• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2226935
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพฤหัสบดี ที่ 15 สิงหาคม 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 11279 , 10:03:43 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน opads , มุสิกะตะวัน โหวตเรื่องนี้

“สีเลนะ สุคะติง ยันติ 

การรักษาศีลทำให้เกิดความสุข

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

การรักษาศีลทำให้เกิดโภคทรัพย์

สิเลนะ นิพพุติง ยันติ

การรักษาศีล เป็นหนทางให้เข้าสู่นิพพาน”

ผมเชื่อว่าในฐานะชาวพุทธเราต่างก็เคยได้ยินคำว่า “ศีล” มานับตั้งแต่จำความกันได้ แต่ถ้าถามว่าจะมีคนสักกี่คนที่รู้ถึงความหมายอย่างแท้จริงของคำๆ นี้ ทั้งๆ ที่ “ศีล” ถูกชูประเด็นและยกขึ้นประกอบการอธิบายในเรื่องของพระพุทธศาสนาแก่คนทั่วโลกมานับร้อยนับพันปี 

กล่าวกันว่า “ศีล” คืออาภรณ์ที่ประเสริฐ คือเสบียงชั้นเลิศในทางพระพุทธศาสนา

จะว่าไปแล้วการทำความเข้าใจในแก่นแท้แห่งศีล  คิดว่ายากก็ยาก   คิดว่าง่ายก็ง่าย  แต่โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่า การปลูกฝังความรู้ในเรื่องของศีล  อธิบายง่ายๆ ก็คงใกล้เคียงกับการปลูกต้นไม้สักต้นที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะผลิดอกออกผลให้ได้ชื่นชม บางทีต้นไม้นั้นมันก็ให้ผลที่ไม่สมบูรณ์อย่างที่เราหวังตั้งใจ

ศีลก็เหมือนกันถึงจะรู้กันว่ามีความสำคัญแต่ก็อย่าหวังว่าจะรักษาให้สมบูรณ์กันได้ง่ายๆ ทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะเราขาดการดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น “ศีล” และ “ต้นไม้” จึงเป็นบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจและความพร้อมที่จะปฏิบัติครับ

ก่อนที่พวกเราจะเดินทางมายัง “วัดคีรีวงก์ (น้ำตก)” ผมเห็นรูปของหลวงปู่ที่ถ่ายคู่กับเจ้าเพชรน้องชายตัวแสบ ต้องยอมรับว่าเพียงแค่รูปเพียงใบเดียวสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผมมีความรู้สึกว่า อยากจะมากราบนมัสการท่านสักครั้ง

ดวงตากลมโตใสแจ๋วบนใบหน้าที่เปื้อนยิ้มของท่าน เป็นเหมือนยาแก้ไข้ขนานเอกที่ส่งผลข้างเคียงให้เจ้าเพชรต้องจัดเส้นทางลงใต้โดยเริ่มต้นที่ “วัดคีรีวงก์ (น้ำตก)” ตำบลบางมะพร้าว อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร แห่งนี้

ระหว่างการเดินทางเขาได้เล่าข้อมูลฉบับย่อที่กระตุ้นความตื่นตัวของเราว่า “หลวงปู่เจียม อติเมโธ” ท่านคือหนึ่งเดียวที่เหลือของสายวิชาวัดในเขา

คำว่า “หนึ่งเดียวที่เหลือ” มันไม่ใช่เป็นเพียงแค่บอกใบ้ลายแทงเท่านั้น แต่มันทำให้ผมจินตนาการถึงภาพของมิติต่างๆ  ทั้งทางสังคมและวิถีชีวิตที่แฝงเร้นอยู่ภายในภูเขาลูกหนึ่งที่ตั้งอยู่บนฝั่งของแม่น้ำหลังสวน

เล่ากันว่าในสมัยโบราณภูเขาลูกนี้ถูกใช้เป็นเครื่องหมายบอกทิศทางในการเดินเรือของชาวประมง

ชาวประมงใช้ภูเขาเป็นเครื่องบอกทาง

คำถามจึงมีต่อว่า “ชาวพุทธทั้งหลาย” เราใช้อะไรเป็นเครื่องหมายบอกหนทางแห่งความสุข ความสงบและความเจริญของเรา ?

แสงแรกของอรุณรุ่งต้อนรับการเดินทางมาถึงอำเภอหลังสวนของพวกเรา ก่อนจะเข้าถึงที่ตั้งของวัด ฝนที่เริ่มโปรยลงมาตลอดทางช่วยทำให้อากาศค่อนข้างเย็นสบาย 

ภายในวงล้อมของหกขุนเขา  เราเห็นวัดเล็กๆ  ตั้งและดำรงอยู่ด้วยความสงบ

พี่อ้วนสารถีคนเก่งของเราค่อยๆ เคลื่อนรถขึ้นไปจอดเทียบศาลาหลังน้อยๆ ที่มีผนังด้านเดียวกับอีกสามด้านที่เปิดโล่ง

ศาลาแห่งนี้ไม่ได้ถูกใช้งานแค่เพียงรับแขกเท่านั้น บรรดาร้อยพันเรื่องประดามีรวมไปถึงการบัญชาการนำทัพต่างๆ ที่ว่ากันตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่นให้อาหารไก่ป่า ไก่ฟ้า นกกระจอกเทศ ไล่เรียงไปจนถึงเรื่องใหญ่ๆ ระดับวัดจนถึงระดับอำเภอ เช่น ประเพณีการโปรยทาน งานชักพระ การแข่งขันเรือพาย ล้วนแล้วแต่สำเร็จการได้ภายใต้ชายคาที่มีฝาผนังเดียวหลังนี้

พระมหาขวัญชัย ผู้เป็นเกือบจะครบทุกตำแหน่งในวัด วางมือจากการปอกหมาก หันมาเล่าประวัติของวัดให้พวกเราฟังว่า “วัดคีรีวงก์” หรือที่เรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “วัดน้ำตก” เป็นวัดที่ตั้งขึ้นใหม่

ปฐมบทเริ่มขึ้นในปี ๒๕๑๒ โดยชาวบ้าน “บ้านน้ำตก” ได้พร้อมใจกันบริจาคปัจจัยและเสียสละที่ดินเพื่อสร้างเป็นวัด  ในการนี้ได้นิมนต์ “พระเจียม อติเมโธ” วัย ๖๒ ปี ๑๔ พรรษา จากวัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา) มาเป็นผู้นำและรักษาการเจ้าอาวาสในปี ๒๕๑๕ ซึ่งพระเจียมก็ไม่ได้ทำให้ชาวบ้านในบ้านน้ำตกต้องผิดหวัง เมื่อท่านได้นำธงธรรมปักลงบนพื้นดินจนเป็นวัดได้สำเร็จเมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒

ในฐานะเจ้าอาวาสมือใหม่ พระเจียม อติเมโธ ได้แสดงวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล ท่านได้เล็งเห็นว่าในความเป็นวัดที่ตั้งขึ้นใหม่ “โอกาสและการยอมรับ” ยังคงเป็นการบ้านข้อใหญ่และสำคัญ ท่านจึงได้เพียรพัฒนาความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นจนเกิดเป็นความผูกพันระหว่างวัดกับชุมชน กล่าวคือ

ในทางโลกท่านได้นำวิชาความรู้คาถาอาคมที่ร่ำเรียนมาใช้สงเคราะห์แก่คนตามความเหมาะสม ส่วนในทางธรรมท่านได้ปลูกศรัทธาด้วยการดำรงตนอย่างสมถะและพอเพียงควบคู่ไปกับการสั่งสอนโดยปูพื้นฐานเบื้องต้นให้ชาวบ้านรู้ถึงคุณค่าของการรักษาศีล อันเป็นกระบวนการสำคัญในการรองรับคุณธรรมเบื้องสูงขึ้นไปคือ “สมาธิและปัญญา”

การปฏิบัติให้ชาวบ้านได้เห็นประจักษ์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ได้กลายเป็นกลไกที่ทำให้ในเวลาไม่นานนัก “วัดคีรีวงก์ (น้ำตก)” ก็ได้รับการพัฒนาจนมีเสนาสนะค่อนข้างครบถ้วนตามสมควร

ต่อมาเมื่ออายุเริ่มมากขึ้น ถึงท่านจะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บร้ายแรง แต่ด้วยกฎแห่งธรรมชาติทำให้ท่านไม่สามารถฝืนสังขารที่เริ่มโรยราได้ ท่านจึงได้มอบหมายภารกิจในวัดทั้งหมดให้พระมหาขวัญชัยรับไปดูแล คงเหลือเพียงตำแหน่งเจ้าอาวาสอย่างเดียวที่ท่านต้องการให้แต่พระมหาขวัญชัยไม่ยอมรับ

พระมหาขวัญชัย บอกกับพวกเราว่าปัจจุบัน “ปู่เล็ก” (คำเรียกในท้องถิ่น-ใช้เรียกหลวงปู่เจียม) อายุมากแล้วเดินเหินไม่ไหว นั่งตัวตรงได้ก็ไม่นาน ส่วน “ปู่ใหญ่” (คำเรียกท้องถิ่น-ใช้เรียกหลวงพ่อพัน) รูปหล่อของท่านประดิษฐานอยู่ในมณฑปบนเนินเขาด้านหลังของศาลา อักขระยันต์ตัวใหญ่ๆ ที่เห็นเด่นชัดตรงหน้าจั่วของมณฑปคือ “นะปฐมกัลป์” อันถือเป็น “ยันต์ครู” หรือ “ยันต์หลัก” ที่ปู่เล็กใช้ในการสักยันต์ ลบผง ลงตะกรุด เขียนผ้ายันต์ ฯลฯ ซึ่งท่านก็ไม่ได้ทำแบบพร่ำเพรื่อมากมาย คงทำเพียงมอบให้เฉพาะบุคคลที่ต้องการหรือมีความจำเป็นที่ต้องใช้เท่านั้น

บนทางเดินที่เจิ่งนองด้วยฤทธิ์ของพระพิรุณ พระมหาขวัญชัยเดินนำหน้าพวกเราฝ่าสายฝนจางๆ ไปยังอุโบสถของวัด สัมผัสแรกที่ก้าวเข้าเขตของอุโบสถ ทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างและอดแปลกใจไม่ได้กับภาพที่เห็นคือลูกนิมิตที่ตั้งอยู่บนฐานและมีซุ้มเสมายอดเจดีย์เล็กๆ ภายในวางพระพุทธรูปตั้งซ้อนอยู่ข้างบน

ผมว่าพระมหาขวัญชัยคงจะไม่ได้อ่านความรู้สึกในใจของพวกเราหรอกครับ ท่านคงจะได้ยินคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้บ่อยครั้ง ท่านจึงได้ชิงตอบก่อนที่พวกเราจะถามว่า ซุ้มเสมายอดเจดีย์เล็กๆ ที่ภายในวางพระพุทธรูปนั้นเป็นเครื่องหมายแสดงว่าอุโบสถหลังนี้ได้มีการผูกพันธสีมาเรียบร้อยแล้ว สามารถเข้าไปทำสังฆกรรมได้ ส่วน “ลูกนิมิต” เป็นเครื่องหมายกำหนดเขตเหมือนกับกับปักหลักหมุดในโฉนดที่ดิน

ท่านว่าไม่ได้มีการบัญญัติไว้ว่า “ลูกนิมิต” จะต้องเป็นลูกกลมๆ และต้องฝังลงใต้ดิน ส่วน “ใบเสมา” ก็อธิบายความได้ว่าไม่ได้ต่างกันกับลูกนิมิต เมื่อเหตุปัจจัยเป็นแบบนี้หลวงปู่เจียมท่านจึงได้นำลูกนิมิตมากำหนดเขตไว้บนพื้นดินและนำพระพุทธรูปขนาดเล็กตั้งไว้ในซุ้มเสมายอดเจดีย์เป็นสัญลักษณ์

ทั้งนี้ท่านต้องการแค่เพียงแสดงออกซึ่งการกำหนดเขตและประกาศให้คนทั่วไปได้รู้ว่า อุโบสถหลังเล็กแห่งนี้พร้อมแล้วที่จะต้อนรับทั้งสังฆกรรมและปฏิบัติธรรม

ความพร้อม.....ความพร้อมที่ไม่ใช่ความหรูหราหากแต่เป็นความพร้อมที่สมถะและสมบูรณ์ นี่แหละคือ “คุณค่าและภูมิปัญญาทางความคิด” ที่หลายคนมองข้ามไป

ภายในอุโบสถหลังเล็กของวัดที่ถูกก่อสร้างให้ออกมาเหมือนอุโบสถของวัดบรรพตวิสัย (ในเขา) ที่หลวงพ่อพันได้สร้างไว้ เมื่อมองจากภายนอกเข้าไปภายใน บริเวณกลางอุโบสถซ้ายมือของพระประธาน ได้วางเตียงที่เก่าและขนาดไม่ใหญ่มากนัก พวกเราเห็นพระรูปหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง

ซึ่งหากมองอย่างผิวเผินแล้วพระรูปนั้นก็ไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างไปจากบรรดาพระสูงวัยหรือหลวงตาแก่ๆ ที่กำลังจำวัด แต่สิ่งที่ทำให้พวกเราสะดุดตาเมื่อเดินเข้าไปถึงเตียงคือพวกเราพบว่าพระรูปนี้ไม่ได้จำวัดอย่างที่คิด

การที่ปากของท่านขยับอยู่ตลอดเวลานั้น พระมหาขวัญชัยบอกกับพวกเราว่า ท่านทำวัตรเช้าไปพร้อมๆ กับบรรดาพระสงฆ์ของวัดน้ำตกที่กำลังทำวัตรอยู่ในอุโบสถหลังนี้

คงจะจริงอย่างที่มีสุภาษิตกล่าวไว้ว่า “อย่าตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงแค่สายตาเท่านั้น” เพราะพระผู้นอนทำวัตรองค์นี้ คือ “หลวงปู่เจียม อติเมโธ” เจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้ ด้วยอายุที่เกินร้อยไปห้าปี ทำให้ร่างกายของท่านไม่ค่อยแข็งแรงและอ่อนล้าไปตามกาลเวลา

ความน่าสนใจเบื้องต้นในองค์หลวงปู่เจียมคือ ท่านเป็นลูกศิษย์ของ “หลวงพ่อพัน จันทสิริ” อดีตเจ้าอาวาส “วัดบรรพตวิสัย (ในเขา)” ที่ตั้งอยู่อีกด้านหนึ่งของภูเขาลูกนี้

