• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2227453
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤษภาคม 2554
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 18949 , 22:13:18 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน opads , Doremy และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

เครื่องรางของขลังเป็นสิ่งที่มีอยู่คู่กับคนไทยมาตั้งแต่อดีตแล้วครับ ถึงแม้ว่าเครื่องรางของขลังจะไม่ใช่แก่นแท้ของพระพุทธศาสนา แต่มันก็สามารถนำมาใช้ป้องกันหรือแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างคาดไม่ถึงในหลายเรื่อง 

คำว่า “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่” ในสมัยนี้เป็นเพียงคำพูดของเด็กยุคใหม่ใช้สื่อถึงกันอย่างสนุกปากโดยลืมไปว่าโบราณใช้พูดถึงสิ่งเร้นลับที่มองไม่เห็นด้วยความเคารพ

ว่ากันว่าคนเรามักจำแม่นเสมอครับ โดยเฉพาะช่วงที่ชีวิตกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย

 

เมื่อวันที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๐๖ วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ ได้จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลชุด “พระอุปัชฌาย์ปาน(หลวงพ่อปาน)” วัดโคกสมานคุณ กล่าวกันว่าพิธีดังกล่าวถือว่าเป็นพิธีพุทธาภิเษกครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องจากทางวัดโคกสมานคุณได้จัดให้มีการปลุกเสกถึง ๗ วัน ๗ คืน  

ในพิธีดังกล่าวได้มีพระเกจิอาจารย์มาร่วมพิธีมากมาย “พระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้” จังหวัดปัตตานี หนึ่งในพระผู้เข้าร่วมพิธี เมื่อท่านได้เห็นรายชื่อพระเกจิอาจารย์ที่มาร่วมพิธีแล้ว ท่านจึงได้ถามพระครูสมานคุณารักษ์ (หลวงพ่อปั้น อุตตโร) ว่า 

“ทำไมไม่นิมนต์ ท่านอาจารย์ร่วง วัดศาลาโพธิ์มาด้วยล่ะ ท่านร่วงเก่งนะ” 

เล่ากันว่าด้วยคำยกย่องที่พระอาจารย์ทิม มีต่อหลวงปู่ร่วงนี่เอง ทำให้หลวงพ่อปั้นต้องเร่งรีบไปนิมนต์หลวงปู่ร่วงมาร่วมในพิธีและก็กลายเป็นประเพณีเลยว่า เมื่อวัดโคกสมานคุณจะจัดพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลใดๆ ก็ตาม พระเกจิอาจารย์องค์แรกที่ต้องนิมนต์คือ “หลวงปู่ร่วง ธัมมธินโน” เจ้าอาวาสวัดศาลาโพธิ์ ตำบลบ้านหาร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  

ภาคใต้ของเรานอกจากจะมีความเป็นธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ยังมีเรื่องราวของ “พระเกจิอาจารย์” ที่มากไปด้วยความขลังให้เล่าขานและตามหาไม่รู้จักจบครับ บางองค์เด่นทางด้านคาถาอาคม บางองค์มากบารมีเปี่ยมด้วยความศักดิ์สิทธิ์ หลวงปู่ร่วงเป็นพระเกจิอาจารย์ที่ถึงพร้อมในทั้งสองด้านครับ เชื่อถือกันเลยว่าวาจาของท่านศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก 

“ตะกรุดของหลวงปู่ร่วง ผมเคยบวชอยู่กับท่าน ท่านเป็นพระที่เก่งมาก”

 

คุณยอดอดีตเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสะเดาเอ่ยขึ้น พร้อมกับยื่นตะกรุดดอกเล็กๆ สามดอกที่ร้อยเข้าเป็นชุดเดียวกันให้ผมดู เขาบอกว่าตะกรุดชุดนี้เป็นสิ่งแรกที่เขาได้รับจากมือหลวงปู่  เรื่องราวของหลวงปู่ร่วงที่ยังจางๆ อยู่ในความคิดของผม เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นมาราวกับกำลังชมภาพยนตร์ที่ฉายโดยอดีตเจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรสะเดาท่านนี้ 

