• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2223259
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพุธ ที่ 20 มีนาคม 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 19446 , 22:10:42 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ศรทอง , opads และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

ยังกิญจิ สมุทยธัมมัง  

สัพพันตัง นิโรธธัมมัง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา

โดยส่วนตัวแล้วผมมีความเชื่อว่าคนเราจะได้พบหรือคบหากันได้นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพียงแต่ว่ามันจะเริ่มอย่างไรหรือดำเนินไปแบบไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยเอื้อต่างๆ ที่ปฏิบัติต่อกัน บางคนแค่พบหน้าทักทายแล้วก็หายจากกันไปชั่วชีวิต บางคนเมื่อได้รู้จักก็ถูกชะตาคบหากันไปทันทีตลอดชีวิต

หลายสิบปีก่อนพวกเราเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ ที่สนใจเรื่องพระและเริ่มค้นหาด้วยการอ่านหนังสือ ไม่มีใครรู้ว่าความบ้าปนความเชื่อมั่นตามประสาเด็กๆ จะนำพาพวกเราออกไปสู่โลกกว้างและเจอกับอะไรมากมายในทุกวันนี้

ครับ ชีวิตคนถ้าคิดว่ายากก็ยาก ถ้าคิดว่าง่ายก็ง่าย มันอยู่ที่วิธีคิด วิธีการและวิถีของชีวิต

ผมได้พบพ่อท่านผอมครั้งแรกที่ศาลาปลายทาง (ศาลาตั้งศพ) วัดไทรขาม อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ต้องขอบคุณเจ้าเพชรน้องชายตัวแสบที่นำทางเราเข้ามา วันนั้นพวกเรานำเหรียญหลวงพ่อทวดที่สร้างแจกทหารไปขอเมตตาจากท่าน

การมาเยือนของพวกเราสร้างความแปลกตาให้กับชาวบ้านที่มานั่งจับจองพื้นที่ในศาลากันอย่างมากหน้าหลายตา ความประทับใจแรกเกิดขึ้นทันทีที่ผมเห็นชาวบ้านกุลีกุจอเข้ามาช่วยยกของและนั่งกันด้วยอาการสงบในขณะที่พ่อท่านผอมกำลังปลุกเสก

หลังจากทุกอย่างสงบและเริ่มเข้าสู่หมวดธรรมะ ผมเห็นชาวบ้านบางคนจับกลุ่มคุยเรื่องคณิตศาสตร์กันอย่างออกรส บรรยากาศง่ายๆ ท่ามกลางแห่งวิถีชนบทและความเป็นกันเองของทุกคน ทำให้ผมรู้สึกสนุกเหมือนว่าตัวเองจะเป็นส่วนหนึ่งของวงสนทนานั้น ทั้งๆ ที่ผมเองยังไม่รู้เลยว่าที่พวกเขาคุยมันคือเรื่องอะไร

จะหันไปพูดกับใครก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามาต่างถิ่นต่างภาษาก็เป็นแบบนี้เอง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องหรือปัญหาใหญ่โตอะไรครับเพราะเพียงน้ำใจไมตรีของชาวบ้านเหล่านั้นมันก็เปรียบเสมือนภาษาที่บริสุทธิ์และความเข้าใจที่กังวานก้องในใจของผม

พ่อท่านผอม ถาวโร ท่านเป็นพระรูปร่างเล็กครับ ด้วยอายุที่มากถึง ๘๗ ปีทำให้ท่านดูท้วมขึ้นมากพอสมควรต่างจากภาพอดีตในหนังสือ  พระสูงวัยองค์นี้จะนั่งอยู่บนแคร่ไม้เล็กๆ และมักจะพูดจากับคนรอบๆ แคร่แบบดังๆ และตรงๆ

ถึงพวกเราจะแปลสำเนียงใต้ออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่เมื่อนำคำพูดของท่านยกขึ้นพิจารณาแบบองค์รวมแล้ว ผมว่าสิ่งที่ท่านกำลังบอกมันเป็นทั้งคำพูดและคำสอนที่แฝงและเปี่ยมไปด้วยความรู้ในเชิงวิชาการอันแหลมคมราวกับคนที่เรียนหนังสือมาสูงจนไม่น่าเชื่อว่าท่านจบแค่ชั้น ป.๔ 

