*/
  • สินธุ์สวัสดิ์ยอดบางเตย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : social_fineart@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-04
  • จำนวนเรื่อง : 347
  • จำนวนผู้ชม : 263532
  • จำนวนผู้โหวต : 49
  • ส่ง msg :
  • โหวต 49 คน
วันพุธ ที่ 25 มกราคม 2555
Posted by สินธุ์สวัสดิ์ยอดบางเตย , ผู้อ่าน : 3591 , 17:25:31 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

เสวนาภาพยนตร์ 

 

หัวข้อ “เธอ:ในภาพยนตร์จีนชีวิตประทับใจ” (The joy luck club)

 

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๕ ณ หอประชุมพูนศุข พนมยงค์ สถาบันปรีดี พนมยงค์




สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : สวัสดีครับ โครงการภาพยนตร์นานาชาติสถาบันปรีดี พนมยงค์ ร่วมกับ มูลนิธิไชยวนา (องุ่น มาลิก) จัดกิจกรรมเสวนามุมมองในภาพยนตร์ วันนี้จากภาพยนตร์จีนชีวิตเรื่อง THE JOY LUCK CLUB วิทยากรเป็นผู้คลุกคลีอยู่ในแวดวงศิลปวัฒนธรรม ตามลำดับดังนี้ครับ คุณอิ๋ว ปานรัตน์ กริชชาญชัย นักการละคร และเป็นอาจารย์พิเศษครับ ขอเสียงปรบมือด้วยครับ ต่อไปคือ คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการนิตยสาร Madame Figaro ครับ และ อาจารย์อภิรักษ์ ชัยปัญหา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบรูพาครับ สวัสดีทุกๆท่านนะครับ วันนี้เราพบกันในบรรยากาศอาจจะต่างกันไปสักนิดหนึ่ง ก็เป็นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม ทุกครั้งอาจจะพูดถึงในบริบทสังคมการเมือง มากสักหน่อย แต่ในปีนี้เอาเรื่องใกล้ๆตัว แล้วก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับแม่เกี่ยวกับผู้หญิง ผมว่า บางที่เรากลับไปดู ผมว่ามันมีประเด็นมีเรื่องราว ซึ่งบางครั้งเรากำหนดค่า ผมเคยพูดคุยกับผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์รุ่นน้องคุยกันส่วนตัว เค้าเป็นคนจีนลูกครึ่งจีนแบบพวกเราทั้งหลายซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศในเมือง เขาบอกว่าเมื่อก่อนมีทัศนะแบบหนึ่งแต่เขาหลงไปดูหนังเรื่องนี้ในโรง มันจะออกจากโปรแกรมแล้วไม่รู้จะไปไหน พอดูเสร็จแล้วรู้สึกอึ้งความรู้สึกเปลี่ยน มีความรู้สึกว่าต้องกลับไปดูที่บ้านใหม่มองครอบครัวใหม่ มันก็เป็นบางสิ่งบางอย่างที่บางครั้งเราอาจจะข้ามไป อยากจะให้แต่จะท่านลองมาช่วยกันแลกเปลี่ยนในมุมอย่างสบายๆ ว่าเราดูภาพยนตร์เรื่องนี้เราเห็นอะไรบ้าง มีแง่คิดอย่างไร ท่านใดจะเชิญก่อนครับ

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คงต้องบอกว่าปนๆ กันระหว่างหนังเรื่องนี้กับนิยาย คือดูตอนแรกจริงๆ มันเริ่มต้นด้วยคำว่าแม่อย่างเดียว อิ๋วจะทำ Play reading อ่านบทละครที่สินีนาฎให้ทำเรื่องผู้หญิง คำว่าผู้หญิงเอ๊ะ! เราจะนึกถึงอะไรได้บ้าง นอกจากคำว่าแม่ พอคำว่าแม่เข้ามาเรื่องนี้ก็เด้งเข้ามาเลย ก็รวมๆ แล้วก็คือพอได้ดูหนังเรื่องนี้และอ่านนิยายก็คือประเด็นความสัมพันธ์เรื่องแม่และลูกสาว ไม่ใช่ลูกชายและอื่นๆ แม่และลูกสาวว่าทำไมมันถึงเกิดสงครามเย็นระหว่างแม่และลูกสาวตลอดทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาเพราะอะไร ก็เลยอยากค้นหาต่อไปว่ามันเป็นทั่วโลก หรือว่ามันเป็นแค่จีน-อเมริกัน หรือว่าอะไร ก็เลยประทับพอๆกับตราตรึงแล้วก็อยากค้นหาต่อไปว่ามันคืออะไร ส่วนใหญ่อิ๋วก็จะมีความคิดว่าเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูก เรื่อง Culture หรือ ว่าเรื่อง crash ระหว่าง Easten หรือ Westen มันอาจไม่เยอะมากสำหรับอิ๋ว ส่วนใหญ่จะไปมุ่งประเด็นเรื่อง relation ship มากกว่า

สินธุ์สวัสดิ์ : คุณมนทกานติ เห็นอย่างไรครับ

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : ถ้าพูดถึงเรื่องแม่กับลูกสาวสิ่งที่ดิฉันมองเห็นเรื่องความเป็นผู้หญิง ในความรู้สึกของตัวเองเรื่องความเป็นผู้หญิงนี้มันชัดเจนมาก เพราะผู้หญิงเนี่ยมันจะเยอะ ในความที่เยอะของเราๆมันทำให้เกิดเรื่องราวต่างๆเหล่านี้มากมาย มันไม่ใช่แค่ว่าเป็นแม่หรือว่าลูกในความรู้สึกของตัวเอง แล้วถ้าอย่างคนที่ไม่ได้เรียนทางละครมาโดยตรง พูดอย่างคนดูเลยก็แล้วกัน แล้วทุกอย่างที่มันปรากฎบนจอเป็นเรื่องนี่มันเป็นจริงค่ะ มันก็เลยทำให้มันโดนใจผู้หญิงได้ง่าย แล้วก็น่าแปลกใจมากว่าผู้กำกับเรื่องนี้เป็นผู้ชาย ชื่อเวน หวัง เป็นคนจีนเกิดในฮ่องกง  โตขึ้นมาในฮ่องกงจนอายุ ๑๗ ปี แล้วถึงจะไปอยู่อเมริกา เขาก็คงจะเข้าใจ ไอ้ส่วนที่เข้าใจในชีวิตความเป็นตะวันตกกับตะวันออกมันไม่น่าแปลกใจเพราะนี่คือสิ่งที่เขาเผชิญมาด้วยเอง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจมากก็คือ ทำไมตัวเขาถึงเข้าใจผู้หญิงได้ถึงขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่จากนิยายของแอมี่ แทน อย่างเดียวที่เขาเข้าใจ แต่เขาเข้าใจความเป็นผู้หญิงจริงๆ เข้าใจการเล่าเรื่องในแบบที่ผู้หญิงจะ..รู้สึกโดนใจมากๆ เข้าใจการร้อยเรื่องทั้งหมดของสี่ครอบครัวเข้าด้วยกัน แล้วก็เข้าใจชีวิตรอบๆของคนสี่ครอบครัวนี้ เขาทำให้หนังมีชีวิตชีวา แล้วทุกคนมีชีวิตเป็นของตัวเอง แม้แต่คนเล็กที่เดินเป็นตัวประกอบอยู่ในฉากก็รู้สึกว่าเขามีชีวิตเป็นของตัวเอง บางทีเราดูหนังเรื่องไหน ที่มีการลงทุนเป็นแบบ มหกรรมหมื่นล้าน มี ๔-๕ ภาค เราก็จะรู้สึกว่ามีคนมีชีวิตอยู่ ๓ คน นอกนั้นเป็นหุ่นประกอบหมด อันนี้คือสิ่งที่มองเห็นในหนังเรื่องนี้เป็นอย่างแรก

อภิรักษ์ ชัยปัญหา : โดยส่วนตัวตอนดูหนังเรื่องนี้ตลอดทั้งเรื่องรู้สึกเหมือนขนหงษ์มันกำลังลอยอยู่ๆแล้วไปเรื่อยๆ มันเริ่มที่ขนหงษ์แล้วก็จบลงที่ขนหงษ์ ก็ชอบโดยส่วนตัวแล้วชอบวิธีการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ จริงๆก็ค่อนข้างตรงกับนวนิยายเหมือนกัน วิธีการเล่าเรื่องที่...โดยปกติถ้าเป็นเรื่องเล่าแบบโมเดิร์นนิสต์ก็จะเป็นแบบที่มีเส้นเรื่อง คือเปิดเรื่องเปิดเรื่องของตัวละครด้วยตัวละคร เรื่องจะเป็นของตัวละครเอกตัวเดียว แล้วก็เล่าไปเป็นเจ้าของเรื่อง  แต่เรื่องนี้เด่นตรงที่แอมมี่ (ไม่รู้ว่าเค้าแซ่อะไรอาจจะแซ่ฐานก็ว่าไป) คือวิธีการเล่าเรื่องของเขา ไม่ได้ให้ตัวละครเอกคนใดคนหนึ่งเป็นคนเล่าเรื่อง แล้วก็รู้สึกว่ามันทำให้ทุกคนละครมันมี voice มีเสียงของเค้าเอง ที่จะเล่าเรื่องของเขาเอง ซึ่งตรงนี้ การเล่าเรื่องมันพยายามให้ทุกคนบอกว่ายอมรับตัวเองสิ เห็นถึงคุณค่าของตัวเองไหม ได้ยินเสียงของตัวเองไหม หรือที่ยอมทุกอย่างเนี่ยเห็นเราอย่างที่เราเป็นหรือเปล่า มีความที่เป็นมิติอันหลากหลายมาก นอกจากความเป็นแม่เป็นลูก..อีกหนึ่งที่..ผมคิดว่ามันก็เป็นอิทธิพลของอเมริกันเหมือนกัน ที่พยายามบอกว่าเห็นคุณค่าของตัวเองไหม? ผมเห็นว่าทำไมผู้ชายจีนในเรื่องนี้มันเลวทุกคน ผู้ชายอเมริกัน-ฝรั่งก็ดีเชียว อเมริกันมาก หรือแม้แต่แอมมี่เอง..แม้ว่าเขาจะพยายามพูดถึงเรื่องของแม่ลูก พูดถึงเรื่องของแม่ที่เห็นคุณค่าของลูกที่เกิดจากในวัฒนธรรมที่มันแตกต่างกัน แต่ผมว่าในที่สุดมันก็ยังมีแนวโน้มที่เป็นอเมริกันนิยมนิดๆ อยู่เหมือนกัน แต่อย่างไรก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ที่มันจะมีความอกเข้าใจกันระหว่างผู้หญิง โดยเริ่มเรื่องจากผู้หญิงที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ที่พยายามทำความเข้าใจกันและกัน ผมว่าไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ..คือไม่ต้องอยู่ต่างกันถึงขนาดอเมริกันกับจีน แม้แต่พวกเราตอนนี้หรือแม้แต่น้องอิ๋วที่เอามาทำเป็นละครดัดแปลงเป็นละครก็เอาแค่อยู่ในเมืองไทยนี่แหละ เอาบริบทแค่ในเมืองไทยนี่แหละ แค่มันเปลี่ยนGenalation กัน เปลี่ยนรุ่นกันเราก็ไม่รู้จักกันแล้ว เราก็กลายเป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน voice ที่เราได้ยิน..ผมชอบตอนที่แม่ที่อยู่ในร้านตัดผมพูดว่า “ฉันเห็นสายตาลูกมองหน้าฉัน แต่ไม่เห็นฉัน” นี่เราคิดกันไปเอง ผมรู้สึกว่าถ้าชอบก็จะชอบวิธีการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ ที่มันมี voice ให้กับตัวละครได้เป็นคนเล่าเรื่องบ้าง มันมีตัวละครเอกมากกว่าหนึ่งตัว

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : เมื่อกี้พูดถึงว่าหนังเป็นผู้หญิง ตัวละครเล่าเรื่องก็เป็นผู้หญิง หนังเป็นเรื่องแม่กับลูก ผู้ดูที่เป็นผู้หญิงก็จะรู้สึกซาบซึ้งไปด้วย ที่นี้ทำไม?ผู้ชายเค้าเกิดความก็รู้สึกไปด้วย ความรู้สึกผมว่ามันไม่ต่างกันนะ มันมีอะไรมันมีชั้นเชิงอะไรในการนำเสนอ หรือโอลิเวอร์ สโตน เราเห็นผลงานของเค้าแบบโอโฮ้..มันโหดเหลือเกิน แต่ทำไม ผมเองก็ตะลึง คือตอนที่ฉายแรกๆผมก็ไม่รู้ว่าโอลิเวอร์ สโตนอยู่เบื้องหลังหนังเรื่องนี้ เค้ามีอะไรข้างในหรือเปล่าคนเหล่านี้มันถึงมาโดนกัน ลองมาช่วยสะกิดให้เห็นหน่อย