เขาเล่าว่า

วันหนึ่งมีความตั้งใจสุดขีดว่าจะต้องไปกราบหลวงปู่ร่วงที่วัด ครั้งพอมาถึงวัดก็ทราบว่าหลวงปู่ร่วงติดกิจนิมนต์นอกวัดไม่ทราบว่าจะกลับเมื่อไร ตนเองเลยตัดสินใจนั่งรออยู่ข้างๆ กุฏิของท่าน ในเวลาเดียวกันนั้นหลวงปู่ร่วงก็ได้เอ่ยถามกับเจ้าภาพว่า 

“มีอะไรอีกไหม มีคนมารอที่วัด” 

เหตุที่คุณยอดอนุมานว่าต้องเป็นตัวเขา เพราะข้อหนึ่งลูกศิษย์ของหลวงปู่ร่วงมาพูดกับเขาทันทีที่พบหน้าว่า

“คุณใช่ไหมที่มานั่งรอหลวงปู่” ก่อนจะเล่ารายละเอียดให้ฟัง

อย่างที่สองคือเมื่อเทียบเวลาที่เขามาถึงวัดกับเวลาที่หลวงปู่พูดก่อนจะออกจากบ้านเจ้าภาพใกล้เคียงกันมาก ทำให้ในวันนั้นคุณยอดได้ใช้เวลาปรนนิบัติหลวงปู่อยู่จนเย็น ก่อนกลับหลวงปู่ท่านได้มอบตะกรุดให้เขาหนึ่งชุด  

คุณยอดเล่าต่อว่าเรื่องที่หลวงปู่ร่วงสามารถรับรู้โดยญาณว่าเขามานั่งรอท่านอยู่ที่วัดได้สร้างความประทับใจกับเขามาก แต่เรื่องที่ทำให้เขาตัดสินใจมาบวชอยู่ที่วัดศาลาโพธิ์เพื่อจะได้ปรนนิบัติหลวงปู่ร่วงมาจากเหตุการณ์นี้ครับ 

วันหนึ่งคุณยอดและคณะได้ออกตั้งด่านตรวจ ยุคสมัยนั้นพวกกองทัพมดที่ลักลอบขนสินค้าหนีภาษีชุกชุมราวกับยุง บางกลุ่มเป็นเครือข่ายใหญ่ถึงขนาดมีรถนำขบวนคอยส่งข่าวล่วงหน้า ก็ให้บังเอิญว่ากลุ่มนี้ได้ปะทะกับด่านที่พวกเขาตั้ง  

ในจุดเกิดเหตุมีการใช้อาวุธปืนกันนิดหน่อย เจ้าหน้าที่ด่านศุลกากรท่านหนึ่งถูกยิงเข้าอย่างจังแต่อนิจจาลูกตะกั่วร้อนๆ ที่ถูกขับออกจากกระบอกปืนไม่สามารถทำอันตรายได้ สอบสัมภาษณ์แล้วพบว่าทั้งเนื้อทั้งตัวมีตะกรุดโทนของหลวงปู่ร่วงเพียงดอกเดียว  

ด้วยความลังเลใจว่าตะกรุดของตนเองเป็นตะกรุดดอกเล็กๆ สามดอกที่ร้อยรวมเป็นชุดเดียวกันจะมีอานุภาพคุ้มครองป้องกันลูกกระสุนปืนได้บ้างหรือเปล่า คุณยอดจึงได้ตัดสินใจนำตะกรุดชุดที่ได้รับไปลองยิง ได้ผลครับว่าปืนที่ใช้ยิงต่อสู้กับพวกลักลอบขนสินค้าพอมายิงตะกรุดของหลวงปู่ร่วงหาออกสักเม็ดมิได้

 

ครับ ปฏิเสธไม่ได้ว่าพุทธคุณในเครื่องรางของขลังมีอานุภาพผลักดันชีวิตของคนๆ หนึ่งให้มีความหมายขึ้นมาและอิทธิพลของอำนาจพุทธคุณนี่เองที่ช่วยให้หลายต่อหลายคนยังคงยืนหยัดมีชีวิตและตัวตนได้ในทุกวันนี้ อย่างเช่นกรณีของคุณยอดครับ 

คุณยอดเล่าว่าหลวงปู่ร่วงเป็นพระที่สมถะ ไม่สะสมและใจดี ช่วงที่เขาบวชอยู่กับท่านสิ่งที่เห็นจนชินตาคือเรื่องของการผู้เสียสละและผู้ให้ เขาว่าเมื่อมีผู้มานิมนต์ท่านก็จะรับไปสงเคราะห์ไม่ว่าจะไกลแค่ไหน ใครมาขอวัตถุมงคลท่านก็จะหยิบแจกเป็นกำๆ บางทีมีชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือด้านปัจจัยจากท่าน เมื่อท่านพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควร ท่านก็จะสงเคราะห์ไปตามนั้น 

หลวงปู่ร่วงเคยสอนธรรมะให้พระยอดว่า.. 

“เกิดเป็นมนุษย์ต้องรู้จักให้ และต้องเป็นการให้แบบไม่ต้องสงสัยเพราะหากเราสงสัยเมื่อใดเราก็จะเกิดความทุกข์ทันที

ในส่วนของความดีนั้น เมื่อทำความดีไม่จำเป็นต้องบอกใคร ใครไม่รู้แต่เรารู้เพราะความดีนั้นปรากฏอยู่ในใจของเรานั่นเอง”

 

จากประวัติของหลวงปู่ร่วงมีบันทึกไว้ว่า ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๔๔๗ ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ ตำบลบ้านหาร อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา คุณพ่อสุข-คุณแม่สุ่น พรมจรรย์ ได้ให้กำเนิดทารกน้อยเพศชายคนที่ ๖ ของครอบครัว  

ถึงแม้ว่าหลังจากที่เด็กชายร่วงเกิดได้ไม่กี่ปี ทางการจะเริ่มหันมาพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทำให้ครอบครัวพรมจรรย์ซึ่งประกอบอาชีพเป็นชาวนาลืมตาอ้าปากได้ เพราะความที่ครอบครัวของท่านมีบุตรชายหญิงมากถึง ๙ คน  ชีวิตในวัยเด็กของท่านจึงต้องช่วยเหลือพ่อแม่ทำงานทุกอย่าง จวบจน ๑๒ ปีต่อมานั่นแหละครับเด็กชายร่วง จึงได้มีโอกาสเรียนหนังสือ ณ วัดศาลาโพธิ์ ภายใต้ความดูแลของพระอาจารย์ใจแก้ว เจ้าอาวาสในขณะนั้น

 

หลวงปู่ร่วงอุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ วัดดอนแย้ ตำบลบ่อยาง อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยมีพระครูรัตนโมฬี (หนู) วัดดอนแย้ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ขวัญ วัดบางกล่ำ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์นวล วัดบางหวี เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังจากที่อุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ใช้ชีวิตและเวลาในการศึกษาพระธรรมวินัยและคาถาอาคมจากพระอุปัชฌาย์ของท่านอยู่ถึง ๕ ปี จึงได้กราบลาพระอุปัชฌาย์กลับมาจำพรรษา ณ วัดศาลาโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน 

นอกจากพระอุปัชฌาย์หนูแล้ว ครูบาอาจารย์ที่หลวงปู่ร่วงเคยเดินทางไปขอเรียนวิชาก็ยังมีอีกหลายองค์ครับ เช่นหลวงพ่อปาน วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ พระอาจารย์มหาลอย วัดแหลมจาก หาดใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแต่ละองค์ได้ถ่ายทอดวิชาให้แก่ท่านพอสมควร  แต่อาจารย์ที่หลวงปู่ร่วงได้เรียนมาแบบหนักๆ รับมาแบบเต็มๆ เป็นฆราวาสที่ชื่อ  “พ่อทวดแก่ ศรีพรม”  ครับ 

พ่อทวดแก่ ศรีพรม นอกจากจะเป็นบุคคลที่อายุยืนที่สุดในหมู่บ้านแล้ว ท่านยังได้รับการยกย่องว่าเป็นฆราวาสผู้เรืองเวทย์อีกด้วยครับ ว่ากันว่าด้วยรูปร่างของท่านที่สูงใหญ่น่าเกรงขามและมีสายตาที่แวววาวดุจดั่งดวงตาของเสือ ทำให้ไม่ค่อยมีผู้ใดกล้าสบสายตากับท่านเนื่องจากเกรงกลัวในตบะเดชะของท่านครับ 

