• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2281627
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพฤหัสบดี ที่ 21 ตุลาคม 2553
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 30444 , 00:34:27 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน opads , cozy และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

วัดพิกุล (โสคัณธ์)

หลวงพ่อปั้น..

สองชื่อนี้ผมเคยได้ยินมานานแล้วครับ ดูเหมือนว่าตอนที่อ่านหนังสือเจอครั้งแรก วัดพิกุล (โสคัณธ์) ค่อนข้างจะเป็นเป้าหมายต้นๆ ที่อยากมาเยือน เพียงแต่ว่าช่วงนั้นกลุ่มเพื่อนๆ ใช้เวลาที่วัดพระขาวมากไปหน่อย ทำให้พวกเราไปไม่ถึงวัดพิกุล (โสคัณธ์) สักที ทั้งๆ ที่ระยะห่างระหว่างวัดพระขาวกับวัดพิกุล (โสคัณธ์) แค่หายใจเข้าออกสองทีก็ถึงแล้ว

จนกระทั่งวันหนึ่งเพื่อนรุ่นพี่เอาราชรถมาเกยหน้าประตูบ้านอีกครั้ง ผมถึงรู้ว่าบนโลกใบนี้การรอคอยมีอยู่จริง

ถ้าจะพูดถึง”หลวงพ่อปั้น อดีตเจ้าอาวาสวัดพิกุล” (โสคัณธ์) อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เหตุการณ์ต่อไปนี้ถือเป็นเกล็ดประวัติเล็กๆ น้อยๆ ของท่านที่ถูกเล่าขานถึงกันบ่อยมากที่สุด เรื่องมีอยู่ว่า  

ครั้งหนึ่งวัดพิกุล(โสคัณธ์) ได้จัดให้มีงานประจำปี ภายหลังจากงานเลิก ภาระหน้าที่ในการเก็บล้างถ้วยชามก็ตกมาเป็นหน้าที่ของญาติโยมที่มาช่วยงาน เมื่อหลวงพ่อปั้นท่านเห็นว่าถ้วยชามกองโตที่รอการเก็บล้างนั้นมีจำนวนมากขนาด

นัยว่าเพื่อเป็นการประหยัดเวลาของญาติโยม ท่านจึงให้นำถ้วยชามทั้งหมดนั้นใส่ลงในตะกร้าแล้วนำไปเขย่าล้างในแม่น้ำ  โดยท่านรับประกันว่าถ้วยชามทั้งหมดนี้จะไม่มีการชำรุดหรือแตกเสียหายเลยหากว่าญาติโยมปฏิบัติตาม 

เหตุการณ์ต่อเนื่องก็เป็นไปตามที่ท่านรับรองคือไม่มีการชำรุดหรือเสียหายเลยแม้แต่ใบเดียวและไม่มีญาติโยมคนใดฟันธงได้ว่าสาเหตุที่ถ้วยชามไม่แตกเกิดจากอะไรกันแน่

เกิดจากคาถาอาคมหรือเกิดจากวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน เพราะเหตุผลทั้งสองประการนี้ล้วนแล้วแต่เป็นบารมีที่มีอยู่คู่กับหลวงพ่อปั้นมาตลอด

 

วัดพิกุล (โสคัณธ์) เป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาและเท่าที่ทราบวัดพิกุล (โสคัณธ์) ไม่ปรากฏว่าเคยตกอยู่ในสภาพของการเป็นวัดร้างมาก่อนเลย คำว่า “พิกุล” สันนิษฐานว่าที่วัดแห่งนี้มีต้นพิกุลมากนั่นเอง

แต่เดิมวัดพิกุล (โสคัณธ์)แบ่งการปกครองออกเป็น ๓ คณะคือ คณะเหนือ คณะกลางและคณะใต้ แต่ละคณะล้วนมีความโดดเด่นกันไปตามความชำนาญ เช่น คาถาอาคม พระวินัย การปกครอง ฯลฯ ทุกวันนี้สภาพของกลุ่มกุฏิสงฆ์(ที่แยกคณะ)ในอดีตยังมีปรากฏอยู่ หากแต่ได้ยุบจาก ๓ คณะลงเหลือเพียง ๒ คณะ คือคณะเหนือและคณะใต้เท่านั้น 

จะว่าไปแล้วปัจจุบันนี้วัดพิกุล (โสคัณธ์) ถือว่าเป็นหนึ่งในบรรดาวัดเก่าแก่ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ยังคงอบอวลไปด้วยสภาพและบรรยากาศของการดำเนินชีวิตและดำเนินธรรมตามแนวทางที่หลวงปู่ปั้นได้วางไว้

มีเงื่อนไขบางอย่างครับที่แม้แต่กาลเวลาก็ไม่สามารถกลืนกินและไม่สามารถที่จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ที่นี่ อาจกล่าวได้ว่าแทบจะทุกพื้นที่ในอาณาเขตของวัดยังคงเจือไปด้วยเรื่องราวในอดีตที่ยังคงมีลมหายใจอยู่ครับอย่างเช่น

(หลวงพ่อโสคัณธ์ หรือ หลวงพ่อโส)

พระพุทธรูปสำคัญประจำวัดนามว่า “หลวงพ่อโสคัณธ์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่า “หลวงพ่อโส” ที่เปี่ยมไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ยังคงเป็นที่พึ่งพิงและยึดเหนี่ยวของบรรดาผู้คนที่เข้ามากราบไหว้ขอพรเสมอๆ เช่นใครไม่มีลูกเมื่อมาบนบานก็มักจะสัมฤทธิ์ผล หรือบางคนที่มีอาการปวดข้อ ปวดหลัง ขอเพียงมาบอกเล่าให้หลวงพ่อทราบ แล้วกลับไปปิดทองตามจุดที่ปวด ก็จะหายจากโรคนั้น ซึ่งกว่าหลวงพ่อปั้นท่านจะสร้างหลวงพ่อโสเสร็จเรียบร้อยก็ต้องกินเวลาถึง ๓ ปีครับ (๒๔๕๓-๒๔๕๖)  

