• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2227598
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันศุกร์ ที่ 1 เมษายน 2554
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 25116 , 01:32:31 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน opads , คนน้ำเงิน และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

บ้านสามผาน 

เชื่อว่าชื่อนี้อาจจะมีเพื่อนๆ หลายท่านยังไม่เคยได้ยิน ผมเองตอนได้ยินครั้งแรกยังนั่งนึกอยู่ตั้งนานว่าบ้านสามผานแห่งนี้อยู่ที่ไหนกันหนอ แต่ถ้าเอาชื่อนี้ไปถามกับนักปฏิบัติธรรมมืออาชีพแล้วละก็ เป็นได้ความครับว่า  

บ้านสามผานแห่งนี้ตั้งอยู่ที่ตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และบริเวณพื้นที่อาณาเขตของบ้านสามผานก็มีภูเขาเล็กๆ ชื่อว่า “เขาน้อย” ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)” หนึ่งในวัดป่าสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่ได้สืบทอดวิถีชีวิตและวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด 

วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)ในอดีตเป็นเพียงที่พักสงฆ์ มูลเหตุเกิดจากในสมัยที่ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ได้เดินธุดงค์ผ่านมาทางนี้และเห็นว่าที่ดินบนเขานอกจากจะเป็นที่รกร้างไม่มีใครเป็นเจ้าของแล้วยังเหมาะสมสำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรม ท่านจึงมีดำริและกำหนดให้สร้างสำนักสงฆ์ขึ้นบนยอดเขาแห่งนี้ครับ  

นอกจากนี้วัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน) ยังถูกบันทึกชื่อไว้ในความทรงจำของพุทธศาสนิกชนหลายต่อหลายคน เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นดินแดนที่มีพ่อแม่ครูอาจารย์องค์สำคัญหลายองค์ เช่น หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร จังหวัดสกลนคร หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ วัดดอนธรรมเจดีย์ จังหวัดสกลนคร หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ฯลฯ เคยเดินธุดงค์เข้ามากางกลดปฏิบัติธรรมและพยากรณ์ไว้ว่าสถานที่แห่งนี้จะกลายมาเป็นวัดในอนาคต เช่น

หลวงปู่ผั้น อาจาโร ที่กล่าวว่า 

“เขาน้อย น้อยแต่ชื่อ ในภาคตะวันออกนี้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่นี่”

 

สำหรับผมและเพื่อนในกลุ่มต่างมีความคิดตรงกันว่าครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปกราบนมัสการ “พระครูสันติวีรญาณ” (หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม) อริยสงฆ์แห่งวัดพิชัยพัฒนาราม (เขาน้อยสามผาน)แห่งนี้ให้ได้ เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ 

วันหนึ่งระหว่างที่พวกเรากำลังนั่งคุยกันอยู่ เพื่อนรุ่นน้องได้เล่าว่าเพื่อนของเขาได้พาไปกราบหลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ที่วัดพิชัยพัฒนาราม ในวันนั้นก่อนกราบนมัสการลากลับ หลวงปู่ได้เมตตามอบพระหินหยกแก่เขาหนึ่งองค์

พระหินหยกเป็นพระเครื่ององค์เล็กๆ ที่หลวงปู่สั่งให้แกะจากหินในแม่น้ำโขง เขตอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยก่อนมอบให้ท่านได้กำชับและต้องรับสัจจะกับท่านว่า หนึ่งต้องนำพระหินหยกติดตัวตลอดเวลา สองคือต้องยึดถือพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นที่สุดของชีวิต  

หลังจากที่กลับมาถึงบ้าน เขาได้นำพระหินหยกองค์นั้นเก็บรักษาไว้อย่างดีบนหิ้งพระ โดยที่ไม่ได้นำมาติดตัวตามที่ได้ลั่นสัจจะวาจาไว้กับหลวงปู่  

กาลเวลาที่เดินทางไปพร้อมกับการติดขัดของธุรกิจ ทำให้เขาต้องกลับมานั่งทบทวนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะเศรษฐกิจก็ไม่ได้ตกต่ำ เงินทองที่มองเห็นอยู่ตรงหน้าแต่พอเอื้อมมือไปคว้าก็ไม่ได้สักที ตัวเขาเองได้พยายามแก้ไขด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งแบบบนดินและใต้ดินก็ยังไม่เป็นผล  

จนมาหวนระลึกชาติได้ว่าครั้งหนึ่งตนเองเคยได้รับพระและสัญญาไว้กลับหลวงปู่ ชะรอยหรือเงื่อนไขข้อนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนอุปสรรค เขาจึงได้จุดธูปของขมาและนำพระหินหยกองค์นั้นมาติดตัวไว้ตลอดเวลา เขาเล่าว่าหลังจากนั้นเรื่องที่เคยมีปัญหาก็หมดไป เรื่องที่ว่ายุ่งยากก็เริ่มคลี่คลายลงจนจบ 

เรื่องนี้ถูกนำไปกราบเรียนต่อหลวงปู่ที่ชั้นล่างของกุฏิท่าน ณ วัดพิชัยพัฒนาราม เมื่อหลวงปู่ท่านได้รับฟังจนจบ ท่านหัวเราะเบาๆ และบอกกับเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ว่า 

“ไม่เป็นอะไร แต่ต่อไปอย่าผิดสัญญาอีก”  

สำหรับบรรดาสาธุชนท่านอื่นและปุถุชนอย่างพวกเรา ท่านบอกว่าเรื่องของเพื่อนรุ่นน้องคนนี้ต้องยกให้เป็นกรณีตัวอย่างเรื่องแรกของการผิดคำพูดกับพระ

 

“อดีตผ่านมาแล้วไม่สามารถแก้ไขได้ เริ่มต้นกันใหม่ที่ปัจจุบันให้ถูกต้องและสมบูรณ์ อนาคตคือวันข้างหน้า ถ้าต้นถูก ปลายมันก็จะถูก” 

ก่อนนมัสการลากลับ ท่านได้เมตตาแจกพระหินหยกแก่พวกเราคนละหนึ่งองค์ และให้พวกเรากล่าวคำอาราธนาพระหินหยก คือบทสวดไตรสรณ์คม 

ครับ ถ้าต้นถูก ปลายมันก็จะถูก..