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : เปรียบจากใกล้ตัวแล้วกัน  จากละครอิ๋วที่นำมาดัดแปลงจากบทภาพยนตร์และนวนิยาย เรื่อง joy luck club ก็มีคนดูทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ส่วนใหญ่อิ๋วก็จะคาดหวังว่ามีน้ำตาสักหน่อย ในฐานะผู้กำกับจะสะใจมาก คาดหวังน้ำตาจากคนดูผู้หญิงแต่ในที่สุดคุณผู้ชายร้องไห้ด้วยเหมือนกัน พอได้คุยกับคนดูผู้ชายที่น้ำตาล่วงเขาบอกว่ามันเหมือน...คำเดียวเลยค่ะ มันเหมือนชีวิตเขา คำพูดนี้ประโยคนี้เขาเคยพูดกับแม่เขาหรือเคยได้ยินในครอบครัวเขา ก็คงเป็นเรื่องของความเป็นสากล ที่ทั้งแอมมี่ แทนหรือว่าผู้กำกับเรื่องjoy luck club สามารถทะลุทะลวง สามารถเข้าใจมนุษย์ในแง่ของความเป็นสากล ว่ามนุษย์ทุกคนก็จะพูดแบบนี้เจอเหตุการณ์แบบนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปก็ต้องเคยเจอสถานการณ์แบบนี้กับแม่ ปัญหาอะไรแบบนี้ คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องความเหมือน ความเป็นสากล

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ลองดูว่าถ้าเป็นทางตะวันตก...เค้าดูเรื่องนี้ เค้าจะเกิดความรู้สึกเหมือนอย่างคนเอเชีย หรือคนที่มีแบล็กกราด์วบางอย่างทางรากวัฒนธรรมอย่างนี้ไหมครับ?

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : เชื่อว่าต่อให้เป็นคนที่ไหนก็ตาม ปากัวนิวกินีก็ได้ ถ้าดูแล้วฟังรู้เรื่องเข้าใจ ก็จะรู้สึกว่า มันมีบางอย่างที่เขาโดนอยู่ดี  เช่นในระหว่างความเป็นผู้หญิง เป็นแม่ เป็นลูก เป็นครอบครัว หรือแม้แต่จะบอกว่าทำไมผู้ชายถึงดูเรื่องนี้แล้วเข้าใจ ผู้ชายก็เคยอยู่ในเหตุการณ์นี้ เคยอยู่ในร่วมโต๊ะอาหารแล้วเห็นพี่สาวทะเลาะกับแม่ เป็นพ่อก็เห็นภรรยากระแหนะกระแหนนลูก ทุกคนต้องเคยผ่านโมเมนต์นี้มาหมดแล้วเพราะฉะนั้นก็จะเข้าใจได้ดี แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือพอคุณอิ๋วพูดแบบนี้ มันทำให้นึกถึงที่เขาพูดกันว่า เวลาเล่าเรื่องอะไรก็ตาม จะเล่าเรื่องโดยหนัง โดยละคร หรือแม้แต่เขียนหนังสือก็ตาม ไม่ต้องสุ่มเสี่ยงทอดแหไปหาคนจำนวนมากเพียงแค่โดนใจคนๆเดียว เข้าใจเข้าไปลึกซึ้งถึงคนๆหนึ่ง มันก็โดนไปหมดกันทั้งโลกแล้ว เพราะว่าคนเรามันมีส่วนซึ่ง...ชีวิตมันก็เหมือนแพทเทอร์นค่ะ มันจะมีส่วนที่ซ้ำๆกันอยู่มันจะมีส่วนซึ่งใกล้ชิดกันต่อเนื่องกัน มันไม่มีอะไรที่ไม่เนื่องถึงกันแล้วโลกนี้ มันเป็นหนึ่งเดียวเพราะฉะนั้นมันก็เลยถ่ายทอดถึงกันได้

อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ผมรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มันเร้าให้เล้าน้ำตาก็ได้ กว่านี้ แต่ว่าเค้าเลือกที่จะ....เหมือนมีแก้วแล้วค่อยๆเติมน้ำเข้าไปทีละนิด จนกระทั่งมันเต็มเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ตัว คือมีช่วงหนึ่งเหมือนกันที่มันพยายามจะฮุกอยากให้เราร้องไห้........มาปุ๊บก็ตัดไป........มาปุ๊บก็ตัดไป เราก็จะรู้สึกเออมันจริงดี มันเป็นชีวิตจริงแล้วผมชอบบทสนทนาที่มันกล่ำกึ่งระหว่างพูดในชีวิตประจำวันกับมีความเป็นวรรณกรรมเชิงนิยายจีนเล็กๆผสมๆอยู่ ผมรู้สึกว่า..เออ..ใช่ มันไม่จริงมาก เราก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจีนพูดกันอย่างไร...ผมไม่ได้มาจากครอบครัวจีนเสียด้วย แต่ผมรู้สึกว่ามันเป็นการพูดคุยกันในชีวิตประจำวัน แล้วมันเป็นการพูดถึงเรื่องเล่าของแต่ละคนที่มันเหมือนกับเป็นเศษเป็นส่วนๆ แล้วก็ไม่ได้จงใจให้ประกอบเรื่องราวหรือประกอบอารมณ์ความรู้สึกอะไร แต่ว่าหน้าที่นั้นหน่ะไม่ได้เป็นหน้าที่ของนักเล่าเรื่องคนเดิมที่จะเล่าทั้งหมด แต่ว่าหน้าที่นั้นหน่ะมันโยงกลับมาที่ผู้ชมเองที่จะ..คุณเก็บอะไรได้ แล้วคุณร้อยเรียงมันได้อย่างไร ผมรู้สึกว่าตรงนี้มันทำให้เราเข้าไปกับเรื่องตรงนั้น โดยที่ดีไม่ดีแต่ละคนที่ซึ้งๆนั้น เป็นเพราะว่าเราเองเราเอาประสบการณ์ของเราเข้าไปแชร์เข้าไปในนั้นด้วย หรือเชื่อมรอยต่อที่มันอยู่อย่างเนี่ย ให้เอาเรื่องของเราเข้าไปอยู่ใน joy luck club นั้นด้วยเหมือนกันน่ะครับ ซึ่งผมว่าตรงนี้ถ้าคนเล่าเรื่องเป็นทำงานศิลปะเป็น ในที่สุดมนุษย์ก็คือมนุษย์ แล้วก็ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้เขายกย่องมนุษย์ประเภทผู้หญิงด้วยซ้ำไป ผู้เล่าเรื่องก็คือเป็นผู้ชายใช่ไหม?ครับ เราก็เห็นว่าในหนังก็พยายามมีตัวละครเป็นผู้ชายอยู่ด้วยหลายๆตัว แต่ว่าผู้เล่าเรื่องก็มีความถ่อมตนพอที่จะ เรสเปกค์ ผู้หญิงว่าเรื่องนี้เรื่องผู้หญิงครับ ผมเล่าให้คุณก็ยกย่องมากนะครับ ผมยังรู้สึกว่าเอ่อดีจัง ดีจังที่เค้าไม่เร้าอารมณ์ไปมากกว่านี้ แม้ว่าตอนแรกจะรู้สึกว่าโฮ้ภาพมันฝันไปนะ ฝันไปเลย ภาพมันสวยไปไหม แต่พอเล่าๆไปแล้วก็ได้เพราะว่ามันคือการเคารพของเราที่มีต่อ หมายถึงว่าเพศชายที่มีต่อผู้หญิงแล้วเรื่องเล่าของผู้หญิงเหล่านี้ที่เขาอยากจะยกย่องก็มันไม่พื้นที่จะให้พูดถึงมากนักในหนังประเภทอื่นๆ ที่จะยกย่องผู้หญิงเข้ามา แต่ถ้าเกิดเราจะยกย่องได้แล้วเล่าแล้วก็ดีด้วยทำไมเราไม่ยกย่อง ผมว่าตรงนี้แหละดีครับ

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : อิ๋วอย่าง joy luck club ของประเทศอื่น ของภาพยนตร์ในสกุลอื่นๆที่ มีอะไรที่พอจะเอามาเปรียบหรือเทียบเคียงในความเป็นสากล แล้วให้เห็นสะท้อนมุมแบบนี้มีไหม?ครับ

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : ในประเทศอื่นเหรอค่ะ?

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ในตะวันตกก็ดี หรือว่าใกล้เข้ามาอาจจะบ้านเรา จะมีไหม?ครับ ภาพยนตร์ที่จะให้แง่มุมให้แง่คิด ประเด็นที่ใกล้เคียงกับ joy luck club มีไหม

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : โฮ้...อิ๋วว่าถ้าเป็นภาพยนตร์ไทยตอนนี้อิ๋วนึกไม่ออก อิ๋วไปนึกถึงละครทีวีอะไรอย่างนี้มากกว่า เพราะว่าละครทีวี อ่า...อาจจะจำเรื่องไม่ได้แล้ว แบบโดยทั่วไปมันจะมีสอดแทรก เพราะว่าละครทีวีไม่ว่าจะเป็นละครก่อนข่าวละครหลังข่าว มันจะใกล้ชีวิตคนไทย สังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นสังคมเมืองหรือว่าสังคมชนบท รู้สึกว่ามันจะสอดแทรกความเป็นครอบครัว ความสัมพันธ์ จะเห็นว่าในหลายๆฉากในละครทีวีมันจะอยู่บนโต๊ะอาหารเยอะมาก เกาหลีก็มี แทบจะเป็นข้อบังคับของเกาหลีว่าจะต้องมีฉากโต๊ะกินข้าว จะต้องมีฉากกินอาหาร คุยกันในครอบครัวไม่ว่าจะยาวนานแค่ไหน? เคยไปได้ยินมาว่าสามารถใช้ซีนนี้นานยาวนานได้เลย ก็คิดว่าน่าจะเป็นในละครทีวีที่แบบโอโฮ้ บงบอกไปถึงความเป็นสังคม แต่ถ้าเป็นหนังอิ๋วรู้สึกว่าไทยอาจจะละเลยความสัมพันธ์ บทสนทนา เท่าที่เคยเข้าไปอยู่ในวงการหนังเล็กๆ เขาจะทุ่มเทไปในแง่ของภาพการตีหัวคนดูหมายความว่าตีหัวเข้าบ้าน ให้คนดูฮุกตรงไหน? ตรงไหนสนุก ตรงไหนอะไรยังไง เพราะฉะนั้นถ้าถามถึงหนังอาจจะนึกไม่ค่อยออก แต่ถ้าเป็นละครทีวีหรือละครเวทีอาจจะชัดมากกว่า

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ผมสังเกตว่าบทภาพยนตร์ภาษามันสวย ภาษามัน ...... จริงๆแล้วมันมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือเปล่าที่เขาเลือกใช้ หรือว่าบทประพันธ์ดั้งเดิมเขาเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว แต่ว่ามาตัดตอนเรียบเรียงใหม่ หรือว่าเป็นชั้นเชิงของคนเขียนบทด้วย

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : นิยายเดิมก็สวยงามนะค่ะ นิยายเดิมก็เริ่มมาด้วยประโยคสวยงามทั้งนี้ แต่ว่าจริงๆแล้วเนี่ยความกินใจของเรา ความประทับใจของเราต่อหนังไม่ได้มาจากรูปที่สวยงามพวกนี้หรอก มันมาจากเรื่องที่สวยงามมากกว่า อย่างสมมติว่าเราดูหนังเรื่องนี้เราบอกว่ามันเป็นความย่ำแย่ของแม่ลูกต่างๆนาๆ แต่ในที่สุดสำหรับดิฉันแล้วสิ่งที่กลับฝังเข้าไปลึกๆในความทรงจำแล้วสะกิดให้เรานึกถึงแม่เรา นึกถึงความเป็นครอบครัวความเป็นผู้หญิงของเรา มันคือความขัดแย้งมากกว่า คนที่เราไม่ชอบมากกว่า เช่น ดิฉันเชื่อว่าลูกสาวทุกคนที่เป็นมนุษย์ปกติไม่ได้เป็นมนุษย์ในภาพสวยๆ มันจะมีบางจุดที่เราไม่ชอบแม่เราในจุดนี้ๆๆๆ แต่ปรากฎว่าเรื่องจริงที่เกิดขึ้นส่วนมากแล้วอะไรก็ตามที่เรารู้สึกว่าไม่ชอบในตัวแม่เรา เรามองกระจกไปปั๊บเรามองเห็นเลยในตัวเรา ส่วนมากแล้วชีวิตมันจะให้สิ่งนี้กับตัวเรา ว่าเธอไม่ชอบใช่ไหม? ได้จัดไป สิ่งนี้มันก็เลยให้ความรู้สึกว่ามันโดน มันกินใจ ไอ้อย่างเมื่อกี้ที่พี่สินธุ์ถามถึงหนังทำให้คิดถึงหนังเรื่องหนึ่ง American ... จะเล่าเรื่องใกล้ๆกัน เป็นผู้หญิงเย็บผ้านวมร่วมกัน แล้วเล่าเรื่องชีวิตของแต่ละคน แล้วก็มาถึงมีลูก เรื่องมันนานจำไม่ได้แม่น ที่ตัวลูกเป็นวินโนน่า จะรู้ไปถึงประวัติของป้าๆน้าๆเหล่านี้ที่มาเย็บผ้านวมเหล่านี้ที่ละคนๆ ก็คล้ายๆกันค่ะ ดูไม่ต่างกันเท่าไหร่