นอกจากคำพูดแล้ว ทัศนะและความคิดเห็นของท่านที่มี ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกล สมแล้วกับที่ชาวบ้านเขาว่าพ่อท่านผอมไม่ใช่พระที่ยินยอมพ่ายแพ้แก่วันเวลาและโชคชะตาอย่างง่ายๆ

แววตาของท่านยามนี้ดูมุ่งมั่นยิ่งกว่าตอนเสกพระเป็นเท่าทบทวี คำถามที่ท่านปล่อยออกมาสู่พวกเราในแต่ละครั้งทั้งแม่นยำ หนักหน่วงและดุดัน จนพวกเราบางคนถึงกับอยากจะคลานออกนอกศาลา

“ทำอย่างไรถึงจะไม่ทุกข์ ?”

หรือ

“ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ความตายหาพบ ?”

หรือ

“ตายก่อนตายคืออะไร ?”

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ณ เวลานั้น เราได้คำสอนหรือบทเรียนอะไรบ้าง พวกเรารู้เพียงว่าพ่อท่านไม่ใช่แค่พระเกจิอาจารย์ธรรมดาๆ องค์หนึ่งอย่างที่พวกเราคิดแต่แรก ท่านเป็นพระที่พร้อมด้วยสมาธิและสติปัญญา

ความพร้อมดังกล่าวทำให้ท่านสามารถรู้ธรรมขั้นละเอียดอ่อนได้ไม่ยาก คำพูดของท่านเป็นคำสอนของชีวิต ที่สอนให้ผมได้รู้จักตัวเองมากขึ้น สอนให้ผมสนใจคนรอบข้าง สอนให้ผมสามารถพูดคุยและทักทายกับคนที่ไม่เคยรู้จักได้เหมือนคุ้นเคยราวกับรู้จักกันมานาน

ใครบางคนเคยบอกไว้ว่า เวลาแห่งความสุขนั้นมันแสนสั้น พอๆ กับการหายใจเข้าและหายใจออกเท่านั้น แต่บางทีมันก็ยาวนานพอที่จะสร้างความประทับใจและทำให้เราติดใจจนต้องหวนกลับมาสัมผัสมันอีกครั้ง ผมไม่ทราบว่าคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่สำหรับผมก็ยังคงยืนยันกับตัวเองว่า พ่อท่านผอม ยังมีความน่าสนใจอย่างอื่นที่ไม่น้อยไปกว่าความขลัง

เมื่อราว ๘๐ ปีก่อน ไม่มีใครในจังหวัดนครศรีธรรมราชรู้จัก “พ่อท่านผอม ถาวโร” เพราะในวันนั้นท่านยังเป็นเพียง เด็กชายผอม คงรอด บุตรชายคนสุดท้องลำดับที่ ๑๒ ของ “คุณพ่อช่วย-คุณแม่ปลีก คงรอด” ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๔๖๙ ณ ตำบลบางนบ อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนา ท่านเล่าว่าแม้ครอบครัวของท่านจะเป็นชาวนาที่หาอยู่หากินกันแบบวันต่อวัน แต่ทว่าพ่อและแม่ของท่านก็เลี้ยงดูลูกๆ ทุกคนด้วยความรักและเอาใจใส่

ในวันนี้ถึงความทรงจำในวัยเด็กของท่านจะไม่แจ่มใสเท่าใดนัก แต่ท่านก็ยังจำได้เสมอว่าท่านสนิทกับแม่มากกว่าพ่อที่ต้องออกไปทำงานทุกวัน ท่านเล่าว่า

โยมแม่ของท่านเป็นผู้ที่ศรัทธาและมั่นคงในเรื่องของบุญกุศล เมื่อเห็นว่าท่านสนใจและชอบในเรื่องของศาสนาจึงได้พาท่านไปฝากกับพ่อท่านแดง วัดบ้านราม ตั้งแต่อายุ ๗ ปี ต่อมาเมื่อท่านอายุครบ ๑๕ ปีและโตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว โยมแม่จึงอนุญาตให้ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร โดยตั้งความหวังให้ท่านเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเพื่อที่จะได้นำเอาหลักธรรมมาใช้ในชีวิตและ หากท่านประสงค์จะอุปสมบทก็ปรารถนาตั้งใจให้ท่านได้เป็นทายาทสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวต่อไป