 

หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม ท่านเป็นลูกหลานเมืองพลอยชาวจันทบุรีโดยกำเนิดครับ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๗๘ โยมบิดามารดาของท่านชื่อ “คุณพ่อสังข์-คุณแม่เจน” นามสกุล “พูลกสิ” เล่ากันว่าในสมัยเด็กๆ ด้วยความที่ท่านอ้วนขาวเหมือนลูกฟัก ท่านเลยถูกเรียกว่า “ฟัก” แต่พ่อแม่จะเรียนท่านว่า “หนู”  

ในวัยเยาว์เด็กชายฟักได้ชื่อว่าเป็นเด็กเรียบร้อย มีความฉลาดและความจำเป็นเลิศ ด้วยเหตุนี้ผลการเรียนของเด็กชายฟักจึงเป็นการสอบได้ที่หนึ่งมาตลอด โดยเฉพาะกับความสามารถในวิชาคณิตศาสตร์ที่ค่อนข้างสูง ทำให้เด็กชายฟักต้องรับบทบาทคำนวณราคาและคำนวณพื้นที่เสมอๆ เวลาที่มีการซื้อขายที่ดินครับ 

มีเรื่องเล่าถึงความมีปัญญาของเด็กชายฟักโดยกำนันเวกซึ่งเป็นเพื่อนรุ่นน้องว่า เด็กชายฟักชอบชวนเด็กชายเวกไปเก็บผลไม้บนเขาน้อย ซึ่งในขณะนั้นเขาน้อยยังเป็นที่รกร้างและมีผลไม้ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมากมายหลายชนิด

ครั้งหนึ่งเด็กชายฟักได้ชวนเด็กชายเวกไปเก็บ “ลูกคุย” ซึ่งเป็นผลไม้ลูกกลมๆ โตๆ ขนาดผลหมาก ด้วยความที่เด็กชายเวกมีอายุที่อ่อนกว่าทำให้ต้องยอมและรับฟังเด็กชายฟักทุกเรื่อง 

ก่อนขึ้น “ต้นคุย” ทั้งสองคนได้มีการตกลงว่า ผลลูกคุยที่เป็นช่อๆ เป็นของเด็กชายเวก ส่วนผลลูกคุยที่ร่วงๆ เป็นของเด็กชายฟัก กำนันเวกเล่าว่าตอนนั้นฟังแล้วดูเหมือนออกแนวพี่ใหญ่เสียสละให้น้องเล็ก แต่พอขึ้นไปเก็บจนเสร็จและนำมาแบ่งกัน พี่ฟักกลับเป็นผู้ที่ได้ผลลูกคุยเยอะมาก ส่วนน้องเวกได้ผลลูกคุยติดมือกลับบ้านไปเพียงไม่กี่ช่อ 

ต่อมากำนันเวกได้พิจารณาย้อนหลังจึงเป็นอันได้ความว่า ต้นคุยต้นนี้เป็นต้นที่สูงใหญ่มากเมื่อขึ้นไปเด็ดจะต้องโยนผลกลับลงมา พวกช่อที่ถูกเด็ดออกมาจะต้องระกิ่งไม้ลงมาเรื่อยๆ และกว่าช่อที่ถูกเด็ดจะถึงพื้นดินผลลูกคุยก็ร่วงจากช่อจนเกือบหมดแล้ว  

ว่ากันว่าหากพูดเรื่องนี้ให้หลวงปู่ฟังเมื่อไร ท่านจะหัวเราะจนหน้าแดงเสมอๆ พร้อมกับบอกว่า  

“จำได้ๆ”

(ท่านพ่อลี ธัมมธโร ในงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ) 

หลวงปู่ฟัก อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๐๐ ณ วัดอโศการาม ในงานวันฉลองกึ่งพุทธกาล ความตั้งใจของท่านในครั้งแรกคือต้องการบวชแค่ ๗ วัน

ท่านเล่าว่าแค่บวชวัดแรกก็คิดอยากจะสึกเสียแล้ว เนื่องจากในวันดังกล่าวมีคนเข้ามาบวชจำนวนมากหลายร้อยคนทำให้เกิดความสับสนและบาตรของท่านที่ได้รับจากพระอุปัชฌาย์ได้อันตรธานสูญหายไป  

เรื่องสะเทือนใจดังกล่าวทำให้ท่านคิดมากจนเกิดเป็นความทุกข์ ท่านว่าถ้าจะดวงไม่ดีเพราะแค่วันแรกที่บวชก็ต้องใช้กะละมังเป็นภาชนะรับอาหารแทนบาตรเสียแล้ว  

“ถ้าท่านหนูสึก ผมเสียใจ” 

คำตัดพ้อของโยมพ่อทำให้พระใหม่ที่คิดจะสึก ต้องกลับมาคิดใหม่อีกครั้ง 

ท่านว่าหลังจากที่ได้ยินน้ำเสียงของโยมพ่อที่พูดออกมา ทำให้ท่านหวนคิดถึงพระคุณและความปรารถนาดีของผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่มีต่อบุตร ท่านจึงได้เลิกความคิดที่จะสึกและเพื่อเป็นการขจัดเงาดำ ความวิตกต่างๆ ที่ยังคงเคลือบจิตใจ โยมพ่อของท่านจึงได้พาท่านไปกราบหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