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : เรื่องที่ฉายก่อนหน้าก็จะมี jasmine women ด้วยใช่ไหม?ค่ะ อิ๋วไม่ได้มาดู แต่ว่าตอนอิ๋วเอาไปทำละครเวที อิ๋วเอา joy luck club กับ jasmine women มาผสมกัน ก็เลยรู้สึกว่า jasmine woman กับ joy luck club อย่างที่พี่เบียบอกก็คือ จะมีในเรื่องของการที่เราไม่ชอบในหลายๆอย่างของความเป็นแม่ พฤติกรรมหลายๆอย่างที่ไม่ใช่ๆ เราก็จะปฏิเสธแม่มาตลอด ใน jasmine weman ในเรื่องนี้จะชัดมากก็คือว่า เราไม่ชอบในความเป็นแม่แต่ในที่สุดเราก็เหมือนเค้า ในjoy luck club มันก็มีเหมือนกัน คือแบบทำไมยูไม่หันกลับไปมองแม่ตัวเอง ในเมื่อเขาก็คือเราเราก็คือเขา อะไรแบบนี้ค่ะ ก็เลยรู้สึกว่าสองเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกัน

อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ครับพูดถึงชั้นเชิงของหนังเรื่องเมื่อกี้ที่พี่สินธุ์พยายามถามว่ามันเป็นชั้นเชิงของคนเล่าเรื่องไหม? ที่แตกต่างจากนวนิยายไหม ผมรู้สึกว่า ฮือม..จริงๆแล้วสื่อมันเป็นคนละประเภทอยู่แล้ว แต่ว่าคนที่เล่าเรื่องสื่อที่เป็นหนังเขาเล่าโดยที่พยายามเคารพบทประพันธ์เหมือนกัน เพียงแต่ว่าในที่สุดมันก็มีภาษาหรือมีไวยากรณ์ในการเล่าเรื่องแบบหนังของมันอยู่ด้วย เอ่อ...ที่ผมชอบคือที่มันเป็นเศษส่วนที่มันกระจายแล้วมีการจัดวางออกแบบไว้มีการเห็นภาพซ้ำได้ยินข้อความบางอย่างซ้ำอะไรพวกนี้ครับ และอีกอันที่ชอบก็คือชอบภาพความเป็นแม่ที่พยายามสื่อสารกับลูกในแง่ที่ตัวเองไม่คุ้นชิน หรือมีข้อจำกัด ฉากภาพเล็กๆ โมทิฟเล็ก ผมก็ยังชอบคู่นี้อยู่เหมือนเดิมในฉากร้านเสริมสวยที่บอกว่า แม่พูดในใจขึ้นมาว่า ทำไมต้องแปลอังกฤษเป็นอังกฤษให้ฉันฟังด้วย โห..มันนิดเดียวแต่ว่ามันใช่ ในขณะที่ลูกพยายามบอกว่า อยากจะสื่อสารเพื่อช่วยแม่ แต่แม่กลับรู้สึกว่าก็ทำไมหละ...ภาษาอังกฤษมันจำกัดขนาดนี้ ไม่ใช่แปลว่าฉันไม่เข้าใจหรือสื่อสารไม่ได้ เคยมีคนเขียนบทความเรื่อง joy luck club ด้วย ประเด็นเรื่องของภาษาอันจำกัดของแม่กับภาษาใหม่ของลูกที่เป็นอเมริกัน แล้วภาษามันก็เป็นตัวปลูกฝังขนบความคิดอะไรบางอย่างของเราอยู่แล้วด้วย ลูกไม่ได้ตั้งใจดูถูกแม่แต่ว่ามันเผลอออกไป แม่ก็รู้สึกมากมันเลยยิ่งทำให้ความสัมพันธ์ห่างกันออกไป แต่ว่าวิธีการแก้ปัญหาของตัวละครทุกตัวคือ มันเกิดจากการนั่งคุยกัน...นั่งคุยกัน....แค่นั้นเลยครับ มันเกิดจากการที่ลูกกับแม่ที่พยายามบอกกัน เข้าใจกันแล้วก็คุยกัน ผมรู้สึกว่า..เอ่อ..ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าในแวดวงบ้านเราเวลามีปัญหาเรานั่งคุยกันจริงอ่ะ? ...มันด่ากันก่อน

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ผมว่าจริงๆแล้ววัฒนธรรมแบบนี้ดั่งเดิมเป็นของตะวันออกหรือเปล่า ผมเลยตั้งคำถามไง คือ มีบางอย่างที่กล่ำกึ่งกันในหนังเรื่องนี้ โอเคเลยแบล็กกราวด์โดยพื้นเป็นเรื่องตะวันออกอ่ะใช่ แต่วิธีคิดบางอย่างในการแก้ไขปัญหา อย่างเช่นไม่ตีลูกน่ะ ไอ้ตอน...โอ้โห้เป็นเรา..ใช่ไหม? เราลองนึกเปรียบเทียบอ่ะ เอ๊ะวิธีคิดแบบนี้มันใช่ไหม? แต่โอเคออกมาแล้วมันเนียน เรารู้สึกดีกับมันแต่ว่าดั่งเดิมแท้ๆ อย่างยุคแม่ยุคยายที่โดนกระทำ แต่เขาไม่มาทำกับลูกเพราะอะไร...ตรงนี้มันหายไป ผมเห็นว่ามันหายไปอยู่ๆ มันโดดข้ามแล้วเขาก็ย้อนเล่ากลับไป ซึ่งตรงนั้นมันแรงเหลือเกินไอ้เรื่องที่เขาเล่าเป็นแบล็กกราวด์มันยิ่งกว่าเราไปดูหนังเรต ๒๐ อีก แรงมากนะ มันโป้ๆเลยน่ะ เราช็อคหมดแบบกินอะไรนะฝิ่น โอ้โห้...เพื่อให้แม่..

มนทกานติ รังสิตพราหมณกุล : เป็นว่าลูกกดดัน

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ใช่ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่เรานึกไม่ถึงน่ะว่ามันแรง พอมาอีกวัฒนธรรมหนึ่งเขากลับมีความคิดในการที่จะให้กับลูกถึงขนาดนั้น ไอ้ตรงนี้ลองแลกเปลี่ยนกันก็ได้ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง วัฒนธรรมแบบที่อ.อภิรักษ์ พูด

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : อิ๋วเคยไปอ่านบทความหนึ่ง มันเป็นเรื่องที่เขาเรียกว่า High concept กับ Low concept ตอนทำละครได้ไปอ่าน ไปตีความว่าเขาบอกว่า..เอ่อ..อย่างเรื่อง joy luck club มันคงจะเป็น...เพราะมันอยู่อเมริกาเขาคงไม่สามารถที่จะ..คือลึกๆแล้วเนี่ยเขาเรียก...อย่างในเมืองจีนเนี่ยเขาเรียกว่า High concept การเลี้ยงลูกหรือว่าการปฏิบัติต่อคนในครอบครัว เขาจะเรียกว่า High concept ก็คือ Concept เยอะๆ ไม่พูดกันจะเล่านิทานให้กันฟัง แทนที่จะบอกว่าต้องนับถือพ่อแม่นะ ก็ไปเล่าเรื่องเต่าโน้น..นี่..นั่น..เรื่องกระต่ายเรื่องอะไร โน้น..นี่..นั่น..แล้วให้ซึมซับกันเอาเอง ให้ลูกเรียนรู้กันเอาเองว่ามันลึกซึ้งกันแค่ไหน แล้วพอมาอยู่ที่อเมริกา Culture ก็มาอยู่ที่อเมริกันเขาเรียกว่า Low concept เขาบอกว่าถ้าเป็นคนอเมริกันจริงๆก็จะบอกเลย รักก็บอกรัก กอดก็กอดเลย รัก ตี อะไรก็ว่าไป อาจจะไม่ตีก็พูดเลย พอแม่มาอยู่ในสังคมอเมริกันแล้วพบว่าแล้วพบความหวังอะไรเยอะแยะมา เราพบว่าแม่ยังคงพก High concept มา ก็ยังคงเล่านิทานยังใช้แบบ Indirect Presentation คือการสื่อสารทางอ้อม เราก็เลยรู้สึกว่าแม่นั่นแหละ confict ในหัวเยอะเหลือเกินไม่รู้จะทำยังไง อยากจะนำเสนอความลึกซึ้ง ในด้านของจิตวิญญาณเรื่องราวสตอรี่เยอะมากแบกอยู่ข้างหลัง แต่พออยู่ในสังคมอเมริกันทำไม่ได้ มันเป็น Low concept ตั้งแต่ลูกเล็กๆลูกเรียนมาก็เจอแต่ Low concept แต่พอลูกกลับเข้าบ้านก็ไปเจอ High concept ก็งงกันไป ไม่รู้จะทำยังไง ..ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่ามันจะ brake ออกไปได้ยังไง จะปฏิบัติต่อกันได้ยังไงต่อไป แต่ว่าเรื่อง joy luck club มันมีคำตอบให้ค่ะ ในที่สุดก็มานั่งฟังเรื่องของแม่ แล้วแม่ก็ได้มานั่งฟังเรื่องของลูกเหมือนกันลูกก็เจอมาอย่างนี้ ลูกก็ไม่ใช่ง่ายนะค่ะ อยู่ดีๆแบบในบ้านเจอแบบนี้ออกไปเจอแบบนั้น เรื่องนี้ให้มาหาจุดกึ่งกลางว่าสองอันนี้มันจะมาสอดประสานกันอย่างไร

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ก็เหมือนการเปิดใจใช่ไหม ครับ? เปิดใจ

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : มันมีอีกอย่างหนึ่งนะค่ะ สมมุติว่าเมื่อกี้พี่สินธุ์บอกว่าทำไมแม่ไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาใช้กับลูกตงตีอะไรกันใช่ไหมค่ะ มันจะมีอีกแบบหนึ่งมีเห็นในชีวิตจริงด้วยนะค่ะ บางทีคนเรามักจะทดแทนให้คนรุ่นลูกในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยได้รับก็เป็นได้ คนที่โดนตีสาหัสอาจจะไม่ตีลูกเลยแล้วตามใจเป็นบ้าเป็นบอเสียผู้เสียคนไปเลย อย่างว่าคนไม่เคยได้ตุ๊กตาเลยก็จะซื้อตุ๊กตาให้ลูกสามร้อยตัวในวันเดียวเลยถ้าเขาทำได้ คิดว่าเรื่องนี้มันไม่ได้แปลกออกไปเท่าไร แต่ไอ้เรื่องของความขัดแย้งระหว่างภาพอดีตกับภาพปัจจุบันที่มันแบบดูรุนแรง มันเหมือนแบบบ้างทีเราดูรู้สึกว่าอือมฮืม...ก็เหมือนอย่างพี่สินธุ์บอกรุนแรงเหลือเกิน แต่หนังก็ช่างเล่าได้เนียนจนเราลืมไปว่าอ่อเนี่ยน้าหญิงแกเคยนะเนี่ย แกเคยแบบเอาลูกกดน้ำมาแล้วอยู่ในกระละมัง ตอนนี้น้าหญิงดูดีเชียว คาบบุหรี่เดินไปมาเหมือนสาวยุโรปเชียว แล้วน้าหญิงเป็นสาวเวียดนามไปโตที่ฝรั่งเศสตัวจริง น้าหญิงก็เลยดูดีขึ้นมาทันใดแต่ว่าโดนส่วนตัวแล้วคิดว่าการเล่าเรื่องที่ดีมากของผู้กำกับเนี่ย การเล่าตัวหนังที่มีเหตุผลน้อยก็ดูไปแบบเนียนไปได้ เพราะว่าในชีวิตจริงเนี่ยเรื่องบ้างเรื่องไม่เห็นจะมีเหตุผลอะไรเลยน่ะ เราก็ยังยอมรับมันได้ วิธีการเล่าเรื่องที่ทำให้ไม่รกเนี่ยมันก็ทำให้เรื่องมันเยอะไปหมดเลยทำให้จับใจความได้ดี แล้วก็เตือนใจเราได้ง่าย โดยไม่ต้องมาพูดว่าปีนี้เกิดสงครามต้องเข็นลูก..ไม่ต้องเลย เขาแค่มีองค์ประกอบเล็กๆเราก็รู้แล้วว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง อ้อมีลูกฮ่องแต้โดนทิ้งอยู่ อ้อๆ ราชวงศ์นี้แย่แล้วต้องออกจากเมืองแล้วมีทหารเข้ามาเป็นทหารสมัยใหม่อะไรอย่างนี้ เล่าอย่างนี้แหละค่ะทำให้การเล่ามันราบรื่นแล้วเราก็ยอมรับเรื่องได้ง่ายคิดว่ามันน่าจะเป็นอย่างนั้นมากกว่า

อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ผมว่าอันนี้ผมเห็นตาม ในที่สุดแม้ว่าตัวแอมมี่ผู้ประพันธ์เขียนนวนิยายเรื่องนี้มาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นช่วงที่อเมริกาเริ่มตรวจสอบตัวเองว่า เฮ้ย..เราอยู่ในวัฒนธรรมเดิมคิดแบบเดิมได้อยู่หรือไม่ แล้วการยอมรับในเรื่องของชนกลุ่มน้อย ไมนอริตี้ต่างๆ ที่มันค่อยมีพื้นตัวตนออกมา เช่น คนผิวดำขึ้น เอเชียนอเมริกันขึ้นมา หรือว่าเป็นพวกเควียร์หรือพวกเพศที่สามที่พยายามมีพื้นที่อะไรมันก็เกิดมาในช่วงนั้น แต่ว่าเอาเข้าจริงเล่าๆไปเสร็จปุ๊บ..ผมก็ไม่แน่ใจจำนวนิยายไม่ได้แต่ว่าในหนังนี่ผมรู้สึกว่า ในที่สุดก็เอาะ..คือพยายามพูดว่าอเมริกาช่างเปิดใจกว้างเหลือเกิน เรายอมรับคุณคนที่เป็นต่างด้าวมาเป็นส่วนหนึ่งของเราแล้วอะไรเนี่ยแหละครับ เพราะในที่สุดแล้วเราก็จะเห็นวิธีการเล่าเรื่อง Culture ที่มันต่างกัน ด้วยภาพและวิธีการเล่าเรื่องและน้ำเสียงที่แตกต่างกันเหมือนกัน ในขณะที่พอเราพูดถึงในส่วนของจีน เราจะเห็นวิธีการเล่าเรื่องที่มันดูเป็นเมโลดราม่าสูงมาก เป็นเมโลดราม่ามาก แล้วก็ต่างๆพูดถึงครอบครัวที่ไม่เข้าใจยอมรับผู้หญิง ผู้หญิงถูกโน้น..นี่..นั่น..อะไรอย่างนี้ ในขณะที่พอเล่าเรื่องชีวิตในอเมริกาไม่ว่าจะเป็นส่วนของแม่หรือส่วนของลูกเองตาม รู้สึกว่า โฮ้..มันช่างเป็นสังคมที่อยู่ในฝันเหลือเกิน นี่คือ Dream มันก็อาจเป็นไปได้ว่าในที่สุดก็คือหลังจากที่สงครามโลกครั้งที่สองเสร็จปุ๊บ พวกเราก็สูญสิ้นศรัทธาต่อที่เราเคยเชื่อเราเคยนับถืออะไรกันอยู่ มันก็คงจะเป็นการหาอุดมคติใหม่ที่มันจะเกิดขึ้นเรื่องของเอกภาพกับความหลากหลายที่เราชอบพูดกัน ยูนิตี้อินเดอะยูนิเวอร์สิตี้เนี่ยแหละครับ ก็อาจจะเป็นไปได้แต่ในที่สุดผมก็จะรู้สึกว่ามันก็ยังอยู่ภายใต้อเมริกันนิยมอยู่ดี หรือเป็นไปได้ว่า นายทุนออกทุนให้ทำหนังแล้ว มันก็แหม..คนดูส่วนใหญ่ก็เป็นอเมริกันก่อนไหม ก็ต้องมีน้ำเสียงอยู่ แอบนินทานิดหนึ่ง

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : คุณค้านดิฉันใช่ไหม..ดิฉันค้านกลับเลย ..ฮ่าฮะๆ นะค่ะ คืออย่างนี้คือว่า..โดยส่วนตัวดูหนังเรื่องนี้ จริงๆแล้วมันมีส่วนที่ไม่ชอบจุดหนึ่งเหมือนกันนะค่ะ เล็กๆน้อยๆ คิดว่ามันไม่สำคัญอะไร แต่กลับมองไม่เห็นว่ามันเป็นการเอา Culture สองอันมาตีแผ่ กลับไม่มองเห็นอันนั้นเลย นี่จริงๆนะค่ะ คือถ้าใครมีโอกาสอย่างให้หาหนังเรื่องนี้มาดูใหม่อีกครั้งแล้วก็อย่าฟังภาษาไทย ลองฟังภาษาดั่งเดิมของหนัง ด้วยสำเนียงและด้วยการพูดของตัวละครทุกตัวมันจะบอกเลยว่าคนหน่ะมันมีพี้นเพมาจากที่ไหนบ้าง อย่างเช่นตัวสามีของ..สามีที่หารทุกสิ่งหน่ะ เค้าไม่ได้มีเสียงเป็นตัวร้ายกาจขนาดนั้นเลย เขามีเสียงเป็นแบบ เวิร์ดเอ้ดดูเคทเท็ตมาก เป็นแบบบอสใหญ่ ถ้าไปดูในหนังก็จะรู้ว่ามันเป็นคนจีนที่เกิดในอเมริกาเนี่ยแหละ แล้วเกิดมาชาตินี้ก็ไม่ได้คิดว่าตนเองเป็นคนจีนเลย 

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : แชร์ทุกอย่าง

มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : อเมริกันแชร์ทุกอย่างน่ะค่ะ ก็เลยคิดว่ามันพูดถึงธรรมชาติของคนมากยิ่งกว่า Culture สะอีก ทั้งๆที่หนังดูเหมือนจะพูดถึงเรื่อง Culture นั่นแหละค่ะแต่มันกลับพูดเรื่องมนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ และด้วยธรรมชาติของผู้หญิงและไม่ใช่ธรรมชาติผู้หญิงจีนนะค่ะ ด้วยธรรมชาติของผู้หญิงอย่าง..เอ่อ..คุณโรสที่แต่งงานกับคุณเท็ตเนี่ยอ่ะ  ตอนแรกก็ไปสู่ครอบครัวของคุณเท็ต ครอบครัวคุณเท็ตก็ดูถูกต่างๆนาๆ ไปวาเบอรี่ก็โดนแม่สามีว่าไม่งาม ต่างๆเธอก็เถียงใช่ไหมค่ะ แล้วเธอก็เคยเถียงสามีด้วยเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่พอแต่งงานกันก็ปั๊บ..คุณทานอะไรค่ะ ดิฉัน......... ก็เกิดอยากเอาใจเกิดอยากประคองชีวิตครอบครัว แล้วภาษาหนังก็แสดงออกให้เราเห็นด้วย ตรงที่มีปาร์ตี้เนี่ยแล้วก็โรสก็ออกไปดูแลปาร์ตี้ทั้งหมดของสามี แต่ปรากฏว่าทันใดที่มีเครื่องดื่มหกลงไปที่พื้นเธอก็ก้มลงเช็ด แล้วในตอนที่เธอเงยขึ้นไปมองสามีนั่นหน่ะ เธอได้กลายเป็นสาวใช้ประจำบ้านไปแล้ว เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ได้จะน่าแปลกใจเลยที่สามีจะรู้สึก ก็เธออยากเป็นสาวใช้งั้นเธอก็จงเป็นสาวใช้น่ะ ฉันก็เกิดความเบื่อหน่ามันก็ไม่มีใครมาเถียงกับฉันแล้ว ที่สามีบอกว่าต้องการจะทะเลาะกับเธอนี่ไม่ใช่ต้องการทะเลาะ แต่ต้องการเธอที่มีชีวิตชีวา ฉันอยากให้เธออยู่ตรงนี้ สามีพูดว่า ฉันอยากให้เธออยู่ตรงนี้ แล้วภรรยาพยายามพูดว่า ก็ฉันอยู่ตรงนี้ไง ไม่ใช่ คือว่าเรื่องทั้งเรื่องนี้มันพูดเรื่องเห็นตัวเองไหม อย่างที่อาจารย์อภิรักษ์ว่าเห็นตัวเองไหม เธอเห็นฉันหรือเปล่า หนังทั้งเรื่องมันพูดอยู่แค่นี้เองนะค่ะ และคิดว่ามันพูดเรื่องมนุษย์มากกว่าเรื่อง Culture

สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : เห็นด้วยไหมครับ

อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ฮ่ะ ฮ่ะ ...แต่ว่าไม่ได้ปฎิเสธความเป็นปัจเจกนะ มันเพียงแต่ว่าหนังมันพูดถึงความเป็นมนุษย์นั่นแหละไม่เถียง แต่มันก็ให้น้ำหนักพอสำหรับการปูแบล็กกราวด์ของตัวละครเพราะมันเล่นเรื่องผู้หญิง มันไม่ได้เล่าเรื่องใครนิ มันจงใจเล่าเรื่องของคนที่อยู่ต่างวัฒนธรรมแล้วก็..เอ่อ..ดูถูกรูทตัวเอง ดูถูกรากของตัวเองอะไรแบบนี้แหละครับ..เอ้อ..ไม่ได้ดูถูกหรอกอาจจะแบบบางช่วงตอนเด็กเพราะว่ามันจงใจให้ลูกสองคนมีพรสวรรค์มากแล้วอยู่ๆก็ทำพรสวรรค์นั้นหายไป จากการๆ...ซึ่งในมุมมองของลูกคือคำสาปของแม่อะไรอย่างเนี่ย ซึ่งเอาเข้าจริงคือเรื่องคำสาปของแม่เนี่ย ถ้าคิดแบบวิทยาศาสตร์คิดแบบอเมริกันมันไม่น่าจะคิดได้ถูกไหม แต่ลึกๆมันก็อยู่ๆในสายเลือดของเราเนี่ยแหละ ก็เลยบอกว่าจริงๆแล้วมันเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแหละว่า อย่างงานที่เป็นมนุษย์มันปฏิเสธวัฒนธรรมบ่ได้มันก็มีปนเหมือนกันนิดหน่อย

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : คือถ้าสังเกตในภาพยนตร์มันจะมีอยู่หลายประโยคที่พูดถึง แม่รู้ไหมว่าแม่มีอิทธิพลต่อลูกขนาดไหน? คือมันจะติดมาเป็นช่วงๆๆ มันก็เหมือนอย่างเขากำลังบอกว่า จริงๆแล้วเนี่ย ก็คือรากความเป็นตะวันออกใช่ไหม่?ครับ ที่เขาอาจจะไม่รู้ว่ามันถูกฝังอยู่ พอถึงจุดหนึ่งแล้วมันกระฉ่อกออกมา มันหลุดออกมา แล้วตรงนี้แหละเขาถึงสัมผัสได้ แล้วเขาถึงกล้าที่จะแชร์กับแม่ มันก็กลับไปตรงที่ว่าแล้วเขาคุยกันอย่างไง มันน่าสนใจมากๆเลยประเด็นนี้ถ้ามอง มองในบริบทอื่นด้วยนะมองในสังคมไทยที่เรื่องมันเกิดขึ้นหลากหลาย ถ้ามันมีตรงนี้ผมว่ามันช่วยอะไรได้เยอะ ทำไม ผมไม่รู้นะว่าผู้เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้พื้นเพเขามายังไง เขาจับอะไรขึ้นมาเขาถึงมีแรงดลใจให้เขาเขียนออกมาอย่างนี้ ถ้าใครมีข้อมูลก็อยากให้เล่าให้ฟังว่ามันเป็นอย่างไงถึงกล้าที่จะเอาขึ้นมา กระชากหน้ากากของตัวเองว่าเขามีความกลัวอะไร ทำไมแม่ถึงมีอิทธิพลขนาดนี้

