• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2280827
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันจันทร์ ที่ 1 ตุลาคม 2555
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 27170 , 03:14:24 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 7 คน opads , คนน้ำเงิน และอีก 5 คนโหวตเรื่องนี้

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ได้เกิดแผ่นดินและสิ่งมีชีวิตขึ้นในโลก มีทั้งนรก สวรรค์ นาค ครุฑ เทวดา ฯลฯ ว่ากันว่าแม้แต่พระอาทิตย์และพระจันทร์ก็ยังไม่มีแสงสว่างส่องลงมายังพื้นโลก ณ เวลานั้นได้บังเกิดมีอากาศแปรปรวนและมืดมัว

ครั้นพอนานเข้าๆ ก็บังเกิดมีเมฆและควันลอยอยู่ในอากาศ ยามเมื่อมีลมแรงพัดมา บรรดาเมฆและควันต่างก็ลอยเคว้งคว้างไปทางทิศเหนือที่หนึ่ง ไปทางทิศใต้ที่หนึ่ง

สภาพและบรรยากาศข้างต้นเป็นอย่างนี้อยู่นานแสนนานจึงได้บังเกิดเป็นน้ำ เป็นมหาสมุทร ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากเมฆและควัน เพราะน้ำและมหาสมุทรนั้นต่างก็ล่องลอยอยู่ในอากาศ ยามเมื่อต้องแรงลมก็จะลอยเคว้งคว้างแบบไร้ทิศทางเฉกเช่นเดียวกัน

ลมแรงได้พัดน้ำอยู่นานแสนนานจนเกิดเป็นแผ่นดินเล็กๆ แยกออกเป็นสองส่วน ลอยไปในมหาสมุทร....

ต่อมาแผ่นดินทั้งสองเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้น บังเกิดเป็นมนุษย์ผู้ชายชื่อว่า “ปู่สังไกยสา” อยู่บนแผ่นดินหนึ่ง และบังเกิดเป็นมนุษย์ผู้หญิงชื่อว่า “ย่าสังไกยสี” อยู่บนแผ่นดินอีกผืนหนึ่ง ในกาลต่อมามนุษย์ชายหญิงคู่แรกของโลก ก็ได้สร้างสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้นในโลก....

ครับ “ตำนานปรัมปรา” หรือที่เราเรียกว่า “นิทานเทวปกรณ์” เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการกำเนิดของสิ่งต่างๆ เช่น กำเนิดโลก กำเนิดมนุษย์ ถ้าจะถามต่อว่าตำนานความเชื่อในเรื่องของการกำเนิดโลกและมนุษย์มีมากและนานขนาดไหน

ก็ต้องบอกว่ามีเยอะและยากจะอธิบายครับ

เพราะแต่ละภาค แต่ละท้องถิ่นต่างก็มีตำนานและเรื่องราวเป็นของตัวเอง ซึ่งส่วนมากก็จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาครับ ด้วยเหตุที่ว่าพระพุทธศาสนามีบทบาทและเป็นรากฐานของวัฒนธรรม ประเพณี ความคิด ความเชื่อ ฯลฯ 

ดังนั้นเสน่ห์ของตำนานปรัมปราหรือนิทานเทวปกรณ์จึงอยู่ตรงที่ว่าเรื่องบางเรื่องหากเราได้ศึกษาลงลึกถึงรากเหง้าของเรื่องนั้นๆ เราก็จะได้รับความจริง เห็นความจริง และรู้ความจริงครับ เป็นต้นว่ารู้ถึงบริบทของสังคมรอบๆ ในเรื่อง เช่น วิถีชีวิต ลักษณะครอบครัว ระบบการปกครอง ฯลฯ

และด้วยความเคารพในพระพุทธศาสนานี่เอง คนโบราณส่วนมากจึงนิยมบันทึกเรื่องราวหรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา โดยการบันทึกเป็นตัวอักษรลงในใบลานหรือก้อนศิลา อย่างเช่นภาคเหนือก็จะมีการบันทึกเป็นตัวอักษรที่เรียกว่า “อักษรธรรมล้านนา” หรือ “ตั๋วเมือง” ส่วนคนโบราณในภาคอีสานก็จะใช้ตัวอักษรที่เรียกว่า “อักษรธรรมอีสาน”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือปัจจุบันนี้ ”อักษรธรรม” กลับไม่เป็นที่นิยมใช้เขียนและกำลังค่อยๆ เสื่อมสูญไป

กรณีดังกล่าวเป็นนัยยะบอกให้ทราบได้ว่า หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้  เหตุการณ์และเรื่องราวต่างๆ ในอดีตก็จะถูกลบไปจากหน้าประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน

แต่ก็เป็นเรื่องน่ายินดีครับที่ในทุกวันนี้ได้มีหน่วยงาน มหาวิทยาลัย หรือวัดในเขตภาคอีสาน(บางวัด) ได้เข้ามาพยายามอนุรักษ์อักษรธรรมนี้ไว้ในรูปแบบต่างๆ

โดยเฉพาะที่วัดโนนสว่าง ตำบลหมากหญ้า อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี หลวงพ่อเจริญ เจ้าอาวาสกับคณะศิษย์ได้ทำการคัดลอกเรื่องราวและศาสตร์ต่างๆ ของภาคอีสาน โดยการจารเป็น “อักษรธรรม” ลงในใบลาน เพื่อเก็บรักษาไว้ให้ชนรุ่นต่อไปได้ศึกษา

เรื่องแบบนี้ไม่ง่ายเลยครับ เพราะต้องใช้ทั้งความตั้งใจในการเขียน ความชำนาญในตัวอักษร ความเข้าใจในเนื้อหาของเรื่อง สมาธิในการเขียน เงินทุนในการจัดหาวัตถุดิบและที่ต้องมีมากที่สุดคือ “ความศรัทธา” ครับ

“กำลังเขียนเรื่องกำเนิดพระพุทธเจ้า”

เสียงของหลวงพ่อเอ่ยทักทายขณะที่พวกเราก้มลงกราบ

“เป็นเรื่องของพระพุทธเจ้า ที่มีมาก่อนพระกกุสันโธ พระโกนาคมโน พระกัสสะโป พระโคตโม พระศรีอริยเมตไตย พระพุทธเจ้าห้าพระองค์” 

หลวงพ่อวางเหล็กจารและใบลานลง ก่อนจะบอกให้พวกเราขนลังใส่พระเข้าไปในกุฏิ เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายความกันมาก พูดง่ายๆ คือวันนี้พวกเรานำพระมาขอความเมตตาให้ท่านเสกครับ 

ถ้าจะถามว่าทำไมต้องเป็นท่าน 

คงจะต้องบอกว่า....ไม่บ่อยครั้งนักครับที่จะมีพระเกจิอาจารย์ผู้ที่เกิดมาพร้อมกับบารมีเฉพาะตัวในเรื่องของปลุกเสกวัตถุมงคลได้ขลัง ชนิดที่ทำเอาผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราวต้องลุกขึ้นมาขยี้หูฟังและเบิ่งตามองว่า 

 “เป็นหลวงพ่อองค์นี้นี่นะที่เขาพูดกันว่าท่านสามารถเสกของได้ขลังตั้งแต่ยังเป็นสามเณรน้อย”

ว่ากันว่าด้วยความสามารถทางด้านคาถาอาคมของท่าน ได้ช่วยให้หลายต่อหลายคนรอดตายอย่างเหลือเชื่อจากอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่อาจคำนวณได้

ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงพ่อมานานแล้วครับ แต่ไม่เคยเจอหรือเคยไปวัดของท่านเลย ต่อมาถึงผมจะได้พบท่านสองครั้ง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยอะไรกับท่านมากนัก เพื่อนๆ ในกลุ่มบางคนเคยถามผมว่ารู้จักท่านไหม?

ผมนิ่งเงียบแทนคำตอบ เพราะเพียงแค่การได้เจอค่าของมันไม่ได้มากพอที่จะนำมาพูดได้ว่าเรารู้จักท่านหรอกครับ ความรู้สึกของผมเป็นเหมือนผมรู้จักท่านโดยผ่านคำบอกเล่าของคนอื่นมากกว่า 

“หลวงพ่อเป็นพระที่เก่ง แต่ท่านอายุยังไม่มาก พระของท่านมีประสบการณ์เยอะ  เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีลูกศิษย์แขวนพระของท่านไปถูกยิงเข้าที่หน้าอก แต่ไม่เป็นอะไร เชิญเข้าไปกราบท่านเลยครับ เพราะท่านกำลังจะขึ้นไปบนเขา”

พี่ชายใจดีคนขับรถของวัดโนนสว่าง เล่าถึงหลวงพ่อของเขาด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจพร้อมกับกล่าวเชิญให้ผมรีบเข้าไปกราบเพราะหลวงพ่อกำลังจะเดินขึ้นไปบนยอดดอย

ถึงแม้ระยะทางจากจังหวัดอุดรธานีมายังยอดดอยบุษราคัม จังหวัดพะเยา จะยาวไกลและใช้เวลามาก ได้สร้างความอ่อนล้ากับเขาแต่เมื่อพูดถึงหลวงพ่อ  น้ำเสียงและท่าทางของเขากลับเต็มไปด้วยความสดใส ราวกับว่าความเหนื่อยล้าจากการขับรถไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอันใด

“ผมเป็นคนอุดรครับ มาทำงานที่กรุงเทพ ก่อนหน้านี้ก็เที่ยวหาพระเกจิอาจารย์ตามวัดต่างๆ จนได้มารู้จักหลวงพ่อ เห็นว่าอยู่จังหวัดเดียวกัน เลยลองบูชาพระของท่านมาไว้ติดตัว ใช้ได้ดีเลยครับ ตอนนี้ผมเลิกเสาะหาแล้ว มาตามเก็บพระของท่านและขึ้นไปกราบท่านที่วัดอยู่เป็นประจำ”

เด็กหนุ่มจากอุดรฯ พูดถึงหลวงพ่อให้ผมฟัง ระหว่างนั่งรอหลวงพ่อที่ขณะนี้ท่านกำลังปลุกเสกอยู่ในพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของวัดแห่งหนึ่งใน กทม.

วันนี้เขายอมหยุดงานเมื่อทราบว่าหลวงพ่อจะมากรุงเทพ ซึ่งก็ไม่ใช่เขาคนเดียวครับ รอบๆ อุโบสถของวัดและศาลาที่พักสงฆ์ ยังมีลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่ทราบข่าวกำลังเฝ้ารอกราบท่านอีกหลายคน

เพื่อนรุ่นพี่ของผมที่มีอดีตเป็นนักล่าครูบาอาจารย์กล่าวว่า ประสบการณ์จากวัตถุมงคลของหลวงพ่อเจริญได้ทำลาย “กำแพงแห่งอคติ” ในเรื่องของวัยลงอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะในสังคมไทยที่คนส่วนมากยังมีความเข้าใจว่าพระเกจิอาจารย์ที่ปลุกเสกวัตถุมงคลได้ขลังควรจะต้องเป็นพระที่มีอายุสูงวัยเท่านั้น

เพราะอักขระทุกตัวที่จาร คาถาทุกคำที่ว่ากำกับ รวมไปถึงพิธีกรรมที่ครบถ้วน ไม่เพียงแต่บ่งบอกถึงความชำนาญและความมั่นใจเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังและอำนาจจิตที่เข้มแข็งจนสามารถแปรสภาพของแผ่นโลหะหรือมวลสารต่างๆ ให้กลายมาเป็นวัตถุมงคลชั้นดีขึ้นมา

แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่ากว่าหลวงพ่อจะมาถึงจุดนี้ ท่านได้อุทิศเวลาเกือบทั้งชีวิตเพื่อศึกษาและนำมาทดสอบจนเป็นที่ประจักษ์ว่านี่แหละคือ “ของจริง” ที่สามารถพิสูจน์ได้ ก่อนจะสร้างขึ้นมาเพื่อมอบให้ลูกศิษย์ไปบูชา

วันนี้หลวงพ่อได้เมตตาย้อนไปยังวันคืนของอดีต

ขยับเข้ามาใกล้ๆ ครับ หลวงพ่อกำลังจะเล่าให้พวกเราฟัง

พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต) ท่านมีชื่อเดิมว่า “เจริญ” นามสกุล “สารักษ์” เกิดเมื่อวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๐๕ ณ บ้านหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันท่านอายุ ๕๑ ปีครับ

โยมบิดาของท่านชื่อ “สงวน สารักษ์” มีเชื้อสายเป็นลูกหลานของ “หลวงปู่บุญมา ฐิตเปโม” พระอริยสงฆ์แห่งวัดสิริสาลวัน จังหวัดหนองบัวลำภู ส่วนโยมมารดาชื่อ”ฮวด โคตรวิท” หลวงพ่อมีพี่น้อง ๑๐ คน เป็นชาย ๘ คน หญิง ๒ คน หลวงพ่อเป็นลูกคนที่ ๖ ของครอบครัวครับ

ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านค่อนข้างจะต่างจากเด็กๆ ในวัยเดียวกัน ตรงที่ท่านมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะบวชและชื่นชอบในเรื่องของคาถาอาคม ดังนั้นในทันทีที่ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ท่านก็ได้เริ่มเดินตามความต้องการของชีวิต คือการศึกษาและหัดเขียนคัมภีร์ใบลานด้วยอักษรธรรมกับ “ญาท่านพุธ” วัดบ้านหนองไหล จังหวัดอุบลราชธานี จนมีความแม่นยำในระดับหนึ่ง

ชะรอย “ญาท่านพุธ” จะมองเห็นความสามารถที่แฝงอยู่ในตัวของสามเณรน้อย ท่านจึงได้ให้คำแนะนำพร้อมกับส่งสามเณรเจริญไปเรียนวิชาด้านคงกระพันกับ “พ่อท่านใหญ่จารสอน” แห่งบ้านหนองไหล และไปต่อยอดที่ “พ่อใหญ่ดี พูนเพิ่ม” ฆราวาสจอมอาคมที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “ปราชญ์ชาวบ้าน” ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องของ “อักษรธรรม” ครับ

จะว่าไปแล้วเรื่องของตัวหนังสือกับเด็กๆ นี่ต้องบอกว่าเป็นยาขมเลยครับ ยิ่งเป็นตัวอักษรธรรมอย่าว่าแต่เด็กเลยครับ แม้แต่ผู้ใหญ่บางคนถึงกับถอดใจ แต่สำหรับสามเณรเจริญแล้ว ที่ว่ารสชาติขมๆ อย่างนี้แหละ มันคือขนมหวานดีๆ นี่เอง ยิ่งมาได้ “พ่อใหญ่ดี พูนเพิ่ม” เป็นผู้ตักใส่ถ้วยพร้อมกับป้อนถึงปาก

ในเวลาไม่นานนักสามเณรเจริญก็สามารถอ่านและเขียนอักษรธรรมล้านนา อักษรธรรมไทยน้อย ได้อย่างแตกฉานจนสามารถที่จะนำตัวอักษรธรรมเหล่านั้นมาจารลงในใบลานได้อย่างสบายๆ

 “บวชเณรไม่ถึง ๒ พรรษาก็จารใบลานได้แล้ว”

หลวงพ่ออมยิ้มก่อนขยายความในเรื่องอานิสงส์ของการจารใบลานว่า

“จารอักษรธรรม ๑ ตัวเทียบเท่ากับสร้างพระพุทธรูป ๑ องค์ อันนี้เป็นความเชื่อของคนอีสานและคนลาว เพราะทั้งสองประเทศนี้มีความเชื่อและวัฒนธรรมที่ไม่แตกต่างกันมากนัก

การจาร การคัดลอกคัมภีร์โบราณถือเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา อานิสงส์มีสูง ส่งเสริมให้เป็นผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด”

ท่านว่าประโยชน์ของการอ่านตัวอักษรธรรมในคัมภีร์โบราณและการจารอักษรธรรมลงในใบลาน ทำให้เราทราบถึงเรื่องต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต รู้ถึงความทุกข์ ความสุขของผู้คนโบราณ เรื่องนี้ถือเป็นประสบการณ์และเป็นข้อคิดสำหรับชีวิตเลยทีเดียว

ซึ่งท่านเองก็ไม่ปฏิเสธว่าหลายๆ ครั้ง ท่านก็ได้แง่คิดและมุมมองที่ดีจากคัมภีร์โบราณ ยิ่งในยามที่ท่านกำลังดื่มด่ำกับการจารใบลาน พุทธิปัญญาที่ผุดขึ้นมา ทำให้ท่านทราบถึง “ความลุ่มลึก” ของคัมภีร์ที่ได้ถูกซ่อนเร้นเอาไว้อย่างแยบยล อันเป็นภูมิปัญญาของบรรพชนแต่โบราณครับ

ในประเด็น “ความลุ่มลึก” ของคัมภีร์โบราณนั้นหลวงพ่อท่านว่านั่นแหละคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ท่านสนใจ

“ในคัมภีร์จะบันทึกเรื่องราวต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้น.. เหตุการณ์ ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรม เรื่องเหล่านี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ เป็นความเชื่อ เป็นข้อห้าม อย่างเช่นมนุษย์เกิดมาจากไหน โลกเราเกิดมาได้อย่างไร คัมภีร์หรือตำราบางเล่มก็จะเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่นพระไตรปิฏก

บทสวดหรือตัวคาถาต่างๆ ส่วนมากก็ดึงเอาบางช่วงของคำสอนออกมา คำสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งใหญ่ เวลาสวด สิ่งไม่ดี ผีร้าย อันตรายต่างๆ ไม่สามารถเข้ามาใกล้ๆ ได้ เมื่อเรารู้ความหมาย ทราบเคล็ดลับ ตีความแตก พิสูจน์กันเลย สมัยก่อนทดลองกับตัวเอง ตอนนี้มีตัวช่วยแล้ว”

ตัวช่วย?

ผมทวนคำพูดของหลวงพ่อ

ท่านพยักหน้าแทนคำอธิบาย

เสียงเด็กวัดหัวเราะกันเบาๆ ทำให้ผมทราบว่าตัวช่วยที่หลวงพ่อพูดนั้นหมายถึงใคร

“ถ้าในตำราเขาบันทึกไว้ว่า เมื่อเขียนอักขระสี่ตัวนี้ลงบนแผนโลหะจะกันปืนไฟได้ มันก็ต้องกันได้   ถ้าตำราบันทึกว่าให้เขียนอักขระห้าตัวนี้ลงบนร่างกายพร้อมสาธยาย จะสามารถสั่งให้คนที่ถูกเขียนทำอะไรก็ได้

สั่งให้วิ่งก็ต้องวิ่ง สั่งให้นอนก็ต้องนอน ลองถามพวกนี้ดูได้(เด็กวัด) ว่าวิ่งรอบวัดกันมาแล้วคนละกี่รอบ หรือโยมต้องการจะลองวิ่งดูบ้างไหม”

ผมนั่งเงียบ

เด็กวัดนั่งยิ้ม

หลวงพ่อบอกว่า อย่าเชื่อที่เขาพูดมากนัก ตัวท่านเองไม่ได้เก่งหรือเป็นผู้วิเศษวิโสมาจากไหน ที่พอมีวิชากับเขาบ้างเกิดขึ้นจากท่านมีใจรักและรู้จักตัวเองว่าจะต้องทำอย่างไร ถึงจะสามารถเข้าถึงวิชาเหล่านั้น

ท่านว่าจากการศึกษาข้อความในคัมภีร์ทำให้ท่านพอที่จะมีความรอบรู้ค่อนข้างหลากหลาย เช่นธรรมะ ยาแผนโบราณ ดวงชะตา อักขระเลขยันต์ ฯลฯ ซึ่งคัมภีร์หรือตำราต่างๆ เหล่านี้ ท่านว่ามีพลังของความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจ เราก็จะสามารถดึงพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่ครูบาอาจารย์แต่โบราณท่านได้รจนาไว้ออกมาได้

“ศาสตร์โบราณทุกศาสตร์ต้องมีครูทั้งนั้น การจะไปเรียนต้องทำตามธรรมเนียมของเขา เคารพครูก็เท่ากับเคารพวิชา”

ฟังแล้วได้ใจครับ เพียงคำว่า “เคารพครูเท่ากับเคารพวิชา” ถือได้ว่าเป็นการสะท้อนภาพตัวตนของหลวงพ่อได้เป็นอย่างดี คำพูดของท่านทำให้พวกเราทราบว่า ความกตัญญูกตเวที ความอ่อนน้อมถ่อมตน ที่ค่อนข้างขาดพร่องไปจากสังคมสามารถเติมเต็มได้ที่วัดแห่งนี้ครับ

อย่างไรก็ตามเบื้องหลังความขลังนั้น ท่านว่ามิใช่เกิดจากการศึกษาเฉพาะในตำราเท่านั้น เพราะโลกของไสยศาสตร์เป็นโลกที่มีมิติทั้งลึกและกว้าง ดังนั้นนอกจากท่านจะต้องฝึกฝนเคี่ยวกร่ำตัวเองอย่างหนักแล้ว ท่านต้องยอมแลกระหว่างความสุขในวัยเด็กกับการออกเดินทางไปตามวัดหรือสถานที่ต่างๆ เพื่อหาครูบาอาจารย์สอนเพิ่มเติม

ท่านได้ให้แง่คิดกับพวกเราว่า วิชาบางอย่างท่านเรียนและฝึกฝนอย่างหนักแต่ถึงบทต้องทำจริงๆ ท่านกับทำไม่ได้ ดังนั้นครูบาอาจารย์ที่สามารถทำได้ ท่านจะต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากแค่ไหน ท่านว่ากว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นครูบาอาจารย์ของผู้คนไม่ใช่เรื่องง่าย

ผมส่งภาพถ่ายพระสูงวัยองค์หนึ่งให้ท่านดู

“หลวงปู่โถน พระครูสถิตธรรมรัตน์ อาจารย์ของเรา เราไปหาท่านตั้งแต่เป็นเณร ไปถึงตัวก็กราบที่ตักขอเรียนวิชาเลย หลวงปู่งงมาก เราเลยจารใบลานให้ท่านดู ท่านบอกให้เขียนอะไร เราเขียนได้หมด ท่านก็เลยรับเป็นศิษย์สอนวิชาทำตะกรุดหกกษัตริย์ ตะกรุดกบตายคารู ทุกอย่างที่ท่านมีเราเรียนมาหมด”

หลวงปู่โถน อดีตเจ้าอาวาสวัดเรียบทายราม บ้านโสกแจ อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งของพื้นที่ครับ

เล่ากันว่าในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ วันหนึ่งท่านได้อาศัยรถสองแถวจากในเมืองเพื่อเดินทางกลับวัด คนขับรถนิมนต์ให้ท่านขึ้นนั่งข้างหน้า แต่ท่านไม่ยอมนั่งและขอยืนอยู่หลังรถ ไม่ยอมเข้าไปข้างในเนื่องจากมีผู้หญิง

พอรถวิ่งออกไปได้สักระยะหนึ่ง รถก็ต้องหยุดกะทันหันโดยที่คนขับไม่ได้แตะเบรกเลย ครั้นพอคนขับรถลงมาดูก็พบหลวงปู่โถนนอนอยู่บนถนน โดยผ้าจีวรของท่านไปพันอยู่กับล้อรถ และตัวท่านเองก็ไม่ได้รับอันตรายใดๆ

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ผู้คนต่างตามไปขอจีวรของท่านที่วัดกันอย่างมากมาย ชาวกุดจับเรียกจีวรที่ได้รับจากท่านว่า “จีวรตกรถ” สำหรับวัตถุมงคลที่มีชื่อเสียงของท่านอีกประเภทหนึ่งคือตะกรุดชนิดต่างๆ โดยเฉพาะ “ตะกรุดกบตายคารู” ที่มีกรรมวิธีการสร้างค่อนข้างพิสดารและมีประสบการณ์ออกแนว “เหนียวสุดๆ” ซึ่งสามเณรเจริญก็เป็นกำลังสำคัญในการทำตะกรุดของหลวงปู่โถนด้วยครับ

นอกจากหลวงปู่โถนแล้ว พระอาจารย์อีกองค์หนึ่งที่สามเณรเจริญได้ถวายตัวเป็นศิษย์คือ “พระอาจารย์สมพงษ์” (พระธรรมสังวร) วัดพระพุทธบาทบัวบก อำเภอบ้านผือ

ท่านเล่าว่าพระอาจารย์สมพงษ์เป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งมากๆ สำเร็จวิชาทำตะกรุดโทนและการรักษาผู้ที่ถูกมนต์ดำเข้าทำร้ายจนหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“อาจารย์สมพงษ์นี่ ใครมาขอตะกรุด ท่านเขียนให้ทันที ท้าลองฟันกันได้เลย ผีเข้า เจ้าสิงมาเจอท่านนี่กระเจิงหมด ท่านมีวิชาดี”

หลวงพ่อเจริญ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย (ปัจจุบันอำเภอบึงกาฬได้รับการยกฐานะให้เป็นจังหวัดบึงกาฬ) เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ครับ โดยมี “ท่านพระครูสิริธรรมวัฒน์ (หลวงพ่อทองพูล สิริกาโม)” เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ฐานยุตโต” สังกัดคณะธรรมยุต

ท่านเล่าว่าหลังจากอุปสมบทเรียบร้อยแล้ว ท่านได้ไปอยู่จำพรรษากับ “พระญาณสิทธาจารย์” (หลวงปู่เมตตาหลวง) ณ วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งหลวงปู่เมตตาหลวงท่านก็เมตตาสมชื่อครับ เพราะท่านได้ถ่ายทอดวิชาเมตตาหลวง วิชาลงตะกรุดโทนและสอนในเรื่องของธาตุทั้งสี คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อันเป็นหัวใจของการสร้างวัตถุมงคล

ครับ..หลายชั่วโมงในเรื่องของข้อมูลเบื้องต้นที่ผ่านการเล่าอย่างออกรสด้วยภาษาอีสานผสมภาษากลางและบทสนทนาที่ค่อนข้างกระชับ ช่วยให้พวกเรารู้จักหลวงพ่อดีขึ้นครับ

อย่างเช่นในเรื่องของวิชาอาคม ท่านก็มีครูบาอาจารย์เป็นร้อยครับ เล่ากันเป็นวันๆ ก็ไม่จบ เฉพาะแค่เรื่องการสืบวิชาอีสานโบราณ “ผึ้งพัน น้ำมันหมื่น” ผมฟังแล้วประมาณว่าถ้าให้เขียนอธิบาย กว่าจะเขียนจบผมคงจะหมดลมเสียก่อน

เอาเป็นว่าวิชาต่างๆ ที่ท่านศึกษามามีครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดให้สองอย่างครับ หนึ่งคือครูบาอาจารย์ที่เราเห็นๆ กันอยู่ สองคือครูบาอาจารย์ที่มาจากอีกมิติหนึ่ง

อย่างเช่นที่ท่านเสกเหรียญหลวงพ่อทวดให้พวกเราครั้งนี้ ท่านก็ใช้วิชาที่หลวงพ่อทวดได้สอนให้ท่าน เรื่องค่อนข้างยาวครับแต่สามารถสรุปใจความได้ว่า หลวงพ่อได้ประสบอภินิหารของหลวงพ่อทวดชนิดจำฝังใจ เวลาปลุกเสกวัตถุมงคลในรูปหลวงพ่อทวด ก็จะมีเสียงกระซิบนิรนามมาบอกคาถา

หรือพระคาถาขอมดำดิน ที่ผู้ชายมีผ้ามวยผม ไม่ได้ใส่เสื้อโผล่ขึ้นมาจากดินแค่ครึ่งตัวและบอกว่าเขาคือ “ขอมดำดิน” พร้อมกับมอบคาถาให้ท่าน ก่อนจะดำดินหายไป ต่อมาท่านได้ทดลองวิชานี้และได้พบกับความศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือที่มาของเหรียญมากประสบการณ์รุ่นที่ชื่อว่า “ขอมดำดิน” ครับ

ซึ่งผมเชื่อว่าใครที่ได้ฟังหลวงพ่อเล่าเพียงอย่างเดียวจะต้องเกิดปริศนาขึ้นในใจ แต่ถ้าฟังแล้วคิดแบบองค์รวมเข้ากับวัตถุมงคลของท่าน เช่น เหรียญ ๑๕ พระคาถาเทวดาถวาย เหรียญเทวานิมิต เหรียญขอมดำดิน พระยอดธง ฯลฯ จะรู้ว่าทั้งหมดนี้เกิดจากบารมีขององค์ท่านที่ผูกพันกับครูบาอาจารย์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ครับ

เรื่องประมาณนี้ ว่ากันแบบตรงๆ “เท็จหรือจริง ยากจะพิสูจน์” แต่ถ้าว่ากันในเรื่องของความศรัทธาแล้ว ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เสมอไปครับและผมก็เชื่อว่าคงมีคนอีกหลายๆ คนเต็มใจที่จะให้เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เล่าขานต่อๆ กันมาและพร้อมที่จะเป็นผู้เล่าต่อๆ กันไปครับ โดยเฉพาะหลวงพ่อเองท่านก็ได้ปรารภว่า เรื่องแบบนี้ใครจะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อท่านก็ไม่ว่า แต่ตัวท่านเองเชื่อสนิทใจ

“มันเป็นเรื่องที่ลึกเหนือสมมุติ เป็นเรื่องที่รับรู้ได้เฉพาะบุคคล ไม่สามารถบอกเล่าต่อกันให้เข้าใจได้ มันต้องลงมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น”

ครับ คนที่เปิดใจและคอเดียวกันพูดคำเดียวก็ต่อกันได้ติด คนที่ไม่เข้าใจ พูดให้ตายก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง

ผมเรียนถามท่านว่า ทำอย่างไรหรือมีเงื่อนไขอะไรที่จะช่วยปรับให้เข้ากันได้?