 

“แค่บาตรบริขารหาย สามารถซื้อหาใหม่ได้ แต่การที่พระจะสึก อะไรสำคัญกว่ากัน บาตรหายก็ให้คิดเสียว่าทำทานบารมีเพิ่ม” 

คำเทศนาของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ในวันที่พระภิกษุฟักไปกราบขอเป็นศิษย์ อุปมาดั่งเครื่องเจียระไนชั้นดีที่ขัดเกลาพลอยเนื้อดีแห่งเมืองจันทบุรีเม็ดนี้ให้สุกสกาว 

ท่านว่าหลังจากฟังคำเทศนาของหลวงตาในวันนั้นแล้ว ท่านก็ไม่มีความคิดที่จะสึกอีกเลย.. 

ต่อมาเมื่อสิ้นบุญท่านพ่อลี ธัมมธโร หลวงปู่ฟักท่านจึงได้ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงตามหาบัว ณ วัดป่าบ้านตาด ก่อนที่ท่านจะเดินทางมาถึงวัดป่าบ้านตาดไม่กี่วัน หลวงตามหาบัวได้สอบถามคุณแม่ชีน้อมว่า 

“เมื่อคืนฝันอะไร” 

“ฝันว่าได้ครกตำบักหุ่งจากจันทบุรี ผิวนอกขรุขระแต่ผิวในเนียนเรียบ” คุณแม่ชีน้อมกราบเรียน 

“เลี้ยงพระได้ทั้งวัดบ่” 

“เลี้ยงได้ทั่วอยู่” 

“ได้เบิ่งข้างในไหม” 

“จิตเพิ่นผ่องใสดี”   

ความผ่องใสของจิตที่เปล่งประกายออกมาให้เห็นทางอุปนิสัยที่อ่อนน้อมถ่อมตน ใช้ชีวิตเรียบง่าย กตัญญูและมีน้ำใจต่อหมู่คณะ ทำให้ท่านได้รับความเมตตาและความไว้วางใจจากหลวงตามหาบัวให้เป็นพระอุปฐากคอยดูแล รวมไปถึงการได้รับมอบหมายภาระหลายอย่างให้ปฏิบัติแทนท่าน

 

หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่าบ้านนาคูณ จังหวัดอุดรธานี ศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งของหลวงตามหาบัวซึ่งเคยร่วมจำพรรษากับหลวงปู่ฟัก ได้เล่าไว้ว่า 

“ท่านอาจารย์ฟักเข้ามาที่วัดป่าบ้านตาดตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ พร้อมกับท่านอาจารย์เจี๊ยะ จุนโท แต่ท่านอาจารย์ฟักสนิทกับท่านอาจารย์แสวงมากที่สุด ระหว่างที่อยู่บ้านตาด ท่านเป็นคนมีฝีมือทางช่างมาก ฝีมือแนบเนียน จึงได้รับผิดชอบงานสร้างกุฏิ โรงครัวและรั้ววัด

ท่านเป็นผู้ที่มีนิสัยเรียบร้อย รักและเทิดทูนพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวเป็นที่สุด ท่านไม่เคยโดนดุ คงเคยสร้างบารมีมาด้วยกัน อาจจะเป็นลูกท่านมาก่อน” 

ว่ากันว่าการเดินทางของความจริงใจที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน ย่อมมีคุณค่ามากกว่าคำพูดหรือการกระทำอันใด อย่างเช่นกรณีของหลวงปู่ฟักที่มีต่อพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัว

ในบันทึกประวัติของหลวงปู่ฟักได้บอกเล่าเหตุการณ์หลายอย่างที่เกี่ยวกับความเข้าใจกัน การอยู่ร่วมกัน การเสียสละและการให้อภัยของอาจารย์และลูกศิษย์ครับ 

ครั้งหนึ่งมีการซ่อมศาลาโรงฉันของแม่ขาวที่วัดป่าบ้านตาด หลวงตามหาบัวท่านสั่งให้ตอกตะปูได้เลยและได้มีการตอกตะปูลงไปบางส่วนแล้ว พอดีจังหวะที่หลวงปู่ฟักท่านเห็นว่ายังไม่ได้ฉาก ด้วยความที่เห็นแก่งานเป็นใหญ่ ต้องการให้งานนั้นออกมาดีและสวยงามที่สุด ท่านเลยห้ามไม่ให้ตอก ซึ่งการห้ามดังกล่าวถือว่าเป็นการขัดคำสั่งของพ่อแม่ครูอาจารย์ 

ภายหลังเมื่อหลวงปู่ฟักท่านได้กลับมาพิจารณาอีกครั้ง ท่านก็รู้สึกเสียใจที่ทำเช่นนั้น ตกกลางคืนท่านจึงได้เข้าไปขอขมาหลวงตา ด้วยว่าท่านขาดความเคารพ ต่อมาในวันประชุมสงฆ์หลวงปู่ฟักท่านคิดว่าหลวงตามหาบัวท่านคงจะยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในเชิงตำหนิอย่างแน่นอน แต่กลับปรากฏว่าท่านมิได้ถูกตำหนิเพราะหลวงตาได้พูดขึ้นว่า

 

“ท่านฟักนี่เราก็เห็นใจ ทำอะไรก็ไม่ให้ผิดแม้สักเซ็นต์เดียว ให้พึงรักษาปฏิปทานี้ไว้ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นท่านชมนักคนแบบนี้” 

