      สะพานชมวิวอย่างดี

              โบกมือบ๊ายบายขนมแพนเค้กในทะเลแล้ว   ตอนนี้ก็ต้องบึ่งกลับจุดสตาร์ทที่มาลงนิวซีแลนด์ในวันแรกของทัวร์เรา คือ ไครสต์เชิร์ส  ซึ่งเป็นการเดินทางครบวงกลมตามแผน    วันนี้ Planner ของเราไม่ได้บอกอะไรมากนักเกี่ยวกับการเดินทาง   การจะแวะดูอะไร จึงเป็นไปตามอารมณ์ของคนขับ   แต่อารมณ์อย่างหนึ่งก็หนีไม่พ้นที่จะต้องหาห้องน้ำ   ครั้นพอเหลือบไปเห็นอาคารหลังไม่ใหญ่นัก  แต่เอ๊ะมีหุ่นอะไรตัวใหญ่ ๆอยู่นั่นล่ะ  พอใกล้เข้ามาผมซึ่งไม่ค่อยพลาดการดูหนังดัง ๆ ก็จำได้ว่านั่นมัน หุ่นปั้นอีตาลุงแกนดัล์ฟ( Gandalf ) พ่อมดที่คอยช่วยพระเอกในหนังเรื่อง  Lord of The Ring นี่หว่า   อะฮ้าได้การละ ลงไปเก็บภาพเป็นที่ระทึกซะหน่อย   แถมจะได้เข้าห้องน้ำด้วย   และโน่นบนหลังคาก็มีเจ้า กอลลัม ( Gollum )  ที่เป็นฮ็อบบิทเจ้าเล่ห์หน้าตาน่าเกลียดจ้องมองเราอยู่ด้วย    

 เออนะเขาถ่ายทำหนังเรื่องนี้ทุก ๆ ภาคที่นิวซีแลนด์   ก็เลยได้ภาพดังที่เห็น   แต่ขออภัยเถอะครับพระเจ้า  พอเห็นว่าตรงนี้ไม่ใช่ห้องน้ำสาธารณะ   คนไทยขี้ตืด 4 คน ก็ไม่ยอมเข้าไปซื้ออาหารในอาคารหลังนั้น    รีบเผ่นกันก่อนที่เจ้าของเขาจะออกมาเชิญเข้าไปข้างใน     Thank you  เจ้าของร้านไว้ณ.ที่นี้ละกัน ที่ให้เราไปเดินถ่ายรูปหน้าร้าน ฟรี ๆ

          ช่วงขากลับนี้วิ่งผ่านช่องเขาเซาเทิร์นแอลป์   และผ่านป่าเขาลำเนาไพรที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแบบเมืองร้อนประเทศเรา เข้าไปในอุทยานแห่งชาติ  Arthur’s Pass National Park   มีสภาพการทอดตัวของถนนไปตามไหล่บ้าง  วกเข้ามากลางหุบเขาบ้างคล้ายทางใต้ตรงแถว ๆ เขาพับผ้า จังหวัดสงขลา   แต่บางช่วงเป็นสะพานสูงๆตัด จากเขาลูกนี้ไปลูกโน้นเลย   ซึ่งแท้จริงแล้วถ้าเราได้มีโอกาสจอดรถบนที่สูงในบางช่วงของถนน  เราก็จะได้เห็นสภาพถนนและสะพานดูน่าตื่นเต้นไปอีกแบบ  พร้อมกันก็คงได้ภาพอีกแนวหนึ่งมาฝากผู้อ่านบ้าง   แต่โอกาสนั้นไม่เปิดหรือเผลอผ่านจุดชมวิวดี ๆไปก็เป็นไปได้      จึงมีแต่เพียงภาพเดียวที่ถ่ายได้จากที่ลานพักรถที่ ๆ เราก็พร้อมใจกันลงไปสูดกลิ่นอายของป่าชั่วครู่   

                                                              (  CR : Alamy stock.com  )

