• ศิวร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : siriworn@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-15
  • จำนวนเรื่อง : 33
  • จำนวนผู้ชม : 73027
  • ส่ง msg :
  • โหวต 32 คน
Siriworn Kaewkan
รวมผลงาน กวีนิพนธ์ เรื่องเล่า บทสัมภาษณ์ ภาพถ่าย และเรื่องราวบางส่วนเสี้ยวของชีวิต.
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/siriworn
วันจันทร์ ที่ 8 ตุลาคม 2550
Posted by ศิวร , ผู้อ่าน : 1992 , 11:24:40 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

บนเรือสินค้าสัญชาติจีน [2]


สินค้าจากประเทศจีนที่ส่งผ่านมาทางแม่น้ำโขงที่สำคัญได้แก่ แอปเปิล สาลี่ กระเทียม ส่วนสินค้าที่เราส่งไปขายจีนผ่านทางท่าเรือเชียงแสนจะเป็นพวกลำไยอบแห้ง ยางแผ่น น้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ก็ยังมีรถยนต์มือสองที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น

เรือสินค้าลำที่เราโดยสารอยู่นี้ก็เช่นเดียวกัน ตอนหน้าของเรือที่คลุมอยู่ภายใต้ผ้าใบสีน้ำตาลนั้น ผมนับรถยนต์ได้สิบคัน

ก่อนหน้านี้ การขนส่งสินค้าจากไทย (ท่าเรือกรุงเทพฯ) ไปจีน (เซี่ยงไฮ้) ต้องใช้ 26 วัน จากเซี่ยงไฮ้ไปเมืองยี่อู่ (ศูนย์กลางการค้าลำไย) อีก 1 วัน รวม 27 และค่าใช้จ่ายในการขนส่งก็สูงมากหากเทียบกับการขนส่งผ่านทางน้ำโขง

ฉะนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ปัจจุบันการขนส่งสินค้าทางน้ำในแม่น้ำโขงได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะการขนส่งจากเชียงใหม่ไปเชียงรุ่ง (สิบสองปันนา) ใช้เวลาเพียง 4 วัน จากเชียงรุ่งถึงคุนหมิง 3 วัน และจากคุนหมิงถึงยี่อู่อีก4 วัน รวม 11 วัน และเหตุผลที่จีนพยายามระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงถึง 11 จุด เพื่อให้เรือสินค้าขนาด ๓๐๐ ตันจากเมืองซือเหมา มณฑลยูนนานของจีน ลงไปยังแม่น้ำโขงตอนล่าง ผ่านพม่า ลาว และไทย และสิ้นสุดที่หลวงพระบางนั้น เป็นเรื่องที่ไม่นับว่าอยู่นอกเหนือความเข้าใจแต่อย่างใด

เรือสินค้าสัญชาติจีนตีโค้งขึ้นเหนือ ผมสบตากับสามเหลี่ยมทองคำอย่างเงียบๆ นี่คือครั้งแรกที่ผมเห็นสามเหลี่ยมทองคำจากมุมมองของแม่น้ำโขง

สามเหลี่ยมทองคำ, เมื่อได้ยินชื่อนี้ ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะนึกถึงดงดอกฝิ่น หรือไม่ก็นึกถึงอาณาจักรของยาเสพย์ติดที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

แน่นอน ตอนที่ได้ยินชื่อนี้ครั้งแรกผมก็คิดเช่นนั้น

ราวกับว่าดินแดนแห่งนี้ถูกสกัดมาจากฝิ่น- พืชซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

แม้การปลูกฝิ่นบริเวณสามเหลี่ยมทองคำจะเริ่มขึ้นในช่วงระหว่างรอยต่อของคริสต์ศตวรรษที่ 18 กับคริสต์ศตวรรษที่ 19 ทว่าสิ่งที่ทำให้การปลูกฝิ่นในแถบนี้เป็นที่รู้จักกันทั่วโลกก็คือ ผลพวงจากสงครามฝิ่นระหว่างอังกฤษกับจีน

ตอนนั้นอังกฤษคือผู้ควบคุมกิจการการค้าฝิ่นในจีน เมื่อจีนพยายามเลิกการสูบฝิ่นอังกฤษจึงไม่พอใจ แล้วสงครามฝิ่นก็อุบัติขึ้น

นั่นคือปี คศ.1839

สงครามดำเนินอยู่ 3 ปี กระทั่งจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชาวเขาที่อยู่ทางตอนใต้ของจีนก็พากันอพยพลงมาทางใต้ แน่นอน พวกเขานำฝิ่นติดตัวลงมาด้วย ในที่สุดกลุ่มอพยพก็ได้เข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่บริเวณตอนเหนือของประเทศไทย รวมทั้งบางส่วนในลาวและพม่า

ไม่นานนับจากนั้นทุ่งภูเขาแถบนี้ก็เต็มไปด้วยไร่ฝิ่น

นอกจากเป็นแหล่งผลิต แหล่งซื้อขายฝิ่นที่สำคัญแล้ว สามเหลี่ยมทองคำ ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการลำเลียงฝิ่นจากพื้นที่นี้ไปสู่ภูมิภาคอื่นในแถบเอเชีย

ห้วงเวลานั้น การซื้อขายฝิ่นจะใช้ทองคำเป็นหลัก และการที่จะพิสูจน์ว่าแท่งใดเป็นทองคำแท้หรือทองคำปลอมก็โดยการผ่าทองคำนั้นออกเป็นรูปสามเหลี่ยม 2 อัน ประกอบกับภูมิประเทศบริเวณนั้นเป็นลักษณะสามเส้า เป็นจุดบรรจบของสามประเทศคือ พม่า ไทย ลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดน

นั่นคือที่มาของคำว่าสามเหลี่ยมทองคำ

พื้นที่ฝั่งไทยเบื้องหน้าผมคือบ้านสบรวก ฝั่งพม่าคือบ้านผักฮี้ ตำบลเมืองพง ท่าขี้เหล็ก ส่วนฝั่งลาวคือบ้านกว๊าน เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว

ก่อนสามเหลี่ยมทองคำจะลับหายจากสายตา ผมก็หันหน้าไปทางต้นน้ำ ด้านซ้ายมือคือประเทศพม่า ด้านขวามือคือฝั่งลาว เพื่อนร่วมทางทุกคนเริ่มตื่นตาตื่นใจกับฉากสองฟากของแม่น้ำ ไม่ว่าจะเป็นหาดทรายสีขาวที่เจิดจ้าอยู่ในแสงแดดเดือนเมษายน เกาะแก่งหินผาระเกะระกะที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านเรือสินค้าไปช้าๆ

ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แม้จะเคยล่องแม่น้ำโขงมาหลายครั้งหลายหนแล้ว ทว่าที่ผ่านมานั่นมันเป็นแม่น้ำโขงช่วงที่ยังอยู่ในเขตประเทศของตัวเอง

พี่ยุทธกดชัตเตอร์ราวกับเป็นเจ้าของบริษัทผลิตฟิล์ม

ครู่ใหญ่ต่อมา ลูกเรือชาวจีนคนหนึ่งชะโงกขึ้นมาจากชั้นล่าง พร้อมกับตะโกนเป็นภาษจีน ผมไม่เข้าใจว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

สักพักผู้หญิงคนหนึ่งหน้าตาคล้ายชนพื้นเมืองแถบลานนา ขึ้นมาบอกเป็นว่าให้พวกเราลงไปกินข้าว ก่อนนั้นผมเข้าใจว่าหล่อนคือคนจีนและคงจะแม่ครัวประจำเรือ แต่สำเนียงภาษาไทยเหนือของหล่อนทำให้ผมไม่แน่ใจ จึงถามว่าเป็นหล่อนเป็นคนไทยหรือเปล่า

"เป็นคนไต" หล่อนพูดพร้อมกับยิ้มให้ผม

ผมจึงถามต่อว่าหล่อนทำงานในเรือลำนี้หรือ

"เปล่า" หล่อนว่า "ฉันกำลังจะกลับบ้าน"

กลับบ้าน?" ผมไม่เข้าใจที่หล่อนพูด เพราะเมื่อครู่ที่ผ่านมาหล่อนบอกผมว่าเป็นคนไทย แต่ตอนนี้หล่อนบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน

"ฉันมาจากสิบสองปันนา"

พอได้ยินคำว่าสิบสองปันนา ผมนึกถึงพี่น้องคนไต หรือไทลื้อซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของที่นั่น ผมงำความรู้สึกตื่นเต้นยินดีไว้เงียบๆ ที่ได้รู้จักหล่อน

แน่นอน เพราะหล่อนคือคนสิบสองปันนาคนแรกในชีวิตที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยด้วย

ครู่ต่อมา ลูกเรือหนุ่มอีกคนขึ้นมายังชั้นสอง ส่งเสียงดังฟังชัด "ซือฟ่านๆ" เขาพูดพร้อมกับทำท่าตักอาหารเข้าปาก

"กินข้าวๆ" ผู้หญิงชาวสิบสองปันนาหัวเราะอย่างจริงใจ

พวกเราจึงตะโกนบอกต่อๆ กันว่า ซือฟ่านๆ กินข้าวๆ สลับกันไปมาระหว่างภาษาไทยกับภาษาจีน

"ซือฟ่านๆ" พี่ยุทธเดินไปบอกเจ้าฝรั่งจมูกแดงที่ยังคงแน่วนิ่งอยู่กับภูมิทัศน์ฝั่งพม่า เป็นครั้งแรกที่ผมเห็นว่าเจ้าหมอนั่นก็ยิ้มเป็นเหมือนกัน

เจ้าจมูกแดงลุกขึ้น เดินมาแตะแขนผมเบาๆ พูดด้วยเสียงเล็กๆ แบบเสียงเด็กๆ

"ซือฟ่าน"

เราสบตาและส่งยิ้มให้กัน

ผมรู้สึกแปลกใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นสำรับอาหารวางอยู่บนโต๊ะ

เปล่าเลย... ไม่ใช่เพราะว่ากับข้าวแต่ละอย่างนั้นมีแต่ผัก(ต้ม) ผัก(ลวก) และผัก(ผัดกับหมูเนื้อขาว)เท่านั้น ทว่าผมแปลกใจที่บนโต๊ะไม่มีช้อนเลยสักคัน

เพียงครู่ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้เรากำลังอยู่บนเรือสินค้าสัญชาติจีนที่มีชื่อว่าจินสุ่ย 3...

ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมแอบคาดหวังอยู่เงียบๆ ว่า น่าจะมีช้อนวางอยู่ที่ไหนสักที่ หลังจากกวาดสายตาดูจนทั่ว ผมก็ต้องยอมรับความจริง

แม้พอจะคุ้นเคยกับวัฒนธรรมการใช้ตะเกียบของจีนมาบ้าง ทว่านั่นสำหรับอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว แต่นี่มันคือข้าวสวยในถ้วยกระเบื้องดินเผาใบเล็กๆ ผมไม่รู้ว่าเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ จะรู้สึกเช่นเดียวกับผมบ้างหรือเปล่า

ผมหันไปทางดอนเวียง ดูพี่ท่านก็คุ้นเคยกับเจ้าไม้ไผ่คู่นั้นเป็นอย่างดี ส่วนหนุ่ยนั้นเรียกได้ว่าสนิทสนมเลยทีเดียว ด้านพี่ยุทธกับพี่เสี้ยวคล้ายๆ ว่าจะไม่มีปัญหา หนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นหรือไม่ก็ชาวใต้หวันคู่นั้นก็ดูปกติดี ส่วนหนุ่มชาวจีนยิ่งไม่ต้องพูดถึง

แต่แล้วความขัดอกขัดใจของผมก็มลายหายไป เมื่อเห็นเจ้าฝรั่งจมูกแดงขนดกซึ่งนั่งตรงข้ามกับผม มีทีท่างุนงนกับตะเกียบไม้ไผ่ที่อยู่ในมือของเขา เจ้านั่นพลิกตะเกียบไปมา ขณะกวาดตามองเพื่อนร่วมโต๊ะคนอื่นๆ จากท่าทีของเขา ผมรู้เลยว่า ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเจ้าหมอนั่นไม่เคยแตะต้องตะเกียบมาก่อน หลังพยายามอยู่นาน เจ้าจมูกแดงจึงตัดสินใจวางตะเกียบอันหนึ่งลงบนโต๊ะ และใช้อีกอันคุ้ยข้าวใส่ปาก

อาหารมื้อแรกบนเรือดำเนินไปในความเงียบ ขณะที่จินสุ่ย 3 ล่องทวนน้ำโขงขึ้นไปอย่างอืดเอื่อย

ถึงตอนนี้ผมรู้แล้วว่า เพื่อนร่วมโต๊ะอาหารของเราทั้งเก้าคนคือบุคคลแปลกหน้าของจินสุ่ย 3 เหตุเพราะว่าสมาชิกของเรือทุกคน รวมทั้งพี่ผู้หญิงชาวสิบสองปันนานั้น ปลีกตัวขึ้นไปชั้นบนตั้งแต่เรายังไม่ทันวางก้นบนเก้าอี้ด้วยซ้ำ

ไม่ทันไร หนุ่มชาวจีนก็เติมข้าวให้ตัวเองอีกถ้อย เขากินอย่างเอร็ดอร่อย คล่องแคล่วว่องไวแบบคนจีนทั่วๆ ไป ขณะที่ผมรู้สึกอิ่มทั้งที่ส่งข้าวเข้าปากได้เพียงไม่กี่คำ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะยังไม่หิวหรือไม่คุ้นเคยกับรสชาติของอาหาร หรืออาจจะทั้งสองอย่างรวมกัน

ท่ามกลางความแปลกหน้าที่ดำเนินไปอย่างเงียบๆ ของอาหารมื้อแรกที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผัก ผมเงยหน้าไปทางพี่เสี้ยว จากสายตา ผมรู้ว่าพี่เสี้ยวก็รู้สึกไม่ต่างไปจากผมสักเท่าไหร่ ต่างกับพี่ยุทธซึ่งเป็นมังสวิรัติ

ที่สุดแล้วความเอร็ดอร่อยของอาหารแต่ละชนิดแต่ละประเภทนั้นน่าจะอยู่ที่ความเคยชินของลิ้นแต่ละแบบแต่ละเชื้อชาติ หรือพูดอีกอย่างก็ต้องบอกว่า มาตรฐานที่แท้จริงของความอร่อยนั้นไม่น่าจะมีอยู่จริง

เจ้าจมูกแดงยังคงเขี่ยข้าวเข้าปากทีละสองสามเม็ดอย่างไม่เร่งร้อน ขณะที่หนุ่มชาวจีนลุกจากโต๊ะ เดินอ้อมหลังผมไปยังก๊อกน้ำข้างตัวเรือ ล้างตะเกียบและถ้วยอย่างลวกๆ ก่อนนำไปคว่ำไว้ในกะละมังที่ตั้งอยู่บริเวณนั้น จากนั้นผมก็ทำตามหนุ่มตี๋ผิวเข้ม ก่อนเลี่ยงขึ้นไปยังชั้นสอง...

ผมแปลกใจที่เห็นเข็มสั้นของนาฬิกาในห้องนั่งเล่นเยื้องเลขสิบเอ็ดไปแค่หน่อยเดียว ขณะที่เข็มนาทีชี้อยู่ที่เลขสาม ถ้าเช่นนั้นลูกเรือก็เรียกเราลงไปกินข้าวเที่ยงตอนสิบเอ็ดโมงน่ะสิ ถึงว่าผมจึงไม่รู้สึกหิว

เพียงครู่ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าตอนนี้ผมกำลังอยู่บนเรือสินค้าสัญชาติจีน และเวลาในประเทศจีนนั้นเร็วกว่าเวลาของไทยหนึ่งชั่วโมงพอดี