พ่อท่านผอม อุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ วัดหัวลำภู ตำบลหัวไทร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๔๘๙ โดยมี พระปริยัติวโรปการ (หมุ่น ปุณณรโส) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์เจียม สีลสุวณโณ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ท่านเล่าว่าหลังจากอุปสมบทแล้วท่านจึงได้เรียนวิชากับ “พ่อท่านแดง วัดบ้านราม” อำเภอหัวไทร อย่างจริงจัง สมัยนั้นจังหวัดนครศรีธรรมราชมีพระเกจิอาจารย์ที่เก่งๆ หลายองค์ พ่อท่านแดงก็คือหนึ่งในบรรดาพระเกจิเหล่านั้น

แม้แต่พ่อท่านคล้าย วัดสวนขัน ผู้เป็นพระอาจารย์องค์หนึ่งของพ่อท่านแดง  ยังกล่าวยกย่องลูกศิษย์องค์นี้ว่าเป็นผู้ที่สำเร็จด้านกสิณไฟ โดยเฉพาะการเรียกลม เรียกไฟ พ่อท่านแดงได้แสดงให้พ่อท่านผอมเห็นประจักษ์แก่สายตานับไม่ถ้วน

“ชาวบ้านในละแวกนั้นนับถือและให้ความเคารพพ่อท่านแดงทั้งนั้น มีอยู่ครั้งหนึ่งไฟป่าลามจะเข้าถึงหมู่บ้าน พ่อท่านแดงออกไปโบกไม้โบกมือ สักพักก็มีลมมาพัดไฟให้ไปทางอื่น บางครั้งคนในหมู่บ้านทะเลาะกัน เขาก็จะมารับพ่อท่านแดงไปช่วยตัดสินไกล่เกลี่ย พ่อท่านแดงเหมือนเป็นที่รวมจิตใจของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้”

พ่อท่านผอมเล่าถึงหน้าที่ของพ่อท่านแดงที่มีต่อสังคมชนบทในช่วงเวลานั้นด้วยแววตาฉาบทาไปด้วยความปลาบปลื้ม

ท่านเล่าว่าในช่วงเริ่มต้นของชีวิตนักบวช ท่านได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่รับใช้และเรียนวิชากับพ่อท่านแดง การปฏิสัมพันธ์ระหว่างพระบวชใหม่กับพระอาจารย์ใหญ่ดำเนินไปด้วยความสนิทชิดเชื้อราวกับเป็นญาติพี่น้องกัน

พูดให้ง่ายๆ แบบเห็นภาพก็ต้องบอกว่าหากพระผอมเป็นผ้าขาวที่ถูกพับไว้ พ่อท่านแดงก็ไม่ต่างอะไรจากคนที่เข้ามาวาดเติมสีสันอันสวยงามลงบนผ้าผืนนั้น

พ่อท่านแดงจะสอนวิชาแบบค่อยเป็นค่อยไปพร้อมกับคอยสอดแทรกในเรื่องของสมาธิจิตเป็นพิเศษ คำสอนของพ่อท่านแดงที่ท่านจดจำมาสอนศิษย์ในทุกวันนี้คือ

“ใจเป็นรากฐาน  ใจเป็นประธาน สำเร็จด้วยใจ ชนะใจตัวเองไม่ได้ จะชนะใจเพื่อนได้อย่างไร”

ท่านว่าสิ่งที่พ่อท่านแดงสอนไม่ได้มีแค่วิชาหรือสมาธิเท่านั้น ท่านยังสอนถึงการปฏิบัติตน การดำรงชีวิตอยู่แบบเรียบง่ายและสันโดษ ซึ่งในวันนั้นตัวท่านยังมองไม่เห็นถึงคุณค่า แต่ในทันทีที่ท่านต้องรับนิมนต์ไปจำพรรษาตามวัดต่างๆ สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ท่านนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของความเป็นสมณะเพศผู้บรรลุถึงสัจธรรมแห่งการเป็นพระ

“พระแท้คือผู้ที่มีหัวใจว่างเปล่า ความว่างไม่ใช่ความทุกข์ หัวใจของพระพุทธเจ้าเขาว่า หัวใจของพระธรรมเขาว่า หัวใจของพระสงฆ์เขาว่า นี่หมายถึงพระพุทธจริง พระธรรมจริง พระสงฆ์จริง ไม่ใช่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปลอมๆ เหมือนอย่างที่เขาเอ่ยนามกัน ดังนั้นเราต้องดูที่คุณธรรม ดูที่ความว่างของท่าน”