             และก็บริเวณนี้  ที่ ๆ เราก็จะไปยืนดูให้หายสงสัยว่า ที่เรียกว่า  Arthur’s Pass Road  มันคือตรงนั้นด้วยหรือไม่นั่นแหละ   จึงได้เห็นนก “เกีย” ( Kia)ซึ่งเป็นนกแก้วป่าชนิดหนึ่ง 3 ตัวร้องแก๊ก ๆ  ออกมาทักทายเราอีกด้วย  มันเชื่องมาก  แต่ที่ข้อเท้ามีปลอกติดอยู่ทั้ง 3 ตัว  นัยว่าคงเป็นนกที่นิวซีแลนด์อนุรักษ์และติดตาม

 

 

      เล่นกับนกจนมันทำท่าเบื่อเรา เปลี่ยนจากเดินมาหาเป็นเดินหนี ทั้งยังส่งเสียงต่อว่าเราระงมกันทั้งต้นไม้ เพราะเราไม่มีอะไรให้มันกิน  จากนั้นเราก็เปลี่ยนโชว์เฟอร์แล้วมุ่งต่อไป   คราวนี้ผ่าน Castle Hill ทุ่งก้อนหินปูนขนาดใหญ่  เห็นแล้วก็ไม่ได้แวะเข้าไปดู  เพราะรู้สึกมันจะธรรมดาสามัญไปหน่อย   เลยปล่อยให้มันเป็น Rolling Stone  ไม่ลงไปดูใกล้ๆ   มุ่งไปหาอะไรกินดีกว่า

                                                            ทิวทัศน์สองข้างทางช่วงนี้แปลกตาไปอีกแบบ 

 

 

      แต่ของกินกลางวันมื้อนี้ ดูภาพสิครับ

 

   พายอะไรมันจะใหญ่ปานนั้น  ไม่อร่อยเลย สู้ของบินไทยเราก็ไม่ได้ (โฆษณาให้ฟรี ๆ ซะงั้น ) 

     อิ่มพายอย่างไม่ค่อยเต็มใจแล้วก็ขับผ่านเมืองสปริงฟิลด์  (Springfields) และ เชฟฟิลด์(Shieffield) เมืองเล็ก ๆ บนที่ราบ Canterbury และแล้วก็มาถึง Christchurch  เมืองที่เรามีโปรแกรมเก็บตกชมสวนสาธารณะ อย่างเช่น  Botanic park ,Hagley Park และสถานที่ ๆ เสียหายจากแผ่นดินไหวถ้าเวลาอำนวย    แต่พอเอาเข้าจริง ๆ มาถึงตัวเมืองก็บ่ายสามโมงกว่า แล้ว   มิหนำซ้ำยังเสียเวลาหาโรงแรมที่ได้จองไว้เสียตั้งนาน  ทั้ง ๆ ที่ GPS พาเรามาถึงที่แล้ว  แต่พวกเราก็ไม่มีใครเห็นป้ายชื่อโรงแรมเลย  ขับรถเลยโรงแรมไปอีก 2 รอบ ในที่สุดก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ ถามสาวแถวนั้น  ก็เลยได้ความว่า  “ ตึกนั้นไง  มีป้ายชื่อโรงแรมอยู่อีกด้านหนึ่ง  “  ได้ยินสาวคนนั้นชี้บอกดังนี้  ผมก็เผลอร้อง “ อ๋อ “ ทันที   ฝรั่งก็ทำหน้างงว่าเราร้องว่าอะไร  ผมเลยหัวเราะแหย ๆ  Thank  you three  times   แล้วรีบขับรถหันกลับไปโรงแรมทันที  

 

            แต่ยังก่อน  วิกฤตยังไม่หมดสำหรับวันนี้   จะขับรถย้อนกลับไปโรงแรมที่เห็นไม่ได้  เพราะเป็นทางวันเวย์   ครั้นพอขับรถตรงไปแล้วจะเลี้ยวขวากลับมาตรง 4 แยก  ผมจอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่เป็นคันแรก   รอจนไฟสัญญาณเลี้ยวขวาได้ ก็จะหักพวงมาลัยเลี้ยว  แต่ก็เลี้ยวไม่ได้ซะอีก  ก็อะไรล่ะ  โอ้โห ..รถทางตรงฝั่งตรงข้ามที่เห็นติดไฟแดงเหมือนกับเรามันออกรถมาพร้อมกันพรึ่ดไปหมดเหมือนได้ไฟเขียวเหมือนกัน    เพื่อนในรถก็ตกใจที่ได้เห็นพร้อมกันว่าของเราไฟเขียวแต่ก็ไปไม่ได้ซะงั้น   รถคันหลังเห็นเรายึกยักจะไปก็ไม่ไป  ก็บีบแตรเรากันใหญ่  รถทางตรงฝั่งตรงข้ามก็วิ่งตรงมาอย่างไม่หยุด  จนรถคันหลังเราเปิดกระจกโบกให้เราเสี่ยงสู้กับรถพวกนั้น  ผมก็เลยต้องดูจังหวะวัดใจกับรถทางตรงแล้วเลี้ยวขวาตัดท้ายรถเขาอย่างตื่นเต้น  ใจหายกันทั้งคัน    สร้างความงุนงงกับกฎจราจรเมืองนี้ซะจริง   หรือว่ามันเป็นไฟเขียวทั้งตรงและเลี้ยวขวาหว่า    งั้นถ้าเกิดชนกันขึ้นมา  จะตัดสินว่าใครผิดใครถูกเล่า    

             ได้ที่พักแล้วก็เหลือเวลาให้ได้เพียงออกไป Shopping  ของฝากเท่านั้น   เวลาที่จะไปเที่ยวในเมืองนี้อย่างที่วางแผนไว้เป็นอันชวดไปตามระเบียบอย่างน่าเสียดาย    ทัวร์รอบนี้ไม่มีไกด์กึ่งพากึ่งต้อนไปเข้าคอก  เอ๊ย ไม่ใช่  พาไปซื้อของที่ถูกใจ  พวกเราก็เลยต้องมองหา Super Market ใหญ่ ๆ  เผื่อว่าจะมีสินค้าอื่น ๆ เป็นของฝากคนชะเง้อทางบ้านนอกจากที่เราซื้อไปปรุงอาหารเย็นรวมอยู่ด้วย   เย็นนี้เนื่องจากเป็นวันส่งท้ายนิวซีแลนด์แล้ว  หลังจากแต่ละคนกลับมาสาละวนกับการอัดกระเป๋าเอาของไร้สาระที่ซื้อมาลงไปจนแทบจะยกไม่ไหว    เราก็มานั่งฉลองด้วยไวน์รสเลิศที่ราคาถูกกว่าเมืองไทยหลายเท่าตัว   ร่วมด้วย หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ที่เขาปรุงแล้วบรรจุเป็นกระปุก  พร้อมกุ้งต้ม  ต้มยำปลา และไข่เขียว( อาหารมาตรฐานไทย)

 

คุยกันไปก็ร้อง Cheers ไปเรื่อยจนแก้วไวน์แทบแตก  ทำเอามึนตึ้บไปตาม ๆ กัน    ก่อนจะล้มลงบนเตียงไฟฟ้าอุ่น ๆดึกกว่าทุกคืน  แม้วันรุ่งขึ้นจะต้องขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯแต่เช้าก็ตาม   

                   บทสรุปส่งท้ายภาคจบของเกาะใต้นิวซีแลนด์ครั้งนี้ก็คงไม่มีอะไรมาก  นอกจากจะบอกท่านว่า  อยากเที่ยวทางไกลไปนิวซีแลนด์แดนสวรรค์ซีกโลกใต้ไม่ผิดหวัง   สวัสดีครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 สาครงค์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 15/05/2019 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ไม่ค่อยมีคนไทยเล่าเรื่องเที่ยวนิวซีแลนด์เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 สาครงค์ ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 15/05/2019 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ขอบคุณที่เล่าเรื่องราวการเดินทางที่แสนจะประทับใจ ได้เห็นภาพสวยๆ แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง เสียเงิน 6000 บาทได้บินขึ้นชมน้ำแข็งปกคลุมสวยงามขนาดนั้น คุ้มมากค่ะ ได้เดินเยอะเลยนะคะ มีความสุขมากที่ได้เดินในอากาศเย็นๆ แบบนั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน