• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2292544
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันจันทร์ ที่ 15 กรกฎาคม 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 13374 , 02:37:36 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน opads , chailasalle และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สมัยที่อำเภอเคียนซายังคงมีสภาพที่เป็นทั้งป่าดงดิบและเป็นพื้นที่สีแดง ซึ่งเมื่อเทียบกับปี พ.ศ. ที่ผมเกิดแล้ว ผมเองยังคงเด็กอยู่มาก เด็กขนาดที่พูดได้ว่าการรับรู้เรื่องราวทางการเมืองการปกครองหรือวัฒนธรรมต่างชาติถือว่าจัดอยู่ในขั้นติดลบ

แต่ถ้าถามว่า “พื้นที่สีแดง คืออะไร?”

ชัดเจนครับ..

ผมสามารถตอบได้ตรงตามตัวหนังสือที่ได้เรียน

พื้นที่สีแดงคือพื้นที่ที่ทางการจัดอยู่ในเขตอันตรายจากภัยคอมมิวนิสต์และในพื้นที่แห่งนั้นก็เต็มไปด้วยมวลชนร่วมอุดมการณ์เดียวกันที่ต่างคนต่างละทิ้งถิ่นฐานหรือการศึกษาหันมาเข้าป่าจับปืน

โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่ส่งผลกระทบให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา นักวิชาการ ฯลฯ ต่างพากันหลบหนีออกจากเมืองหลวงและเข้าร่วมกับกองทัพปฏิวัติ

หลังจากการสอบวิชาสังคมศึกษาชั้น ป.๓ เสร็จ เรื่องราวเหล่านี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำของผม ซึ่งมันจะหายไปพร้อมกับการสลายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยหรือเปล่านั้น ผมเองก็ไม่สามารถตอบได้ เพราะตอนนั้นเรื่องแบบนี้ถือว่าห่างจากยอดมนุษย์น้อยอย่างผมมาก

จนเมื่อผมและเพื่อนๆ มีแผนงานเดินทางลงใต้เพื่อกราบไหว้พระกันตามประสาคนคอเดียวกัน ชื่อของ “พ่อท่านอิ้น ปภากโร” ได้ถูกนำขึ้นมาในฐานะพระเกจิอาจารย์รุ่นใหญ่ของสายวิชาไสยศาสตร์ภาคใต้ ๒ สาย คือ สายวัดพันธสีมาและสายวัดเขาอ้อ

ผมดีใจที่ตัวเองได้มีโอกาสไปกราบท่านถึงวัด เพราะนั่นหมายความว่าอานิสงส์ที่งอกขึ้นมาจากการได้กราบพระคือการที่ผมจะมีโอกาสเดินย้อยรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยไปยังสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยระอุและอบอวลไปด้วยไฟแห่งอุดมการณ์

สำหรับเรื่องของ ”พ่อท่านอิ้น” นั้น นอกเหนือไปจากข้อมูลที่ทราบว่าท่านเป็นพระที่เก่งและขลังแล้ว ประเด็นที่ผมให้ความสนใจมากเป็นพิเศษคือการที่ท่านเคยมีอดีตที่คลุกฝุ่น เป็นทั้งเสือร้ายและเป็นทั้งหัวหน้า ผกค.ในเขตอำเภอเคียนซา

แต่ต่อมาท่านได้กลับลำความคิดและผลิกบทบาทมาเป็นพระสงฆ์ผู้ที่มีแต่ความเมตตาและสงเคราะห์โลก  ด้วยการน้อมนำเอา “หลักคำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ในเรื่องของ “ความพอเพียง” มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและการงาน ออกเผยแพร่แก่บุคคลทั่วไป โดยที่ท่านเป็นผู้ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง

ว่ากันว่าในยุคที่พระเกจิอาจารย์ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและเชี่ยวชาญในเรื่องของคาถาอาคมมีเหลือให้กราบไหว้น้อยลงไปทุกที 