แสงแดดกล้าในหน้าหนาวกับท้องฟ้าที่เป็นสีฟ้าสวย ว่ากันว่าการเปลี่ยนแปลงบนทางเดินของชีวิต ไม่เคยมีความสำเร็จอะไรที่ได้มาโดยไม่มีบททดสอบ

พ่อท่านบอกว่ามีอยู่เรื่องหนึ่งที่ท่านคิดและเชื่อมาตั้งแต่ตัดสินใจบวช คือการที่คนเราถ้าไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากแล้ว วันหนึ่งก็จะต้องได้ในสิ่งที่หวัง

พระผอมในยามนั้นได้ตกลงใจออกจาริกธุดงควัตร พร้อมกับความเชื่อมั่นในคุณของพระพุทธเจ้าและความมั่นใจในคาถาอาคมที่ตนเองร่ำเรียนมา ท่านว่าคาถาอาคมคืออาวุธของพระธุดงค์

“คนเราถ้าออกเดินและเดินไม่หยุด จะช้า จะเร็ว ก็ต้องถึงจุดหมายปลายทางแน่นอน ต่อให้ระหว่างทางจะเต็มไปด้วยอันตราย จะหนาว จะร้อนหรือจะมีอุปสรรคต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถหยุดเราได้ นอกจากเราจะหยุดตัวเราเอง”

ผมเรียนถามท่านว่า เหตุใดท่านถึงได้ตัดสินใจออกเดินธุดงค์?

“เราตัดสินใจตาย ตายจากความทุกข์ ตายจากกิเลส”

ย้อนหลังไปหลายสิบปีก่อน ครั้งที่นครศรีธรรมราชยังเต็มไปด้วยเรือกสวน พืชพรรณไม้และป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในวันนั้นป่าเขาลำเนาไพรยังคงเก็บงำความงามของธรรมชาติและอาถรรพ์ของป่าไว้อย่างอลังการ ชนิดที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปรุกล้ำหรือสำรวจค้นคว้า

ท่านใช้เวลาติดต่อกันหลายๆ เดือน หรือบางครั้งก็เป็นปีๆ  เดินธุดงค์ไปตามจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้จนถึงมาเลเซีย

ท่านว่าธรรมชาตินอกจากจะมีเสน่ห์แล้วธรรมชาติยังช่วยให้ท่านมีดวงตาเห็นธรรม เห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายๆ สิ่งที่น้อยคนนักจะได้พบเห็น

“หนังสือมีไว้เพื่อรู้  การฝึกฝนมีไว้เพื่อให้แจ้ง เราเดินอยู่ในป่า เราได้พิจารณาเห็นว่าใบไม้ทุกๆ ใบในป่า ไม่ได้มีแต่เฉพาะสีเขียว”

คำพูดสั้นๆ ตรงๆ ที่แฝงปริศนาธรรม ทำให้ผมได้คำตอบทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตั้งคำถาม

ลุงค่อกหนึ่งในลูกศิษย์ของพ่อท่านผอมเล่าถึงความประทับใจและเหตุผลที่ทำให้แกต้องติดตามท่านมาตลอดกว่า ๓๐ ปีว่า

หลังจากที่พ่อท่านผอมตกลงรับนิมนต์ชาวบ้านเข้ามาจำพรรษาที่วัดหญ้าปล้อง   ลุงค่อกได้เห็นถึงความสมถะและสันโดษของท่าน กล่าวคือพ่อท่านผอมเป็นพระที่ไม่ใส่เกือก ไม่มีย่าม ไม่มีสิ่งของอื่นใดมากไปกว่า กลด บาตร กาน้ำ

เวลามีคนมาถวายของไม่ว่าของนั้นจะมีค่าสักเท่าใด เมื่อมีคนมาขอท่านก็จะยกให้ไปทันที ไม่ว่าท่านจะจำพรรษาที่ไหนหรืออยู่วัดใด ท่านก็จะพักอยู่แต่ในเปลว (ป่าช้า) เท่านั้น และคุณธรรมเด่นชัดที่ลุงค่อก เห็นคือความกตัญญูต่อบุพการี