จะว่าไปแล้วคำพูดของหลวงตามหาบัวเป็นเหมือนการสะท้อนให้เราเห็นถึงคุณสมบัติของความเป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่ได้ถ่ายทอดความรู้สึกที่ดีออกไปให้เกิดประโยชน์แก่ผู้คน เพราะการถ่ายทอดความรู้สึกอย่างจริงใจด้วยความรัก ความเมตตา เพียงเพื่อหวังให้ผู้ที่ได้รับพ้นจากความทุกข์และเกิดความสงบขึ้นในจิตใจ คือจาคะอันยิ่งใหญ่ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้  

หลังจากที่หลวงปู่ฟักใช้ชีวิตการเป็นพระในวัดป่าบ้านตาดมานานหลายปี ท่านก็มีเหตุต้องอำลาจากวัดป่าบ้านตาดกลับมายังบ้านเกิดของท่านคือจันทบุรี เพื่อคอยอยู่ดูแลโยมพ่อโยมแม่ของท่านที่อายุมากและมีสุขภาพไม่แข็งแรง

 

“ท่านฟักพอจะตั้งไข่ได้แล้ว แต่ทางจันทบุรียังไม่มีใคร ให้กลับมาพัฒนา”  

ซึ่งหากเรานับนิ้วจำนวนปีที่หลวงปู่ฟักได้ใช้ชีวิตอยู่ในวัดป่าบ้านตาดบวกเข้ากับความอาลัยของพระสงฆ์ในวัดป่าบ้านตาดทุกองค์ที่มีให้ท่าน คงจะบอกได้ว่าการออกจากวัดป่าบ้านตาดครั้งนี้ ย่อมนำมาซึ่งความเศร้าและเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หากแต่อีกนัยหนึ่งนั้นก็เป็นการย้ำเตือนถึงสัจธรรมความจริงที่ว่าไม่มีอะไรที่จีรังนอกจากความดีของคนต่างหากที่เป็นนิรันดร์ครับ 

ท่านเล่าว่าในช่วงแรกที่กลับมาอยู่สำนักสงฆ์เขาน้อยสามผาน สิ่งที่มีมากที่สุดคือความอัตคัตขัดสน เพราะคนที่มาทำบุญก็มีแต่เฉพาะญาติพี่น้องเท่านั้น กุฏิสงฆ์เป็นเพียงกระต๊อบเล็กๆ หลังคามุงจาก พื้นกุฏิเป็นไม้ฝาโลงที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า  

“ตอนนั้นลำบากมาก ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เลยหลับตาแล้วภาวนาพุทโธอย่างเดียวไปเรื่อยๆ ในที่สุดอะไรๆ ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ” 

ไม่ว่าความลำบากจะถาโถมเข้ามาอย่างมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่ความเป็นนักสู้ผู้ไม่ยอมสะกดคำว่าแพ้ต่อความทุกข์ยากรวมไปถึงการไม่ยอมละทิ้งในเรื่องของการปฏิบัติภาวนาอันเป็นหัวใจของพระกรรมฐาน ทำให้ในที่สุดท่านก็สามารถปลูกต้นศรัทธาให้เจริญงอกงามลงในหัวใจของชาวบ้านได้สำเร็จ 

สำนักสงฆ์เขาน้อยสามผานได้รับการยกฐานะเป็น “วัดพิชัยพัฒนาราม” ในปี ๒๕๒๐ ตรงตามที่ท่านพ่อลี ธัมมธโร วัดอโศการาม เคยพยากรณ์ไว้เมื่อปี ๒๔๙๙ ว่า

 

“สถานที่ตรงนี้ต่อไปจะกลายเป็นวัดและจะมีการสร้างพระเจดีย์ขึ้นด้วย” 

ไม่เพียงแต่พัฒนาวัดให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมเท่านั้น ในทางโลกหลวงปู่ยังสนใจในเรื่องของการพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนถึงเรื่องอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ เช่น การสร้างโรงพยาบาลสองพี่น้อง บริจาคเครื่องมือแพทย์ให้แก่โรงพยาบาลต่างๆ ที่ขาดแคลน ตลอดจนร่วมน้อมถวายเงินและทองคำในโครงการผ้าป่าช่วยชาติของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน นอกจากนี้ท่านยังได้พิจารณาอย่างถ่องแท้แล้วพบว่า  

“ความทุกข์เกิดจากความไม่รู้จักพอ ความไม่รู้จักพอเป็นบ่อเกิดของการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน” 

ท่านว่ามนุษย์รุกรานธรรมชาติด้วยสารเคมี ธรรมชาติจึงลงโทษมนุษย์ด้วยการให้ที่พักพิงแก่เชื้อโรคร้าย 

ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ตกลงใจว่า ท่านจะสงเคราะห์โลกด้วยการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้แก่คนทั่วไปและเป็นตัวแทนคืนความเป็นธรรมให้แก่ธรรมชาติ

 

“พวกเราไม่เคารพไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ เป็นการไม่รักตัวเองที่ชอบด้วยธรรม แต่เป็นการรักในกิเลสตัณหาโลภะอย่างไม่มีขอบเขต จึงทำลายตนเองและส่วนรวมอย่างสิ้นเชิง” 

“คนเราต้องทำมาหากินโดยไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน ชาวไร่ชาวนาใช้ยาฆ่าแมลงก็ไม่รู้ว่าจะมีสัตว์กี่มากน้อยที่ต้องตายตกตามไป สัตว์ก็รักชีวิตมีชีวิตเหมือนเรา

ภพชาตินี้เราเป็นมนุษย์ก็จริง แต่ถ้าทำไม่ดี ภพชาติหน้าอาจจะตกต่ำลงไปกว่านี้ก็ได้ ถ้าเราทำดี อย่างต่ำก็น่าจะเกิดเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเราไปทำร้ายคนอื่น อนาคตเราอาจจะถูกเขาทำร้ายตอบก็ได้ ทุกอย่างมีสิทธิ์เป็นไปได้” 

ถ้าจะถามผมว่าหลวงปู่ท่านสงเคราะห์โลกด้วยการเป่ารักษาคนตั้งแต่เมื่อไรหรือท่านรนณรงค์ให้เลิกใช้ยาฆ่าแมลงตั้งแต่ตอนไหน ผมคงตอบไม่ได้ เพราะเมื่อแรกที่ได้มากราบหลวงปู่ผมก็เห็นท่านเป่ารักษาแบบนี้มาตลอด ประมาณว่าในบางวันต้องว่ากันถึงดึกดื่นเลยก็มี

อีกประการหนึ่งแนวทางการรักษาและการรนณรงค์ของพระผู้อยู่บนเขาก็ให้มีความแตกต่างจากการรักษาของแพทย์และการรนณรงค์ของนักวิชาการที่อยู่ในเมืองอย่างสิ้นเชิง เพราะท่านได้สงเคราะห์ด้วยการใช้ธรรมโอสถและน้ำมนต์  

ท่านว่าหลวงปู่ผั้น ท่านพ่อลี ใครคิดอะไรท่านรู้หมด เพียงแต่จะพูดหรือไม่พูด นี่คือความมหัศจรรย์ เพราะฉะนั้นทำไม พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ในน้ำมนต์มันจะไม่ขลัง ซึ่งเรื่องนี้ก็จริงอย่างที่ท่านว่า เพราะน้ำมนต์ของท่านช่วยรักษาคนมาตั้งมากมาย ฉีดใส่หนอน หนอนก็หนี อาจเป็นเพราะหนอนย้ำเกรงพระไตรสรณคมก็ได้ 

“คนป่วยให้ใช้น้ำมนต์กินเป็นยา ส่วนชาวไร่ชาวนาให้ใช้น้ำมนต์แทนการใช้ปุ๋ย (ปุ๋ยเคมี)”  

หลวงปู่เคยเล่าไว้ว่า การนั่งสมาธิภาวนาสามารถรักษาโรคได้ ส่วนเรื่องที่คนโจษขานกันมากว่าท่านเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ความจริงคือไม่ใช่ ท่านว่าความศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่ตัวของเราเอง เมื่อเรามีความเคารพศรัทธาเลื่อมใสในตัวท่าน เราก็จะปฏิบัติตามที่ท่านสอน ท่านบอกให้เรารักษาศีล เราก็รักษาศีลตามที่ท่านบอก ฉะนั้นความศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดขึ้นจากผลที่เราปฏิบัตินั่นเอง

 

คุณไชยยงค์ เพื่อนรุ่นพี่ของผม เป็นหนึ่งในผู้ที่เคยเข้ารับการรักษาโรคจากหลวงปู่ ความเจ็บไข้ของเขาเป็นผลดีสำหรับผมตรงที่ทำให้ผมมีโอกาสได้กราบนมัสการหลวงปู่บ่อยครั้ง การหายขาดจากโรคที่เป็นอยู่ของเขาก็ต้องถือเป็นประสบการณ์เชิงประจักษ์แบบสุดๆ สำหรับผมอีกเช่นกัน เรื่องมีอยู่ว่า 

คุณไชยยงค์เป็นเจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับสระว่ายน้ำในเขตเมืองพัทยา แกป่วยด้วยโรค(ประหลาด) คือยามอาการกำเริบ แกจะแน่นหน้าอก หายใจติดขัด ลำตัวเกร็ง ปวดไปทั้งตัว อาหารหรือยาเมื่อตกถึงท้องก็จะมีอาการปวดและอาเจียนออกมา ระยะหลังๆ อาการหนักเข้าขนาดน้ำยังกินไม่ได้ ต้องใช้วิธีการให้อาหารและยาทางเส้นเลือด  

ชีวิตของแกในช่วงนี้ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั้งในเมืองพัทยาและในกรุงเทพฯ มานานเกือบปี ในที่สุดแกถึงกับต้องมาบวชเป็นพระที่วัดแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา เพื่อเป็นการแก้เคล็ดและแก้ไขกรรมตามคำแนะนำของหมอดู  

สำหรับอาการสุดท้ายตามคำวินิจฉัยของแพทย์มาถึงมือหมอเดาอย่างผมคือ อวัยวะภายในพวก ตับ ไต หัวใจ เริ่มประท้วงจะไม่ทำงาน ด้วยสภาพของเครื่องในที่รวนสุดขีด แพทย์ประจำที่ทำการรักษาจึงตัดสินใจอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาลกลับมาวัดบ้านเกิด พร้อมกับให้คำแนะนำที่มีประโยชน์สำหรับคุณตู๋ผู้เป็นภรรยา คือ ให้ทำใจ 

พระไชยยงค์ได้รับความเมตตาจากหลวงปู่ โดยหลวงปู่ได้รักษาในแบบองค์รวมตามกรรมวิธีของท่านคือ เป่าไล่ตามจุด ฉันน้ำมนต์(ที่ไม่ต้องผสมน้ำอื่น) แทนน้ำ พยายามรักษาศีลให้สมบูรณ์ที่สุด สวดมนต์และนั่งสมาธิภาวนา