ปานรัตน์ กริชชาญชัย : แอมมี่ แทน ...บังเอิญได้ไปอ่านของแอมมี่ แทน สองเรื่องมันมีอีกเรื่องหนึ่งชื่อ The Kitchen God's Wife เหมือนกันเลยค่ะพี่สินธุ์ แต่เยอะ แต่มันริชกว่ามาก มันเป็นเรื่องแบบไม่ได้ตัดสลับหลายๆคู่ มันเป็นเรื่องยาวอิ๋วใช้เวลาอ่านมากเหมือนกัน แต่ว่าน้ำเสียงเขาเหมือนกันเลยค่ะ อิ๋วว่าแอมมี่ แทนเขาอึดอัดมาก ตัวลูกอึดอัด ในแง่ที่เกิดในอเมริกาแต่อยู่ในครอบครัวที่แม่ไม่พูด แม่สอนอย่างออกไปเจอโลกภายนอกอีกอย่าง เขาก็อึดอัดๆๆ ใน The Kitchen God's Wife อึดอัดอยู่ตลอดเวลา เขาไม่เข้าใจแม่โน้น..นี่..นั่น อะไรก็ว่าไป เราว่ามันเกิดจากความไม่เข้าใจ เกิดจากความอึดอัด ความกลัว แล้วมันก็มีเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างแม่ด้วยค่ะ คือมันหาคำตอบไม่ได้ว่าแม่ทำไมมีอิทธิพลกับเราขนาดนี้แต่มี แค่เขาหันมานิดเดียวก็จะละลายแล้ว อิ๋วว่ามันน่าจะเกิดจากความกลัว ความอึดอัดของเด็กที่มันอยู่ในลูกครึ่ง ในอเมริกาและช่วงนั้นด้วย แอมมี่ แทน น่าจะอยู่ในสภาวะที่อึดอัดเหลือเกิน ว่าทำไม...ทำไมเราต้องถึงด่าแม่เรามากขนาดนั้น ทำไมถึงรังเกียจพฤติกรรมหลายอย่างเข้าไปซุปเปอร์มาเก็ตด้วยกัน แล้วไปเปิดขวดทุกขวดแล้วเอามาดม บอกว่าอันนี้ไม่ดีทิ้ง ไปเลือกผักแล้วเด็ดผักใบข้างนอกออกให้หมดเอาแต่ใจหัวใจมันใส่กลับบ้าน อายมากๆ มันจะมี the joy luck club เวอร์ชันหนึ่งเป็นละครเวทีของอเมริกานี่แหละค่ะ เริ่มจากการด่าแม่ ลูกออกมายืนเรียงน่าเวทีแล้วก็ด่าๆๆ ลูกสี่คนนี่แหละค่ะด่าๆๆ ด่าจนแบบประมาณ ๒-๓ หน้า อิ๋วก็ว่าเฮ้ยทำไมเริ่มต้นขนาดนี้ แล้วพอไปอ่านสัมภาษณ์ผู้กำกับๆบอกว่าได้ไปคุยกับแอมมี่ แทนว่ามันเกิดจากความอึดอัด มันเกิดจากความไม่เข้าใจก่อนแต่ว่าลึกๆคืออยากจะเข้าใจ อยากจะรู้ว่าทำไม อยากจะรู้ว่าอะไรมันเป็นยังไงอะไร แล้วจะมีจุดกึ่งกลางอะไรที่จะทำให้เราเข้าใจแม่ได้บ้าง แต่ไม่แน่ใจว่าในชีวิตจริงแอมมี่ แทน สุดท้ายแล้วเขาเข้าใจแม่หรือเปล่า มันมาออกในนิยายที่ว่าเขาต้องการรู้มากว่าต้องการที่จะเข้าใจ

อภิรักษ์ ชัยปัญหา :  คือผมก็สนใจบริบทของสังคมที่ในยุคที่ Amy Tan เขากำลังจะเขียนนวนิยายเรื่องหนึ่งออกมา ผมจำปี ค.ศ. ไม่ได้น่าจะประมาณปีหนึ่งเก้ากว่าๆ นะครับ ก็คือ มันเป็นยุคที่อเมริกันลุกขึ้นมาตรวจสอบความเป็น mean stream ที่เคยเชื่อกันอะไรพวกนี้ครับ รวมทั้งการพูดถึง Voice และ Space ของ Maturity ในชุมชน และเกิดการตั้งคำถามว่าอเมริกันควรเป็นแบบไหนกันแน่ ผมคิดว่า Amy Tan คงอยู่ในวัฒนธรรมที่มันงงว่ามันเป็นยังไง ความเชื่อเดิมเป็นอย่างนี้แล้วถูกตรวจสอบอะไรแบบนี้ครับ คงเหมือนกับเราช่วงนี้ที่ผมก็งงกับชีวิตว่ายังไง สังคมยังไง เราพูดกับใครได้ไหม หรือพูดอะไรกับใครไม่ได้ แต่ Amy Tan เขาโชคดีที่เขาแต่งนิยายายเป็น เขามีงานศิลปะที่อยากจะเล่าเอาเรื่องราวของเขามาพูดถึง อย่างเช่นนวนิยายในเรื่องนี้ และก็คือผมก็รู้สึกว่าเขาเองก็อยากจะทำความเข้าใจ อยากจะเสนอแนะทางออกซึ่งเราก็เห็นว่าทุกเรื่องที่มันปรากฏคือสุดท้าย Amy Tan ก็เสนอว่าคุยกันสิ เรานั่งคุยกันไหม? เราไม่เข้าใจกันก็ได้ เราอาจจะเข้าใจผิดซึ่งกันและกันมาก่อนก็ได้ เพราะว่าในฉากสุดท้ายของแต่ละคู่มักจะบอกว่าลูกกับแม่เข้าใจผิดกันมาขนาดไหนด้วยคำพูดที่ปลดล็อคกันแค่ไม่กี่คำไม่กี่ประโยค ผมรู้สึกว่ามันเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นสากลที่อธิบายได้ทุกสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หรือว่าอยู่ในช่วงที่จะเปลี่ยนผ่านที่จะข้ามสู่ชุดวิธีคิดแบบหนึ่งไปสู่วิธีคิดอีกแบบหนึ่ง มันจะมีการตรวจสอบและมีการตรวจทานซึ่งกันและกัน และก็บางทีเกิดมันตรวจทานซึ่งกันและกันไม่ได้มันจะมีการขัดแย้งกัน และมันก็จะไปเรื่อยๆ ของมัน จนวันหนึ่งเราจะหาทางกลับมาหากันได้ไหม โชคดีที่ครอบครัวจีนเหล่านี้ มันก็น่าสนใจถ้าแม่เป็นอนุรักษ์นิยมมากแล้วและลูกก็เริ่มเป็นคนหัวก้าวหน้า แล้วเขาจะมาเจอกันได้ยังไง มาคุยกันได้ยังไงในเมื่อเขาก็รู้ว่าเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน เขารักกันไหม? เขาไม่ต้องบอกแต่ว่าสิ่งที่เราได้เห็นเนี่ยเรารู้ว่าเขารักกัน หรือแม้แต่เพื่อนกันที่แข่งกัน ลูกฉันเป็นอย่างนี้ ลูกเธอเป็นอย่างนั้น แต่เราก็รู้ว่าเขารักกัน เรารู้หมดเลยว่าเขารักกัน แต่มันเกิดสงครามย่อยๆ แบบนี้เล็กๆ อยู่เรื่อยๆ นี่ก็น่าสนใจถ้ามันมองออกไปนอกจากเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกและครอบครัว แล้วมองออกมาในเชิงสังคมพวกนี้นะครับ ปีโน้นที่หนังสือออก หนังที่ทำเล่าเรื่องที่เป็นสากลอย่างปัจจุบันนี้ ผมเชื่อว่าต่อไปในอนาคตมนุษย์เราเองที่ยังมีความขัดแย้งกันอยู่อย่างนี้ในเชิงความคิดเรื่องนี้ก็สามารถสะท้อนออกมาได้ เพียงแต่ว่าอย่างผมบอกก็คือบางคนก็จะรู้สึกว่าวิธีการแบบนี้คือวิธีการของคนที่ขัดแย้งกันแล้วกับมาตรวจสอบกันว่ายังรักกันอยู่ไหม และก็ใช้วิธีการง่ายๆ ที่อาจจะหลงลืมไปแล้วคือการกลับมานั่งคุยกัน นี่ครับมันอุดมคติเกินไปหรือเปล่า มันสวยเกินจริงไปหรือเปล่า หลายคนก็บอกว่าคุยกันได้แต่ในเรื่องจะพูดทุกครั้งเลยว่าทำด้วยความเต็มใจ ถ้าเขาเคารพลูกที่แม่คนนั้นบอกว่าลูกต้องการอะไรจากสามี แล้วบอกว่าเธอบอกเขาสิ บอกให้เขาทำอย่างนั้นถ้าไม่ได้ก็เดินออกไปซะจนกว่าเขาจะให้ลูกได้อย่างที่เขาเต็มใจ และก็จะมีอีกหลายทีที่บอกว่าแม่หรือฉันทำด้วยความเต็มใจ ทำด้วยความเต็มใจมันไม่ได้ทำไปโดยแกนๆ เราไม่ได้มานั่งคุยกันไปแกนๆ แต่เรานั่งคุยกันทำความเข้าใจกันอย่างเต็มใจ เรามองเห็นคุณอย่างที่คุณเป็น คุณเข้าใจว่าเรามองคุณอยู่อะไรแบบนี้ครับ ผมคิดว่ามันเป็นอุดมคติที่ดีของหนังเรื่องนี้ครับ

  ปานรัตน์ กริชชาญชัย : ในนิยาย Amy Tan เขาจะเป็นกลางกว่าในหนังอีกเพราะในหนังมันจะขยี้ไป มันจะมีประโยคที่เกินปูแล้วเอาหยกให้ ในนิยายมันไม่มีไดอะล็อคแบบ I see you แบบย้ำขยี้ลงมา ในนิยาย Amy Tan เขาแบบเป็นกลางมากแบบให้ลูกตระหนักเอาเองว่าแบบยังไง แม่ให้หยกมาแค่นั้นเอง ให้หยกมาแล้วแบบคิดเอาเอง แล้ว Voice ของลูกก็คิดอะไรต่อไป รู้สึกว่า Amy Tan อยากให้เข้าใจวิธีการก็คือว่าให้เข้าใจเอง แต่ในหนังแบบขยี้ค่ะ

 อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ผมนึกถึงอีกอันหนึ่งนะครับก็คือไม่แน่ใจว่าเป็นนวนิยายของอินเดียหรืออเมริกันไม่แน่ใจเรื่อง The God of Small Things เทพเจ้าแห่งสิ่งเล็กๆ ก็พูดถึงเรื่องของเด็กที่เกิดมาในสังคมอินเดียหลังจากที่ยุคจักรวรรดินิยมออกไปแล้วสิ่งที่มันทิ้งไว้คือความล่มสลายของสังคมในอินเดียที่เด็กรุ่นใหม่เริ่มดูถูกสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมเดิม หรือความเป็น civilization ที่ตะวันตกมอบให้นั้นมันทำให้เขาอยู่ในสังคมตัวเองไม่ได้อย่างนี้ครับ มันก็พูดเรื่องเดียวกัน ผมรู้สึกว่าเรื่องของ JOY LUCK CLUB  มันก็กำลังโชคดีที่ตัวรุ่นลูกมีการตรวจสอบตัวเอง และก็ยอมรับพยายามผสมผสานกันแล้วก็ไม่ได้โดนไม่ถึงขนาดเป็น civilization แบบตะวันตกซะจนอยู่บนโลกนี้ไม่ได้ บางทีการอยู่ในโลกนี้แบบที่เป็นโลกาภิวัฒน์มันอาจจะอยู่แบบที่มีความแตกต่างและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้สำหรับผมผมได้อันนี้มากกว่าเรื่องของครอบครัว แม้ว่าจะรักแม่ เป็นคนรักแม่.....

 มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : ก็เป็นคนรักแม่เหมือนกันนะค่ะ แต่ว่าไม่ค่อยได้อยู่กับแม่เลย เป็นลูกที่พ่อเลี้ยงนะค่ะก็เลยแบบว่าดูเรื่องนี้แล้วโดนใจไปในอีกแง่มุมเลย เพราะว่าขัดแย้งกับแม่มาตลอดชีวิตนะค่ะ ยิ่งดูยิ่งโดน ดูแล้วปวดกระบอกตาเพราะต้องกลั้นน้ำตาไว้ ปวดกระบอกตาปวดคอไปหมด สิ่งที่น่าสนใจมากกว่านั้นจริงๆ อย่างจะรู้ว่าแล้วรุ่นลูกของคนสี่คนนี้จะเป็นยังไงต่อไป ลูกหลานรุ่นที่สามนะคะ จะเป็นยังไงต่อไป เรื่องนี้น่าสนใจเพราะว่าอาจารย์อภิรักษ์บอกเมื่อกี้ว่า เรื่องนี้มันคงยังเล่าเรื่องได้ในปัจจุบัน เชื่ออย่างนั้นเหมือนกันเพราะว่าธรรมชาติของคนยังไงมันก็เป็นคน แต่วิธีการเล่าเรื่องมันจะต้องต่างไปหรือเปล่า จะต้องมีอะไรบิดไปหรือเปล่า เพราะว่าวิถีชีวิตมันเปลี่ยนไปเยอะมาค่ะ คือว่าไม่ทราบว่าคนรุ่นใหม่ๆ มาดูหนังเรื่องนี้แล้วจะยังรู้สึกแบบที่เรารู้สึกแบบนี้หรือเปล่า เพราะว่าบางทีเขาอาจจะไม่ต้องการอะไรแบบที่เราต้องการแล้ว หรือในสิ่งที่เขาต้องการเรากลับเห็นว่ามันเป็นของที่ไม่จำเป็น จะมีของบางอย่างที่ขัดแย้งกันคือรุ่นลูก บังเอิญถ้าเป็นคนมีลูกคงจะขัดแย้งกันน่าดูเลยนะค่ะ ก็เลยอยากจะรู้ความเห็นของคนดูที่เป็นคนรุ่นใหม่กว่าเราไปอีกนะค่ะว่าเป็นยังไง คุณอิ๋วเป็นไงเพราะเคยสัมผัสมาแล้ว...

 อภิรักษ์ ชัยปัญหา : พี่เบียร์กำลังทำหน้าที่แม่ที่กังวลกับลูกในรุ่นต่อไปในหนังอยู่

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : คือพอดีว่าผู้ที่เข้ามานั่งคุยส่วนใหญ่อายุเยอะๆ กันนะครับก็เลยไม่รู้ว่ารุ่นต่อไปเขาดูแล้วเขาเกิดความรู้สึกยังไง คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่เขาจะหาดูที่บ้านอะไรก็ว่าไปนะครับ...

 ปานรัตน์ กริชชาญชัย : อิ๋วก็ไม่ใช่คนรุ่นใหม่มากแต่อิ๋วก็มีปัญหากับแม่ ถึงอยากทำละครเวทีที่เกี่ยวกับแม่ ว่าทำไมถึงมีปัญหากับแม่ตลอดเวลา ตั้งแต่ Generation ยาย แม่ พี่สาวอิ๋วและลูกเขาก็มีกันหมด ถ้าพูดในแง่ความหมายใหม่อิ๋วคิดอาจต้องการคำตอบที่มากกว่านั้น ต้องการการพูดคุย ตอนที่ทำละครเวทีอยู่ก็ได้ไป Search หนังสือโน้นนี่นั่นจะเอามาประกอบการทำละคร ก็ไปเจอหนังสืออยู่เล่มหนึ่งก็แบบตกใจมาก คือเป็นหนังสือ How to magnet your mother แบบว่าตกใจมากคือมีหนังสือประเภทนี้แล้วเหรอ แล้วมันใหม่มากแบบว่าโห่ Best seller  แล้วไป Search ดูคนซื้อคือวัยรุ่น แสดงว่าเขาน่าต้องการอะไรที่ How to ทุกสิ่งนะค่ะ บางทีอิ๋วไม่เข้าใจแม่เลยและบางทีอิ๋วก็ไม่อยากฟังนิทานที่แม่เล่าว่า Story ที่แม่ทะเลาะกับยาย ไม่อยากฟังแล้วแต่อยากรู้ว่าแม่จะเอาอะไรตรงๆ อยากได้คำตอบที่แบบว่าจะเอาอะไร แต่แม่พูดไม่ได้ ไม่รู้ว่าเป็นที่ฟอร์มหรือเป็นเพราะอะไร อาจะเป็นเรื่องราวในอดีต

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : คือตรงนี้น่าสนใจ คือจริงๆ แล้วมันไม่เหมือนในหนังหรอก ก็อย่างที่บอกหนังมันก็สวยนะทำออกมาก็ว่าไป ในชีวิตที่ประสบจริงๆ คือทุกๆ คนก็รู้นะว่ามันจะแก้ไขปัญหายังไง คือรู้หมดสูตรทฤษฏีอะไรรู้หมด แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นมันถูกบิดไปเรื่อยๆ บางที่เผชิญแล้วจะพูดคำนี้ อะ อะ อะ กลายเป็นอย่างอื่นเข้าใจเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างนี้มันควรจะใช้ศิลปะออกมาช่วยแก้ไขยังไงอะไรได้บ้าง ทำละครแม่แล้วแม่อีกอย่างเนี่ยนะครับ มันจะเป็นยังไงกับคนรุ่นต่อไป เมื่อไม่กี่วันประธานาธิบดีของจีนหรือผู้นำไม่แน่ใจว่าเป็นท่านใดที่ออกมาพูดเรื่องวัฒนธรรม บอกมันเป็นเรื่องซึ่งยิ่งกว่าทุนนิยม ทุนนิยมของจีนนี่ยังคอนโทรลได้บ้างแต่วัฒนธรรมที่เข้ามาจนทำให้เด็กจีนไปแย่งซื้อ iPhone  จนถูกหิ้วไปอะไรแบบเนี่ย สิ่งเหล่านี้มันยังคงมีส่วนในการที่จะเข้ามากำหนดวิธีคิดวิธีการที่แบบอย่างอิ๋วว่า ต้องให้รู้เลยว่าอยากได้อะไรให้บอกมาเอาให้ตรงกันเลย ซึ่งเขาอาจไม่คุ้นชินกับวิธีที่ต้องมาบอก ในยุคแม่เขาอาจจะชอบเล่าอ้อมๆ หรือมีวิธีการแบบของเขาที่เขาถูกปลูกมาแบบนั้น ผมว่าเขาแก้ไม่ได้หรอกแล้วเราก็มีวิธีการอีกแบบหนึ่ง แล้วตรงนี้มันจะไปเจอะกันยังไงนั่งคุยอย่างเดียวจะได้ไหมครับ...... 

 ปานรัตน์ กริชชาญชัย : จากหนังสือ How to magnet your mother คือแบบเป็นคนมีปัญหากับแม่เหมือนกัน แต่ว่าต่อหน้าจะพยายามทำดีต่อกัน แต่ลึกๆ ก็จะหงุดหงิด ในหนังสือเล่มนั้นอิ๋วคิดว่ามันมีประโยชน์มาก มันแบบว่ามันนำออกมาใช้ได้จริง แต่ยังคงใช้ไม่ได้ในตอนนี้ คือเขาบอกว่า managing your mother is to magnet your self เอาไปขึ้น Status บน Facebook ได้ประมาณนั้นค่ะ อย่างที่พี่สินธุ์บอกว่าแม่เปลี่ยนไม่ได้แน่นอน โดยเฉพาะคุณยาย ไปนั่งดูคุณยายแบบแม่ของแม่เนี่ยเหงื่อตก มือนี่นะเหงื่อออกเห็นยายพูดกับแม่เนี่ยเราห่างกันมาก เราก็เลยรู้สึกว่าอาจจะต้องเปลี่ยนที่เราเอง เหมือนเขาบอกว่าให้เรียงลำดับมา ๑๐ ข้อว่าจะแก้ไขยังไง มีอยู่อันหนึ่งแบบหัวเราะซะ หัวเราะกับมันซะว่าอันนั้นมันเป็นเรื่องราวในอดีตของเขา พยายามเข้าใจแม่ซะ ว่างๆ ลองไปเปิดตู้เสื้อผ้าแม่ดูหน่อยไหมว่าจริงๆ แล้วเขาเป็นคนยังไง เราไม่ควรตัดสินเขาที่ภายนอก แม่จะเป็นอย่างที่เด็กๆ เคยตีเรา เราก็จะจำในส่วนนี้ว่าแม่ดุ เคยเข้าใจเขาอย่างจริงจังไหม ลองไปเปิดตู้เสื้อผ้าเขาดูบางทีเขาอาจจะมีรองเท้าส้นสูงสีแดงซ่อนอยู่ข้างในก็ได้ ใครจะรู้จริงๆ เขาเป็นคนสร้างสรรค์เหลือเกิน แต่ที่เขาเป็นอย่างนั้นเพราะอะไรฯ เหมือนมา magnet ตัวเอง ลองไปดูในโลกส่วนตัวเขาบ้าง...... 

 มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : พออิ๋วพูดถึงหนังสือ How to เล่มนี้รู้แล้วทำไมมันเป็น Best seller นะค่ะ เพราะประโยคแรกมันก็ใช่เหลือเกิน เพราะกำลังจะบอกว่าเมื่อกี้ที่บอกพี่สินธุ์ไปว่าอะไรทั้งหมดก็ตามที่เราไม่ชอบแน่วันหนึ่งก็มองเห็นในกระจกและเราก็มองเห็นสิ่งที่อยูในตัวเราหมดเลย สิ่งนี้มันทำให้วันหนึ่งเมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้วเพราะว่าเรามีความผิดพลาดอันนี้ๆ นะ เราพอจะเข้าใจแม่ได้จริงๆ ค่ะ  จากตอนเด็กๆ ที่เคยบอกว่าเป็นคนไม่ค่อยใกล้ชิดแม่ เคยรู้สึกว่าทำไมเขาเป็นแบบนี้ทำไมๆ ๆ พอเราเข้าใจอันนี้ทำให้เราเข้าใจตัวเองเข้าใจเขา คำถามแบบนี้มันไม่ต้องถามแล้วมันไม่มีคำตอบนะค่ะ และรู้สึกว่าดีแล้วแหละเพราะแต่ละคนมีชีวิตของตัวเองจริงๆ แม่เขาเกิดมาไม่ได้เป็นแม่เลยเขาก็เป็นตัวเขา เราเองแม้เป็นลูกเขาแต่เราก็อีกหนึ่งชีวิตซึ่งมันจะต้องมีความขัดแย้งกัน เรามีชีวิตของเรา แม่มีชีวิตของแม่ บางทีสิ่งที่เขาตัดสินใจมันอาจไม่ถูกต้องทั้งหมดแต่เขาอาจได้พยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว คนเรามักจะพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดอยู่เสมอ เพียงแต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเราไม่ดีพอสำหรับคนรอบๆ เราก็ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจและก็ให้อภัยตัวเองบ้างให้อภัยคนอื่นบ้างมันก็โอเคประกอบกันการฟัง....