โดยส่วนตัวแล้วผมไม่เคยรู้จักหลวงพ่อพันมาก่อน แต่ถ้าเป็นวงการพระเครื่องหรือกลุ่มคนที่ชอบความขลังจะรู้จักชื่อของท่านเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเขตอำเภอหลังสวนต้องบอกว่าบ้านแทบจะทุกหลังจะต้องมีรูปของหลวงพ่อพันแขวนไว้บูชาเพื่อให้เกิดลาภผลและคอยปกป้องคุ้มครองภัยให้กับครอบครัว

เรื่องนี้มีที่มาที่ไปครับ

ย้อนหลังไปก่อนปี ๒๔๙๗ ในสมัยนั้นหลวงพ่อพันท่านได้ชื่อว่าเป็นพระเถราจารย์ผู้ทรงอิทธิคุณแห่งแม่น้ำหลังสวน เล่ากันว่าบารมีและอภินิหารของหลวงพ่อพันมีมากมายหลายเรื่องทั้งในขณะที่ท่านยังมีชีวิต เช่นการที่ท่านสามารถสะกดจระเข้ที่มีอยู่ในแม่น้ำริมวัดให้อยู่ในอาณัติของท่านได้ และหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไป เช่นการปรากฏกายขึ้นเหนือยอดเขาลิ้นต่างเมื่อครั้งที่พายุไต้ฝุ่นเกย์เคลื่อนเข้าถล่มจังหวัดชุมพร ในวันที่ ๔ พฤศจิกายน ๒๕๓๒ หรือ ๓๕ ปีหลังจากท่านมรณภาพ

เล่ากันว่าท่ามกลางความมืดมิดที่เกิดจากเมฆดำและลมพายุได้กำบังแสงของดวงจันทร์ให้จางหายไปกับความมืด ในขณะที่คนทำงานพากันเร่งรีบขับรถกลับบ้าน ชาวบ้านร้านค้าต่างพากันปิดร้านปิดประตู เสียงตะโกนบอกถึงความอัศจรรย์ใจทำให้ชาวบ้านต่างจับจ้องไปที่ยอดเขาลิ้นต่าง

ภาพที่พวกเขาเห็นคือ ภาพหลวงพ่อพันในลักษณะเรืองแสงและมีขนาดที่ใหญ่ลอยออกมาจากมณฑปที่ตั้งสังขารของท่าน ร่างของท่านยืนลอยเด่นอยู่เหนือยอดเขาพร้อมกับยื่นมือโบกปัดลมพายุที่กำลังตรงเข้าถล่มอำเภอหลังสวนให้ลอยข้ามไปยังทิศทางอื่น

หลังจากที่ผ่านวิกฤติวาตภัยไปแบบอัศจรรย์ใจ รุ่งขึ้นตอนเช้าชาวบ้านต่างพากันเดินทางขึ้นไปยังมณฑปที่เก็บศพของหลวงพ่อพันบนยอดเขาลิ้นต่าง ภาพที่พวกเขาเห็นคือสังขารของท่านที่ไม่เน่าเปื่อยแข็งเป็นหินยังคงอยู่ในสภาพเดิม จะมีที่น่าแปลกใจคือจีวรที่ห่อหุ้มสังขารนั้นบางส่วนมีริ้วรอยขาดวิ่น

ซึ่งเรื่องของหลวงพ่อพันกับการออกมาโบกปัดลมพายุให้ลอยผ่านข้ามอำเภอหลังสวนนี้ได้ถูกบันทึกอยู่ในความทรงจำของชาวชุมพรมาจนถึงทุกวันนี้ครับ

ปัจจุบัน “หลวงปู่เจียม อติเมโธ” ถือได้ว่าเป็นลูกศิษย์เพียงองค์เดียวของ “หลวงพ่อพัน” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ถึงจะยังไม่เคยมีใครเห็นท่านออกมายืนโบกไล่ลมพายุ แต่ก็มีหลายสายตาที่เห็นท่านโบกมือไล่สัตว์ป่าที่ดุร้ายได้ รวมไปถึงเรื่องคาถาอาคมและวัตถุมงคลของท่านที่มากประสบการณ์ สามารถตอบสนองความต้องการของคนชอบขลังได้ทั้งแบบเมตตาและแบบคงกระพันเหนียวยันเล็บได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจครับ

แต่ไม่ว่าเราจะมองหลวงปู่เจียมในฐานะหรือลักษณะใดก็ตาม คำพูดที่ท่านมักจะพูดกับทุกคนที่เข้ามานมัสการกราบไหว้เสมอๆ คือ

“อยู่มาร้อยกว่าปีไม่มีอะไรดีเลย นอกจากศีล”

คำพูดที่มากด้วยความหมาย สมค่ากับสมณศักดิ์ที่ท่านได้รับ คือ “พระครูมงคลศีล” ซึ่งในปีนี้(๒๕๕๖) อายุของท่านก็ไม่มากมายนัก แค่ ๑๐๕ ปี เท่านั้นครับ

อย่าได้ประมาทใน “ศีล” ที่เป็นเพียงคำพูดสั้นๆ เพราะในสมัยพระพุทธเจ้าท่านยังทรงพระชนม์อยู่ ไม่ว่าจะเป็น “นางวิสาขา มหาอุบาสิกา” หรือ “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” มหาเศรษฐีคู่บุญพระศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นอุบาสก อุบาสิกา ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ครองเหย้าครองเรือนกันทั้งนั้น แต่พวกท่านก็ได้มีความเพียรปฏิบัติศีล ๕ ได้ครบถ้วนมิได้ขาด  จนในที่สุดท่านก็สามารถบรรลุธรรมได้โสดาบันในที่สุด

หลวงปู่เจียม อติเมโธ เกิดที่บ้านน้ำตก เมื่อประมาณปี ๒๔๕๓ (ปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ ต้นรัชสมัยของ รัชกาลที่ ๖) เป็นบุตรของ นายพรหม-นางซิ่น นาคมุสิก อาชีพเกษตรกรรม ในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนมากมายเหมือนในสมัยนี้ ท่านจึงต้องอาศัยเรียนหนังสือกับพระในวัดบรรพตวิสัย (ในเขา) จนสามารถอ่านออกเขียนได้ (เทียบเคียงประมาณ ป.๕) จึงได้ออกมาช่วยบิดามารดาทำเกษตรกรรม ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดบรรพตวิสัย (ในเขา) เมื่ออายุ ๑๘ ปี ท่านเล่าว่าหลังจากบรรพชาแล้วท่านได้อยู่ปรนนิบัติดูแลและเรียนวิชากับหลวงพ่อพันเป็นเวลาหลายปี

หลวงพ่อพันเป็นพระเกจิอาจารย์ร่วมยุคสมัยเดียวกับ หลวงพ่อจอน วัดดอนรวบ หลวงพ่อทอง วัดดอนสะท้อน ฯลฯ ครับ มีบันทึกเก่าไม่กี่หน้าเกี่ยวกับประวัติของหลวงพ่อพัน ระบุว่าหลวงพ่อพันถือกำเนิด ณ บางมะพร้าว ในแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง (ร.๕) ท่านได้รับการยกย่องจากผู้คนทั่วไปว่าเป็นพระวิปัสสนากรรมฐานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีอาคมกล้าแข็ง

ก่อนที่ท่านจะมาสร้างวัดบรรพตวิสัย (ในเขา) ท่านได้เดินธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรข้ามเข้าไปยังประเทศพม่า และเดินทางกลับมาปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่หน้าถ้ำเขาลิ้นต่าง เมื่อชาวบ้านทราบข่าวว่าท่านมาปักกลดจึงพากันมาช่วยสร้างกุฏิและถวายที่ดินเพื่อให้ท่านสร้างวัด ซึ่งก็คือ “วัดบรรพตวิสัย (ในเขา)” ในทุกวันนี้

หลวงปู่เจียมได้เมตตาเล่าให้พวกเราฟังว่า หลวงพ่อพันเป็นพระที่มีเมตตาและใจดี แต่ในยามที่ท่านแสดงธรรมหรือสอนวิชา ท่านจะมุ่งมั่นและเอาใจใส่มาก ความแกร่งกล้าในคาถาอาคมดูได้จากหนวดเคราของท่านที่แข็งเป็นเหล็กไม่สามารถโกนออกได้

หลวงปู่หยุดพูดพร้อมกับชี้นิ้วไปที่พระประธาน ซึ่งด้านหลังมีรูปของ “พ่อหลวงพัน จันท์ศิริย์” แขวนติดอยู่บนผนัง ใบหน้าที่เคร่งขรึมตัดกับสายตาที่อ่อนโยนของพระภิกษุสูงวัยในภาพ ช่วยให้พวกเราเข้าใจเรื่องที่หลวงปู่เล่าได้ทันที

“พ่อหลวงมีอะไร กูก็เรียนทุกอย่าง”

ท่านพูดเบาๆ พร้อมกับยกมือขึ้นพนม

การสนทนาที่ดำเนินไปโดยมีพระมหาขวัญชัยเป็นตัวแทนคอยถามและคอยแปลในบางครั้ง ทำให้พวกเราทราบข้อมูลเพิ่มขึ้นว่าในช่วงที่หลวงพ่อพันครองวัดในเขานั้น ด้วยปฏิปทาและความเชี่ยวชาญในคาถาอาคมทำให้มีบรรดาพระเกจิอาจารย์ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่เดินทางมาขอเรียนขอต่อวิชาจากท่านหลายองค์ โดยเฉพาะหลวงพ่อรุ่ง (เคราเหล็ก) วัดบางแหวน ที่หลวงพ่อพันได้ทดสอบวิชาก่อนจะสอนโดยท่านได้โยนกรรไกรตัดหมากให้   ท่านว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าในวันนั้นได้จุดประกายไฟไสยศาสตร์ในโลกใบเล็กของสามเณรน้อยขึ้นทันที

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อรุ่ง (เคราเหล็ก)ได้เสกกรรไกรให้ปีนขึ้นต้นหมากและตัดหมาก ในขณะที่กรรไกรกำลังไต่ลงจากต้นหมาก หลวงพ่อพันได้เพ่งไปที่กรรไกรส่งผลให้การเคลื่อนไหวของตัวกรรไกรนั้นหยุดลงคาอยู่กลางลำต้น ท่านว่าการทดสอบวิชาระหว่างหลวงพ่อพันกับหลวงพ่อรุ่ง ทำให้ท่านหมดข้อกังขาและยอมสิโรราบกับหลวงพ่อพันอย่างหมดใจ

อย่างไรก็ตามถึงหลวงพ่อพันท่านจะเป็นพระที่เก่งในคาถาอาคม แต่โดยเนื้อแท้แล้วในระหว่างที่เรียนวิชาหลวงพ่อพันมักจะสอนเสมอๆ ว่าคาถาอาคมถึงจะมีจริงแต่เราไม่ควรยึดถือ ยึดมั่น ให้มากเกินไป โดยเฉพาะการเข้ามาอยู่ในเพศบรรพชิตต้องพร้อมและยึดในเรื่องของการกล่อมเกลากิเลสเป็นสำคัญ

ซึ่งหลวงพ่อพันได้เน้นย้ำว่าการบวชคือการฝึกฝนหัดชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทุกข์ การบวชเพียงแค่ต้องการเรียนคาถาอาคมเพียงอย่างเดียวนั้นเป็นความคิดที่ประเมินคุณค่าของพระพุทธศาสนาน้อยเกินไป ต้องบวชเพื่อให้จิตหลุดพ้นจึงจะถูกต้อง

กระนั้นก็ตามถึงสามเณรเจียมจะทราบถึงสัจธรรมที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่เที่ยงแท้แน่นอน แต่ท่านก็ไม่สามารถปลดเงื่อนไขความเป็นจริงของชีวิตได้ คือการทำงานเพื่อเลี้ยงดูบุพการีและมีทายาทเพื่อสืบสกุล

น้าเกษม-ผู้ควบตำแหน่งทั้งลูกชายและลูกศิษย์ได้เล่าว่าหลังจากสึกจากการเป็นสามเณร นายเจียมได้ดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาทด้วยการสร้างฐานะครอบครัวและดำรงชีวิตอย่างมีคุณธรรม ในยามว่างท่านได้ใช้วิชาอาคมที่ร่ำเรียนมาเพื่อสงเคราะห์คนตามความเหมาะสม

ท่านได้รับการยกย่องจากชาวบ้านว่าเป็นฆราวาสเรืองอาคม จัดเป็นบุคคลประเภทใจถึงพึ่งได้ โดยเฉพาะเรื่องของการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากหรือเจอเหตุการณ์ร้ายๆ ท่านก็จะยื่นมือเข้าช่วยอย่างไม่เคยเกรงกลัวอันตรายใดๆ

เคยมีเพื่อนบ้านที่เดินออกหาของป่าด้วยกัน โดนช้างป่าไล่ทำร้ายจึงวิ่งหนีขึ้นไปบนต้นไม้ นายเจียมเมื่อเห็นเหตุการณ์จึงกระโดดเข้าขวางและโบกมือไล่ ซึ่งทุกวันนี้ตัวของน้าวิทย์เองก็ไม่ทราบว่าจะด้วยคาถาอาคมหรือตบะของผู้เป็นพ่อ ทำให้ช้างป่าตัวนั้นตกใจและหันหลังวิ่งหนีเข้าป่าไปทันที

ส่วนอีกครั้งหนึ่งคือในระหว่างที่นายเจียมกำลังหาของป่าอยู่กับเพื่อนๆ ระหว่างที่ทุกคนเพลิดเพลินกับธรรมชาติก็ปรากฏว่าเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มได้เผชิญหน้ากับหมีป่าและก็ได้พ่อเจียมของแกอีกนั่นแหละที่กระโดดเข้าขวางและตวาดจนหมีป่าตัวนั้นต้องลดมือที่จ้องตะปบลงและหันหลังเดินจากไปในทันที

ต่อมาเมื่อนายเจียมได้พิจารณาเห็นว่าครอบครัวมีฐานะที่พอจะมั่นคงแล้ว หนุ่มใหญ่ผู้ผ่านพ้นกาลเวลาทางโลกมาอย่างยาวนานกว่า ๔๘ ปี จึงได้ตัดสินใจเข้าค้นหาความหมายสำคัญของชีวิต โดยวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๐๑ ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ วัดวาลุการาม (วัดแหลมทราย) อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร โดยมีพระครูวิเชียร ธรรมประยุต เป็นพระอุปัชฌาย์ พระพริ้ง หิริโก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และเข้าจำพรรษา ณ วัดบรรพตวิสัย (วัดในเขา)

ท่านว่าการได้บวชพระครั้งนี้เป็นไปด้วยความสุข เพราะนอกจากท่านจะได้เรียนรู้ถึงเป้าหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างถูกต้อง คือการประพฤติปฏิบัติภายใต้กรอบแห่งพระวินัยและความเคร่งครัดในวิถีความเป็นสงฆ์แล้ว ท่านยังสามารถแบ่งเวลาไปทบทวนและต่อวิชากับพระอาจารย์แดง วัดในเขา ซึ่งเป็นศิษย์รุ่นพี่จนแตกฉานในสายวิชาของวัดในเขา

ท่านเล่าว่าในระหว่างที่จำพรรษาอยู่นั้นมีอยู่วันหนึ่งท่านได้นั่งคิดทบทวนและหวนตระหนักถึงชีวิตสมณเพศของตนเองว่า ชีวิตที่ดำเนินอยู่นี้มันถูกทางและถูกต้องแล้วหรือยัง ?

ท่านว่าความคิดในขณะนั้นเหมือนกับถูกแบ่งออกเป็นสองทางคือ “ต้องการจะดำรงตนเป็นพระที่ดี” หรือ “ต้องการอยู่แบบสอบผ่าน” หากต้องการแค่สอบผ่านก็อยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ ถ้าต้องการเป็นพระที่ดีสมควรต้องปฏิบัติให้หนักและให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ ท่านว่าด้วยเหตุผลในใจนี้เองทำให้ท่านตัดสินใจออกเดินธุดงค์แสวงหาประสบการณ์และค้นหาคำตอบที่ตนเองต้องการ

ภายใต้การปฏิบัติที่หนักหน่วง การวิเคราะห์ การเปรียบเทียบและการทำความเข้าใจ ทำให้ท่านสามารถลงลึกในคุณธรรมด้านต่างๆ ได้อย่างชัดเจน ท่านว่าธรรมชาติของป่าเขาช่วยขัดเกลาให้ธรรมะและสมาธิของท่านคมลึกและประณีตมากขึ้น

“ศีล สมาธิและปัญญานี่แหละเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความประเสริฐมากยิ่งขึ้น”

ครับ คำพูดสั้นๆ ของท่านได้เรียกจิตสำนึกให้กับพวกเราโดยแท้ โดยเฉพาะในส่วนตัวของผมต้องถือว่าคำพูดของท่านสามารถขจัดความเขลาทางปัญญาในเรื่องของการเลือกดำเนินชีวิตได้ว่าตัวเราเองจะอยู่อย่างมนุษย์ธรรมดาหรือมนุษย์ที่ประเสริฐ

ซึ่งก็แน่แหละครับว่าแบบหลังต้องดีและสูงค่ากว่ามาก ซึ่งเมื่อมันคุ้มค่ากว่า มันก็ต้องแลกด้วยการลงแรง ลงใจ เพื่อจะได้สอบผ่านแบบไร้ใบปริญญาคงมีแต่ปัญญาเท่านั้นเป็นผลต่างตอบแทน

เมื่อถูกถามว่าในวันที่หลวงปู่ได้ละสังขารไปแล้ว แนวทางคำสอนและการปฏิบัติที่หลวงปู่ได้วางไว้จะเป็นอย่างไร?

“ไม่เห็นจะลำบากอะไร”

น้ำเสียงของท่านกล่าวด้วยความมั่นใจ

“เราสร้างพระไตรปิฏกในใจของทุกคนไว้นานแล้ว ไม่ต้องอธิบายให้มากความ พระไตรปิฏกคือคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมย่อลงเป็นสามประการง่ายๆ คือ ทำแต่ความดี ไม่ทำชั่วและรักษาจิตใจให้บริสุทธิ์ คนที่เขาได้ฟังก็บอกต่อๆ กันไป”

แล้วพวกที่ได้รับไปแล้วจะรักษาไว้ได้อย่างไร?

“ก็ต้องมีวินัย พระวินัยของชาวบ้านก็คือศีลห้าข้อ ต้องถามตัวเองว่าเรารักษามันไว้ได้สมบูรณ์กันดีหรือยัง”

ท่านย้ำคำสอนเดิมๆ ที่พูดมาตลอดชีวิตของท่านคือ

“จงใช้ชีวิตอย่างมีศีลธรรม รู้จักควบคุมจิตใจตนเองและชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยปัญญา”

“หัวใจสำคัญที่สุดของการรักษาศีลคืออะไร?”