ถัดไปทางด้านหลังวิหารหลวงพ่อโสคัณธ์ เป็นมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อของ “หลวงพ่อปั้น” อดีตเจ้าอาวาสที่ชาวบ้านละแวกวัดหรือคนต่างถิ่นให้ความเชื่อมั่นว่าบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ของท่านยังคงสถิตย์อยู่และไม่มีวันห่างหายไปจากใจของพวกเขา 

หลวงพี่ใจดีที่เปิดมณฑปให้พวกเราเข้าไปปิดทองไหว้พระเล่าให้พวกเราฟังว่า รูปหล่อของหลวงพ่อปั้นขนาดเท่าองค์จริงจะมีอยู่ทั้งหมด ๓ องค์ คือที่วัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง วัดเนินกุ่ม จังหวัดพิษณุโลกและองค์ที่ ๓ ก็คือองค์ที่พวกเรากำลังปิดทองในตอนนี้  

ความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อปั้นได้ปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์ทั้งในสมัยที่ท่านยังดำรงขันธ์และดับขันธ์ ซึ่งตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องแปลกที่ยังปกติ แต่หลังจากที่ท่านมรณะภาพไปแล้วสิครับได้ฟังแล้วรู้สึกว่าโลกนี้ยังมีเรื่องที่ลี้ลับเสียจนไม่อยากจะเชื่อ

  

(รูปหล่อหลวงพ่อปั้น วัดพิกุล (โสคัณธ์) ) 

หลวงพี่ใจดีเล่าว่าตอนที่วัดพิกุลได้สร้างรูปหล่อหลวงพ่อปั้นขนาด ๕ นิ้วขึ้นเป็นครั้งแรก ได้มีชาวบ้านเข้ามาขอบูชาพระ พระบวชใหม่ได้นำรูปหล่อขึ้นมาให้เลือก ซึ่งพี่แกคงจะเห็นว่าไม่สวยเลยขอเลือกองค์ใหม่ ยังพูดไม่ขาดคำ รูปหล่อองค์ที่วางอยู่ตรงหน้าได้ลอยขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ ประมาณว่าพวกเอ็งไม่ต้องเรื่องมาก รูปหล่อของข้าศักดิ์สิทธิ์ทุกองค์

เพื่อนรุ่นพี่ของผมรีบเอามือที่เปื้อนทองปิดพระลูบขึ้นบนศรีษะ ซึ่งผมเดาว่าอาการอย่างนี้นอกจากแกอยากจะได้รูปหล่อชุดนี้แล้ว พี่แกคงกำลังอินจัดกับเรื่องลี้ลับพิศวงที่หลวงพี่ใจดีเล่าให้ฟัง 

หลวงพ่อปั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมยุคสมัยเดียวกับพระเกจิอาจารย์แนวหน้าของเมืองไทยหลายองค์ครับ เช่นหลวงพ่อกลั่น วัดพระญาติการาม หลวงพ่อรอด วัดสามไถ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ฯลฯ

ถึงแม้ชื่อเสียงของหลวงพ่อปั้นจะไม่ค่อยเป็นที่รู้จักเท่าใดนักในวงกว้างหรือเหรียญรูปเหมือนของท่านจะมีค่าความนิยมไม่เท่าเหรียญของหลวงพ่อทั้งสามองค์ข้างต้น ถึงกระนั้นเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ปฏิปทาหรือคาถาอาคมของท่านก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพระเกจิอาจารย์ในยุคเดียวกันเลย

โดยเฉพาะในแง่มุมของการเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและความมีวิสัยทัศน์กว้างไกล..

ผลงานอันโดดเด่นของหลวงพ่อปั้นที่ยังคงปรากฏเป็นหลักฐานให้สาธุชนคนทั่วไปได้กราบไหว้เพื่อความสงบของจิตใจก็คือการสร้าง “หลวงพ่อโสคัณธ์” พระพุทธรูปปางไสยยาสน์ ที่มีขนาดความยาว ๒๑ วาเศษ ณ วัดพิกุล (โสคัณธ์)

การร่วมกับหลวงปู่บุญ เจ้าอาวาสวัดสี่ร้อย จังหวัดอ่างทอง สร้างพระสร้างพระพุทธรูปปางป่าเลไลย์ขนาดใหญ่สูงขนาด 21 เมตร หน้าตักกว้าง 6 เมตรเศษ ซึ่งเป็นการจำลองมาจากวัดป่าเลไลย์ที่จังหวัดสุพรรณบุรี โดยทำการก่อสร้างอยู่ราว ๑๖ ปี จึงแล้วเสร็จ ชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “หลวงพ่อโตวัดสี่ร้อย” หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “หลวงพ่อร้องไห้”

และการร่วมกับชาวบ้านในชุมชนบ้านเนินกุ่ม จังหวัดพิษณุโลก สร้างวัดประจำหมู่บ้านชื่อว่า “วัดอุปัชฌาย์ปั้น” หรือ “วัดเนินกุ่ม” ในทุกวันนี้

(หลวงพ่อโต วัดสี่ร้อย-ภาพจากอินเตอร์เนต)

จริงอยู่ถึงแม้ผลงานของท่านอาจจะไม่ใช่หลักชัยในพระพุทธศาสนา หากแต่เมื่อเรามองพระพุทธศาสนาในแบบองค์รวม ตามนัยที่ทุกสรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์และเกี่ยวร้อยซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในเรื่องของการสร้างบุญสร้างกุศล

