• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2227456
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 7499 , 03:43:38 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน มุสิกะตะวัน , opads และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

If you are not part of the solution,
then you are part of the problem.


เรามีทางเลือกว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา หรือจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราอยู่เฉยๆไม่ได้หรอก ถ้าเราไม่ช่วยแก้ เราก็ช่วยก่อ…
(พระอาจารย์ชยสาโร) 

สำหรับคนไทยแล้ว ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดพิศดารอะไรเลยครับ ถ้าเราจะเห็นพระฝรั่งออกบิณฑบาต หรือเราจะเห็นคนไทยหอบลูกจูงหลานเข้าโบสถ์คริสต์ในวันอาทิตย์ เหตุผลง่ายๆ คือว่า  

“รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเปิดอิสระและรับรองเสรีภาพในการที่เราจะเลือกนับถือศาสนา”

ว่ากันว่ามนุษย์เราทุกคนไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด พูดภาษาอะไร จะอยู่ในโลกตะวันตกหรือโลกตะวันออก ทุกคนล้วนเหมือนกันและเท่าเทียมกันในฐานะของความเป็น “มนุษย์” 

มนุษย์ที่ประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ ๒ ส่วนคือมีร่างกายและจิตใจเหมือนกัน  

แต่หากเราจะลงลึกกว่านั้นในมุมของ ”ลักษณะเฉพาะ” แน่นอนครับว่ามนุษย์เราย่อมมีความแตกต่างกันในด้านภูมิหลังทางวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ รวมไปถึงความแตกต่างกันในด้านความคิด ปรัชญา ความเชื่อทางศาสนา ซึ่งถือเป็นรากฐานแห่งวิถีชีวิตของผู้คน

 

๖๒๙ กิโลเมตรจากกรุงเทพถึงจังหวัดอุบลราชธานีและห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ไปทางอำเภอกันทรลักษณ์ ตามถนนทางหลวงหมายเลข ๒๑๗๘ ประมาณ ๘ กิโลเมตร มีพื้นที่ป่าหลายร้อยไร่อยู่ภายในเขตกำแพงนี้ 

ด้านหลังกำแพงแห่งนี้มีพระภิกษุสงฆ์และสามเณรทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งตะวันตกและตะวันออก กำลังมุ่งหน้าหาหนทางปลดเปลื้องตัวตนให้พ้นจากความทุกข์ตามวิถีพุทธ คือการใช้ปัญญาและเหตุผลพิจารณาไตร่ตรองดูให้ดีเสียก่อนที่จะเชื่อถือในเรื่องอะไร

 

คำถามมีอยู่ว่าเพราะสาเหตุใด ชาวต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญและศิวิไลซ์ อย่างเช่น อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น  ซึ่งมีวิถีความเชื่อในเรื่องอำนาจของพระผู้เป็นเจ้าหรือเชื่อในลักษณะของการใช้ศรัทธานำหน้าเหนือปัญญาและเหตุผล ต่างปฏิเสธวัฒนธรรมเฉพาะของตนเองและหันมาศึกษาแนวทางวิถีพุทธ บางคนถึงกับออกบวชเพื่อค้นหาสัจธรรมของชีวิต 

คำตอบของคำถามนี้ในเบื้องต้นคงต้องยกประโยชน์ให้กับหลวงพ่อองค์หนึ่ง ที่ตลอดชีวิตของท่านไม่เคยสัมผัสหรือรู้จักสูตรเคมีชีวภาพอะไรเลย แต่ท่านได้ใช้ปัญญาและการสอนแบบแยบยล น้อมนำให้บรรดาเลือดไม่ต่างสีแต่ดีเอ็นเอต่างเผ่าพันธุ์นั้นผสมกลายมาเป็นพวกเดียวกันได้

 “จิตของชาวเอเชียและชาวตะวันตกโดยพื้นฐานแล้วไม่แตกต่างกัน ดูจากภายนอก ขนบธรรมเนียมประเพณีและภาษาที่ใช้อาจดูต่างกัน แต่จิตมนุษย์นั้นเป็นธรรมชาติซึ่งเหมือนกันหมด” 

“ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ความโลภและความเกลียดก็มีเหมือนกันทั้งในจิตของชาวตะวันออกหรือชาวตะวันตก ความทุกข์และความดับแห่งทุกข์ก็เหมือนๆ กันในทุกๆ คน”

ก่อนที่จะตกผลึกคำพูดนี้ออกมาจากท่าน ย้อนหลังไปในปี ๒๔๙๐ กับคำกล่าวของ “หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต” แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพธรรม ที่ว่า

“การประพฤติปฏิบัตินั้น ถ้าถือเอาพระธรรมวินัยเป็นหลักแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยในนิกายทั้งสอง” 

ประโยคข้างต้นเพียงประโยคเดียวเท่านี้เองครับ ทำให้พระภิกษุองค์นี้ได้คลายความสงสัยในเรื่องของนิกายทั้งสอง คือ “ธรรมยุติและมหานิกาย” และได้หันมามุ่งมั่นปฏิบัติตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสว่า

“ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมสมควรเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นทีหลัง จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก"

ดังนั้นการอบรมสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ของหลวงพ่อจึงอยู่ในหลักการที่ว่า

“สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนที่พูด พูดเหมือนที่ทำ”

ซึ่งเรื่องนี้หลวงพ่อเคยเปรียบเปรยให้ฟังว่า

"การให้ธรรมะนี่ก็เหมือนกับให้ยารักษาคนไข้ นายแพทย์รักษาคนไข้ก็ต้องรู้ว่ายาชนิดไหนเหมาะแก่ใคร ต้องรู้จักคนไข้ รู้สมุฏฐานของโรค

เหมือนกับเราทอดแห ไปเหวี่ยงแหสะเปะสะปะคร่อมแม่น้ำเลย ไม่ได้หรอก ต้องคอยเวลาเห็นปลาบ้อน(ผุด)นั่นแหละ มันบ้อนตรงไหนก็เหวี่ยงลงตรงนั้นเลย ถึงจะได้

การสอนก็ต้องดูว่าเขาจะรับได้แค่ไหน ดูความพอดีของเขา เพราะความพอดีนั้นแหละคือธรรมะ ถ้าไม่พอดีไม่เป็นธรรมะ"

เมื่อประมาณปี ๒๕๕๒ โรงเรียนทอสี ซอยปรีดีพนมยงค์ ๔๑ สุขุมวิท ๗๑ กทม.ได้มีการเปิดตัวเข้า”โครงการโรงเรียนวิถีพุทธ” คือการที่นำหลักธรรมในพระพุทธศาสนามาใช้หรือประยุกต์ใช้ในการบริหารและการพัฒนาผู้เรียน โดยเน้นกรอบการพัฒนาตามหลักไตรสิกขาอย่างบูรณาการ

ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ ได้พัฒนาการกิน การอยู่ การดู การฟังให้เป็น โดยผ่านกระบวนการทางวัฒนธรรมแสวงปัญญาและมีวัฒนธรรมเมตตา เป็นฐานการดำเนินชีวิต ในวาระและวันดังกล่าว องค์ประธานที่ปรึกษาของโรงเรียนได้กล่าวเปิดงานว่า

“พุทธศาสนาเป็นเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างมนุษย์กับผู้อื่น เราไม่เชื่อว่าสิ่งที่ถูกต้องอยู่ในคัมภีร์ใดคัมภีร์หนึ่ง

แต่เราจะให้เกียรติในความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ ว่ามนุษย์สามารถเข้าสู่ความดีงามด้วยตัวมนุษย์เอง คำสอนในพระพุทธศาสนาจะเป็นระดับการปฏิบัติส่วนใหญ่ เกี่ยวกับทุกวันนี้เราอยู่อย่างไร” 

“เรามีความทุกข์ความสุขอย่างไร ทำอย่างไรความทุกข์จะน้อยลง ทำอย่างไรความสุขจะมากขึ้น ความสุขที่มีโทษน้อยมีไหม ความสุขที่ไม่มีโทษเลยมีหรือเปล่า ความสุขแต่ละระดับเป็นอย่างไร จะเอาธรรมชาติของมนุษย์มาบอก เอาธรรมชาติเป็นที่ตั้งของศาสนา ไม่เอาอุดมการณ์หรือคัมภีร์เป็นตัวตั้ง”