แต่ ณ วัดแห่งนี้ที่ชื่อว่า “วัดทับใหม่พัฒนา” ซึ่งเป็นวัดเล็กๆ วัดหนึ่งในอำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ก็มี “พ่อท่านอิ้น ปภากโร” เจ้าอาวาสของวัดนี่แหละครับ ที่ชาวบ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ท่านเป็นพระผู้ดำรงตนและพร้อมถึงในเรื่องของวัตรปฏิบัติ สามารถน้อมลงกราบไหว้ได้สนิทใจแบบไม่เสียมือ

ถึงแม้ชื่อเสียงของท่านจะไม่โด่งดังเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่สำหรับคนในพื้นที่แล้ว พวกเขากล่าวยกย่องท่านว่าเป็นดั่ง “ช้างเผือกในป่าแดง”

ท่ามกลางพื้นที่ป่าสีเขียวสลับกับสวนยางตามเส้นทางที่ผ่านมาบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์แห่งพงไพร สายธารเล็กๆ จากยอดเขาหลวงที่ไหลผ่านป่าเคียนซา ได้ดึงความรู้สึกของพวกเราขึ้นมาอีกครั้ง

ผมอดคิดไม่ได้ว่าในขณะที่เราเดินทางโดยรถยนต์ยังไกลขนาดนี้ แล้วคนในพื้นที่ล่ะ? ที่เขาเล่ากันว่าถ้าเป็นสมัยก่อนการเข้ามายังพื้นที่นี้สามารถเข้าได้ทางเดียวคือทางเรือโดยล่องมาตามแม่น้ำตาปี  มันจะใช้เวลาที่นานขนาดไหน

“โกเกียรติ” (คุณเกียรติศักดิ์ วุฒิวณิชย์) นักบุญแห่งเมืองคนดีที่กรุณาเป็นธุระเรื่องการเดินทางมายังวัด เล่าถึงการพบกันครั้งแรกของเขากับ “พ่อท่านอิ้น ปภากโร” พระผู้อยู่ในใจของเขาว่า

“ผมเองรู้จักพระเกจิอาจารย์เยอะ ไปมาเกือบทุกภาค ก่อนจะมาเจอท่านก็ถามคนแถวนี้ว่าที่เคียนซามีพระองค์ไหนที่เก่งบ้าง ชาวบ้านก็แนะนำว่าให้ไปหาพ่อท่านอิ้น วัดทับใหม่พัฒนา เจอท่านครั้งแรกก็เกิดความประทับใจ ท่านเป็นพระที่พบง่าย คนเข้ากราบไหว้ได้ถึงตัก”

เขาย้ำว่า....

“วัตถุมงคลของท่านเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง คนเอาไปใช้มีประสบการณ์เยอะแยะ อย่างเหตุการณ์ล่าสุดก็มีวัยรุ่นสองคนมีเรื่องกันที่หน้าโรงเรียน คนหนึ่งเอามีดแทงแต่ไม่เข้า อีกคนเอาปืนยิงแต่ไม่ออก ถามดูก็รู้ว่าทั้งสองคนแขวนเหรียญของท่านอยู่ในคอ”

“โกตี๋” รุ่นพี่ของ “โกเกียรติ” ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีประสบการณ์กับพระของพ่อท่านอิ้น

ระหว่างการเดินทางไปยังวัดทับใหม่พัฒนา “โกตี๋” ได้เล่าเสริมถึงความขลังของพ่อท่านอิ้นว่า พ่อท่านมิใช่จะมีดีเฉพาะตะกรุดอย่างเดียว วัตถุมงคลต่างๆ ที่พ่อท่านอิ้นได้สร้างขึ้นมาล้วนแล้วแต่มีพลังมีความขลังแบบไม่จำกัดอาทิเช่น “ผ้าขอด”

เขาเล่าว่าสมัยก่อน พ่อท่านอิ้นจะนำผ้าจีวรเก่าของท่านมาทำผ้าขอดเพื่อแจกให้กับญาติโยมที่เข้ามานมัสการกราบไหว้