อากาศนิ่ง แดดร้อนอบอ้าว ผาหินสองฟากแม่น้ำกลายเป็นปฏิมากรรมสัมฤทธิ์ด้วยแสงแดดเดือนเมษายน

            ผมนึกถึงเพื่อนคนหนึ่งที่นัดหมายกันไว้อย่างดิบดีว่าจะร่วมเดินทางมาด้วยกัน แต่ต้องมาพลาดกันไปเพราะเขาสะสางงานเสร็จไม่ทันวันกำหนดเดินทาง ทั้งที่แลกเงินหยวนไว้แล้วหลายหมื่นบาท

            ตอนที่ตกลงโปรแกรมการเดินทางกันครั้งแรกนั้น พวกเราบางคนรวมทั้งผมตั้งใจจะออกจากกรุงเทพฯหลังสงกรานต์ ทว่าดอนเวียงไม่อยากร่วมบรรยากาศสงกรานต์ในเมืองไทย อีกอย่างพี่ดอนยังนัดพี่ประกายกับเดือนวาดไว้แล้วด้วย

ที่สำคัญ โปรแกรมและรายละเอียดการเดินทางทั้งหมดนั้นพี่ดอนและหนุ่ยเป็นคนกำหนด ส่วนผมไม่มีข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้น แม้กระทั่งการขอวีซ่าเข้าประเทศลาว จีน เวียดนาม เขมร อีกทั้งการแลกเงินบาทไทยเป็นเงินหยวนในกรุงเทพฯก็เป็นธุระของหนุ่ย

สายของวันที่ 12 เดือนเมษายน คณะของเราจึงออกเดินทางโดยรถตู้ที่หน้าออฟฟิตของดอนเวียง จุดหมายแรกคือเมืองริมแม่น้ำโขง พี่ดอนนัดกับพี่วัชระเจ้าของเกสต์เฮาส์ชื่อตำมิละไว้ที่นั่น และพี่วัชระนี่เองที่เป็นคนรั้งเรือสินค้าเอาไว้เพื่อรอคณะของเรา ทั้งที่ในความเป็นจริงจินสุ่ย 3 จะต้องออกจากท่าเรือเชียงแสนในเช้าวันที่ 12 และหากพวกเราไม่ทันเรือสินค้าลำนี้ นั่นก็หมายความว่าเราจะต้องรอไปอีกหนึ่งอาทิตย์จนกว่าเรือสินค้าของจีนลำใหม่จะออกเดินทาง หรือไม่เช่นนั้นเราก็จะต้องเปลี่ยนโปรแกรมการเดินทางจากทางน้ำเป็นทางบก โดยข้ามไปฝั่งห้วยทราย ประเทศลาว ตีขึ้นเหนือเข้าหลวงน้ำทา ไปบ่อเต็นชายแดนประเทศจีน เพื่อเข้าสู่เชียงรุ่ง (สิบสองปันนา,จิ่งหง)

ระหว่างทางไปเชียงของ เรืองกิตติ์- เพื่อนคนที่พลาดการเดินทางก็โทรเข้ามือถือของพวกเราคนหนึ่ง บอกว่าเขาจะขึ้นรถทัวร์ตามมาตอนหัวค่ำ เพื่อที่ว่าตอนเช้าจะได้ออกจากประเทศไทยพร้อมกัน

นั่นนับว่าเป็นข่าวดีที่ทุกคนกำลังรอคอย...

เรามาถึงเชียงของตอนสามทุ่มกว่าๆ พี่วัชระรออยู่บนระเบียงริมแม่น้ำโขง เสียงเพลงลูกทุ่งจากฝั่งลาวโดยสารข้ามแม่น้ำมากับลมหนาว แม้เสียงนั้นจากเดินทางมาจากฝั่งลาว ทว่าเสียงร้องและท่วงทำนองนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปจากเพลงลูกทุ่งที่ขับร้องโดยคนไทย ผมไม่รู้ว่าที่ฝั่งโน้นเขามีงานรื่นเริงอะไรกัน 

สักพัก รัตน์ คำพร- เพื่อนนักเขียนหนุ่มรุ่นน้องของผมซึ่งหลบกรุงเทพฯมาเขียนหนังสืออยู่ที่นี่ก็แหวกความมืดเข้ามายังระเบียงของตำมิละ หลังจากผมแจ้งข่าวไปเรามาถึงที่นี่แล้ว...