อย่าว่าแต่สร้างพระหรือสร้างวัดแล้วจะเกิดเป็นบุญเป็นกุศลแก่ผู้สร้างเลยครับ ขอเพียงแค่ผู้สร้างมีเจตนาว่าจะสร้างเท่านั้นท่านว่าก็เกิดเป็นบุญกุศลแก่ตนเองแล้ว เพราะโดยหลักแล้วคำว่าผลที่ดีย่อมเกิดจากเหตุที่ดียังคงเป็นสัจธรรมที่แท้จริงเสมอครับ

ในส่วนประวัติของหลวงพ่อปั้นค่อนข้างหาสืบค้นยากครับ จะหันไปถามใครก็เกิดไม่ทันสักคน เอาเป็นว่าเพราะสมัยก่อนไม่ค่อยมีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเท่าใดนัก เรื่องราวทั้งหมดที่พอทราบในวันนี้เกิดจากการบอกเล่าของชาวบ้านที่ได้เล่าสืบต่อเนื่องกันมา

หรือบางส่วนก็เป็นการอ้างอิงมาจากประวัติของพระเกจิอาจารย์ในยุคเดียวกัน เช่นหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ และพระเกจิอาจารย์ในชั้นลูกศิษย์ เช่นหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อสังข์ วัดน้ำเต้า หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ฯลฯ

ซึ่งส่วนมากแล้วน้ำหนักของการจดจำจะเอนเอียงไปทางด้านปาฏิหาริย์และวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะในเรื่องของความเก่งกาจเชิงอาคมและความเชี่ยวชาญในด้านกรรมฐานของหลวงพ่อปั้นต้องถือเป็นที่สุดครับ

พระครูโอภาสธรรมวัฒน์ (หลวงพ่อล้วน โอฑาตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดพิกุล (โสคัณธ์) องค์ปัจจุบันได้เมตตาเล่าประวัติบางส่วนของหลวงพ่อปั้นเท่าที่ท่านพอทราบให้พวกเราฟังว่า.. 

หลวงพ่อปั้น หรือ พระครูสังคกิต เกิดในหมู่บ้านเลขที่ ๑ ตำบลพระขาว เมื่อปีมะเมีย พ.ศ.๒๓๗๖ มีพี่น้อง ๓ คน ในสมัยที่หลวงพ่อปั้นยังเป็นเด็ก ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณาต่อมนุษย์และสัตว์ทั่วไป เช่นครั้งหนึ่งท่านเคยแอบไปปล่อยปลาที่ชาวบ้านวางเบ็ดไว้ ทำให้ท่านต้องถูกไล่ตีจากชาวบ้านผู้นั้น

ชะรอยท่านจะเห็นว่าความมีเมตตาของท่านจะส่งผลให้การดำเนินชีวิตในเพศฆราวาสของท่านลำบาก ท่านจึงตัดสินใจหนีไปบรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายได้ ๑๕ ปี (พ.ศ.๒๓๙๑) จนเมื่อมีอายุครบ ๒๐ ปี ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดพิกุล ซึ่งขณะนั้นมีเจ้าอาวาสชื่อหลวงพ่อด้วง 

ภายหลังจากที่หลวงพ่อปั้นจำพรรษาในวัดพิกุลได้ระยะหนึ่ง ท่านได้เดินทางไปศึกษากรรมฐานที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ แต่ว่าท่านจะเรียนอยู่กี่ปีก็ไม่ทราบได้ คงทราบเพียงแต่ว่าด้วยความเชี่ยวชาญในพระกรรมฐานนี่เองทำให้เมื่อหลวงพ่อด้วงมรณะภาพลงญาติโยมจึงพร้อมใจกันนิมนต์ท่านขึ้นเป็นเจ้าอาวาสวัดพิกุลต่อจากหลวงพ่อด้วง ซึ่งด้วยคุณงามความดีของท่านที่เพียรปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทำให้ต่อมาท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์และเป็นเจ้าคณะอำเภอบางบาลในกาลต่อมา

ผมเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับศาสนาเล่มหนึ่ง..

เนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นมีเหตุการณ์ในเวลาที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังจะเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน แต่พระมหากัสสปซึ่งเป็นพระสาวกองค์สำคัญได้เข้าไปทูลลาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อออกเดินธุดงค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงได้ทรงตรัสขึ้นว่า

"กัสสปะ ดูก่อน กัสสป เวลานี้ตถาคตก็แก่แล้ว เธอก็แก่แล้ว จงละจากการอยู่ป่าเสียเถิด จงอยู่ในสถานบ้านเมือง จงรับสักการะที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายมีความเลื่อมใสเธอ และชีวิตของเธอกับชีวิตของตถาคตก็ใกล้อวสานแล้ว"

พระมหากัสสปก็ได้กราบทูลสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า

"ภันเต ภควา ข้าแต่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญพระพุทธเจ้าข้า การที่ข้าพระพุทธเจ้าปฏิบัติธุดงควัตรอย่างนี้ ก็มิได้หมายคามว่า จะปฏิบัติเพื่อความดีของตน

ที่ข้าพระพุทธเจ้าทำอย่างนี้ ก็เพื่อว่าจะให้เป็นแบบฉบับของบรรดาภิกษุทั้งหลายภายหลัง ที่เกิดมาไม่ทันองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ทราบว่า

ในสมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ยังมีพระคณะหนึ่งนิยม "ธุดงควัตร" เป็นสำคัญ เพื่อเป็นการส่งเสริมบรรดาภิกษุสงฆ์ทั้งหลายเหล่านั้นประพฤติปฏิบัติตาม”

ตามหลักของศาสนาพุทธแล้ว พระภิกษุสงฆ์กับการออกเดินธุดงค์ถือเป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะการออกเดินธุดงค์ย่อมหมายถึงการก้าวย่างอย่างไม่หวั่นไหว ซึ่งนอกจากจะเป็นฝึกให้พระทุกองค์รู้ถึงคุณค่าของการปฏิบัติแล้ว โดยอ้อมยังสื่อถึงเรื่องการปลูกฝังความเคารพในพระพุทธศาสนาให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของญาติโยมด้วยครับ