“ต้องมีความเชื่อ ศรัทธาและจิตใจเดียวกัน ของแบบนี้ ศาสตร์แบบนี้เป็นเรื่องเก่า เป็นเรื่องที่คนโบราณได้สร้างสมเอาไว้ คนรุ่นใหม่เมื่อมาศึกษา บางคนก็เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่ดี ก็ไปด้วยกันได้ บางคนก็ว่ามันไม่ดี ไม่ใช่ทางของเขา เขาก็จะผ่านเลยไป”

ท่านว่าคำตอบนี้ไม่ได้ใช้ตอบเฉพาะแค่ไสยศาสตร์หรอกครับ มันใช้ตอบเรื่องต่างๆ ได้อีกมากมาย อย่างเช่นการคัดลอกคัมภีร์โบราณด้วย “อักษรธรรม” ลงในใบลาน ท่านไม่ได้มองว่ามันจะเป็นการสร้างชื่อเสียงหรือสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง

ท่านทำเพื่ออนุรักษ์เรื่องราวของข้อความในคัมภีร์โบราณที่กำลังจะหายไป ทำเพื่อให้คนเห็นคุณค่าของวัฒนธรรม ท่านว่ามันเหมือนกับการเป็นตัวเชื่อมให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นความงดงามในอดีต

“เขียนไปเขียนมามันก็ทำให้เราซึบซับคุณค่าเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  อย่างการเส็งกลองกิ่ง ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ชาวอีสานเคยมีมา คือมันมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมและคนที่เห็นค่าของมัน”

เหมือนมีพรายกระซิบ เพราะหลวงพ่อยิ้มน้อยๆ ก่อนอธิบายข้อสงสัยในใจของพวกเราว่า “เส็งกลองกิ่ง” เป็นประเพณีปฏิบัติโบราณอย่างหนึ่งที่ชาวอีสานนิยมละเล่นและแข่งขันกันในงานบุญ

"เส็ง" หมายถึงการแข่งขัน

“กลองกิ่ง” เป็นกลองที่จัดทำขึ้นมาเพื่อตีประโคมให้เกิดเสียงดัง ต่อมาได้มีการนำมาประชันหาความเด่นว่ากลองคู่ใดจะมีเสียงดังกว่ากลองอื่นๆ จนเกิดเป็นการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะเอาชื่อเสียงให้กับวัดหรือหมู่บ้าน

ต่อมาเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่คนส่วนมากนิยมกราบพระตามหน้าเวปมากกว่าจะเข้าวัดทำให้ประเพณีดังกล่าวได้ถูกลืมเลือนจนเกือบจะสูญพันธ์ โชคดีที่หลวงพ่อเจริญท่านได้เข้ามาช้อนอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเก่าที่ไม่เห็นคุณค่าได้ชม ได้ศึกษากัน

ผมแอบกระซิบกับพี่มือกลองที่นั่งข้างๆ ว่า เวลาทำกลองหลวงพ่อเสกกลองด้วยหรือเปล่า

”สงสัยจะเสกทั้งกลองเสกทั้งคนเพราะไม่ว่าจะตีเท่าไรก็ไม่หมดแรงสักที”

คำตอบนี้เรียกเสียงคิกคักได้รอบวง ยกเว้นหลวงพ่อที่นิ่งเงียบก่อนอธิบายเป็นฉากๆ ว่า

“พูดไปเรื่อย จริงๆ แล้วก่อนที่จะให้ใครตีกลอง ต้องทำให้เขามีใจก่อน คือเขาจะต้องมีความรู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้เขารู้จักมันมากขึ้น

คำตอบคือต้องให้เขารู้จักมันตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มันยังเป็นแค่ไม้ท่อนหนึ่ง นำมาทำเป็นตัวกลอง ช่วยกันขึงกลอง ร้อยเชือก ตรึงเชือก ขันเชือก ถ้าเขาไม่รู้สึกเหมือนที่เรารู้สึก มันจะทำงานยาก เพราะเรื่องแบบนี้มันต้องใช้ใจทำ”

ผมไม่แปลกใจเลยครับที่เห็นภาพของหลวงพ่อกับบรรดาลูกศิษย์ต่างร่วมแรงร่วมใจกันทำงานทั้งวัด ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกคัมภีร์ การทำกลอง ตลอดจนถึงกิจกรรมต่างๆ ของทางวัด เพราะหลวงพ่อท่านสอนและฝึกให้ลูกศิษย์ของท่านหัดใช้ใจเป็นตัวนำทางไปสู่จุดหมายนี่เอง

อย่าได้มองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจากความศรัทธาในใจของทุกคน ผมว่ามันคือปัจจัยที่ทำให้ วัฒนธรรม ประเพณี สังคม ดำรงอยู่ได้

ครับ...ในวันที่โลกหมุนอย่างรวดเร็วจนเราต้องวิ่งตามให้ทันโลก ผู้คนจำนวนมากสนใจและมุ่งมั่นต่อวิทยาการที่ก้าวหน้า เพื่อนำพาตัวเองไปสู่ความทันสมัยโดยไม่สนใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่มันจะผิดศีลธรรมหรือเปล่า

พวกเขาคงลืมไปแล้วว่า “ปู่สังไกยสา” และ “ย่าสังไกยสี” สามีภรรยาที่สร้างสรรพสิ่งในโลก ได้สั่งสอนให้มนุษย์โลกไว้ว่า