หลวงปู่ร่วงเคยเล่าไว้ว่าพ่อทวดแก่ ศรีพรมเป็นผู้ที่เก่งในวิชาไสยศาสตร์ โดยเฉพาะวิชามหาอุตม์ต้องถือเป็นที่สุด ท่านเล่าว่าเคยมีชาวบ้านมายิงนกที่เกาะอยู่บนหลังคาบ้านของพ่อทวดแก่ ศรีพรม แต่เจ้ากรรมยิงเท่าไรก็ยิงไม่ออกแต่พอหันปากกระบอกปืนไปทางอื่นกลับยิงออก มีบางคนเคยฝืนทดลองยิงต่อปรากฏว่าปืนแตกเล่นเอา หน้าแตก มือแตกเลือดไหลไปตามๆ กัน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้พ่อทวดแก่ ศรีพรมเป็นที่เคารพยำเกรงของชาวบ้านเป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตามเพียงความเลื่อมใสศรัทธาในวิชาไม่อาจเพียงพอกับการเป็นที่รักของชาวบ้านได้เท่ากับการมีคุณธรรม เพราะพ่อทวดแก่ ศรีพรม เป็นคนมีจิตใจดี เป็นนักปฏิบัติธรรมตัวยง ท่านสามารถแยกระหว่างธรรมกับกิเลสออกเทียบเคียงกัน โดยถือเอาประโยชน์สาธารณะเป็นหลักมากกว่าจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ท่านได้สอนคุณธรรมของผู้มีวิชาอาคมกับหลวงปู่ร่วงไว้ว่า.. 

๑.ให้ใช้วิชาเพื่อช่วยเหลือมนุษย์โดยเฉพาะผู้ตกทุกข์ได้ยาก

๒.ห้ามใช้วิชาไปในการเบียนเบียนผู้อื่น

๓.ห้ามใช้วิชาโดยเห็นแก่อามิสสินจ้าง 

จะว่าไปแล้วคำสอนของพ่อทวดแก่ ศรีพรมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ เพราะในเรื่องของการสร้างและปลุกเสกวัตถุมงคลนั้น ปรัชญาและเงื่อนไขมิใช่เพียงแค่ยึดถือเฉพาะในตำราเท่านั้น  

หากเริ่มต้นตั้งแต่ทำอย่างไรตนเองจึงจะมีคุณสมบัติในการสร้าง ทำอย่างไรจึงจะสร้างได้ขลัง และเมื่อขลังแล้ว ทำอย่างไรความขลังนั้นจึงจะขลังแบบถาวร และเรื่องที่สำคัญที่สุดคือทำอย่างไรถึงจะให้ผู้ที่ได้รับวัตถุมงคลนั้น เป็นผู้ที่มีศีล มีคุณธรรมและมีสติตลอดเวลา ซึ่งประเด็นสุดท้ายนี้จะมีขึ้นไม่ได้หากผู้สร้างไม่เป็นตัวอย่างให้เห็นครับ

 

หลวงปู่ร่วงเคยเล่าไว้ว่าหลังจากที่เรียนวิชาจากพ่อทวดแก่ ศรีพรมแล้ว ท่านก็ได้ใช้วิชาเหล่านั้นบ้างในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ตามแต่จะได้รับการร้องขอจากชาวบ้าน จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๘๔ ซึ่งเป็นระยะที่สงครามโลกครั้งที่ ๒ ได้ขยายตัวเข้าสู่ทวีปเอเซียจนเกิดเป็นสงครามเอเซียมหาบูรพา 

ญี่ปุ่นได้อาศัยประเทศไทยเป็นทางผ่านไปโจมตีมลายู ฯลฯ กองทัพผู้รุกรานได้ยกพลขึ้นบกบริเวณฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะที่จังหวัดสงขลาซึ่งเป็นจุดสำคัญที่สุด เพราะมีทางรถไฟจากหาดใหญ่ไปมลายู 

เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจในยามศึก หลวงปู่ร่วงได้สร้างตะกรุดโทนและตะกรุด ๓ ดอกออกมาสำหรับแจกจ่ายให้กับทหารหาญที่ต้องเข้าร่วมรบในสงครามครั้งนี้ และก็ไม่ผิดหวังครับ เพราะต่อมาทั้งตะกรุดโทนและตะกรุด ๓ ดอก ได้กลายมาเป็นกระบอกเสียงชั้นดีในการขยายเกียรติคุณของท่านให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป 