ก่อนเราจะแยกย้ายกันไปนอนไม่นาน เรืองกิตติ์โทรมาอีกครั้ง บอกว่าเขามาไม่ทันรถเที่ยวสุดท้ายที่จะมาเมืองริมแม่น้ำโขง แต่เขาจะตามมาในเช้าของวันรุ่งขึ้น ไม่รู้ว่าพวกเราจะรอเขาได้หรือเปล่า

หลังปรึกษากัน พี่วัชระบอกว่าหากจะให้เรือรอเราอีกหนึ่งวันนั้น เรือจะต้องเสียค่าจอดล่วงเวลาให้ท่าเรือเชียงแสน และนั่นก็หมายถึงว่าเรือจะบวกค่าโดยสารจากเราเพิ่มขึ้นจากราคาปกติ

สรุปว่าพรุ่งนี้เช้าเราจะต้องออกเดินทาง หากเรืองกิตติ์ยังไม่เปลี่ยนใจก็ให้ตามไปที่สิบสองปันนา พวกเราจะรออยู่ที่นั่น

ถึงตอนนี้ โทรศัพท์ของพวกเราทุกเครื่องมีค่าไม่ต่างจากกระดูกท่อนหนึ่ง ไม่มีใครรู้ว่าเรืองกิตติ์ได้ออกมาจากประเทศไทยหรือเปล่า

เมื่อพี่ยุทธขึ้นมาจากชั้นล่าง ผมจึงเปรยกับแกว่า พี่ว่าตอนนี้เรืองกิตติ์กำลังแบกเป้อยู่ส่วนไหนของโลก

(อ่านต่อตอนหน้า)

 

 

 

 

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
โฟล์คเหน่อ วันที่ : 19/10/2007 เวลา : 04.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/folkner
..เขียนเพลง เขียนกวี ชีวิตนักดนตรีบ้านนอก..


http://www.oknation.net/blog/folkner/2007/10/19/entry-1

:::เรียนเชิญ ศิริวร ร่วมเปิดตัวหนังสือทำมือ ของ โฟล์คเหน่อ ที่บล๊อค ด้วยครับ เชิญ...::::

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ปลายมนัส วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 22.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/plymanas


รอลุ้นพี่เรืองกิตติ์จะตามไปได้หรือเปล่า

รออ่านไอ้รายงานพิเศษของพี่ที่เนชั่นสุดฯ ด้วยอารมณ์หงุดหงิด เมื่อไหร่จะวันศุกร์ซะทีเนี่ย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ฮาริส วันที่ : 10/10/2007 เวลา : 00.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Haris

มาอ่าน

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 09/10/2007 เวลา : 07.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

ประสบการณ์ที่น่าสนใจมาก

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
รวินทร์ วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 20.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/14tula

แวะเข้ามาทักทายค่ะ พี่ศิริวร

ตุ๊กตา

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ต้นบัวดิน วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/tonboudin

สวัสดีครับพี่ มาเยี่ยมบ้านตอนบ่ายๆ ยังไม่สุข(แก่ๆ)
สวัสดีครับพี่

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ ..

สวัสดียามบ่ายค่ะ Have fun ... Monday

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
wullopp วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 14.27 น.

อ่านแล้ว แวะมาขอบคุณครับ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
naitiwa วันที่ : 08/10/2007 เวลา : 12.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/naitiwa
...ที่เห็น ที่เป็นไป ใช่ ไม่ใช่ ไม่สำคัญ...

สวัสดีครับ แหะ แหะ
แวะมาอ่านและสวัสดีทักทายครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]