พ่อท่านผอมได้เดินทางไปรับโยมแม่ของท่านที่หัวไทรมาอยู่กับท่านที่วัดหญ้าปล้อง และตัวท่านเองก็จะออกบิณฑบาตเพื่อนำอาหารมาเลี้ยงโยมแม่ทุกวัน เบื้องต้นท่านจะเอาอาหารที่บิณฑบาตได้ให้โยมแม่ของท่านรับประทานจนอิ่ม หลังจากนั้นท่านจึงจะฉันต่อ  ลุงค่อกบอกว่าท่านปฏิบัติเช่นนี้ทุกวันไม่เคยขาดจนโยมแม่ของท่านถึงแก่กรรม

พ่อท่านผอมได้ทำการฐาปนกิจเก็บกระดูกโยมแม่ของท่านไว้ในบัวที่วัดหญ้าปล้อง ก่อนที่ท่านจะออกธุดงค์ไปจำพรรษายังวัดต่างๆ อีกหลายวัด ลุงค่อก เคยถามท่านถึงเรื่องนี้ ท่านบอกว่ามันเป็นเรื่องของการชดใช้กรรม ท่านเคยไปสร้างกรรม ณ สถานที่แห่งนั้น

สำหรับในเรื่องความขลังและบารมีแห่งธรรมของท่านนั้น ลุงค่อกบอกว่าเป็นที่สุด ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมีมากมายนับไม่ถ้วน และที่สำคัญคือไม่ใช่เพียงแกคนเดียวที่เคยประสบ ชาวบ้านทั่วไปแถบนี้เขาก็รับรู้กับทั่ว โดยเฉพาะเรื่องที่ท่านเป็นพระผู้มีวาจาศักดิ์สิทธิ์

แกเล่าว่าจากการติดตามพ่อท่านผอมมานาน ทำให้แกเห็นถึงความมหัศจรรย์ของพ่อท่านผอมที่บางอย่างก็สามารถอธิบายได้ แต่อีกหลายกรณีมันก็เป็นเรื่องที่ลึกลับซับซ้อนเหนือธรรมชาติโดยที่ตัวแกเองก็ไม่อาจหาเหตุผลได้ เช่น การย่นระยะทาง การรู้วาระจิต การกำบังตัว การเห็นท่านไปอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งที่เวลานั้นท่านก็นั่งคุยกับชาวบ้านอยู่ในวัด

คุณโรจน์-ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งที่มีกิจวัตรประจำวันยามค่ำคืนคือการนอนเฝ้าพ่อท่านผอม เขาเล่าว่าวันหนึ่งหลังจากเสร็จงาน เกิดอาการหน้ามืดและหมดสติ หลังจากฟื้นขึ้นมาก็มีอาการปวดท้องและศีรษะอย่างหนักจนแทบจะทนไม่ไหว อาการที่เกิดขึ้นได้สร้างความทรมานให้กับเขามาก

ญาติๆ พาเขามากราบพ่อท่านผอมเพื่อให้ท่านเมตตาช่วยรักษา เขาเห็นพ่อท่านผอมนั่งเงียบและจ้องหน้าอยู่พักใหญ่ ก่อนจะบอกให้เขาไปเอากระถางต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้านมาให้ท่าน

เมื่อกระถางต้นไม้ดังกล่าวถูกนำมาวางตรงหน้า พ่อท่านผอมได้สั่งให้ทุบกระถางต้นไม้นั้นทันที สิ่งที่ปรากฏในกระถางคือผ้าขาวที่ห่อกระดูกพ่อท่านผอมได้พรมน้ำมนต์และให้นำไปฝังไว้ในป่าช้าหลังกุฏิของท่าน หลังจากนั้นอาการปวดท้องก็หายเป็นปลิดทิ้ง

ทุกวันนี้เขาจึงใช้เวลาว่างที่เหลือมาเฝ้าปรนนิบัติพ่อท่าน ซึ่งการปรนนิบัติของเขาผมมองแล้วเห็นว่าถ้าไม่รักกันจริงก็คงทำไม่ได้แน่นอน

อย่างไรก็ตามครับ “คำว่าไม่มีศรัทธาก็อย่าหมายว่าจะเข้าถึง” ยังคงเป็นคำบอกเล่าที่อมตะ ซึ่งก็เป็นความจริงครับ เพราะต่อให้ดีแสนดี เก่งแสนเก่ง แต่มันก็เป็นการยากที่จะได้รับคำชื่นชมจากคนทุกหมู่เหล่า ในกรณีของพ่อท่านผอมก็มิได้แตกต่างกัน เพราะในชีวิตจริงของท่านต้องต่อสู้กับแรงเสียดสีและคำพูดดูถูกตลอดเวลา

เล่ากันว่าท่านได้รับก้อนอิฐก้อนหินมากกว่าดอกไม้และคำชมเชย แต่ท่านก็ยังอารมณ์ดีและไม่มีการโกรธแค้นเคืองใครท่านว่า คนเราได้ดีเพราะโดนด่ามีเยอะแยะไป ยิ่งเขาด่า เขาว่าในสิ่งที่เราไม่ทำยิ่งน่าหัวเราะ

“ทุกวันนี้คนที่เคยว่าท่าน  ให้ร้ายท่าน ตายกันหมดแล้ว”

คุณโรจน์กระซิบบอกผมเบาๆ พร้อมอธิบายขยายความต่อว่า

สมัยที่ท่านอยู่วัดหญ้าปล้อง ด้วยความที่ท่านเด่นด้านโชคลาภ จึงมีคนใจร้ายจับตัวท่านไปทำร้ายบ้าง ปล่อยข่าวว่าท่านสึกบ้าง ให้ข้อมูลในด้านลบตลอดเวลา จนท่านเบื่อจึงได้ย้ายออกไปจำพรรษาที่วัดอื่น คนพวกนี้ก็ยังตามไปรังควานอยู่ พูดให้ง่ายคือจะต้องล้มท่านให้ได้ 

คนรอบนอกที่ไม่รู้จริงก็พูดต่อกันไปเรื่อยๆ สุดท้ายไม่ว่าจะเป็นคนหนุ่ม คนแก่  เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย ที่ทำร้ายหรือให้ร้ายท่านก็ค่อยๆ ลาออกจากโลกมนุษย์ไปที่ละคนสองคน ส่วนมากแล้วก่อนไปก็จะนอนจมกองขี้กองเยี่ยวอย่างน่าเวทนาเกือบทุกคน

ผมรู้สึกดีที่ได้ฟังเรื่องที่คุณโรจน์เล่า เพราะถ้าเราไม่ได้เข้ามาสัมผัส ไม่ได้มาลงพื้นที่ เสพแต่ข้อมูลข่าวสารภายนอก บางสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกนึกคิดก็จะผ่านเลยไป และสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกดีใจมากก็คือ พ่อท่านผอมเป็นพระที่ไม่เคยตอบโต้หรือให้ร้ายแก่ใครเลย ท่านบอกคุณโรจน์ว่า ท่านยอมและพร้อมจะเป็นฝ่ายที่ถูกทำร้ายเสียเอง

“การนินทาว่าร้ายมันเป็นครู มันสอนให้เราอดทน ทนได้ก็สบายมาก พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญคนที่มีความอดทนเป็นอย่างยิ่ง ความอดทนคือขันติธรรม ทรงตรัสย้ำว่าการใช้ธรรมข้อนี้เป็นแกนกลาง ไม่ว่าจะทำอะไรก็ย่อมได้รับความสำเร็จ”

ครับ ความดีจะเอาชนะความชั่วและความจริงจะเอาชนะความเท็จได้ในที่สุด ถ้าเราอดทนพอ

ว่ากันว่าคำถากถางถือเป็นปฐมบทแห่งการเยาะเย้ยที่เข้ามากระทบความรู้สึก ในอีกทางหนึ่งมันก็เป็นการกระตุ้นเตือนใจให้มีความมุมานะต่อสู้ออกมาโดยไม่รู้ตัว พ่อท่านผอมตอบแทนคำสบประมาทด้วยความว่างและวางอย่างมีสติ

“คนเราเกิดมาเพื่อไม่ทุกข์   แต่ที่ทุกข์เพราะเราทำเอง  คนจนก็ทุกข์แบบคนจน   คนรวยก็ทุกข์แบบคนรวย เป็นเทวดาบนสวรรค์ยังหนีความทุกข์ไม่พ้นเลย”

แล้วเราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไรครับ?

“ไม่หลบมาเกิด”

พ่อท่านจะกลับมาเกิดอีกไหม?