 อภิรักษ์ ชัยปัญหา : เออ.... ยากครับพี่สินธุ์ วัฒนธรรมมันเปลี่ยนไปและก็ไม่รู้ว่าคนแต่ละ Generation เขามีวิธีคิดหรือมีความฝัน มีอุดมการณ์หรือการแก้ปัญหาไม่เหมือนกัน ไม่รู้ต้องโทษใครที่สอนเราต้องรับมือหรือแก้ปัญหาแบบนี้ใน Generation นี้มันมาแบบไหน ก็ยากนะเพียงแต่มันก็ต้องมีคนทำหน้าที่แบบพวกเรา คนที่สังเกตโลกและชีวิตแล้วเอามาถ่ายทอด เอามาทำให้มันเข้มข้นขึ้นอยู่ในสื่อของศิลปะ แล้วก็พาไม่ว่าจะเป็นรุ่นแม่ หรือรุ่นเรา หรือรุ่นลูกรุ่นหลานเราให้มีประสบการณ์ร่วมกันในการเสพ เราน่าจะต้องพาตัวเองหรือรุ่นลูกรุ่นหลานไปเสพงานศิลปะในรูปแบบของรุ่นพ่อรุ่นแม่ และพาพ่อแม่มาเสพให้รู้จักงานศิลปะในรุ่นเรา และก็พาแม่และเราไปสู่งานการเข้าใจหรือศิลปะแบบตนเอง เพราะเราก็ไม่รู้ว่ายังไง หรืออาจจะไม่ใช่งานศิลปะก็ได้ที่มันเป็นตัวแทนเรื่องที่จะเล่าหรือเสียงของเขา วิธีการเล่าเรื่องในแต่ละ Generation ซึ่งผมก็รู้สึกว่าโดยทฤษฎีอย่างที่พี่สินธุ์ว่าก็พูดไปดูดีโดยหลักการเป็นอย่างนี้แหล่ะ แต่วิธีการแค่จะแบบแม่ออกจากบ้านไหม เพราะว่าแม่ผมแต่ก่อนเคยผอมสวยแล้วพอมีลูกก็อ้วนและเป็นชาวบ้าน ไม่กล้าออกจากบ้านเพราะกลัวว่าลูกจะอายที่มีแม่ไม่สวย แต่เป็นเด็กจำได้ว่าเวลาจะออกไปเที่ยวไหนแม่จะตัดชุดให้ใหม่แล้วจะต้องไปกับน้าที่สวยอะไรแบบนี้ครับ น้าก็จะเป็นแม่ไปงานโรงเรียนโน้นนี้นั้น ทุกคนก็จะเข้าใจว่าน้าคือแม่ เพราะแม่รู้สึกว่าแม่ดูถูกตัวเองอะไรประมาณนี้ครับ.... แต่รู้สึกว่าไม่เป็นไร แม่อ้วนไม่เป็นไร ฟันหลอไม่อยากใส่ฟันปลอมก็ไม่เป็นไรมาเหอะ... แม่เขาจะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง เขายังมีความคิดเรื่องอภิชาตบุตรอยู่ที่ลูกสูงกว่าตัวเองเหมือนอย่างที่เขาจะพยายามอยากให้ลูกดูดีกว่าตัวเองทำนองนี้ครับ ซึ่งหนทางหนึ่งผมว่าญาติแต่ละคนต้องทำคือจัดประสบการณ์ให้ตนมีการเรียนรู้ประสบการณ์และวิธีการมอง มีวิธีการแก้ปัญหา วิธีการสอนหรือสื่อสารกันในแต่ละ Generation นะครับ ให้ยอมรับว่ามันเป็นแบบนี้แหล่ะในรุ่นเขา ถ้าไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็นว่าจะไปห่วงกับลูกกับหลาน ถึงตอนนี้เราเริ่มพูดกับคนแก่แล้วว่าลูกหลานฉันไปต่อคิวซื้อ iPad ตบกันตีกัน แต่นี่มันคือวัฒนธรรมของเขา เราต้องยอมรับว่านี่คือวัฒนธรรมของเขา แต่ว่าเราทำใจไม่ได้เราก็ต้องใช้  Moron กับรุ่นของเราไปตัดสินอยู่ดีว่าน่าห่วงสังคมแย่แล้ว รุ่นก่อนหน้าเราก็คงพูดเหมือนกันแต่โลกของเราก็สามารถมาถึงทุกวันนี้ได้ และมันก็ยังคงไปต่อ....

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : ครับ! มีประเด็นที่จะช่วยเสริมไหมครับในมุมที่ยังไม่ได้พูดถึง ผมเห็นว่าในเรื่องของความแตกต่างในความเป็นจริงก็คือเราได้รับรู้ ผมว่าเรื่องอื่นๆ ซึ่งเราพูดคุยกันเนี่ยมันก็ถูกกลุ่มอื่นๆ พูดคุยเหมือนกันว่าหนังเรื่องนี้ วรรณกรรมเรื่องนี้ไปตามท้องที่ต่างๆ จุดดีที่สุดของวรรณกรรมและภาพยนตร์คือ เป็นตัวจุดประกายให้มีการพูดคุยของกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ปริมณฑลเล็กๆ ไปจนถึงปริมณฑลใหญ่ แล้วก็ทุกคนก็จะมองเรื่องใกล้ตัวที่สุดของตัวเอง พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย รุ่นลูกเราต่อไปจะเป็นอย่างไร จะแก้ได้แก้ไม่ได้มันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยได้หยุดและได้คิดได้พยายามที่จะหาวิธีปรับเข้าหากัน ผมว่าอันนี้คืออานิสงส์ของทั้งวรรณกรรมและภาพยนตร์ และซึ่งมันมีการรับช่วงต่ออย่างเนี่ยอย่างอิ๋วก็เอามาทำเป็นละคร พยายามที่จะทำให้มันเข้าใจง่ายๆ มีมุมมองที่ต่างออกไป มีการถกกันหรือว่าอย่างในอเมริกาก็มี ในประเทศต่างๆ ก็มีที่พยายามหยิบตรงนี้ขึ้นมา....

 ปานรัตน์ กริชชาญชัย : อยากให้แม่มาดูละครที่อิ๋วเล่น จริงๆ บางทีอิ๋วก็อาจจะแทรกๆ คือเค้าโครงของเรื่องคืออยากให้มองกัน โดยเฉพาะแม่ก็ควรที่จะมองลูกด้วย เพราะอิ๋วเป็นลูกและเป็นคนทำละครเรื่องนี้ก็อยากที่จะพูดในฐานะลูก พอแม่รู้แม่ก็จะพูดว่าไม่เห็นเหมือนเลย คำว่าไม่เห็นเหมือนเลยก็คือแต่งตัวไม่เหมือน พูดไม่เหมือน คิดไม่เหมือนแม่อะไรแบบนี้ค่ะ แต่แม่ก็ชื่นชมนะคะ เข้าใจในเนื้อหาทุกสิ่งทุกอย่าง รู้แบบว่าแอบด่าแม่ใช่ไหม? มีการจิกกัดกันเล็กน้อย แต่ส่วนใหญ่เขาก็จะบอกว่าไม่เหมือน ไม่รู้หรอกว่าฉันคิดอะไรอย่างนี้ค่ะ และก็จะมีในส่วนของละครเรื่องใหม่ที่กำลังจะเล่นอิ๋วเล่นเป็นลูกที่ถูกกดดันมากๆ อิ๋วก็ไปเล่าให้แม่ฟังว่าละครเรื่องใหม่จะเล่นเป็นลูกที่ถูกกดดันจากแม่ และแม่ก็จะถามว่าไม่คิดเหรอ ทำไมไม่ทำละครที่แม่ถูกกดดันจากลูกบ้าง แล้วเอ๊ะ! เราจะคุยกันรู้เรื่องไหมค่ะ.... อย่างที่บอกว่าแม่เขามีโลกของเขาจริงๆ เขามีโลกแบบว่ามันหนักหนาแต่ไม่น่าจะยากที่จะเปิดประตูเข้าไป

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : แล้วทุกวันนี้ยังไงครับ มีกลวิธีหรือมีชั้นเชิงยังไงที่จะเปิด ที่บอกว่าจะเปิดเนี่ยมันมีรูปธรรมอย่างไร อย่างที่อิ๋วเล่านี่ก็อึ่งเหมือนกันนะ คือในมุมของเขาเขาก็ไม่ผิด แล้วเอ๊ะ! ทำไมลูกฉันไม่ทำในมุมของฉันมั่งอะไรประมาณนี้ครับ

 ปานรัตน์ กริชชาญชัย : กลยุทธ์เหรอค่ะ.... ต้องดูแต่และวันเลยค่ะ กลยุทธ์ไปตามแต่ละวัน เช่น วันนี้ถ้าเขาอารมณ์นี้ต้องสังเกตจริงๆ และก็ต้องมีความตั้งใจจริงแบบกัดฟันสู้ เอ๊ะ! วันนี้แม่อารมณ์นี้เราจะเข้ากับเขายังไง บางทีเขาก็เด็กมากจนเราต้องเป็นผู้ใหญ่ไปเลยแทนที่จะกลายเป็นลูก แต่บางวันกลับกันก็คือแบบถ้าเขาได้แนะนำเรา ถ้าเราเดินไปถามเขาว่าสิ่งนี้คืออะไร อันนี้หมายความว่าอะไร นิยามคำนี้แปลว่าอะไร เขาจะดีใจมากแบบนี้นะค่ะ ก็ต้องดูไปแต่ละวัน สมมติว่าวันนี้เขาอารมณ์เสียมากๆ เราอาจจะต้องตามใจเขาจนถึงที่สุดเขาถึงจะรู้สึกดีได้ ถ้าเราไปต่อต้านขัดแย้งอาจจะหงุดหงิดได้ บางวันอาจจะเป็นแม่บางวันอาจจะเป็นลูกอย่างที่บอก บางทีอิ๋วรู้ทางนะค่ะ อย่างเช่นจะขับรถไปทองหล่อ บางวันจะทำเป็นไม่รู้จะโทรไปถามแม่ว่าไปทองหล่ออย่างไรตอนนี้อยู่อนุสาวรีย์ฯ เขาจะดีใจมากเลยค่ะที่เขาได้บอกเราว่าอนุสาวรีย์ฯ แล้วเลี้ยวขวานะแล้วตรงไปสุขุมวิทแล้วเลี้ยวซ้ายอะไรอย่างนี้ เขาก็จะเป็นปลื้มแบบพูดถึงเช้าอีกวันเลยค่ะ ถ้าไม่ไปทางอนุสารีย์ฯ ก็ไปทางนั้นทางโน้นได้ประมาณนี้ค่ะ ในแต่ละวัน......

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย :  ท่านอื่นมีประสบการณ์อะไรบ้างครับ?.....

 มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : บังเอิญว่าไม่มีโอกาสได้ดิวกับแม่แล้ว เพราะคุณแม่ย้ายไปอยู่มิติอื่นซะแล้วค่ะ แต่ว่าเอาอย่างนี้ดีกว่าค่ะ รู้สึกเข้าใจเขาตอนที่เขาไปแล้วเนี่ยแหละค่ะ ไปแล้วตั้งหลายปีกว่าที่จะเข้าใจกว่าที่จะยอมรับว่าเออ... ทำไมเขาเป็นแม่ที่ไม่อยากเลี้ยงลูกนะ เออ... ทำไมเขาโน้น เขานี่ เขานั่น พามาคิดถึงตัวเองตอนเด็กๆ ว่าทำไมแม่จะออกจากบ้านทำไมแต่งตัวเยอะขนาดนี้ ดูตัวเองตอนนี้สิค่ะแต่งตัวน้อยจัดมากเลยทุกวัน ไม่มี concept ไม่เคย เปิดตู้มาเจออะไรใส่ก่อนเลยนะค่ะ บอกแล้วว่าเหมือนแม่จริงๆ ตอนนี้เข้าใจเขาทั้งหมดและรู้สึกว่าไม่ได้แปลกอะไรที่เราไม่ได้ทำความเข้าใจกันก่อนที่เราจะจากกัน ไม่ได้รู้สึกเสียใจเพราะว่าเมื่อเข้าใจแล้วก็เข้าใจว่าแม่ก็คงเข้าใจแล้วปานนี้ เพราะเชื่อว่าความตายคงไม่ผลักไปไหนไกล คงอยู่ซ้อนๆ กันแถวนี้แหล่ะ....

 อภิรักษ์ ชัยปัญหา : ผมไม่มีปัญหาอะไรกับแม่ ก็คือ แม่ผมยอมรับผมได้และผมก็ยอมรับแม่ได้.....

 มนทกานติ รังสิพราหมณกุล : อ๋อ! ลืมไปขอพูดอีกนิดหนึ่งนะค่ะ แม่กับลูกอยากเข้าใจกันก็คือ แม่ก็ลองคิดถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็ก แล้วลูกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ลองคิดถึงสภาพที่ตัวเองเป็นผู้ใหญ่ที่จะต้องรับผิดชอบอะไรต่ออะไร ต่างคนก็ต่างที่จะมีความเข้าใจกันอย่างน้อยก็นิดหนึ่งค่ะ...

 อภิรักษ์ ชัยปัญหา : หลักฐานหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าแม่ยอมรับผมได้ก็คือ ผมเป็นคนต่างจังหวัดและแม่ก็จะอยู่ต่างจังหวัด แม่เขาจะเป็นคนกว้างขวางในหมู่บ้านก็จะมีคนเข้ามาในบ้านเยอะแยะ เวลาผมกลับบ้านไปก็จะมีแบบว่ามีสาวๆ ในหมู่บ้านมาแอบมองโน้น นี้ นั่น แม่จะบอกว่าไม่ต้องมองหรอกเขาชอบผู้ชายอะไรแบบนี้ครับ นั่นแหละครับที่เป็นหลักฐานและผมก็ยอมรับเพราะโตมาแบบนี้ แต่แค่รู้สึกว่าอยากให้แม่มองเราว่าเราไม่ได้ดีมากขนาดนั้นตามที่เขาคิดหรือแบบว่า แม่ผมก็ดีพอที่จะประกาศบอกใครว่าเป็นแม่ผม เป็นจุดเดียวที่อยากทำความเข้าใจแต่ยังไม่ได้คุยกัน เดียวกลับบ้านก่อนจะไปคุยเรื่องนี้ แค่รู้สึกว่าพอคุยแล้ว เออ! จริงด้วยในมุมของแม่คือเราดูดี แต่พอในมุมของแม่เขาก็ดูถูกตัวเองไป รู้สึกว่า อืม! เราเป็นคนเท่ากันที่เรามีมาอย่างนี้ได้มันเกิดจากผมเป็นเด็กที่ชอบฟังผู้ใหญ่คุยกัน เม้าเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็ชอบฟังเวลาแม่พูดถึงคนนี้หรือเล่าเรื่องอดีตสาหัสสากรรณ์ ตอนเด็กยังไง อะไรยังไงนะครับ เล่าจนเราเล่าได้เองแล้ว แต่รู้สึกว่าสิ่งที่มันเปลี่ยนไปคือตอนเป็นเด็กอยากรู้เรื่องว่าเรื่องมันเป็นมายังไง แต่พอโตขึ้นก็รู้สึกว่าดีใจที่เขาได้พูดออกมา เล่าให้เราหรือใครฟังก็ได้เพราะเรารู้สึกว่ามันคงเป็นช่วงเวลาเดียวที่เขารู้สึกมีความหวังในวัยเด็กตอนที่เขาเล่า อยากให้เขาเล่าอีก....