“การศึกษาในพุทธศาสนา ถือว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ เพราะว่ามีความมุ่งหมายที่จะนำมนุษย์ออกจากความมืดไปสู่ความสว่าง นำมนุษย์ไปสู่สิ่งที่สูงสุดที่มนุษย์พึงจะได้ คือการพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง

ความถึงพร้อมด้วยความกรุณาและปัญญา ปัญญาคือคุณธรรมที่สูงสุด ในทางพุทธศาสนาเรามีอุดมการณ์การดำเนินชีวิตด้วยปัญญา คำว่าพุทธะแปลว่าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เราจึงต้องการระบบการศึกษาที่ทำให้คนตื่น”

“และนี่คือสิ่งสำคัญที่ทำให้เห็นว่า การศึกษาพุทธศาสนานั้น ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยไม่สามารถวัดเป็นหน่วยหรือวัดเป็นเกรดนั้นมีความหมายลึกซึ้งเพียงใด หากสิ่งที่สำคัญในการศึกษาพุทธศาสนานั้นคือการปฏิบัติ ไม่ใช่การเชื่อหรือการท่องจำ”

บางส่วนของคำกล่าวเปิดตัวโรงเรียนมัธยมฯ วิถีพุทธ โดยองค์ประธานที่ปรึกษาโรงเรียนปัญญาประทีป ถึงผมจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น แต่เมื่อได้มาอ่านคำพูดของท่านผ่านทางตัวอักษร ต้องยอมรับครับว่ารู้สึกประทับใจในหลายๆ คำพูดที่ได้อ่าน เช่น

 

“พุทธศาสนาเป็นเรื่องของปัญญา เป็นเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้องระหว่างมนุษย์กับผู้อื่น”  หรือ “เพราะพระพุทธศาสนานั้นคือการปฏิบัติ ไม่ใช่การเชื่อหรือการท่องจำ”

 

แต่เมื่อเห็นชื่อของท่านองค์ประธานที่ปรึกษาผู้กล่าวแล้วก็อดที่จะภาคภูมิใจไม่ได้ว่า นี่คืออีกบทบาทหนึ่งของพระภิกษุสงฆ์ชาวตะวันตกที่ได้ก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพจิตใจของเด็กๆ ชาวไทยให้เป็นผู้ที่เติบโตขึ้นมาอย่างมีอุดมการณ์และเป็นทรัพยากรอันมีค่าของประเทศไทยในอนาคต 

 

ซึ่งองค์ประธานที่ปรึกษานั้นก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลครับ ท่านคือไม้งามต้นหนึ่งที่หลวงพ่อได้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงไว้ ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า 

“ช่างไม้ที่ฉลาดรู้จักพืชพันธุ์และคุณภาพของไม้แต่ละต้น ย่อมสามารถนำไม้จากป่า มาทำให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้ตามความเหมาะสม”  

เมล็ดพันธุ์ไม้งามต้นนี้เดิมมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “ฌอน ชิเวอร์ตัน” ส่งตรงมาจากประเทศอังกฤษ หลวงพ่อได้นำมาปลูกและตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “พระชยสาโรภิกขุ” 

 

พระชยสาโรภิกขุ หรือพระอาจารย์ชยสาโร ท่านเป็นพระฝรั่งผู้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จนสามารถฝึกฝนและถ่ายทอดความลึกซึ้งในธรรมะออกมาเป็นภาษาไทยได้อย่างแตกฉาน ทั้งการพูดและคำสอนที่สะกดใจและกินใจพุทธศาสนิกชนทั่วไป 

 

“อาตมาคิดว่าเรื่องภาษาไม่ใช่อุปสรรค เพราะเชื่อว่าภาษาพื้นฐานคือบาลีสันสกฤต ซึ่งทั้งคนไทยและคนต่างชาติก็ต้องเริ่มมาเรียนรู้เหมือนกัน” 

 

“ภาษามีความยากพอกัน แต่คนไทยอาจจะง่ายกว่าที่ศัพท์ไทยมีบาลีสันสกฤต แต่ในเมื่ออาตมาเป็นฝรั่ง ก็ต้องพยายามและขยันมากหน่อย ก็ไม่นาน”

 