ด้วยเหตุว่าตะกรุดที่แจกออกไปได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดกับบรรดาเหล่าทหารหาญที่พกพาติดตัว หลายคนโดนทหารญี่ปุ่นยิงแต่ก็ไม่เข้าและก็อีกหลายคนโดนทหารญี่ปุ่นแทงด้วยดาบปลายปืนแต่ร่างกายก็ไม่ได้รับอันตราย เรียกได้ว่าทุกคนต่างรอดตายได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ คำว่า “ทหารผีดิบ” กลายเป็นคำที่ใช้เรียกแทนคำว่า “ทหารไทย” สำหรับทหารญี่ปุ่น 

ไม่มีใครบอกได้ว่าเกียรติคุณของหลวงปู่ร่วงหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งนี้ขจรออกไปกว้างไกลแค่ไหน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลูกโซ่ติดตามมาคือท่านต้องมานั่งจารนั่งเสกตะกรุดสำหรับแจกแก่ทหารไทยที่ต้องเข้าร่วมรบในสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามในกาลต่อมา ว่ากันว่าในสมัยนั้นทหารไทยสายเลือดสงขลาล้วนมีตะกรุดของท่านติดตัวเกือบทุกคน

 

คุณสุกฤช เพื่อนรุ่นพี่ร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกับผม หลังจากเรียนจบเขาได้กลับไปช่วยพ่อแม่ค้าขายที่หาดใหญ่ เขาเล่าว่าได้เจอหลวงปู่ร่วงครั้งแรกเพราะขอให้เพื่อนสมัยเด็กๆ พาเข้าไปกราบ ต่อมาเขาได้เดินไปซื้อหนังสือที่ร้านใกล้ๆ บ้าน ก็ให้เผอิญสายตาดีเหลือบมองเห็นว่ามีรูปของหลวงปู่ร่วงแขวนบูชาอยู่  เขาว่าเมื่อแรกเห็นหลวงปู่ร่วงก็เกิดความรู้สึกว่าท่านเป็นพระใจดี เห็นครั้งที่สองถึงแม้จะเป็นรูปแต่ก็ยังคงความคิดแบบเดิมว่าท่านเป็นพระใจดี  

เห็นครั้งที่หนึ่งก็ชอบ

เห็นครั้งที่สองก็ชอบ  

คราวนี้เขาเลยถือโอกาสเดินมาที่ร้านขายหนังสือร้านนี้ทุกวัน เพราะรู้สึกสบายใจจากการได้เห็นพระใจดี 

หลังจากที่เพาะบ่มความรัก ความศรัทธาอยู่นานหลายเดือน เขาจึงตัดสินใจตรงดิ่งไปที่วัดศาลาโพธิ์และขอให้หลวงปู่เป่าศรีษะเพื่อเป็นสิริมงคลของชีวิต ซึ่งหลวงปู่ร่วงท่านเมตตาแก่คุณสุกฤชตามความประสงค์ คุณสุกฤชเล่าต่อว่าช่วงชีวิตของเขาหลังจากวันนั้นคือหมั่นหาโอกาสเข้าไปทำบุญกับหลวงปู่ร่วงอยู่เสมอๆ จวบจนหลวงปู่ร่วงมรณภาพ 

หลวงปู่ร่วง ธัมมธินโน มรณภาพในช่วงปลายปี ๒๕๓๙ ซึ่งคุณสุกฤชบอกว่าเรื่องมรณภาพนี้หลวงปู่ร่วงท่านทราบล่วงหน้ามานานแล้ว เพราะเขาเคยเห็นหลวงปู่ร่วงเขียนบอกวัน เดือน ปี ที่ท่านจะมรณภาพไว้บนกระดานดำก่อนหน้านี้มาหลายปีแล้ว  

ผมถามคุณสุกฤชว่า เรื่องของหลวงปู่ร่วงก็ผ่านมานานเป็นสิบปีแล้ว ถึงตอนนี้ถ้าจะให้เขาพูดถึงหลวงปู่ร่วง เขานึกถึงเรื่องอะไร คุณสุกฤชตอบว่า ถ้าพูดถึงหลวงปู่ร่วง เรื่องแรกที่สว่างในใจของเขามาตลอดเวลาคือ หลวงปู่ร่วงเป็นพระที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ 