  

(ภาพถ่ายหลวงพ่อปั้น ที่วัดสี่ร้อย) 

หลวงพ่อปั้นท่านเป็นพระที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยและชอบที่จะออกธุดงค์วัตรครับ ซึ่งการออกเดินธุดงค์ของท่านมีทั้งแบบบินเดี่ยวและเป็นหมู่คณะ โดยจุดหมายปลายทางก็สุดแท้แต่ที่ท่านต้องการจะไป

เล่ากันว่าเมื่อครั้งที่ท่านเป็นผู้นำหมู่คณะในการเดินธุดงค์ที่ต้องผ่านป่าใหญ่มักมีเรื่องแปลกประหลาดเกิดขึ้นเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการผจญกับสิ่งเร้นลับอาถรรพ์ของป่า หรือจะผจญกับสัตว์ร้ายต่างๆ อย่างเช่นกรณีของเสือร้ายเจ้าป่า ซึ่งท่านก็สามารถนำพาหมู่คณะรอดมาได้ด้วยการภาวนาและแผ่เมตตาครับ  

โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ท่านได้ออกเดินธุดงค์ไปทางภาคเหนือพร้อมหมู่คณะ หลังจากที่ได้ปักกลดกลางป่าก่อนค่ำ ได้มีชาวบ้านเข้ามากราบนมัสการและนิมนต์หลวงพ่อพร้อมหมู่คณะให้ย้ายไปปักกลดใกล้หมู่บ้าน เนื่องจากในละแวกนั้นจะเป็นที่ชุมนุมของเสือเวลาจะออกหาอาหาร ซึ่งที่ผ่านมาได้เคยมีพระธุดงค์มาปักกลดและเสียชีวิตไปหลายองค์แล้ว หลวงพ่อปั้นท่านได้ตอบชาวบ้านถึงกฏเหล็กของการออกเดินธุดงค์ไปว่า 

“พระธุดงค์เมื่อปักกลดแล้วจะถอนกลดไม่ได้” 

และเมื่อชาวบ้านพากันกลับไปหมดแล้ว ท่านจึงได้เรียกประชุมพระธุดงค์ทุกองค์และกำชับให้ทราบว่าไม่ต้องกลัวภัยดังกล่าว ขอเพียงแต่ให้พระธุดงค์ทุกองค์มีสมาธิจิตที่ดีและหมั่นภาวนาระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ก็จะปลอดภัย

ครั้งพอถึงเวลาดึกก็เป็นไปตามคาดคือเสือร้ายตัวดังกล่าวได้ออกมาหากินและเดินป้วนเปี่ยนใกล้ๆ กับกลดของพระธุดงค์ แต่พอมันเดินมาถึงกลดของหลวงพ่อปั้น เจ้าเสือร้ายตัวนั้นได้หยุดคำรามและหมอบนอนนิ่งอยู่กับที่ตลอดทั้งคืนและเดินจากไปในช่วงเช้า 

พวกเราขอให้หลวงพ่อล้วนเมตตาเล่าถึงเกจิอาจารย์ในละแวกวัดพิกุล (โสคัณธ์) บ้าง เนื่องจากตามสองฝังของแม่น้ำน้อยที่ไหลผ่านหน้าวัดพิกุล (โสคัณธ์) ล้วนอุดมไปด้วยครูบาอาจารย์หลายท่าน

  

(ภาพวาดหลวงพ่อปั้น ที่วัดพิกุล(โสคัณธ์) ซึ่งวาดจากรูปถ่ายที่วัดสี่ร้อย) 

หลวงพ่อค่อยๆ เล่าถึงเรื่องราวต่างๆ ทั้งในส่วนที่เป็นคำบอกเล่าและเป็นเรื่องที่ถูกบันทึกไว้ให้พวกเราฟัง เพื่อให้พวกเราได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ เช่นการลองวิชาระหว่างหลวงพ่อปั้นกับหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ ที่ปะทะกันด้วยอำนาจจิตและคาถาอาคม และเรื่องที่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค มาต้องมนต์สกดของหลวงพ่อปั้น

ถึงแม้เรื่องเหล่านี้หลวงพ่อล้วนท่านจะเคยได้ฟังเมื่อสมัยตอนที่ท่านยังเป็นเด็ก แต่ระยะเวลาที่ผ่านมาเกินกว่า ๘๐ ปีมันก็ไม่ได้ลบเลือนความทรงจำอันแจ่มใสของท่านไปได้เลย 

ท่านเล่าว่า... 

ปัจจุบันการเดินทางมายังวัดพิกุล (โสคัณธ์) สามารถใช้รถยนต์ขับเข้ามาถึงวัด หรือถ้าไม่มีรถก็ใช้บริการรถโดยสารประจำทางได้ เรียกว่าการคมนาคมสะดวกสบายครับ ออกจากวัดจะไปต่อที่อื่นเช่นผักไห่ เสนา ก็มีถนนหนทางที่เชื่อมต่อกันไปจนถึงที่ โดยที่เราไม่ต้องย้อนกลับไปกลับมา 

ในอดีตวัดพิกุล (โสคัณธ์) ถือว่าเป็นวัดที่ค่อนข้างลึก ด้านหน้าของวัดติดกับคลองบางบาล (แม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า) ที่เป็นดั่งเส้นเลือดของชาวบางบาลในการติดต่อกับชุมชนบ้านอื่น เช่น เสนา บางนมโค บางไทร ผักไห่ ฯลฯ ซึ่งสองฝังของคลองบางบาลล้วนอุดมไปด้วยเกจิอาจารย์อาคมขลังหลายท่าน เรียกว่าสายน้ำผ่านหน้าวัดไหนก็ถือเป็นเขตอิทธิพลของหลวงพ่อองค์นั้นครับ

  

(วิหารที่ประดิษฐานหลวงพ่อโสคัณธ์)

เรื่องนี้เกิดขึ้นในขณะที่หลวงพ่อปั้นกลับจากการไปเทศน์ที่อำเภอผักไห่ ช่วงที่เรือแจวของท่านกำลังพายผ่านวัดบางปลาหมอ ทันใดนั้นเรือแจวของหลวงพ่อปั้นได้หยุดลงกระทันหัน จะออกแรงพายสักเท่าไรเรือก็ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

ลูกศิษย์ของหลวงพ่อปั้นเห็นว่าน่าจะมีอะไรที่ผิดปกติ เพราะที่วัดบางปลาหมอแห่งนี้เป็นวัดของพระเกจิอาจารย์ท่านหนึ่งคือหลวงพ่อสุ่น ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานผู้ทรงอภิญญาและมีวิชาอาคมไสยเวทย์เปี่ยมล้น 

ลูกศิษย์ของท่านจึงได้ตัดสินใจเข้าไปปลุกหลวงพ่อปั้นจากการจำวัด ครั้นพอหลวงพ่อปั้นท่านออกมาดูเหตุการณ์และมองไปบนฝั่งก็พบว่าหลวงพ่อสุ่นท่านกำลังนั่งตำหมากอยู่ ซึ่งตอนนั้นหลวงพ่อปั้นท่านจะใช้วิชาอะไรก็ไม่อาจทราบได้

แต่ที่เห็นว่าหลวงพ่อปั้นท่านทำได้จริงคือเมื่อท่านกำหนดจิตไปที่หลวงพ่อสุ่น ก็ทำให้หลวงพ่อสุ่นไม่สามารถตำหมากได้เช่นกัน และเมื่อหลวงพ่อสุ่นตำหมากไม่ได้ เรือของหลวงพ่อปั้นจึงค่อยๆ วิ่งต่อไปได้จนถึงวัด 

เพื่อนรุ่นพี่ของผมขยับมือลูบศรีษะอีกครั้ง ส่วนผมกำลังสองจิตสองใจว่าจะถามอะไรเพิ่มเติม แต่หลวงพ่อล้วนท่านก็ไม่ปล่อยให้อาการเหล่านั้นได้แสดงอานุภาพ ก็ในเมื่อพวกเราอยากรู้เรื่องแบบนี้และหลวงพ่อท่านก็ยังมีภาระกิจอีกมากจะยืดเยื้อให้เสียเวลาไปทำไม... 

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อปั้นได้ไปขอยืมท่อนซุงมาจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พอครบกำหนดหลวงพ่อปานท่านได้เดินทางมาโดยเรือเพื่อที่จะมาทวงท่อนซุงและจะได้ขนท่อนซุงเหล่านั้นกลับไปในคราวเดียวกัน และเมื่อหลวงพ่อปานมาถึงวัดพิกุล (โสคัณธ์) ท่านก็ได้ขึ้นไปนั่งสนทนากับหลวงพ่อปั้นเป็นเวลาพักใหญ่จึงได้กราบลาหลวงพ่อปั้นกลับวัดบางนมโค หลวงพ่อปั้นท่านจึงถามขึ้นว่า 

“ท่านปานไม่เอาแล้วใช่ไหม ซุงที่จะมาเอาน่ะ” 

หลวงพ่อปานได้ตอบว่า 

“ครับ หลวงพ่อ ผมถวายเลยครับ” 

และเมื่อหลวงพ่อปานได้กลับมาถึงเรือ ลูกศิษย์ที่มากับท่านไม่เห็นหลวงพ่อบอกอะไรนอกจากให้กลับวัดจึงได้ถามขึ้นว่า 

“ได้ไหมครับซุง” 

พอหลวงพ่อปานท่านได้ยินจึงตอบไปว่า 

“ไม่รู้บอกถวายหลวงพ่อปั้นไปได้อย่างไร”

 

(รูปหล่อหลวงพ่อปั้น วัดเนินกุ่ม-ภาพจากอินเตอร์เนต) 

จะว่าไปแล้วในเรื่องมหัศจรรย์ทำนองนี้ หากใครที่ไม่ชอบหรือไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง คงจะคิดว่ามันเหลือเชื่อเกินไป อะไรจะขนาดนั้น ผมเองก็ไม่ต่างไปจากคนอื่นหรอกครับ เพราะตอนที่ผมเริ่มสนใจในเรื่องของศาสนาที่เน้นความชอบในส่วนที่ลี้ลับแบบนี้เป็นครั้งแรก โดยส่วนตัวแล้วผมก็มีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน 

จนกระทั่งหูตาพอเริ่มสว่างบ้างเพราะได้เปิดใจและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้อย่างตั้งใจ ผมจึงทราบว่าในโลกของไสยศาสตร์แล้ว ความเป็นไปได้ในเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มันมีอยู่จริง เพียงขอให้เรายอมรับถึงความแปลกในทางที่มันควรจะเป็น ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่แนวทางในแบบที่เราอยากให้เป็น 

ย้อนกลับไปในตอนที่เข้ามาวัดพิกุล (โสคัณธ์) ครับ 

จำได้ว่าความประทับใจครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อทราบว่ารูปหล่อของหลวงพ่อปั้นมีการสร้างและประดิษฐานให้ผู้คนได้กราบไหว้ถึงสามวัดสามจังหวัด

แน่นอนครับ..การที่พระสงฆ์องค์หนึ่งจะมีชาวบ้านศรัทธาจนถึงขนาดสร้างรูปหล่อของท่านไว้สำหรับกราบไหว้ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่การที่ผู้คนหมู่มากจากสามพื้นที่ต่างฝ่ายต่างสร้างรูปหล่อของหลวงพ่อที่พวกเขานับถือขึ้นมาพร้อมกันย่อมไม่ธรรมดาแน่ เพราะโดยความจริงแล้ว ในช่วงเวลานั้นหลวงพ่อปั้นท่านก็ไม่ได้รับการยกย่องถึงขนาดเทียบอมตะเถระองค์อื่น