“ที่อาตมารู้สึกได้ผล คือการท่องตัวอักษรจนกระทั่งสามารถอ่านได้ จากนั้นก็อยู่คนเดียว ค่อยๆ อ่าน ดูศัพท์ในดิกชั่นนารี อีกทั้งอยู่กับครูบาอาจารย์ ไม่ได้เรียนทฤษฏีอะไรมากมาย ก็ปฏิบัติไปด้วย มีการพิสูจน์ไปด้วย ได้ปรึกษาหารือกับครูบาอาจารย์ ได้อ่าน ได้ฟัง พูดคุยกับพระด้วยกัน ทั้งหมดนี้เป็นชีวิตของเรา เราก็ต้องคลุกคลีกับสิ่งนี้อยู่แล้วจึงไม่ยากเท่าไร”

 

พระอาจารย์ชยสาโร เกิดที่ประเทศอังกฤษ เมื่อพ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านเล่าว่าในวัยเยาว์ท่านเป็นเด็กที่มีสุขภาพไม่ค่อยจะดีนัก มีอาการหอบหืด ทำให้ท่านต้องหยุดและขาดเรียนอยู่บ่อยๆ แต่อุปสรรคดังกล่าวก็ไม่ได้ส่งผลให้ท่านย่อท้อหรือเกลียดคร้านแต่อย่างใด ตรงกันข้ามท่านได้ใช้เวลาดังกล่าวศึกษาวิชาการต่างๆ ด้วยตนเอง

  

นอกจากนี้โดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ท่านสนใจมากที่สุดคือเรื่องที่ว่า อะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์ ? อะไรคือความจริงสากลที่ไม่ขึ้นอยู่กับสมมุติของแต่ละสังคม ? และ ทำไมคนเราอยากจะอยู่อย่างเป็นมิตรแต่กลับรบราฆ่าฟันกันอยู่เรื่อยไป ?

 

หลังจากที่ท่านได้ตั้งคำถามดังกล่าวขึ้นมา ท่านว่ามองหาก็ไม่เห็นว่าจะมีผู้ใดสามารถให้คำตอบที่กระจ่างแก่ท่านได้ ท่านจึงได้หันมาศึกษาจากตำราต่างๆ มากมาย จนกระทั่งท่านได้มาพบคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในคำสอนว่า นี่เองที่เป็น “สัจธรรมความจริง” ที่ท่านได้เพียรหามานาน

 

พระอาจารย์สุเมโธ(พระราชสุเมธาจารย์) 

 

ท่านเล่าว่าในปี ๒๕๒๑ ท่านได้มาฝึกปฏิบัติกับพระอาจารย์สุเมโธ(พระราชสุเมธาจารย์) ซึ่งเป็นชาวต่างชาติรูปแรกที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ ที่วิหารแฮมสเตด ประเทศอังกฤษ

 

ท่านว่า ณ ที่นั้นเองเป็นเสมือนการจุดประกายไฟส่องทางให้ท่านตัดสินใจเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระโพธิญาณเถร(หลวงปู่ชา สุภทฺโท) เป็นพระอุปัชฌาย์

 

ภายใต้ร่มกาสาวพัตรกับการศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อ ทำให้ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในปฏิปทาและความเป็นครู ที่มีทั้งความเมตตาและปัญญา

ในการสอนของหลวงพ่อ พระอาจารย์ชยสาโรได้เฝ้าสังเกตุอย่างเอาใจใส่ ด้วยความเป็นผู้มุ่งมั่นและตั้งใจจริง ทำให้ท่านสามารถรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองและสามารถใช้สติปัญญาในการสร้างประโยชน์ให้ตนและประโยชน์ให้กับผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน

 

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความประทับใจและซาบซึ้งใจจนทำให้ท่านมีความผูกพันกับหลวงพ่อผู้เป็นอาจารย์อย่างมาก ท่านว่าในการอยู่ศึกษากับพระอาจารย์สุเมโธถ้านับเวลาแล้วก็ต้องว่าน้อยมาก แต่กับหลวงพ่อท่านรู้สึกถึงความผูกพัน

 