“ให้มนุษย์โลกตั้งตนอยู่ในศีล หมั่นสร้างกุศลบำเพ็ญภาวนา เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์  และถ้าหากใครอยากจะไปเกิดอยู่ในนรกอเวจี ก็ให้สร้างกรรมเวร จะได้จมอยู่ใต้นรกอเวจี”

ไม่แน่นะครับ เมื่อวันหนึ่งมาถึง วัดโนนสว่างแห่งนี้อาจจะเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้อันสำคัญ ให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นคว้ากันอยู่ว่า “ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร” นั้น

คนโบราณเขารู้กันมาตั้งนานแล้วว่าเกิดจากสองสามีภรรยาที่ชื่อ “ปู่สังไกยสา” และ “ย่าสังไกยสี”

หรือวัดโนนสว่างอาจจะเป็นสถานที่ให้คนรุ่นต่อไปเห็นหน้าตาของเรื่องราวโบราณต่างๆ เช่นคาถาอาคม คัมภีร์โบราณ การเส็งกลองกิ่ง ฯลฯ

ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้ได้ถูกเพาะปลูกและงอกงามอยู่ภายในวัดโดยมีหลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโตและบรรดาลูกศิษย์ เป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่ถูกแฝงไว้ในโลกที่หมุนเร็วใบนี้

ถึงตอนนี้ หากมีใครถามว่าผมรู้จักหลวงพ่อเจริญไหม ผมจะพยักหน้าแทนคำตอบ....สวัสดีครับ

กราบขอบพระคุณ ท่านพระครูพิพัฒน์วิทยาคม (หลวงพ่อเจริญ ฐานยุตโต)ที่เมตตาให้ข้อมูลและอนุญาตให้นำเสนอ/ขอบพระคุณ พี่ธวัชชัย ธรรมรังสี ที่กรุณาอำนวยความสะดวกและอนุญาตให้ใช้ภาพจากเวปไซด์วัดโนนสว่าง/คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่ายสวยๆ คุณสมบูรณ์ ร้านนายอ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่ส่งมาให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
คนน้ำเงิน วันที่ : 22/02/2013 เวลา : 01.29 น.

ลูกรักมาเขียน ก็ต้องตั้งใจอ่านกันหน่อย

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
sunsmile วันที่ : 26/11/2012 เวลา : 12.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suntawanyim

สวัสดีครับ โลโก้ใหม่น่ารักดี
หายไปนานวันนี้โชคดีได้แวะมา
ได้คำดีดีมีคุณค่า.....ใช้ใจเป็นตัวนำทางไปสู่จุดหมาย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
หมูตู้ วันที่ : 04/11/2012 เวลา : 21.31 น.

พระดีสายอิสานรูปหนึ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
musachiza วันที่ : 19/10/2012 เวลา : 12.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

เรียบเรียงเรื่องเป็นลำดับดีครับ
เป็นเรื่องราวเอกสารที่ลำ้ค่าของแผ่นดินไทยเชียวนะครับ
กับงานบันทึกเหล่านี้
สบายดีนะครับคิดถึงอยู่นะครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
chailasalle วันที่ : 06/10/2012 เวลา : 20.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

นักเลงนี่ เหนียวๆๆ นี่ชอบครับ อิอิ อ่านแล้วประทับใจมากพระดีดี มีอีกมากขอบคุณที่นำมาให้ทราบ ขอโหวตให้เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
เบญจพร วันที่ : 01/10/2012 เวลา : 23.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/benjaporn



กราบนมัสการ...พระเดชพระคุณหลวงพ่อเจ้าค่ะ
ขอบคุณสำหรับหลายเรื่องราว ที่ได้ถ่ายทอดออกมาให้ได้ทราบ
ท่านมีเมตตาสูง ให้กับศิษย์ทุกคน โดยเฉพาะท่านมีให้กับคุณศิษย์กวง
เป็นกำลังให้ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 01/10/2012 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

สุดยอด ครับ
มาอ่านทุกที
ได้ รู้จัก
พระสุปฎิปัณโณ เพิ่มขึ้นทุกครั้ง

ขอบคุณมาก ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
อินทรีย์ภูเขา วันที่ : 01/10/2012 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nun2504
ธรรมทั้งหลาย ล้วนไม่เที่ยง


“ให้มนุษย์โลกตั้งตนอยู่ในศีล หมั่นสร้างกุศลบำเพ็ญภาวนา เพื่อจะได้ไปเกิดในสวรรค์ และถ้าหากใครอยากจะไปเกิดอยู่ในนรกอเวจี ก็ให้สร้างกรรมเวร จะได้จมอยู่ใต้นรกอเวจี”

...พระศาสดาไม่ได้สอนให้ ปฏิบัติเพื่อไปเกิดในสวรรค์ แต่สอนให้พ้นทุกข์ และหัวใจของพุทธศาสนาคือ อริยสัจสี่..
ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ...
***สถานที่ใดสอน มรรค แปด สถานที่นั้นคือสอนตามพุทธวจน..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
pook วันที่ : 01/10/2012 เวลา : 04.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pook17
 Never complain. Never explain.

สะระตี่เหมือนเดิม สาธุ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2012 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]