“ถ้าดับไม่เหลือก็ไม่หลบมาเกิด ดับไม่หมดก็ต้องกลับมาเกิดอยู่นั่นแหละ”

คำพูดของพ่อท่านผอมทำให้เกิดรอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเรา มันเป็นความจริง มันเป็นสัจธรรมที่ชีวิตของเราทุกคนต้องวนเวียนซ้ำซากอยู่แค่นั้น  ไม่ว่าเราจะยืนอยู่บนส่วนไหนของโลก เราก็หนีไม่พ้นความสับสนวุ่นวาย

“เราตั้งใจแล้วว่าจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ดีที่สุด ทำจนสุดความสามารถ ตื่นเช้ามาอีกวัน ยังไม่ตายก็ต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด พรุ่งนี้อะไรจะเกิดขึ้นก็ทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

ดังนั้น “ทุกวันจึงเป็นวันที่ดีที่สุดเสมอ” ของพระอาวุโสวัย ๘๗ ปี

พ่อท่านผอม ถาวโร ท่านเป็นพระที่ไม่สะสมทรัพย์สมบัติใดๆ ท่านเมตตาปลุกเสกวัตถุมงคลบ้างตามสมควรแต่ก็ไม่บ่อยนัก ท่านไม่แสดงปาฏิหาริย์ ด้วยเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยให้คนพ้นทุกข์ได้ หากแต่ “ธรรมะ” ต่างหากที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริง

ทุกวัน พ่อท่านผอมยังคงนั่งอยู่บนแคร่เล็กๆ ในศาลาปลายทาง ผมเองก็ปากหนักลืมถามว่าแคร่ที่ท่านนั่งอยู่นั้น แต่เดิมมันถูกใช้ให้ทำงานอะไร แต่ในทุกวันนี้แคร่เล็กๆ เปรียบเสมือนเขตแดนของท่านที่ไม่มีใครกล้าเข้าไปล่วงล้ำ

คำสอนของท่านล้วนเกิดจากการปฏิบัติและการประพฤติด้วยตัวของท่านเอง ไม่มีสิ่งใดที่ผิดเพี้ยนหรือบิดเบือนไปจากคำสอนขององค์พระศาสดา ท่านว่าคนเราเกิดมาแล้วมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้ไม่นานนัก น่าจะทำอะไรที่เราทำแล้วมีความสุข

ไม่ใช่ความสุขที่เราได้เป็น

แต่เป็นความสุขที่เราได้ทำ

“นิพพานอยู่ในตัว ทำได้ไม่ยาก ที่ชอบพูดว่ายาก เพราะเราไม่ทำ”

พ่อท่านผอม ถาวโร สมณะผู้สมถะแห่งเมืองนคร...สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ คณะศิษย์พ่อท่านผอม / คุณเพชร-ร้านเพชรฉลูกัณฑ์ / คุณหมู นพดล / คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่ายสวยๆ เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
musachiza วันที่ : 06/04/2013 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/musachiza
Bin humzah

ตลุยลงใต้แล้วนะครับ หลังจากที่ตลุยภาคอื่นมาจนหมด

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
opads วันที่ : 06/04/2013 เวลา : 17.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

ขอบคุณ พี่ศิษย์กวง ที่ใช้ความเพียร ในการรวบรวมประวัติครูบาอาจารย์มาให้อ่าน ... นับถือ นับถือ นับถือ


ผมชอบตำรายา ระงับสรรพทุกข์ ของหลวงพ่อ เหมือนพี่ ชาย ...ลาซาล ครับ

ความคิดเห็นที่ 4 opads ถูกใจสิ่งนี้ (1)
chailasalle วันที่ : 24/03/2013 เวลา : 01.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

แหมตำหรับยาระงัยสรรพโรค นี่เด็ดขาดจริงๆๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
วานุราธ วันที่ : 22/03/2013 เวลา : 22.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/siramwanurat

สาธุ สาธุ สาธุ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
kaicpac วันที่ : 21/03/2013 เวลา : 07.41 น.


เยี่ยมไปเลยครับพี่...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
เบญจพร วันที่ : 21/03/2013 เวลา : 05.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/benjaporn

กราบพ่อท่านค่ะ
ประทับใจทุกครั้งที่ได้ไปกราบท่าน
ขอบคุณสำหรับข้อมูล คำสอนและนำพาให้ได้พบท่าน
เป็นกำลังใจให้เสมอค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            



[ Add to my favorite ] [ X ]