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อจะสอนทุกอย่างโดยใช้ภาษาง่ายๆ แต่มีความหมายลึกซึ้ง สามารถนำไปคิดได้ตลอดชีวิต อย่างเช่นหลวงพ่อสอนว่า “ทุกข์เพราะคิดผิด” ซึ่งมันเป็นคำง่ายๆ แปลได้ตรงตัวว่า “มันไม่ใช่ทุกข์ทางกาย แต่เป็นทุกข์ทางใจ” ฯลฯ

 

“ธรรมะเป็นเรื่องความรู้สึกไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาพิศดาร มันก็ขยายออกจากความจริงได้ง่าย แล้วเราก็ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน แต่ที่สูงสุดสำหรับอาตมาแล้ว พระพุทธเจ้าเป็นต้นแบบ เพราะเราก็เป็นชาวพุทธและมีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา เป็นครูที่คุ้มครอง”

พระอาจารย์ชยสาโรได้เคยให้สัมภาษณ์หนังสือฉบับหนึ่งไว้ว่า

ท่านได้เข้ามาอยู่ที่วัดหนองป่าพงประมาณปลายปี ๒๕๒๑ โดยก่อนหน้านี้ท่านเคยศึกษาทางพุทธศาสนามาสองสามปีแล้ว ด้วยวิธีการอ่านหนังสืออย่างหนัก เพื่อศึกษาถึง ปรัชญา แนวความคิดและทฤษฎี จนเมื่อท่านได้มาพบและศึกษาอยู่กับหลวงพ่อ ท่านได้เกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาทันทีว่า หลวงพ่อคือพระอรหันต์

“ถามว่ารู้ได้อย่างไร เราก็ไม่รู้ เพราะไม่มีเครื่องตัดสินอะไร แต่นี่คือความศรัทธาที่เกิดขึ้นในจิตใจตั้งแต่เจอท่านครั้งแรก แล้วสำหรับนักบวชนี่คือสิ่งที่มีค่ามากที่สุด” 

“หลวงพ่อท่านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ครั้งแรกที่ฟังท่านเทศน์ก็ฟังไม่รู้เรื่อง แต่นั่นก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหา เพราะเพียงแค่อยู่ใกล้ชิดท่านก็เชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำมีความหมายและการปฏิบัติมีผลจริง ซึ่งตรงนี้สำคัญมากกว่า

คือคนที่มีความรู้มากแต่ขาดศรัทธาก็ไม่ค่อยไปไหน คือสิ่งที่ทำให้เราอดทน ทำให้เราสู้ได้ คือความเชื่อในการกระทำ เพราะมีครูบาอาจารย์ที่ดีเป็นตัวอย่าง ฉะนั้นเรียกได้ว่าสิ่งที่เป็นความสุดยอดก็คือหลวงพ่อ”

“ชาวตะวันตกมักมีความคิดเชิงวิเคราะห์ มีนิสัยชอบจับผิด ตำหนิติเตียน แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่า ชาวตะวันตกที่ได้อยู่กับหลวงพ่อรวมถึงอาตมาด้วย มองไม่เห็นว่ามีตรงไหนให้วิพากษ์วิจารณ์หรือจับผิดท่านได้” 

“การได้อยู่กับครูบาอาจารย์ระดับนี้แล้ว ท่านทำหรือพูดอะไรมีความหมายกับเราหมด คือเรามีศรัทธาในตัวท่าน เรารู้สึกได้เลยว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่จริง และพระอรหันต์ยังมีอยู่ในโลกนี้”

“อย่างที่บอกว่าสิ่งสำคัญไม่ใช่วิชาความรู้หรือวาทศิลป์ในการสั่งสอน เพราะถ้าไม่ประทับใจหรือไม่ซึมซาบเข้าไปในใจก็ไม่มีประโยชน์ สิ่งที่หลวงพ่อพูดแม้จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เคยได้ฟังมาแล้ว แต่ท่านพูดไม่เหมือนคนอื่นพูด มันกินใจเรา ถึงใจเรา”

พระอาจารย์ชยสาโร มิได้เป็นชาวตะวันตกคนแรกหรือเป็นฝรั่งคนเดียวที่มีความเห็นว่าหลวงพ่อที่อบรมสั่งสอนธรรมะแก่ท่านนั้นคือครูบาอาจารย์ที่ดีที่สุด เพราะก่อนหน้าที่พระอาจารย์ชยสาโรจะมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดแห่งนี้ในปี ๒๕๒๓ นั้น

หลวงพ่อเจ้าสำนักท่านได้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความเป็นพุทธะลงไปในจิตใจของชาวไทยและชาวต่างประเทศมานานแล้ว ซึ่งผลสืบเนื่องจากการหว่านเมล็ดพันธุ์ของท่านได้ก่อให้เกิดทายาทแห่งพุทธะขึ้นมากมายทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ

จากความตั้งใจเชื่อมสายสัมพันธ์และเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้ขยายเป็นวงกว้างออกไปโดยไม่กีดกั้นชนชั้นและเชื่อชาติ ทำให้ทุกวันนี้พระภิกษุชาวต่างประเทศที่เป็นลูกศิษย์หรือชั้นหลานศิษย์ของหลวงพ่อ ต่างก็ได้แผ่รากลึกและเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง

ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะว่าไปแล้วช่างตรงและเป็นจริงตามที่ท่านเคยกล่าวไว้ครับว่า

 “ช่างไม้ที่ฉลาดรู้จักพืชพันธุ์และคุณภาพของไม้แต่ละต้น ย่อมสามารถนำไม้จากป่า มาทำให้เกิดประโยชน์ใช้สอยได้ตามความเหมาะสม”

 

จะว่าไปแล้วตลอดชีวิตของหลวงพ่อ บนถนนสายพุทธกับคนหลากหลายเชื้อชาติที่ไม่คุ้นเคยและไม่เคยคุ้นหน้า แน่นอนครับว่าอุปสรรคตามรายทางย่อมต้องมีให้พบเจอ ซึ่งองค์หลวงพ่อเองท่านมองว่าปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเรื่องธรรมดาและเป็นธรรมชาติของโลก 

 

ท่านว่าการเผชิญกับปัญหาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ตราบเท่าที่เรายังรู้เท่าทันและรู้ถึงความพอดี เพราะความรู้เท่าทันและความพอดีนั่นแหละคือธรรมะ...สวัสดีครับ

ขอขอบคุณภาพถ่ายจาก เวปไซด์ต่างๆ เช่น โรงเรียนทอสี,วัดป่านานาชาติ,ลานธรรมจักร ฯลฯ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
มุสิกะตะวัน วันที่ : 14/11/2012 เวลา : 18.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mataharee

ขอแบ่งปันนะครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
opads วันที่ : 07/03/2012 เวลา : 06.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

อ่านแล้วเกิดปิติ ขอบคุณมากครับสำหรับคามตั้งใจและความเพียร ในการนำประวัติครูบาอาจารย์และภาพที่หาดูได้ยากมาให้เราได้ดู และอ่าน.

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
beckyblooms วันที่ : 15/02/2012 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/beckyblooms
"Everybody Lies, Everybody Dies"

นอกจากนี้โดยส่วนตัวแล้วสิ่งที่ท่านสนใจมากที่สุดคือเรื่องที่ว่า อะไรคือสิ่งสูงสุดที่เราจะได้จากการเป็นมนุษย์ ?



คิดได้ไงอ่ะ..สุดยอดมากกกกกกกกกกกกก

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เบญจพร วันที่ : 14/02/2012 เวลา : 09.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/benjaporn

ขอบคุณสำหรับเรื่องราวต่างๆที่หลายๆคนคงไม่เคยรู้
ไม่ว่าจะเป็นคำสอนของท่าน หรือพระภิกษุหลายรูปที่เดินตามรอยท่าน บนถนนสายพุทธแห่งนี้
เป็นกำลังใจให้คุณเสมอค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Toitoi วันที่ : 09/02/2012 เวลา : 08.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Toitoi

สาธุ..สาธุ..สาธุ..

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Me_Satang วันที่ : 01/02/2012 เวลา : 05.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/countryseat
"มิตรภาพ"  ไม่ต้องการเงื่อนไข หรือคำสัญญาใด ใด

หลวงพ่อชา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
musachiza วันที่ : 01/02/2012 เวลา : 04.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

สวัสดีครับ แวะมาเยี่ยมมาอ่านเรื่องพระฝรั่ง
กับมุมมองธรรมชาติ และพระพุทธศาสนาครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      



[ Add to my favorite ] [ X ]