 ปานรัตน์ กริชชาญชัย : ตอนนั้นโชคดีได้ไปเจอคุณดังกรินทร์จอะเจอตัวเป็นๆ เขาก็นั่งคุยสนทนากันไปมาหนูก็เล่าว่ามีอาชีพทำละครเวที และก็แม่ไม่ค่อยชอบใจคุยกันไปคุยกันมาคุณดังกรินทร์ก็บอกว่าแม่ไม่ชอบใจแน่ๆ เลย เออ..แม่จะถอนหายใจทุกครั้งเวลาออกจากบ้าน ว่าจะไปไหน จะไปปรีดีค่ะ แม่ก็ถอนหายใจ จะไปไหน จะไปเล่นละครซ้อมละครแม่จะถอนหายใจตลอดค่ะ ช่วงนี้ทุกข์ทรมานมากอันนี้คือปัญหาใหญ่ในชีวิตที่แบบแม่ไม่ยอมรับว่าเราทำอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นอาจารย์พิเศษแต่แม่ก็บอกว่าทำไมไม่ทำงานบริษัทหรือทำงานประจำอะไรอย่างนี้ค่ะ อิ๋วก็แบบเศร้ามาก มองในอีกมุมมองมันเป็นมุมมองที่ให้เราเป็นอย่าง magnet my self แสดงว่าแม่คุณยังเห็นว่าคุณทุกข์ทรมานอยู่เขาเลยไม่มีความสุข ทำไมคุณไม่ทำแบบว่าถ้าคุณรู้สึกกับการทำละครเวทีทำไมคุณไม่แสดงออกว่ามีความสุข แสดงว่าคุณยังไม่มีความสุขดีพอ ในเมื่อแม่คุณยังไม่เห็นว่าคุณมีความสุขกับงานชิ้นนี้ กับงานประเภทนี้ แม่คุณเลยไม่มีความสุข แสดงว่าเรายังไม่มีความสุขจริงๆ กับละครเวทีหรือเปล่า คุณเองคิดไปเองใช่ไหมแม่คุณเลยเป็นแบบนี้ หลังจากนั้นอิ๋วก็ลองดูว่ามีความสุขไหม? คำตอบคือมีความสุขมาก ออกจากบ้านมีความสุขมากที่จะไปซ้อมละคร กลับดึกแค่ไหนก็ตื่นมาหกโมงเช้ามากินข้าวกับเขาได้ทุกวันค่ะ แล้วรู้สึกว่าเขาเงียบขึ้นเรารู้สึกว่าเขานิ่งขึ้น พูดไม่มีถอนหายใจและก็เวลาคุยกับเพื่อนเขาแอบเม้าว่าไปดูละครอิ๋วมาใช้ได้เลยประมาณนี้ อาจจะเป็นเรื่องมุมมองของเราเองว่ามองแม่แบบไหน มองแม่แบบนางยักษ์แม่ก็จะเป็นนางยักษ์ตลอดไป ถ้ามองแม่แบบเข้าใจแม่อาจจะเห็นเราไม่มีความสุขมั่งประมาณนี้ค่ะ....

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย :  มีท่านใดจะแชร์ไหมครับ? ถ้ามีก็ขอสั้นๆ สักนิดหนึ่ง เชิญเลยครับสั้นๆ

 คุณเกรียงไกร วงษ์มาลีวัฒนา : ครับ! ที่ดูหนังมา คือที่ช่วงตอนแรกที่ว่าเอะอะอะไรสามีก็จะให้ภรรยาหารสองตอลดเวลา มันเป็นการสะท้อนวัฒนธรรมของอเมริกันที่เรียกว่า มันเหมือนแบบไกลมากไปหรือเปล่าใช่ไหมครับ คือ โอเคถ้าในมิติระหว่างเพื่อนต่อเพื่อนอะไรอย่างเนี่ย หรือผู้ชายต่อผู้ชายอย่างเราจะเอาหารสองอย่างเนี่ยไม่มีใครว่า แต่พอดีว่าระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง อย่างสมมติว่าไปกินด้วยกันผู้ชายเกิดกินเหล้ากินเบียร์แล้วผู้หญิงไม่กินแล้วอยู่ๆ มาหารสองเปะอ้าว! อย่างนี้มันจะเป็นธรรมหรือเปล่าใช่ไหมครับ และกรณียิ่งสามีภรรยามันจะไปหารสองเปะได้ยังไงทุกเรื่อง มันก็ต้องมีเรื่องอื่นๆ เข้ามา ต้องมีเรื่องความรักความเอื้ออาทรอะไรต่างๆ และอีกอย่างสามีมีเงินเดือนมากกว่าภรรยาตั้ง ๖-๗ เท่ามันก็ต้องรู้จักเสียสละมั่งอะไรมั่งใช่ไหมครับ จะเอาอเมริกันจ๋ามาเป็นบรรทัดวัดตลอดเวลาแล้วชีวิตมันจะมีความสุขเหรอ มันเกิดการสะท้อนให้เห็นว่าอเมริกันมันก่อปัญหายุ่งยากยังไง และคราวนี้ผมจะพูดถึงหนังเมื่อวานเรื่องหนึ่งที่พูดถึงฝ่ายผู้ชายที่เป็นกรรมกร แต่ผู้หญิงเขาจะเป็นอีกชนชั้นหนึ่ง แต่ช่วงหลังสังคมจีนเปลี่ยนวิถีไปสู่สังคมนิยมใช่ไหมครับ เขาก็ยกย่องกรรมกรกันใช่ไหมครับ แต่คราวนี้ฝ่ายหญิงเนี่ยเขาก็เห็นว่าผู้ชายเหมือนกับเป็นผู้นำ พูดอะไรหรือปลุกเร้าอะไรก็ชอบในบทบาทนั้น แต่ไม่รู้ว่าวิถีชีวิตของกรรมกรมีความเป็นอยู่อย่างไร ก็คงนึกว่าคงจะอยู่ได้เพราะว่าชอบเขารักเขา แต่ตอนนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่าในชีวิตสิ่งแวดล้อม ความรู้สึกนึกคิดของผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรมันก็อีกอย่างหนึ่ง แต่พวกชนชั้นที่เคยสบายมาก่อนมันก็ไปอีกอย่างหนึ่ง พอไปอยู่ด้วยกันแล้วมันถึงรู้ว่ามันมีปัญหา? แล้วพอหลังๆ ก็อยู่ด้วยกันไม่ได้จึงต้องกลับมา พอกลับมาพ่อแม่ก็รู้แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้ เพราะยังไงแกก็ยังเป็นลูกฉัน แต่คราวนี้เราก็ยังรู้ว่า ผู้หญิงที่เคยเป็นลูกผิดพลาดไปแล้วและกลับมาก็ยังยอมรับอยู่ แต่ว่าเรื่องวันนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะว่าเมียคนที่สี่ของเสี่ยหรือผู้มีอิทธิพลคนนั้น กลับปรากฏว่าเสี่ยหรือคนๆ เนี่ยที่อาจารย์อภิรักษ์บอกว่าเป็นผู้ชายทำไมมันชั่วร้าย เพราะว่ามันชั่วร้ายจริงๆ ที่แสดงออกโดยเสี่ยคนเนี่ย แทนที่ว่าชอบเขาก็หาวิธีไปบอกหรือจะทุ่มเงินอะไรก็ได้ แต่เนี่ยไปเที่ยวข่มขืนเขาโดยให้เมียคนที่สองช่วยวางแผน และพอผู้หญิงผิดพลาดจะกลับมาที่ครอบครัวหรือที่บ้าน ปรากฏว่าไม่ยอมรับเหมือนในเรื่องเมื่อวาน พ่อแม่ญาติพี่น้องปิดประตูไล่เลย มันทุกข์สาหัสขนาดไหน แล้วพอตอนหลังแกเลยปลูกฝังความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นกับลูกโดยการไปกินขนมปังที่มียาฝิ่นเพื่อให้ลูกได้เรียนรู้ว่าเราต้องเข้มแข็ง เป็นผู้หญิงต้องเข้มแข็งไม่งั้นจะถูกเล่นงานหลายซับหลายซ้อน แสดงว่าแม่คนนี้เข้าใจชีวิตว่าเราจะเลี้ยงลูกยังไง ปลูกฝังยังไง ให้หลุดออกจากปมตรงนี้ของสังคมได้ ขอบคุณครับ....

 สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย :  มีท่านใดอีกสักท่านหนึ่งไหมครับ? ถ้าไม่มีแล้วขอขมวดนะครับ.. เราจะเห็นว่าทุกคนจะเห็นมุมมองภาพยนตร์ที่มีจุดที่ประทับใจไม่เหมือนกันในหนังเรื่องเดียวกัน มีแง่คิดเล็กๆ บางอย่างที่มาสะกิดแล้วโดนเรา  background ชีวิตของแต่ละคนมันหลากหลาย มาจากหลายที่หลายแห่ง ผมว่าตรงนี้เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของศิลปะที่ช่วยให้เรามีความละเมียดละไมกับชีวิต มีวิธีการมองกลับไปในครอบครัวเราเอง เปรียบเทียบกับครอบครัวคนอื่น มีความเห็นอกเห็นใจกันมากยิ่งขึ้น และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้แสดงคุณค่าตรงนี้ออกมา ทั้งงานวรรณกรรมที่ถูกแปลออกมาเป็นศาสตร์ของภาพยนตร์ เห็นชัดๆ ว่าเราสามารถรับได้ ก็เป็นคำถามและปัญหาต่อไปที่ทั้งวิทยากรทั้งสามท่านฝากไปถึงคนรุ่นต่อไป ซึ่งเราคงไม่มีคำตอบอะไรเพียงแต่ว่าเราจะคาดหวังกับเขามากน้อยขนาดไหน อันนี้ทุกคนต้องกลับไป ทุกคนมีลูกมีหลาน ถึงไม่มีลูกตนเองก็ต้องมีหลานหรือคนที่เรารักใคร่ เราก็ต้องกลับไปดูกลับไปพิจารณาบางอย่าง แง่คิดบางอย่างอาจจะนำไปใช้ได้บางอย่างอาจจะไม่ได้แล้ว ก็แล้วแต่จะพิจารณา ขอขอบคุณวิทยากรทั้งสามท่าน ขอปรมมือให้เกียรติทั้ง อาจารย์อภิรักษ์ ชัยปัญหา, คุณมนทกานติ รังสิพราหมณกุล, และคุณปานรัตน์ กริชชาญชัย เราคงได้พบกันอีก และคงมีเวทีให้แลกเปลี่ยนอย่างสนุกสนานและให้แง่คิดดีๆ ทั้งตัววิทยากรและตัวผู้ฟังด้วย ขอบคุณมากครับ......

.............................

วิทยาการ่วมเสวนา

ปานรัตน์ กริชชาญชัย นักการละครและอาจารย์พิเศษ


มนทกานติ รังสิพราหมณกุล  บรรณาธิการนิตยสาร Madame Figaro


อาจารย์อภิรักษ์ ชัยปัญหา  คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา


นายสินธุ์สวัสดิ์  ยอดบางเตย  ผู้จัดการสถาบันปรีดี  พนมยงค์




 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สินธุ์สวัสดิ์ยอดบางเตย วันที่ : 28/01/2012 เวลา : 10.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sinsawade

ไม่ยากหรอกครับ แต่ต้องใช้ความรู้สึกและปล่อยอารมณืไปกับเรื่องราว แล้วคุณจะอึ้ง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
BlueHill วันที่ : 26/01/2012 เวลา : 10.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

(The joy luck club)
เพื่อนรุ่นพี่ บอกเป็นหนังที่ดูยาก
ช่างเป็นคำที่ท้าทาย ใคร่ลองชมดูจริง ๆ ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน