• ยี่สิบแปดกันยา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sanddy55@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2017-01-03
  • จำนวนเรื่อง : 268
  • จำนวนผู้ชม : 97195
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
คนคิดคนเขียน
ขบคิดเรื่องรอบตัว ถ่ายทอดมาเป้นเรื่องราว
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sinesanddy2528
วันพฤหัสบดี ที่ 3 ธันวาคม 2563
Posted by ยี่สิบแปดกันยา , ผู้อ่าน : 164 , 12:56:00 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

             ปิดตัวไปอีกราย เมื่อยักษ์ใหญ่ค้าปลีกในอังกฤษอย่าง เดเบนแฮมส์ ประกาศเลิกกิจการเมื่อเช้าวันอังคาร (1/12/2020) หลังจากไม่สามารถหาผู้ซื้อกิจการได้ ซึ่งจะทำให้สาขาทั้ง 124 แห่งทั่วอังกฤษต้องปิดตัว และพนักงานราว 12,000 คนต้องตกงาน

เรียกได้ว่าเป็นปีที่หนักหน่วงอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลกไม่เฉพาะอังกฤษ เพราะต้องเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบลุกลามไปทั่วอย่างไม่ทันตั้งตัว ทั้งสภาพเศรษฐกิจไม่สดใสและกำลังซื้อที่ยังหดตัว แม้บางรายจะมีการปรับเพิ่มช่องทางขายออนไลน์แล้วก็ตาม

สัญญาณความถดถอยของอุตสาหกรรมค้าปลีกเกิดขึ้นก่อนโควิด19 ซึ่งก่อนหน้านี้แม้แต่ผู้เล่นรายใหญ่ของวงการค้าปลีก อย่างเทสโก้ โลตัส ก็ได้ทยอยขายกิจการในต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น เกาหลีใต้ ตุรกี ญี่ปุ่น จีน รวมไปถึงสหรัฐอเมริกา โดยที่ผ่านมาบริษัทประสบปัญหาใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแรงกดดันจากคู่แข่งค้าปลีกในทวีปยุโรป หนี้บริษัทที่มีมหาศาล รวมไปถึงตัวเลขผลประกอบการในปี 2014 ที่ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจในบริษัท เนื่องจากแจ้งกำไรเกินความเป็นจริง

สำหรับประเทศไทยการที่ “เครือซีพี” เข้าซื้อกิจการ “เทสโก้ โลตัส” ในไทยและมาเลเซีย ด้วยมูลค่าสูงถึง 3.38 แสนล้านนั้น นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนมือเจ้าของจากสหราชอาณาจักรกลับมาสู่มือคนไทยอีกครั้ง เป็นกันชนทางเศรษฐกิจไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของต่างชาติที่จะนำเข้าสินค้ามาแข่งกับคนไทยแล้ว ยังเป็นการช่วยรักษาการจ้างงานของพนักงานโลตัสทั้งในและมาเลเซียอีกด้วย

แต่จวบจนวันนี้ดีลการควบรวมก็ยังไม่สำเร็จลุล่วง  แม้ว่าจะได้รับการวินิจฉัยจากคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า(กขค.) กระทรวงพาณิชย์ ที่มีมติเสียงส่วนใหญ่ เห็นชอบการอนุมัติการควบรวมธุรกิจแล้วก็ตาม เนื่องจากมีกลุ่มการเมืองบางกลุ่ม และกลุ่ม NGO ที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้บริโภคออกมาเรียกร้องก็ให้มีการตรวจสอบเงื่อนไขการควบรวมอีกครั้ง เพราะยังมีความเคลือบแคลงใจ ในเงื่อนไข การควบรวม และเกรงว่าจะทำให้เกิดการผูกขาดและใช้อำนาจเหนือตลาด กระทบกับผู้บริโภคและผู้ค้ารายอื่นๆในตลาด

สาเหตุที่ภาคประชาสังคมออกมาเรียกร้องในตอนนี้ ส่วนนึงอาจเพราะผู้คนในสังคมยังไม่มีความรู้ ความเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่าง คำว่า ตลาดผูกขาด (Monopoly) กับคำว่า อำนาจเหนือตลาด จึงจะยกข้อมูลคำวินิจฉัยอ้างอิงตามทฤษฏีการค้ามาให้ทราบ

การผูกขาดตลาด ในทางเศรษฐศาสตร์คือ การมีผู้ประกอบธุรกิจรายเดียวในตลาดใดตลาดหนึ่ง ซึ่งมีอำนาจในการกำหนดราคาและปริมาณสินค้า หรือบริการของตนได้อย่างเป็นอิสระ และมียอดขายตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป

อำนาจเหนือตลาด จะแยกย่อย แบ่ง เป็น 2 กรณี

1.ผู้ประกอบธุรกิจรายใดรายหนึ่งในตลาดสินค้าหรือบริการตลาดใดตลาดหนึ่ง มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป และมียอดขายในปีที่ผ่านมาตั้งแต่หนึ่งพันล้านบาทขึ้นไป

2.ผู้ประกอบธุรกิจสามรายแรกในตลาดสินค้าหรือบริการหนึ่ง ที่มีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมารวมกันตั้งแต่ร้อยละ 75 ขึ้นไป โดยจะต้องมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่าหนึ่งพันล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10

หากตีความจากนิยามดังกล่าว  การที่ซีพีควบรวมกับโลตัส ไม่ถือเป็นการผูกขาด เพราะยังคงมีผู้เล่นรายอื่นในตลาดประกอบกิจการแข่งขันกันอยู่ เช่น บิ๊กซี  ท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ หรือห้างค้าปลีกท้องถิ่นต่างๆ แต่หากตีความนิยามจากคำว่า อำนาจเหนือตลาด การที่ซีพีควบรวมโลตัสอาจถือเป็นเป็นการมีอำนาจเหนือตลาด  อ้างอิงจากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ กขค. แสดงให้เห็นว่า ในปี พ.ศ. 2562 ตลาดประเภทไฮเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้-โลตัส มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 47 ในขณะที่บิ๊กซีซูเปอร์มาเก็ตมีส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 40 อันดับ 3 คือ ท็อปส์ซูเปอร์สโตร์ มีส่วนแบ่งตลาดเกือบร้อยละ 2 นั่นหมายความว่า ตลาดประเภท ไฮเปอร์มาร์เก็ต ทั้งเทสโก้ฯ และบิ๊กซีฯ ถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ในขณะที่ท็อปส์ฯ ไม่เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด เนื่องจากมีส่วนแบ่งตลาดในปีที่ผ่านมาไม่ถึงร้อยละ 10  ตลาดประเภทซูเปอร์มาร์เก็ต ท็อปส์มาร์เก็ต ถือว่ามีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด คือประมาณร้อยละ 27 ตลาดโลตัสมีส่วนแบ่งตลาดรองลงมาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 16 และอันดับสามคือ วิลล่ามาร์เก็ต มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 5 จึงกล่าวได้ว่า ในตลาดประเภทนี้ไม่มีผู้ประกอบธุรกิจรายใดถือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด

เนื่องจากส่วนแบ่งตลาดรวมกันทั้ง สามรายแรกของผู้ประกอบธุรกิจไม่ถึงร้อยละ 75 ตลาดประเภท ร้านค้าปลีกขนาดเล็ก เซเว่น-อีเลฟเว่น มีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด ประมาณร้อยละ 75 อันดับสอง คือ เทสโก้ฯ เอ็กเพลซ มีส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 10 จึงกล่าวได้ว่า เซเว่น-อีเลฟเว่น เป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดก่อนการควบรวมธุรกิจ และมีอำนาจเหนือตลาดเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 10 หลังการควบรวมธุรกิจ

นี่จึงเป็นคำตอบว่าเหตุใด คณะกรรมการ กขค. จึงเผยคำวินิจฉัยออกมาว่า “ไม่เป็นการผูกขาด” แม้จะมีอำนาจตลาดเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งตาม พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า ปี พ. ศ. 2560  ระบุว่า ธุรกิจที่เป็นผู้ผูกขาดหรือเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาด ไม่ถือว่ามีความผิดตาม ปี พ. ศ. 2560 หากแต่จะมีความผิดก็ต่อเมื่อ ผู้ประกอบธุรกิจที่เป็นผู้ผูกขาดหรือมีอำนาจเหนือตลาด มีพฤติกรรมทางการค้าที่เป็นอุปสรรคต่อการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม  อย่างไรก็ตาม กขค. ได้กำหนดมาตรการเพื่อลดหรือเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการแข่งขันในตลาดร้านค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่หลังการรวมธุรกิจ โดยกำหนด ‘7 เงื่อนไข’ ที่ต้องปฏิบัติตาม

 

ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วการควบรวมกิจการค้าปลีกครั้งนี้ของซีพีจะจบลงเมื่อไร่ จากเหตุการณ์นี้ทำให้เรารู้ว่าใช่ว่าการมีเงินมากพอจะสามารถซื้อกิจการใดได้ตามใจ งานนี้ทางเทสโก้ประเทศอังกฤษที่ขายดีลให้ซีพี คงใจตุ๊บๆต่อมๆ ว่าจะได้รับเงินจากการขายดีลยักษ์ครั้งนี้เพื่อไปต่อลมหายใจสาขาในประเทศอังกฤษตอนไหน!!!

 

 

เรียบเรียงข้อมูล :TheStandard ,กรุงเทพธุรกิจ

 

 

 

 




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2020 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]