เคยมีชาวบ้านละแวกวัดเอาผ้าขอดของท่านมาเลี่ยมให้เด็กๆ แขวนคอ  ก็ให้บังเอิญมีเด็กอยู่คนหนึ่งที่แขวนผ้าขอดของท่านตกลงไปในน้ำ ซึ่งนอกจากจะไม่จมแล้วเด็กน้อยคนนี้ยังสามารถลอยคออยู่จนมีคนมาพบและช่วยนำตัวขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย

นอกจากนี้ยังมีบรรดาทหารในพื้นที่เอาผ้าขอดของท่านไปทดลองยิงแต่ไม่ออก ต่อมาเมื่อเรื่องการทดลองยิงดังแว่วเข้ามาถึงท่าน ท่านก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไรเพียงแต่ยิ้มๆ แล้วฝากให้ไปบอกผู้ที่ชอบลองของว่า คราวหน้าถ้าจะลองก็ลองหน้ากุฏินี่แหละ สะดวกดีไม่ต้องไปไกล ซึ่งโกตี๋กล่าวติดตลกว่าคำพูดของพ่อท่านเล่นเอาจีวรของพระสงฆ์ในวัดหายไปหลายผืน

ครับ..นับว่าไม่ไกลเกินไปนักกับระยะทางกว่า ๖๐ กิโลเมตรจากสนามบินสุราษฏร์ธานีมายังวัด แต่ด้วยเส้นทางที่คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามภูมิประเทศ ทำให้พวกเราใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมงในการเดินทาง ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวมันเป็นช่วงเวลาที่มากพอให้พวกเราได้เก็บเกี่ยวเรื่องราวความขลังในวัตถุมงคลของพ่อท่านอิ้นได้มากพอสมควร

ในส่วนของความเก่งคงไม่ต้องพูดถึงแล้วครับ  เพราะประสบการณ์ต่างๆ มันชัดเจนพร้อมถึงทั้งพยานบุคคลและพยานหลักฐาน

ดังนั้นเป้าหมายที่เหลือคงเป็นบรรดา ตะกรุด ผ้ายันต์ เหรียญ ฯลฯ ว่าพวกเราจะมีความสามารถนำพาขึ้นมาเป็นสมบัติส่วนตัวได้มากแค่ไหนครับ

วัดทับใหม่พัฒนา ถือว่าเป็นวัดใหม่สมชื่อครับ เพราะเพิ่งได้รับการตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓  ดังนั้นสิ่งก่อสร้างภายในวัดจึงยังมีแค่เฉพาะเท่าที่จำเป็น ที่นี่อยู่กันอย่างสงบ ไม่ฟุ่มเฟือย หรือมีสิ่งก่อสร้างที่ดูแล้วไร้สาระ

ระหว่างที่พวกเรารอพ่อท่านอิ้นปฏิบัติกิจของสงฆ์ ผมถือโอกาสเดินสำรวจรอบๆ วัด ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นที่เราควรจะทำความเข้าใจกับความสำคัญของสถานที่นั้นก่อนหากมีช่วงเวลาที่ว่างพอ

ชาวบ้านรอบๆ วัดบอกผมว่าทุกวันนี้คุณภาพชีวิตของพวกเขาโดยเฉพาะเด็กๆ ดีขึ้นกว่าเก่ามาก เพราะพ่อท่านอิ้นได้เมตตาส่งเสริมในด้านต่างๆ เช่นยกที่ดินเป็นพันไร่ให้กับชาวบ้านได้ทำกิน ให้ที่ดินสร้างโรงเรียนบ้านเขารักษ์ ตั้งกองทุนเพื่อการศึกษาของเด็กนักเรียน ฯลฯ

เขาเล่าว่า “เคียนซา” ไม่ใช่พื้นที่สีแดงอย่างที่คนนอกรู้จักหรือเรียกติดปาก

แต่ “เคียนซา” คือ “พื้นที่สีแดงจัด”

ผมถามต่อว่าจัดขนาดไหน?

เขาว่ามากทีเดียวแหละ   เพราะนอกจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเคียนซาจะเป็นป่าดงดิบขนาดใหญ่เทียบเท่ากับดงพญาไฟของภาคอีสานแล้ว ณ ที่แห่งนี้ยังเคยมีกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นกองกำลังที่มีบทบาทสำคัญในด้านการสู้รบครอบคลุมอยู่เต็มพื้นที่

คำบอกเล่าของชาวบ้านทำให้ผมคิดย้อนหลังไปถึงตำนานการต่อสู้ของบรรดาลูกหลานชาวเคียนซา “นักรบแห่งลุ่มแม่น้ำตาปี” ที่จับปืนยืนต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการ

จริงอยู่ถึงการต่อสู้ของพวกเขาจะเป็นเรื่องที่ผิดต่อทางการ แต่ถ้ามองในแง่ของทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองแล้ว โดยส่วนตัวผมว่ามันไม่ได้เป็นเรื่องผิดที่คนเราจะคิดต่างกัน

และถ้าเจาะลงไปในเชิงอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแล้ว ต้องบอกว่าเพราะบรรดานักรบลุ่มแม่น้ำตาปีมิใช่หรือ ที่ทำให้ทุกวันนี้ร้อยละ ๘๐ ของเคียนซายังคงสภาพเป็นผืนป่าดงดิบที่ยิ่งใหญ่และสำคัญอีกแห่งหนึ่งของภาคใต้

แน่นอนครับว่า ถ้าเรื่องราวมหากาพย์ของนักรบแห่งลุ่มแม่น้ำตาปียาวมากขึ้นเท่าใด ชีวิตของพ่อท่านอิ้น ก็มีสีสันไม่น้อยหน้าเหมือนกัน จะมีมนุษย์สักกี่คนที่ยินดีสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่คนอื่นโดยไม่มีความเสียดาย ร่วมไปถึงเรื่องราวการครองเรือนสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาส ก็ถูกเล่าขานเป็นตำนานแห่งความรักมาจนถึงทุกวันนี้

พ่อท่านอิ้น ปภากโร ท่านเป็นพระสูงวัยผิวคล้ำรูปร่างสูงโปร่งครับ ภายใต้กรอบแว่นตาสีทองมีดวงตาที่อ่อนโยนซุกซ่อนอยู่  ท่านยิ้มและทักทายพวกเราอย่างเป็นกันเอง

ในระหว่างที่สนทนากัน ผมได้กราบเรียนขออนุญาตทดสอบโดยการกำมือข้างขวาพร้อมกับทำท่าชกตรงไปที่พ่อท่าน ในขณะที่แขนของผมยังเหยียดไม่สุด ท่อนแขนซ้ายของพ่อท่านก็ตีเข้าที่แขนขวาของผมอย่างรวดเร็วไปพร้อมๆ กับการออกหมัดขวามาจ่ออยู่ที่ปลายคางของผม

พ่อท่านอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะพูดว่า

“ถ้าเราชกเข้าที่จุดสำคัญ เช่น ปลายคาง กราม กกหู ขมับ ลิ้นปี่ ชี่โครง รับรองหมัดเดียวจอด”

เสียงสุภาพนุ่มๆ ของท่านเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ด้วยทักษะในการต่อสู้ปฏิกิริยาตอบรับที่ว่องไวและความสุภาพอ่อนโยน เหมาะสมแล้วกับการที่ครั้งหนึ่งในช่วงชีวิตของท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงหัวหน้าและมีมวลชนที่อยู่ในปกครองถึง ๖,๐๐๐ คน

“การดูแลคนต้องยืดหยุ่น  มีความแข็งแกร่งในหน้าที่  แต่จะต้องรู้จักการโอนอ่อนในเรื่องที่ควรโอนอ่อนเพราะการโอนอ่อนจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันดีขึ้น แต่ไม่ใช่โอนอ่อน-โอนเอนจนอ่อนแอ การดำรงชีวิตอย่างมีศิลปะคือการรู้จักรักษาความสมดุลของเรื่องราวต่างๆ ที่มีเข้ามากระทบกับชีวิต”

พ่อท่านอิ้นเล่าพร้อมกับพยักหน้าให้พวกเราหันไปมองห้องเก็บของ  ท่านว่าวัตถุมงคลของทางวัดถูกจัดเก็บอยู่ในห้องนั้น โดยเกือบจะทุกวัน (หากไม่มีกิจนิมนต์นอกวัดหรือกลับดึก) ท่านก็จะใช้เวลาช่วงก่อนนอนปลุกเสกวัตถุมงคลที่อยู่ในห้อง ถึงแม้จุดที่ท่านใช้จำวัดกับห้องดังกล่าวจะอยู่ภายในกุฏิเดียวกันแต่ก็ยังห่างกันอยู่ไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร ซึ่งท่านบอกว่าไม่มีปัญหาเพราะนั่งอยู่ตรงนี้ก็เสกถึงตรงนั้นได้

“การปกครองคน ในเบื้องต้นจะต้องใช้หลักการเข้ามาปกครองเพื่อเป็นการจัดระเบียบ ต่อมาจึงค่อยๆ ปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสมและตรงตามจุดมุ่งหมาย”  

“การปลุกเสกของก็เหมือนการปกครองนั่นแหละ หลักการเสกคือวงกลมที่กำหนดมาตรฐานไว้ว่าจะต้องทำแบบไหน จะเรียกว่าหลักการคือพิธีกรรมก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหลักการไม่ได้ขึ้นอยู่กับหลักครูเหมือนพิธีกรรม”

“โดยปกติการเสกก็จะว่าคาถาประจำที่ครูบาอาจารย์สอนไปเรื่อยๆ จนครบตามกำหนด แล้วจึงค่อยเลือกว่าจะให้ของที่เสกมีพุทธคุณไปทางไหนก็จะว่าคาถาไปทางนั้น”

“สุดท้ายคือการนำความสมดุลเข้าสู่ของที่เสก ภาษาพระเขาเรียกว่าการปรับธาตุ มันเป็นเรื่องของการกลมกล่อมของที่เสก ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องของจิตที่ต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี”

“คนเราถึงจะรู้คาถาเดียวกันแต่พลังจิตไม่เท่ากันหรอก ลองไปถามเด็กนักเรียนดูว่าเขาเรียนหนังสือเล่มเดียวกัน ครูคนเดียวกัน ทำไมถึงมีคนสอบได้ มีคนสอบตก”

จะว่าไปแล้วเรื่องที่พ่อท่านอิ้นได้เล่าให้พวกเราฟังเป็นการใช้คำพูดและยกตัวอย่างที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายครับ ทุกเรื่อง ทุกคำตอบ ล้วนมีเหตุมีผลมากรองรับได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ท่านสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลับกลายมาเป็นมิตรภาพได้ในเวลาอันรวดเร็ว 

ผมไม่แปลกใจเลยเมื่อเห็นลูกน้องเก่าของท่านเคารพและรักท่านมาก  ซึ่งความรักและเคารพของพวกเขาก็ไม่แตกต่างไปจากความรักของชาวบ้านรอบๆ วัดในเวลานี้เลย

พ่อท่านอิ้น ปภากโร ไม่ใช่คนพื้นเพอำเภอเคียนซาครับ ท่านเป็นคนหมู่บ้านสระโพธิ์ อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เกิดในวันพฤหัสบดี เดือน ๘  ปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔ พ่อ-แม่ชื่อ “นายบุตร-นางเขียว ชูเมือง” ชื่อเดิมของท่านคือ “อิ้น ชูเมือง” ซึ่งถ้านับญาติกันแล้วท่านก็เป็นญาติกับขุนพันธรักษ์ราชเดชสืบมาทางแม่ของท่าน 

ด้วยความที่พ่อของท่านเป็นฆราวาสที่มีวิชาอาคม สามารถนั่งสมาธิเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าได้และเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ชูเฒ่า แห่งวัดพันธสีมา ทำให้ท่านปลูกฝังความชอบในเรื่องของคาถาอาคมตั้งแต่เด็กๆ ท่านเล่าว่าโยมพ่อของท่านได้สอนวิชาต่างๆ มากมายให้กับท่าน

ซึ่งเมื่อท่านได้นำมาทดลองทำตามตำราจนเป็นที่ประจักษ์แก่ตนเองว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นสำเร็จผลตามบทสรุปของแต่ละวิชา ท่านว่าเรื่องนี้แหละเป็นเหมือนแรงจูงใจให้ท่านเชื่อมั่นในสายวิชาของ “วัดพันธสีมา” อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ดังนั้นเมื่อมีโอกาสท่านจึงได้ไปต่อยอดวิชาสายวัดพันธสีมากับ พ่อท่านหนูจันทร์ พ่อท่านโรย ฯลฯ จนสำเร็จ ก่อนที่จะเดินเท้าข้ามภูเขาไปเรียนวิชาสายเขาอ้อกับ พ่อท่านเอียด วัดดอนศาลาและพระอาจารย์นำ แก้วจันทร์ (สมัยยังเป็นอาจารย์ฆราวาส) จนแตกฉาน 

ท่านว่าเพราะการที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางดงป่าห่ากระสุนนี่แหละ ทำให้ท่านต้องขวนขวายหาวิชาความรู้ต่างๆ ไว้ป้องกันตัวและช่วยเหลือผู้อื่นเท่าที่ความสามารถจะมี 

ท่านเล่าถึงชีวิตช่วงเป็นฆราวาสว่าสมัยก่อนท่านก็ไม่เบาเหมือนกัน จากการเป็นหัวโจกในหมู่เพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน และค่อยๆ พัฒนาความเฮี้ยวขึ้นตามลำดับ ท่านว่าส่วนใหญ่ที่มีการต่อยตีล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของเพื่อนฝูงแทบทั้งนั้น

 

อย่างไรก็ตามท่านได้ให้ข้อคิดว่าการกระทำสิ่งใดลงไปโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่เคยส่งผลดีต่อชีวิตเลย การรักพวกพ้องแบบไม่มีความยั้งคิดของท่านก็เช่นกัน มันได้ส่งผลในทางลบกับท่านทีละน้อย จนกระทั่งนำไปสู่การเป็นบุคคลที่ทางการต้องการตัว 

ซึ่งบุคคลที่ตามไล่ล่าท่านก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นญาติพี่น้องของท่านเองคือ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ซึ่งพ่อท่านอิ้นได้เล่าอย่างอารมณ์ดีว่า 

“ก็มีการคุยกันบ้าง แต่ถ้าคุยไม่รู้เรื่องก็ต้องยิงกัน เรายิงเขาไม่ออก เขาก็ยิงเราไม่ออก เพราะเรามีตะกรุดที่ทำเองคาดติดตัวอยู่ดอกเดียว” 

“พวกทหารก็เหมือนกัน ไม่เคยยิงกันเลย เพราะจะใช้การเจรจา อย่างเช่นทหารต้องการเดินทางตัดป่าเคียนซาเพื่อกลับที่ตั้ง เขามาขอเราดีๆ เราก็อนุญาต แต่ต้องตกลงกันนะว่าเราจะให้คนของเราเดินคู่ไปกับพวกทหาร เวลานอนก็ต้องนอนหนุนขอนไม้เดียวกัน”

 

หลังจากที่ใช้ชีวิตฆราวาสอย่างโชกโชนและคุ้มค่า ท่านจึงได้มานั่งคิดทบทวนถึงเรื่องราวที่ผ่านมาของชีวิต ว่า มีสมบัติเยอะก็ไม่ได้ก่อให้เกิดความสุข มันเป็นความทุกข์เสียมากกว่าที่ต้องมานั่งเฝ้าของ การมาต่อยตีหรือยิงกันมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น มีแต่เจ็บกับเจ็บ ตายกับตาย ไม่เป็นเขาก็เป็นเรา 

ท่านได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าความแน่นอนของชีวิตคืออะไร?  จนเมื่อได้รับคำตอบว่า 

“ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน”  

ท่านจึงได้ปลดระวางตัวเองและยกที่ดินที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับชาวบ้านที่อยู่ภายใต้การปกครองของท่าน พร้อมกับหันหลังให้กับทางโลกก้าวเข้าสู่ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ณ วัดบางสะพาน ตำบลบางจาก อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี ๒๕๓๒ โดยมี “พระครูวิธานชุลาธรณ์” เป็นพระอุปัชฌาย์ และเดินทางกลับมาตั้ง “สำนักสงฆ์บ้านทับใหม่” ในป่าเคียนซา พื้นที่ซึ่งท่านเคยมีความผูกพัน ก่อนที่จะออกเดินธุดงค์แสวงหาสัจธรรมไปทั่วทุกภาคจนพอใจในคำถามที่เคยสงสัย

 

ท่านจึงได้หยุดเดินธุดงค์และหันมาพัฒนา “สำนักสงฆ์บ้านทับใหม่” อย่างจริงจัง จนกระทั่ง“โกเกียรติ” (คุณเกียรติศักดิ์ วุฒิวณิชย์) ได้เดินทางมาพบและได้ร่วมสร้างบารมีคู่กับท่านโดยดำเนินการยกฐานะของสำนักสงฆ์เล็กๆ ขึ้นเป็น”วัดทับใหม่พัฒนา” โดยสมบูรณ์แบบในทุกวันนี้  

ปัจจุบันด้วยวัยที่มากถึง ๙๒ ปี ส่งผลให้สังขารของท่านเริ่มโรยราแต่มันก็ไม่ได้มีผลต่อจิตใจที่เข้มแข็งของท่านเลย ทุกวันนี้หากร่างกายและสุขภาพแข็งแรง ท่านก็จะรับนิมนต์และเดินทางไปตามที่ชาวบ้านนิมนต์ไว้เสมอๆ ท่านว่า 

“เมตตาธรรมนี่แหละที่ทำให้ทุกชีวิตในโลกนี้ดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข”

 

ผมเรียนถามทัศนคติของท่านเกี่ยวกับสภาพของความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน 

“เป็นเรื่องที่แก้ไขได้ หากเปิดใจและคุยกันด้วยเหตุผล การยอมให้กันบ้างไม่ใช่เรื่องเสียหายหรือเสียศักดิ์ศรี เพราะศักดิ์ศรีจริงๆ ควรค่าสำหรับผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละ”  

“ไม่ต้องมองอื่นไกลดูตัวอย่างได้จากในหลวงของเรา ท่านเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อประชาชน การเสียสละคือการยอมรับ ถามว่าที่ท่านยอมรับเป็นการเสียศักดิ์ศรีหรือเปล่า” 

ฟังแล้วไม่ต้องขยายความเลยครับ สำหรับทัศนคติดีๆ แบบนี้... 

แน่นอนครับ ตราบใดก็ตามที่เสียงกระซิบของพงไพรป่าเคียนซา ยังคงบอกเล่าถึงตำนานนักรบแห่งลุ่มแม่น้ำตาปี... 

เรื่องราวชีวิตของ “พ่อท่านอิ้น ปภากโร” ที่ได้เสียสละความสุขส่วนตัว และถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก ก็ยังคงเป็นสีสันที่เคลื่อนไหวและเป็นมนต์เสน่ห์ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ใดๆ ในโลก นอกจากที่นี่ 

”วัดทับใหม่พัฒนา” 

วัดเล็กๆ ที่สร้างขึ้นและดำรงอยู่อย่างพอเพียงในอ้อมกอดแห่งเคียนซา....สวัสดีครับ

 

ขอบพระคุณ คุณเกียรติศักดิ์ วุฒิวณิชย์ ที่กรุณาเป็นธุระและอำนวยความสะดวก คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย/คุณเพชร ร้านเพชรฉลูกัณฑ์ สำหรับเรื่องราวและภาพประกอบ เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 30/07/2013 เวลา : 00.39 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ชอบมากครับ แนวมหาอุด อย่ายิงออกเลยดีกว่า โดนไม่เข้าแต่มันจุก ...อิอิ ปล. สายตาท่านมีพลัง และแฝงเมตตานะครับ..^^

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 20/07/2013 เวลา : 22.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

สุดยอด ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
กำหนัน วันที่ : 15/07/2013 เวลา : 07.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/saiyai21


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]