เขาเล่าว่าตอนที่เข้ามารับช่วงกิจการต่อจากพ่อแม่ ปรากฏว่าคุณพ่อของเขาถูกธนาคารฟ้องและกำลังจะถูกธนาคารยึดร้านที่เป็นทั้งบ้านและที่ตั้งของกิจการออกขายทอดตลาด

เขาว่าพอรู้เรื่องพาลจะเป็นลม  ผ่านความมึนงงไปหลายวันจึงนึกขึ้นมาได้ว่าคนแก่แถวบ้านเคยเล่าให้ฟังว่าหลวงปู่ร่วงท่านเป็นพระวาจาประกาศิต พูดคำไหนเป็นจริงดังนั้น ห้ามแล้วไม่ฟังเป็นอันเสร็จทุกราย เขาจึงได้ให้เพื่อนสมัยเด็กๆ พาเข้าไปกราบนัยว่าจะให้หลวงปู่ดูดวง หลังจากที่หลวงปู่ฟังเรื่องนี้จบท่านพูดขึ้นว่า 

“ไอ้ลูกบ่าว ปรือโย้ ต้องให้เขา”  

คำพูดของหลวงปู่ร่วงเล่นเอาคุณสุกฤชจิตตกไปพักใหญ่ เขาว่าคำพูดของท่านเหมือนตะปูที่ตอกปิดความหวัง แต่ก็ไม่เป็นไรตอกปิดแล้วก็งัดขึ้นมาใหม่ได้ถ้าต้องการแก้ไข ดังนั้นในอาทิตย์ต่อมาเขาจึงเข้าไปกราบหลวงปู่ร่วงอีกครั้ง เขาเล่าว่าพอเริ่มต้นเล่าเรื่องเก่ายังไม่ถึงครึ่งเรื่อง หลวงปู่ร่วงได้พูดสวนขึ้นมาว่า 

“ไอ้ลูกบ่าว เอาเอิน ไม่ลำบาก” 

หลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือนต่อมา เพื่อนของเขาที่กรุงเทพได้ติดต่อมาว่ามีคนต้องการซื้อที่ดินแปลงปัญหาผืนนี้ เรื่องเล่าของคุณสุกฤชค่อนข้างยาวครับเพราะมีอุปสรรคหลายอย่างทั้งเรื่องของการเจรจาและเรื่องของคดีความ แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้ก็จบลงตรงที่คดีความจบ

 

เขาได้ขายที่ดินแปลงนี้ออกไป ถึงสมบัติชิ้นสุดท้ายของครอบครัวต้องเปลี่ยนไปอยู่ในความครอบครองของคนอื่น แต่เขาก็ได้รับเงินติดมือกลับมาเกือบห้าล้านบาท ซึ่งมันก็เป็นจำนวนเงินที่มากพอให้เขาและครอบครัวขยับขยายด้านที่อยู่และลงทุนสืบกิจการต่อไปได้ถึงแม้ว่าธุรกิจมันจะเล็กลงไปกว่าเดิมอีกเยอะ  

เขาว่าเพียงแค่นี้ก็พอสมควรแก่กาลแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตครั้งนี้ทำให้เขาเชื่อมั่นเลยว่า การที่คนทั่วไปยกย่องหลวงปู่ร่วงว่าท่านเป็นพระที่มีวาจาประกาศิตนั้นเป็นเรื่องจริง คุณสุกฤชได้นำเรื่องที่เกิดขึ้นไปเล่าให้หลวงปู่ร่วงฟัง ท่านตอบว่า 

“คนไหน บำเพ็ญอะไรมาก สะสมบุญอะไรมาก ก็มีบุญบารมีนั้นมาก” 

ครับ  ฝากเงินก็ต้องได้ดอกเบี้ยรับ กู้เงินก็ต้องรับภาระดอกเบี้ยจ่าย. 

เมื่อไม่กี่วันมานี้ผมได้นั่งคุยเรื่องหลวงปู่ร่วงกับรุ่นพี่ท่านหนึ่ง เป็นอดีต บก.หนังสือพระเครื่อง แอบคิดในใจว่าเขาน่าจะมีพระหรือตะกรุดของหลวงปู่ร่วงอยู่บ้าง หลังจากที่ผมฟังเรื่องเล่าของเขาจบลง ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่า เรื่องนี้ช่วยเพิ่มศรัทธาหรือเรื่องนี้โชคชะตากลั่นแกล้งกันแน่ เรื่องมีอยู่ว่า

 

เมื่อครั้งที่คณะศิษย์รัศมีพรหมโพธิโก นำโดยคุณหมอสมสุข คงอุไร ได้จัดให้มีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลขึ้นที่สำนัก ในพิธีดังกล่าวคุณหมอสมสุขได้นิมนต์พระเกจิอาจารย์ที่ทรงอิทธิคุณหลายองค์มาร่วมปลุกเสก เช่น หลวงปู่คร่ำ วัดวังหว้า หลวงพ่อแก้ว วัดโคกโดน ฯลฯ ร่วมทั้งหลวงปู่ร่วง วัดศาลาโพธิ์ด้วย  รุ่นพี่ท่านนี้เล่าว่าเมื่อพิธีพุทธาภิเษกเริ่มไปได้สักระยะหนึ่ง เสียงภาษาใต้ของหลวงปู่ร่วงก็ดังขึ้นมาท่ามกลางความเงียบ  

“พอแล้วๆ แค่นี้ลูกระเบิดลงก็ไม่พรือ คาถาทำสามวันก็ไม่หมด” 

พูดจบท่านก็หยิบตะกรุดออกจากย่าม ส่งให้กับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆ และหันมาบอกกับรุ่นพี่ท่านนี้ที่แบบมืออยู่ข้างๆ ท่านเหมือนกัน 

“หมดแล้ว ไอ้ลูกบ่าวคนนี้มันมานั่งเฝ้ากูตั้งแต่เช้าแล้ว” 

เรื่องนี้สรุปง่ายๆ ครับว่าในเมื่อเขาไม่มี ผมก็ไม่ได้เฉกเช่นเดียวกัน

จริงอยู่ครับถึงแม้ทุกวันนี้เรื่องราวของหลวงปู่ร่วงในบางเรื่องจะเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่สิ่งที่ยืนยันได้ว่าปาฏิหาริย์ในองค์หลวงปู่ร่วงมีจริงและเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้น ไม่มีเครื่องมือช่วยจำอะไรจะดีไปกว่าประสบการณ์ที่แต่ละคนได้ประสบ

มนุษย์เราเกิดมาต้องได้รับทั้ง “ความสุขและความทุกข์” ทั้ง “เคราะห์ดีและเคราะห์ร้าย” ปะปนกันไป แต่เมื่อมีความทุกข์หรือเคราะห์ร้ายแบบสุดๆ แล้ว เราควรจะทำอย่างไร  

บางทีเรื่องนี้เครื่องรางของขลังอาจตอบคำถามแก่เราได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ เพียงแต่ขอให้เรารับรู้ด้วยความเข้าใจ รับรู้ด้วยองค์ความรู้ที่เราวินิจฉัยไตร่ตรองเองได้และรับรู้ด้วยประสบการณ์ในอดีตของเราทุกคน  

“คนเรามักจะจำแม่นเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่ชีวิตกำลังเดินอยู่บนเส้นด้าย” 

สวัสดีครับ

 

ขอบคุณ ข้อมูลจาก คุณแล่ม จันท์พิศาโล คุณคุณพรชนก สุขพงษ์ไทย รูปภาพจากโครงการสร้างฐานข้อมูลฯ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและเวปไซด์ต่างๆ เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ จ.สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
beckyblooms วันที่ : 07/06/2011 เวลา : 01.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

จ๊ะเอ๋..

ตกใจมั้ย..ตะกี๊เค้าไปทักตรงยาฮูอ่ะ..ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไหร่เลย มีไว้ส่งงานเป็นหลัก..คิดถึงๆ..

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Doremy วันที่ : 21/05/2011 เวลา : 09.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/072nontan
Nontan

สวัสดีค่ะ ..
คุณศิษย์กวง

ขออนุญาตกราบนมัสการ ..
หลวงปูเพื่่อเป็นศิริมงคลนะคะ

ขอบคุณมากค่ะ ..