เป็นคำถามของท่าน ที่มาพร้อมกับรอยยิ้มและคำเฉลย

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ การปฏิบัติ เพราะต้องปฏิบัติไปเรื่อยๆ”

เหมือนเส้นผมบังภูเขาจริงๆ เพราะคำตอบอยู่ที่ปลายจมูกนี่เอง

นั่นสินะ!!  ผมคิดในใจ จะว่าไปมันไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยหาก ศีล สมาธิ ปัญญา จะเจริญรุ่งเรืองอยู่ในจิตใจของหลวงปู่ เพราะเหตุผลที่ขับเคลื่อนความเจริญคือ “การปฏิบัติ” ที่ท่านได้ทำมาตลอดชีวิตนี่เอง

เล่ากันว่าในสมัยพุทธกาล พระเทวทัตบำเพ็ญสมาธิภาวนา ทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ เหาะเหินเดินอากาศได้ มีความคิดจะทำให้พระพุทธเจ้าสิ้นชีวิต โดยหวังเป็นพระพุทธเจ้าเสียเอง เหตุผลที่ทำให้พระเทวทัตมีความคิดแบบนั้นเพราะท่านไม่มีศีล ๕ คอยควบคุม จึงสามารถสร้างบาป ทำกรรม ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

ถ้าพระเทวทัตมีศีล ๕ ในใจบ้าง ท่านก็คงจะไม่คิดทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้ ถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าเลือกได้ตามใจชอบครับ อยากตกนรกอย่าง “พระเทวทัต” ก็ต้อง ลด/ละ/เลิกศีล พูดง่ายๆ คือไม่ต้องรักษาศีล แต่ถ้าอยากเข้าถึงธรรมจนบรรลุอย่าง “นางวิสาขา มหาอุบาสิกา” หรือ “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” ก็ต้องยึดถือและปฏิบัติตามศีล

โน่น!!...สวยมาก เสียงเพื่อนๆ ที่คอยอยู่นอกอุโบสถร้องบอกเมื่อเห็นแสงตะวันริมขอบฟ้าที่ค่อยๆ หลบหายไปทางด้านหลังเขาลิ้นต่าง

หมู่พระสงฆ์กลุ่มหนึ่งเดินเรียงแถวเข้ามาทางประตูด้านหน้าของอุโบสถ หลังจากที่ทุกองค์ก้มลงกราบพระประธานเรียบร้อยแล้ว ได้หันกลับมาทางหลวงปู่พร้อมกับก้มลงกราบ หลวงพี่องค์หนึ่งบอกกับพวกเราว่าถือเป็น “บุญสองชั้น โชคสองหน” เพราะหนึ่งคือได้กราบพระสุปฏิบัณโณ และสองคือได้กราบคุณธรรมที่อยู่ในตัวท่าน

“อิมินา ปัญจะสิกขาปะทานิ

เหล่านี้คือ สิกขาบทห้าประการ

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

ผู้สมาทานไปสู่สุขคติได้ เพราะศีล

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

ได้รับความถึงพร้อมด้วยโภคทรัพย์ เพราะศีล

สีเลนะ นิพพุติง นัยติ

ไปพระนิพพานได้ เพราะศีล

ตัสมา สีลัง วิโสธะเย

เพราะฉะนั้น ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เทอญ ฯ

ครับ...มรรค ผล นิพพาน พระพุทธเจ้าไม่ได้ผูกขาดสำหรับพระสงฆ์เพียงอย่างเดียว ผู้ที่ปฏิบัติดี ผู้ที่ปฏิบัติชอบ  อาศัยศีลเป็นหลัก ถึงแม้จะเป็นเพียงศีล ๕ หากสามารถยึดถือและปฏิบัติได้  ก็สามารถบรรลุธรรมสำเร็จเป็นอรหันต์ได้เหมือนกัน เรื่องแบบนี้คนไหนทำ คนนั้นได้....สวัสดีครับ

กราบขอบพระคุณพระมหาขวัญชัย สำหรับเรื่องราวและเรื่องเล่าต่างๆ คุณเพชร ร้านเพชรฉลูกัณฑ์-กับการนำทางและแรงบันดาลใจ คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 17/08/2013 เวลา : 13.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

กำลังจะพิมพ์ อ้าวเห็น คห. สองบอก ไว้ หลวงพ่อคล้อยท่านคงดังจนกลบ ชื่อ ไป แต่อ่านๆแล้ว น่าทึ่งมาก ๆ เรียกว่าพระดี ดัง เงียบๆ นะครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 16/08/2013 เวลา : 00.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

สุดยอด ครับ
ขนาด บ้านพี่สะใภ้อยู่หลังสวน
ยัง ไม่รู้จักวัดนี้เลย

ไปแค่ วัด พ่อท่านคล้อย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
kaikhong วันที่ : 15/08/2013 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kaikhong
เมนูจานเด็จ  กับ  นาย Kaikhung Fusion หน่อย ๆ สวย อร่อยครับ



"ผู้ที่ปฏิบัติดี ผู้ที่ปฏิบัติชอบ อาศัยศีลเป็นหลัก ถึงแม้จะเป็นเพียงศีล ๕ หากสามารถยึดถือและปฏิบัติได้ ก็สามารถบรรลุธรรมสำเร็จเป็นอรหันต์ได้เหมือนกัน" สาธุ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2013 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]