 

หลังจากที่ผมได้ศึกษาเรื่องของท่านผ่านทางบันทึกของวัดและคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่พูดถึงท่านด้วยความเคารพแล้ว ผมจึงได้เข้าใจถึงความศรัทธาของผู้คนในพื้นที่ที่ท่านได้เข้าช่วยสร้างความมั่นคงให้จิตใจ

จริงอยู่ถึงแม้ “อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์” ของหลวงพ่อปั้นจะเป็นเรื่องจริงแต่ก็ไม่ได้นำมาซึ่งความเลื่อมใสเสียทั้งหมด “จิตสาธารณะและคุณงามความดี” ของท่านที่ทำอย่างเสมอต้นเสมอปลายต่างหากที่ทำให้เรื่องราวของท่านเป็นที่น่าสนใจและน่าเลื่อมใสอย่างแท้จริง 

ในหนังสือประวัติหลวงพ่อปั้น ของวัดพิกุล (โสคัณธ์) หน้าที่ ๕ ถึงจะไม่ใช่หน้าสุดท้ายแต่ก็ได้บันทึกถึงบั้นปลายชีวิตของท่านไว้ว่า 

“หลวงพ่อปั้นมรณภาพ ขณะนั้นหลวงพ่อปั้นอายุได้ ๘๐ ปี ซึ่งตรงกับ พ.ศ. ๒๔๕๖ ปีฉลู ก่อนที่หลวงพ่อจะมรณภาพนั้น หลวงพ่อได้สร้างศาลาการเปรียญเกือบจะแล้วเสร็จ เหลือเพียงพื้นศาลาเท่านั้น ประชาชนได้ร่วมใจกันเก็บศพหลวงพ่อไว้เป็นเวลา ๑ ปี ใช้ศาลาที่สร้างเป็นที่เก็บศพ ตรงกับ พ.ศ.๒๔๕๗ จึงได้ทำการฌาปนกิจศพ” 

ครับ.เรื่องราวของหลวงพ่อองค์หนึ่งที่มีวัตรปฏิบัติเรียบง่าย สมถะและชอบที่จะพาตัวเองออกห่างความวุ่นวายทางโลก ด้วยการถอดวางสมณศักดิ์ไว้ที่วัดและทำการผนึกตัวตนเข้ากับธรรมชาติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาคือการธุดงค์วัตร ซึ่งทั้งหมดนี้คือปรัชญาของการดำเนินชีวิตที่หลวงพ่อปั้นได้สอนไว้เสมอว่า 

“คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยลาภยศสรรเสริญ” 

ดังนั้นการที่พวกเราได้เดินทางมาถึงพื้นที่สีเหลืองที่ท่านเคยปฏิบัติธรรม จึงนับเป็นเรื่องที่น่ายินดี ถึงแม้ว่าระยะห่างระหว่างท่านกับพวกเราจะต่างกันมากกว่าร้อยปี

แต่อย่างน้อยการที่ได้เข้ามากราบนมัสการรูปหล่อของท่านในวัดพิกุล (โสคัณธ์) แห่งนี้ มันก็ทำให้ผมมีความหวังว่า สักวันหนึ่งจะได้ไปกราบรูปหล่อของท่านที่ยังมีอีกสองวัดให้ครบ เพราะผมเชื่อแล้วว่าโลกนี้การรอคอยมีอยู่จริง....สวัสดีครับ

กราบขอบพระคุณ พระครูโอภาสธรรมวัฒน์ (หลวงพ่อล้วน โอฑาตวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดพิกุล (โสคัณธ์) ที่เมตตาด้านข้อมูล

ขอขอบคุณเอกสารอ้างอิง หนังสือประวัติหลวงพ่อปั้น รูปภาพบางรูปจากเวปไซด์ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยกับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และกำลังใจที่มีให้เสมอจากคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรีครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
musachiza วันที่ : 17/11/2010 เวลา : 02.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

มาดูลาดเลาครับ ...สบายดีนะครับ
เงียบไปนาน

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
beckyblooms วันที่ : 06/11/2010 เวลา : 00.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

เค้ามีของจะให้อ่ะ..ไปได้มาโดยบังเอิญ..เหมาะกับคุณมากๆเลย..เดี๋ยวไงหาทางนำส่งให้นะคะ.. แต่ยังมึนว่า เค้าส่งกันไงก็ไม่รู้อ่ะ..เฮ้อ..

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 29/10/2010 เวลา : 01.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

สวัสดีครับ
คุณกริด99-พระเกจิอาจารย์อาวุโส ในเขตบางบาลนอกจากหลวงพ่อเอียด วัดไผ่ล้อมแล้ว ก็มีหลวงพ่อล้วน วัดพิกุลนี่แหละครับที่ยังเป็นหลักใจของชาวบ้าน ผมได้มีโอกาสคุยกับท่านไม่กี่ครั้ง เลยยังไม่ค่อยตกผลึกครับ แต่ต้องเขียนถึงท่านแน่นอน / พี่ญิบ_พันจันทร์-ผมสบายดีครับ ไม่ได้โทรไปหาพี่เลย พี่ญิบสบายดีนะครับ / น้องเอสซี่-เราไม่ได้คุยกันนานเท่าไรแล้วนะ ยังคิดถึงน้องเสมอ เรื่องหลวงพ่อขันมีคนเขียนถึงเยอะแล้ว เอาเรื่องของหลวงพ่อปุย วัดขวิด ดีกว่า แต่ว่าต้องหาลายแทงให้พี่นะครับ / คุณอเสวนา-ผมตามไปอ่านแล้วครับ เนื้อเรื่องยังเฉียบคมเหมือนเดิม เป็นกำลังใจให้เขียนเรื่อยๆ นะครับ ผมจะได้แอบเก็บข้อมูลไปใช้บ้าง / สหายโคซี่-เรื่องคุณอเสวนานี่ต้องยอมรับความเห็นเหมือนกันครับ บอกได้คำเดียวว่าไม่ธรรมดา นี่ขนาดชักกระบี่ออกมาแค่นิดเดียวนะ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
cozy วันที่ : 28/10/2010 เวลา : 14.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

เพีงแค่ชื่อเรื่องก็น่าประทับใจแล้วครับ สหายฯ ....

คำพูดที่ว่า - พระภิกษุสงฆ์กับการออกเดินธุดงค์ถือเป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะการออกเดินธุดงค์ย่อมหมายถึงการก้าวย่างอย่างไม่หวั่นไหว ซึ่งนอกจากจะเป็นฝึกให้พระทุกองค์รู้ถึงคุณค่าของการปฏิบัติแล้ว โดยอ้อมยังสื่อถึงเรื่องการปลูกฝังความเคารพในพระพุทธศาสนาให้ฝังแน่นอยู่ในจิตใจของญาติโยมด้วยครับ

ผมก็เห็นด้วยอย่างที่สุดเลยครับ

ผมชอบความเห็นของอเสวนามากทีเดียว ได้มุมมองดีๆเพิ่มเติมครับ ...

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
อเสวนา วันที่ : 28/10/2010 เวลา : 11.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dhammayos

ขอบคุณมากครับพี่ศิษย์กวงที่ยังระลึกถึง อันที่จริงผมก็ได้อัพเดท บล๊อกของผมแล้วแต่อาจจะเป็นเพียงบทความสั้นๆ เอาไว้เตือนความจำ และไม่หลากหลายขนาดบล๊อก
พี่ครับ....อย่างไรลองไปติชมกันได้ครับ

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
นู๋เอสซี่ วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 18.39 น.

มาช้าไปนิดอ่ะครับพี่ศิษย์กวง แต่ก้อขอบคุณนะครับที่เขียนถึงพระเถระผู้ใหญ่ของอ.บางบาล ยังไงก้อเขียนอีกนะครับ ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อีกมากมายอ่ะครับ ให้พี่ศิษย์กวงนำมาเผยแพร่อ่ะครับ ยังมีหลวงพ่อขัน อีกนะครับ และก้อหลวงพ่อปุย

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
ญิบพันจันทร์ วันที่ : 27/10/2010 เวลา : 12.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yipphanchan
ญิบ_พันจันทร์

เป็นอย่างไรบ้าง สบายดีใช่ไหมครับ

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
กริด99 วันที่ : 26/10/2010 เวลา : 20.48 น.

สวัสดีครับคุณกุ้ง

ตามอ่านบทความดีๆ ครับ

ผมได้ยินจากพี่ที่อยู่บางบาลครับว่าหลวงพ่อล้วนท่านเก่งครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 26/10/2010 เวลา : 02.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

สวัสดีครับ/ขอบคุณครับกับการเยี่ยมชม
พี่ชาติหมายเลข๘-หวังว่าสักวัน จะได้มีโอกาสเขียนเรื่องพระของจังหวัดตรังบ้างครับ / คุณไทยนิกร-ผมลองเปรียบเทียบภาพของหลวงพ่อสุ่นกับหลวงพ่อปั้นแล้ว แนวทางใกล้เคียงกัน ข้อสังเกตุในใจของคุณไทยนิกรอาจจะใช่ก็ได้ครับ /คุณอเสวนา- เห็นด้วยครับกับเรื่องการแบ่งกลุ่มของการเกิดปาฏิหาริย์ ตามตัวอย่างที่คุณอเสวนาเขียนไว้ และต้องขอขอบคุณที่เข้าใจโครงเรื่องและความตั้งใจในการเขียน ความจริงแล้วคุณอเสวนาก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีความรู้และเขียนเรื่องพวกนี้ได้ดี เสียดายที่ท่านไม่ค่อยมีเวลาแสดงฝีมือให้พวกเราได้อ่าน

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ไทยนิกร วันที่ : 25/10/2010 เวลา : 13.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thainikorn

ผมเคยตั้งข้อสังเกตในใจอยู่ก่อนหน้านี้ว่า ดอกไม้ที่ปักแจกัน(ในภาพแรก)ดูเหมือนจะเป็นดอกซ่อนกลิ่น(คล้ายกับในภาพหลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ)
หรือว่าพระเกจิเมืองกรุงเก่า 3 องค์ต่างก็ชอบดอกซ่อนกลิ่นเหมือน ๆ กัน (อีกองค์คือหลวงพ่อขัน วัดนกกระจาบ)

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 22/10/2010 เวลา : 13.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ได้ยินชื่อมานานแล้ว ครับ
อริยสงมาอ่าน
ยิ่ง เคารพ และ ศรัทธา ท่าน

เมืองไทย ไม่สิ้นพระดี จริงๆ ครับ

ขอบคุณน้องรัก
ที่ นำเรื่องราวของพระดีๆ มาให้อ่านเสมอ

คิดถึง ครับ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
อเสวนา วันที่ : 22/10/2010 เวลา : 09.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dhammayos

ผมแอบติดตามอ่านเรื่องของพี่ศิษย์กวงทุกเรื่อง แต่ไม่มีโอกาสได้เขียนแสดงความคิดเห็นวันนี้ขอเขียนสักครั้งเพื่อเป็นการขอบคุณพี่ศิษย์กวงที่เขียนเรื่องดีๆ ให้เราอ่านครับ....