หลังเสร็จสิ้นการรักษาจากหลวงปู่ในวันนั้น เมื่อพระไชยยงค์ได้กลับมายังวัดที่ตนเองพำนัก ท่านได้ตัดสินใจยึดเกาะฟางเส้นสุดท้าย คือปฏิเสธการใช้ยาแผนปัจจุบันและพยายามปฏิบัติตามคำแนะนำและคำสั่งสอนของหลวงปู่อย่างเคร่งครัด

 

ครบกำหนดหนึ่งเดือน พระไชยยงค์ได้ไปพบแพทย์ประจำตามนัด ความอัศจรรย์ใจเกิดขึ้นทันที เมื่อผลการตรวจออกมาว่าร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและปกติดีทุกอย่าง ซึ่งแพทย์ท่านนั้นก็ยังออกอาการ มึนงงกับผลการตรวจ จะว่าวินิจฉัยผิดมันก็ไม่ใช่เพราะรายงานผลในสมุดตรวจก็ตรงและเหมือนกันทุกหมอและทุกโรงพยาบาลที่เคยรักษามา

สรุปคือต้องให้พระไชยยงค์กลับวัดและงดจ่ายยาเพราะไม่รู้จะรักษาอะไร ด้วยความมั่นใจในผลการตรวจว่าต้องผิดพลาดแน่นอน คุณตู๋(ภรรยา) จึงได้พาพระไชยยงค์ไปตรวจเช็คร่างกายตามโรงพยาบาลชั้นนำอีกถึงสิบแห่ง แต่ผลการตรวจก็ยังออกมาตรงกันว่า ไม่เป็นอะไร 

ความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นกับพระไชยยงค์ ทำให้พระไชยยงค์และครอบครัวหมั่นเข้าไปกราบและทำบุญกับหลวงปู่อย่างต่อเนื่องจวบจนพระไชยยงค์ลาสิกขาบทจากพระมาเป็นฆราวาส ความเป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนไกลวัดต้องถูกลบทิ้งด้วยความเมตตาของหลวงปู่ฟัก ถึงทุกวันนี้หลวงปู่ฟักท่านจะละสังขารไปเมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ แล้วก็ตาม เขาและครอบครัวยังคงทำบุญและสวดมนต์ตามที่หลวงปู่สอนไว้ทุกประการ

 

“ของจริงและแน่จริงต้องแบบนี้ เป่าครั้งเดียว” 

คุณไชยยงค์บอกกับผม แกบอกว่าชีวิตแกเหมือนเกิดใหม่ด้วยบารมีของหลวงปู่ฟัก 

ในวันงานประชุมเพลิงศพพระครูสันติวีรญาณ (หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม) เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ ด้วยความสำนึกในบุญคุณที่หลวงปู่มีให้ คุณไชยยงค์พร้อมครอบครัวได้มาร่วมในงานดังกล่าว

ในขณะที่เปลวไฟลุกท่วมร่างองค์ท่าน เศษเถ้าจีวรของท่านชิ้นน้อยๆ ได้ลอยมาตกบนท่อนแขนของคุณตู๋ เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มความศรัทธาให้กับคุณไชยยงค์และครอบครัวมากเท่าทวีคูณ เพราะก่อนที่เศษเถ้าจีวรจะตกลงบนแขน คุณไชยยงค์บอกกับคุณตู๋ว่า

"หลวงปู่ท่านจากเราไปแล้ว" 

เรื่องเศษเถ้าจีวรนี้ คุณตู๋เล่าให้ผมฟังทางโทรศัพท์ ในวันที่ ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๓ 

“ของจริงและแน่จริงต้องแบบนี้” 

ผมไม่ได้ตอบแกหรอกครับ เพียงแต่คิดในใจขณะที่มือกำพระหินหยกไว้แน่น...สวัสดีครับ

 

ขอขอบพระคุณเอกสารอ้างอิง หนังสือคำกลอนประวัติวัดพิชัยพัฒนาราม(เขาน้อยสามผาน)และพระอาจารย์ฟัก สันติธัมโม / หลวงปู่ฟัก สันติธัมโม สันติธัมโมจารึกนาม โดย คุณภัทระ คำพิทักษ์ ภาพถ่ายจากเวปไซด์ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยและคุณเด็กลึกลับ เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 21 (0)
นู๋เอสซี่ วันที่ : 30/06/2011 เวลา : 20.05 น.

ไม่ได้เข้ามาอ่านตั้งนาน อยากได้พระแกะหลวงปู่ ฟัก

ขอบคุณพี่ศิษย์กวงสำหรับเรื่องราวดีๆๆ ของหลวงปู่ฟัก

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
beckyblooms วันที่ : 06/05/2011 เวลา : 23.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

โห..ถูกหลอก..นึกว่าขึ้นเรื่องใหม่ กะว่านอนแล้วจะมาอ่าน เพราะเหนื่อยมากเลย..บ่งบอกว่าสูงวัยแล้วข้าพเจ้า..

คิดถึงๆ.. อีพี่เซียนเต่าบอกข่าวละยัง ที่จริงเค้าฝากบอกไปเรื่องนึง แต่เค้าเกรงใจ..เฮ้ยแต่เป็นเรื่องดีนะคะ..ฮี่ๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
beckyblooms วันที่ : 06/05/2011 เวลา : 23.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

โห..ถูกหลอก..นึกว่าขึ้นเรื่องใหม่ กะว่านอนแล้วจะมาอ่าน เพราะเหนื่อยมากเลย..บ่งบอกว่าสูงวัยแล้วข้าพเจ้า..