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 19/05/2011 เวลา : 14.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ไม่มาหลายวัน
ที่รอ ก็ สมใจ ครับ

เคยได้ยินชื่อท่าน
แต่
ไม่เคยเห็น ไม่มี เหรียญ หรือ พระท่านเลย ครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
beckyblooms วันที่ : 16/05/2011 เวลา : 21.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

เพิ่งมาอ่านอีกรอบ..

เค้าบ่นอะไรยาวเหยียดขนาดน้านนนนนน

บายบ้างไม่บายบ้างอ่ะท่านเซียนเต่า..ว่าจะมาขอยันต์แถวๆนี้ไว้ อุ่นใจหน่อย ฮี่ๆๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
กริด99 วันที่ : 16/05/2011 เวลา : 00.27 น.

กราบหลวงปู่ร่วงครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
musachiza วันที่ : 13/05/2011 เวลา : 16.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

แวะมาเยี่ยมมาอ่านครับศิษย์น้อง
ผมค่อนข้างจะตระเวณอยู่ทางใต้บ่อย
เรื่อในเอ็นทรี่นี้รู้สึกถึงสถานที่ใกล้ตัวหลายที่
หวัดเบ็คกี่้้บูม...สบายกันดีไม๊เอ่ย
หมู่เฮา...คิดถึงทั้งสองคนนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
beckyblooms วันที่ : 13/05/2011 เวลา : 13.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

แปลกดีนะ..เวลาที่มีเรื่องให้เราคิดว่า จะยังไงดี..ไม่ใช่คิดไม่ออก แต่มันหลากหลายวิธี คือ จะเลือกภาคนางฟ้าหรือนางมารเนี่ย เลือกได้..แต่กำลังชั่งใจอยู่..

พอมาอ่านเอนทรี่นี้..

รู้สึกดีมากเลย..

ที่จริงวัดประยุรวงสาวาสส่งเทียบเชิญมาให้บวชเนกขัมมะอะไรประมาณนั้น แต่ซัดไปหลายวันเค้าว่าไม่ไหวแน่ๆเลยตัวเรา.. แต่เจ้าอาวาสเป็นเหมือนครูใหญ่ของจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยอ่ะ..ที่จริงก็คิดแล้วว่า ประมาณนี้น่าจะสะกดเราอยู่ (ไม่นับหลวงพ่อ ผู้พอเพียงที่ยังอยู่ในใจเค้าเสมอนะ)..คือ เค้าคงสงสัยเยอะแน่ๆ และถ้าคนหรือพระไม่ชอบตอบหรือตอบไม่เคลียร์ เราก็จะถามไปเรื่อยๆ ซึ่งบางอย่างมันเป็นเรื่องต้องปฎิบัติก่อนไง..อันนี้เข้าใจ..เลยลำบากใจ..ไม่ไปมันเลย..

แต่สำหรับเอนทรี่นี้..

ชอบเรื่องการให้ของหลวงปู่นะคะ..

อ่านแล้วก็ช่วยได้เยอะ..ถึงจะร้อนๆหน่อยก็เหอะนะ

เห็นช่วงญี่ปุ่นเข้าเมืองแล้วมีทหารผีเนี่ย.. คุณกวงบังน่าส่งไปแถวสุรินทร์มั่งนะคุณ..ข่าวว่าทหารบอกเขมรเล่นคุณไสย ยิงไปแล้วไม่โดน แถมมีกองทัพงูเห่ามากัดชาวบ้านอีก..

คือ..อ่านแล้วลำบากใจ.. อีกหน่อยเราจะกลับไปขุนแผน ขอเสกใบไม้เป็นต่อแตนกันเลยมั้ยก็ไม่รู้

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chailasalle วันที่ : 13/05/2011 เวลา : 13.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

โห ยอดเยี่ยมครับ ..พระสายใต้เก่งเงียบๆเยอะ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
โสภณเปียสนิท วันที่ : 13/05/2011 เวลา : 07.16 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/soponpearsanit

มาไหว้หลวงปู่ด้วยคน
ใครมีของขลังท่านก็แบ่งกันบ้างนะครับ
เพื่อเป็นศิริมงคล

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2011 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]