บางคนว่าการติดกับอภินิหารเป็นของไม่ดี ไม่สามารถทำให้พ้นทุกข์ แต่ผมว่าการได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับอภินิหารของพระดีๆ นั้นกลับทำให้เรามีศรัทธากับพระพุทธศาสนามากขึ้น ถึงแม้ว่าหลวงปู่ หลวงพ่อทั้งหลายเหล่านั้นจะไม่ได้มีเจตนาสร้างอภินิหารให้เกิดขึ้นก็ตาม

อาจจะเป็นด้วยความดี หรืออาจจะเป็นด้วยบุญกุศลที่หลวงปู่ หรือ หลวงพ่อ ได้ทำมา ทำให้เกิดอภินิหารขึ้นมา

หลวงปู่ หรือ หลวงพ่อบางรูปไม่ชอบเรื่องอภินิหาร แต่หากเราปฏิบัติตามที่ท่านสั่งสอนบางทีก็มีปาฏิหารย์เกิดขึ้นกับตัวเราได้เช่นกัน มีหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต หลวงปู่หล้า เขมปัตโต หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เป็นต้น

หลวงปู่ หรือหลวงพ่อบางรูปท่านเรียนทางคาถาแลอาคมเอาไว้ช่วยเหลือผู้คนก็มักที่จะแสดงปาฏิหารย์ให้คนได้เห็นอยู่เสมอๆ มีหลวงพ่อกวย ชุตินทโร หลวงพ่อสมภพ พุทธอุทธยานธรรมโกศลเป็นต้น

หากเรามองกลับมาในบทความของพระดีที่พี่ศิษย์กวงนำเสนอเราจะมองเห็นทั้งขนบธรรมเนียมอันดีงามของไทย รวมถึงคำสั่งสอนอันดีงามของพระพุทธศาสนาที่แฝงมากับเรื่องเล่าทั้งหลายเหล่านี้

เป็นกำลังใจให้นำเสนอเรื่องราวดีๆ ให้พวกเราได้อ่านนะครับพี่.....

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 22/10/2010 เวลา : 00.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

สวัสดีครับคุณชัย-เข้ามาได้จังหวะพอดี ขอบคุณครับสำหรับการเยี่ยมชม ถึงเรื่องของหลวงพ่อปั้นจะเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ แต่ถ้าเราศึกษาให้อีกแง่มุมหนึ่ง จะพบว่าความมหัศจรรย์นั้นล้วนเกิดจากการที่หลวงพ่อได้ออกทำประโยชน์สาธาณะครับ เช่น การเทศน์ การเดินธุดงค์ การสร้างวัด ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ศิษย์กวง วันที่ : 22/10/2010 เวลา : 00.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi

สวัสดีครับ ขอบคุณสำหรับการเยี่ยมชมและความคิดเห็น ศิษย์พี่มูซา-วัน เวลา เดินทางเร็วมากกว่าการตกผลึกความคิดครับ /น้องเพชร-เดินทางปลอดภัย ฝากบอกคุณแม่ด้วยครับ ว่าชายน้อยสบายดี / คุณเด็กอนุบาลห้องหนึ่งทับสอง-วิ่งตาเหลือกนี่ คือวิ่งหาพระของท่านหรือเปล่าครับ / คุณเบ็คกี้- อ่านเมนต์แล้วต้องยิ้ม แสดงว่าผมไม่ได้อ่านคนเดียว แม่นแล้วครับ ตามหนังสือของวัดท่าซุงเลย เยี่ยมจริงๆ ขอให้เจริญในทำครับ/คุณสมบูรณ์เตียว-ขอบคุณครับ เป็นเมนต์ที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้เอ็นทรี่นี้อย่างยิ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
chailasalle วันที่ : 22/10/2010 เวลา : 00.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

อยุธยาไม่เยสิ้นเกจิอจารย์ดีดีเลยนะครับผมชอบคำ
“คนเราไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยลาภยศสรรเสริญ”

นี้มากมันสอนใจเราไม่ให้เหลิงไปกันคำสรรเสริญ...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

สิบเต็มสิบอีกแล้วครับ......
ที่วัดพระขาวหลังหลวงปู่ทิม ท่านสิ้นแล้วทุกครั้งที่มีงานพุทธาภิเษกเป็นต้องนิมนต์ หลวงพ่อล้วน ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
beckyblooms วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 13.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

เกี่ยวกับวัดท่าซุงมั้ยอ่ะคะ..

ไม่แน่ใจอ่ะ..

หายใจเข้าออกหลายทีแล้ว..ก็..ยังไม่แน่ใจ..

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
เด็กอนุบาลห้องหนึ่งทับสอง วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 13.28 น.
ผู้ทรงอิทธิพล หรือจะสู้ ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

หลวงปู่หลวงพ่อสมัยนั้น ท่านหยอกกันสนุกดีนะฮะ

แต่ถ้าสมัยนี้เจออย่างนั้นเข้า วิ่งกันตาเหลือก

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เพชรชมพู วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 10.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pinkdiamond
                      

มาแปะชื่อไว้ก่อน

กะลังจะกลับบ้านที่เพชรฯอ่ะเฮีย


ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musachiza วันที่ : 21/10/2010 เวลา : 02.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

อ่านแล้วได้อารมณ์กับรุ่นพี่ของศิษย์น้อง
ที่อินกับเรื่องราวต่างๆอย่างฝังแน่น
คงจะขนลุกซู่ๆ...เวลาได้ฟังตอนที่เร้าใจนะ
การที่ศาสนาพุทธแบ่งเป็นคณะ
เพื่อแบ่งกันท่องจำ พระสูตรต่างๆนี่ก็
ได้ข้อมูลดีครับ
ขอบคุณกับหลักฐานในพุทธศาสนา
ในเรื่องการธุดงค์ครับ ได้ความรู้
อันชัดเจนดีครับ
นานนะกว่าจะอัพแต่ละทีในระยะนี้
สงสัยจะมัวแต่เขียนลงนิตยาสาร
เลยไม่เข้ามาเขียนบล็อค
สบายดีนะครับศิษย์น้อง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2010 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]