คิดถึงๆ.. อีพี่เซียนเต่าบอกข่าวละยัง ที่จริงเค้าฝากบอกไปเรื่องนึง แต่เค้าเกรงใจ..เฮ้ยแต่เป็นเรื่องดีนะคะ..ฮี่ๆๆๆ

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
อเสวนา วันที่ : 26/04/2011 เวลา : 13.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dhammayos

โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่มีโอกาสได้กราบหลวงปู่ฟักตอนท่านยังดำรงค์ขันธ์อยู่ครับคงได้ยินแต่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านยกย่องคุณธรรมของหลวงปู่ฟัก ไม่ว่าจะเป็น หลวงพ่อบุญช่วย เจ้าอาวาสวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ซึ่งท่านบอกว่า "ทำอะไรต้องทำจริง เหมือนหลวงปู่ฟักท่านทำแล้วผลที่ดีจะตามมาเอง" หรือ หลวงตาเดช วัดถ้ำขามที่ว่า "หลวงปู่ฟักท่านยังหาย (จากอัมพฤกษ์) เลย นั่งสมาธิทุกวันซิ เดี๋ยวก็หาย"

นั่นแหละครับเป็นจุดเริ่มแรกที่ผมได้ตามหาประวัติของหลวงปู่ฟักมาอ่าน

ขอบคุณพี่ศิษย์กวงนะครับสำหรับบทความดีๆ

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
คนน้ำเงิน วันที่ : 25/04/2011 เวลา : 12.56 น.

ขอบคุณครับ สำหรับงานเขียนดี ๆ ที่ช่วยส่งใจคนอ่านให้เข้าใกล้หลวงปู่มากยิ่งขึ้น หลวงปู่ฟักเป็นพระสุปฏิปันโนจริง ๆ ในยุคปัจจุบัน หาพระอย่างท่านได้ยากนัก คนที่นำเสนอเรื่องท่านสู่สาธารณชนย่อมได้อานิสงส์มาก เสมือนดังพญานกยูงจับยอดไม้บนภูสูง และป่าวร้องเสียงดังกังวานไปในอากาศฉะนั้น

ความคิดเห็นที่ 16 (0)
chailasalle วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 02.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle


สุขสันต์วันสงกรานต์ขอรับ...

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
beckyblooms วันที่ : 13/04/2011 เวลา : 00.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

คุณกวงบัง..

เค้าส่งเพลงไปให้พร้อมท่านเซียนเต่านะ..เชื่อว่าไม่ถูกจริต แต่อยากส่งอ่ะ

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
เด็กอนุบาลห้องหนึ่งทับสอง วันที่ : 11/04/2011 เวลา : 11.20 น.
ผู้ทรงอิทธิพล หรือจะสู้ ผู้ทรงอิทธิฤทธิ์

วันที่ไปกราบท่าน เด็กอนุบาลฯ คลานต้วมเตี้ยมๆไปรับพระหยกด้วยความเริงร่า พอมาหยุดนั่งจุมปุ๊กอยู่ตรงหน้าท่าน ท่านจ้องราวกับจะตั้งคำถามด้วยสายตาว่า แน่ใช่ไหม รับไปแล้วจะปฏิบัติตามที่สัญญาใช่ไหม

เด็กอนุบาลฯ อยากจะเรียนท่านกลับไปว่า "ครับ" แต่ไม่กล้าแม้แต่จะขยับปาก

หลังจากนั้น ท่านก็รื้อๆถุงที่ใส่พระหยก แล้วก็หยิบพระขึ้นมาดู พร้อมกับพูดว่า "เออ พระคราวนี้ สวยกว่าหมู่"

แล้วก็ยื่นพระองค์นั้นส่งให้เด็กอนุบาลฯ และกล่าวขึ้นมาพร้อมๆกับยื่นพระหยกนั้นส่งให้ ว่า

"ปฏิบัติตลอดชีวิตนะ ไอ้น้องนะ"

วันนั้น คนอื่นเมื่อรับพระจากหลวงปู่แล้วอาจจะต้องรักษาสัญญากับหลวงปู่เพียงข้อเดียว แต่สิ่งที่หลวงปู่ท่านกล่าวมาเหมือนสัญญาอีกข้อ สัญญา ที่เด็กอนุบาลฯต้องรักษาตลอดชีวิต

นะโมวิมุตตานัง นะโมวิมุตติยา

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Cat@ วันที่ : 05/04/2011 เวลา : 20.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ขอบคุณที่แวะมาทักทาย

......

.............

เชิญนะค่ะ
มาคุยกัน แบบ แคทๆๆ นะค่ะ

วันอังคาร ที่ 5 เมษายน 2554
Ballett กับหนูโจ
by Cat@ ,

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 04/04/2011 เวลา : 14.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

สุดยอด ครับ
อ่านจบ
รัก และ ศรัทธา ท่านมาก

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
SOMBOONTIEW วันที่ : 03/04/2011 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somboontiew
เราจักทำเวบหลวงปู่ทิม วัดพระขาว ด้วยใจต้องการบูชาพระคุณ หลวงปู่ www.luangputim.com

ยอมรับครับ เพราะปรกติผมเองไม่ยอมอ่านอะไรที่ยาวๆ ง่ายๆตั้งแต่ไม่ได้ศึกษา จนมายอมให้บลีอกท่านพี่นี่แหละที่ต้องอ่านยาว ยาว เพราะ เชื่อว่าเหลือเกินว่า
"ใครอ่านยาว สาวได้ สาวเอา "

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
beckyblooms วันที่ : 03/04/2011 เวลา : 20.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

ตรงคุณคห.6 เศร้ามากๆเลย..

เค้าก็ร้องไห้เหมือนกันนะ ตอนหลวงตาบัว เพราะเคยไปถ่ายทำเรื่องของท่านที่วัดป่าบ้านตาด.. ประทับใจความยิ่งใหญ่ของพระรูปเล็กๆรูปนึง ที่ทำประโยชน์มากกว่าแค่เผยแผ่ศาสนา..แต่ก็คิดว่า ท่านสิ้นไป ก็ทิ้งอุดมการณ์ไว้ให้คนที่เห็นค่าได้กระทำตาม ซึ่งน่าจะเป็นเรื่องงดงามที่ท่านต้องการเป็นที่สุดนะคะ..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
beckyblooms วันที่ : 03/04/2011 เวลา : 20.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

จริงนะ..คนเราส่วนตัวเชื่อเสมอว่า เพื่อนที่คบ หนังสือที่อ่าน กิจกรรมที่ทำ..มันส่งผลกับชีวิตเรามากอยู่..

ไม่ค่อยมาอ่านอะไรแถวนี้เท่าไหร่เลย แต่มาอ่านตรงนี้ทีไร รู้สึกนิ่งขึ้น..บ้าง.. ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีกับตัวเรา..

เคยมีคนบอกว่า พระสายอีสานเป็นพระที่ระดับอริยะมากสุด..เท่าที่มีอยู่ตอนนี้อ่ะ.. จริงเท็จไม่รู้เนอะ..เพราะอริยะ จะไม่บอกหรอกว่า ตนเป็นอริยะ ไม่งั้นก็อวดอุตริมนุษธรรม ซึ่งไม่ควรเนอะ..

ที่จริงเรื่องของพระแต่ละรูป ก็เหมือนชีวิตคนปกติ ตรงที่มีรายละเอียดที่น่าสนใจ..แต่เรื่องของพระดีกว่าตรงที่ มีเรื่องราวดีๆ และอ้างอิงสิ่งที่ดีจริงๆเป็นบรรทัดฐานได้ด้วย นั่นคือ ธรรมของพระพุทธเจ้า..

เชื่อว่า คนเขียนตั้งใจเขียนมาก..ดูจากการกำพระแบบแน่นมือเป็นมาตรฐาน .. เค้าก็มีพระหยกนะ แต่เป็นของวัดธรรมมงคลอ่ะ..

วันนี้รู้สึกเขียนนิ่งๆเนอะ.. แต่เป็นเรื่องดีจริงๆนะ..

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
chailasalle วันที่ : 03/04/2011 เวลา : 09.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ยอดเยี่ยมเช่นเคยครับ หลังจากหลวงตาพระมหาบัวฯ ท่านละสังขารแล้ววังเวงใจอยู่บ้าง มองๆๆไป พระดีดี ที่เรารู้จักค่อยลดน้อยลงๆ อยากให้เขียนบทความเกี่ยวกับพระสายกรรมฐานที่ยังอยู่ และมีปฏิปทาดีดี เพือให้พวกเราได้ไปกราบท่านบ้างครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
จิ้งจก วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 23.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ryuki2007

อ้อ ลืมชมไปครับว่า ยังคงรักษาคุณภาพเช่นเคย และได้ถ่ายทอดในรายละเอียดของหลายๆ เรื่องที่ผมเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่ทราบรายละเอียดมากเท่ากับได้อ่านจากบทความของท่านศิษย์กวงครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
จิ้งจก วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 23.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ryuki2007

อ่านจบแล้วคิดถึงหลวงปู่มากเลยครับ เพราะว่า ผมมีบุญเพียงแค่ได้ถวายพวงมาลัยหน้ารูปท่านที่โรงพยาบาลธนบุรี และเซ็นชื่อในสมุดเยี่ยมจากนั้นก็มีคนมาเก็บสมุดเซ็นนั้น และหลวงพ่อท่านหนี่งก็ออกมาประกาศว่า ท่านจากเราไปแล้ว ผมเศร้ามาก น้ำตาไหลเมื่อเดินเข้าไปในห้องไอซียูได้เห็นสังขารท่านที่มีสายระโยงระยางต่างๆ ที่ยังไม่ได้ถอดออก ท่อช่วยหายใจ เสียใจ และเสียดายว่า ก่อนหน้านี้ทำไมไม่รีบขวนขวายไปกราบท่าน ทั้งๆ ที่มีโอกาสหลายครั้ง แต่ได้มากราบเพียงชั่วไม่กี่นาทีก่อนท่านสิ้นลมแค่นี้...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
cozy วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 13.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity

เมตตาบารมีคือความยิ่งใหญ่จริงๆนะสหายฯ ..

สบายดีไหมฮะ ...

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
พอเพียงที่เพียงพอ วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 06.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Porjai2499

อรุณสวัสดิ์ครับ

ขอบคุณมากครับ

ถูกใจพร้อมมอบโหวตครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
khox วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 03.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khox
เค-ฮ๊อคซ์ : "เช่น นั้น เอง"

อย่างยาวเลย อ่านจบแล้ว ขอบคุณมากครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
musachiza วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 03.12 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

หวัดดีศิษย์น้อง..หลากรสชาดและหลากหลาย
รุ่นของเรื่องราวที่มาเจอกันในเอ็นทรี่นี้ของศิษย์
ตั้งใจเรียบเรียงเรื่อง และเก็บรายละเอียด
ของแต่ละบุคคล แต่เข้ามาเจอกันตามวรรณะของ
เพศบรรพชิตและฆราวาส ได้อย่างน่าตื่นเต้น
แถมมีมมุมน่ารัก เรื่อง ลูกคุย ชอบนะเกร็ด
เล็กๆตอนเด็กที่เล่า
http://www.oknation.net/blog/umbasbook

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Cat@ วันที่ : 01/04/2011 เวลา : 02.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ไม่ได้ แวะมานานแล้ว
โหวตใ้ห้เลย

ถือว่าสุดยอดของ การนำเสนอ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]