• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2224861
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 15217 , 00:37:10 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน มุสิกะตะวัน , opads โหวตเรื่องนี้

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 

ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ 

ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเจ้าว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 

ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เจ้าว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก

สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว เป็นที่ทราบกันดีว่าการจะมีไตรสรณคมน์เกิดขึ้นในโลกนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เนื่องจากไตรสรณคมน์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงมาอุบัติในโลก ซึ่งกว่าจะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นพระองค์จะต้องสร้างสมบารมีกว่าจะบริบูรณ์ก็ต้องใช้เวลาที่นานแสนนานนับหลายอสงไขย

ด้วยเหตุที่ไตรสรณคมน์เป็นเรื่องที่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ นี่เอง ทำให้ผู้ใดก็ตามที่ยึดถือไตรสรณคมน์เป็นที่พึ่งด้วยจิตใจอันมั่นคงแล้วนั้น จะสามารถยังผลให้ผู้นั้นได้เกิดในเทวโลกพ้นจากภาวะอันต่ำทราม

“ไตรสรณคมน์” นอกจากจะเป็นทั้งบทสวดมนต์ คาถาและยันต์สำคัญแล้ว ว่ากันว่า“ไตรสรณคมน์” ยังเป็นหลักพุทธธรรมข้อหนึ่ง ที่ซ่อนปรัชญาธรรมชาติเกี่ยวกับชีวิตที่มีสุขเอาไว้

คำว่า “หลักพุทธธรรม” หมายถึงหลักธรรม คำสอน ที่เชื่อกันว่าเป็นผลที่เกิดขึ้นหรือมีที่มาจากการค้นคว้า เป็นภูมิปัญญาของพระพุทธเจ้า พุทธธรรมในพระพุทธศาสนามีเป็นจำนวนมากครับ ว่ากันตั้งแต่เรื่องพื้นฐานในการดำเนินชีวิต เช่น “ไสยศาสตร์” “ความเชื่อ”  จนกระทั่งถึงเรื่องสูงสุดที่เป็นจุดหมายของพระพุทธศาสนา คือ ” นิพพาน” 

พัทลุง เป็นจังหวัดเล็กๆ จังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทยที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ว่ากันว่าดินแดงแห่งนี้ในอดีตได้มีผู้นำที่มีความสำคัญในการสร้างความเจริญและความมั่นคงให้กับบ้านเมืองหลายท่าน

อาทิเช่น พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) พระยาวิชิตเสนา (ทองขาว)พระยาอภัยบริรักษ์ (จุ้ย จันทร์โรจน์วงศ์) ส่วนประชาชนชาวเมืองพัทลุงก็ได้มีบทบาทในการร่วมมือกับผู้นำ ซึ่งแน่นอนเหลือเกินว่า “วัดเขาอ้อ” สถานที่รวมวิทยายุทธต่างๆ คือสถาบันหรือวัดที่เข้ามารองรับและผลิดบุคลากรชั้นนำของพัทลุง  มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล

เมื่อพูดถึงเขาอ้อและพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง พ่อท่านหมุนยสโร  วัดเขาแดงตะวันออก หลวงปู่เจ็ก ฐิตธัมโม วัดเขาแดงตะวันตก พระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา หลวงพ่อเล็ก ปุญญโก วัดประดู่เรียง ฯลฯ แต่จะมีสักกี่คนที่นึกถึงพระเกจิอาจารย์สององค์นี้

๑.“พ่อท่านเอียด ชินปุตโต” วัดทุ่งหินผุด ตำบลนาบินหลา อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

๒.“พระครูอดุลย์ศีลวัฒน์ (พ่อท่านผ่อง จิตตปัญโญ)” วัดตะแพน ตำบลตะแพน อำเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง

โดยเฉพาะรายหลังนั้น ชื่อของท่านต้องถือว่าค่อนข้างใหม่สำหรับวงการพระเครื่องทั่วไป

โดยส่วนตัว-ผมเคยได้ยินชื่อท่านมาหลายปีแล้วครับ เพราะท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงองค์หนึ่งในพื้นที่ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสเจอท่านสักครั้ง ที่ผ่านมาผมได้แต่ดูรูปถ่ายและเฝ้าติดตามข่าวของท่านอยู่ห่างๆ เนื่องจากพ่อท่านผ่องเป็นพระที่ไม่ยึดติดและเคลื่อนที่เร็วมาก พบกันครั้งนี้อาจเห็นท่านจำพรรษาวัดนี้ พบกันอีกครั้งในวันถัดมาท่านอาจย้ายไปอยู่วัดอื่นก็ได้

จนเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ผมและกลุ่มเพื่อนได้จัดงานพุทธาภิเษกเหรียญหลวงพ่อทวดขึ้นที่วัดเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง งานครั้งนี้พวกเราได้กำหนดโครงงานและพยายามนิมนต์พระที่เคยเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของสำนักเขาอ้อ ซึ่งพ่อท่านผ่องเป็นหนึ่งในจำนวนพระเกจิอาจารย์กลุ่มนี้ครับ เอาเป็นว่าถึงท่านจะไม่ได้ถือกระเป๋าเข้าเรียนที่วัดเขาอ้อแต่ด้วยสายวิชาและสายเลือดแล้วต้องบอกว่าพ่อท่านผ่องเป็นสายตรงจริงๆ

ในวันงานผมเห็นพระรูปร่างสูงวัยรูปร่างผอมเล็กเดิมมาแต่ไกล ไม่ผิดฝาผิดตัวแน่นอนครับ การเมตตารับนิมนต์และเดินทางมาร่วมงานของท่านสร้างความดีใจให้กับพวกเรามากครับ พ่อท่านผ่องในวัย ๘๔ ปี ท่านดูหนุ่มกว่าในภาพและเป็นพระที่เคลื่อนไหวได้ว่องไวมากกว่าที่เราคิด จริงอยู่ถึงหูของท่านจะหนักไปบ้างตามอายุแต่นั่นไม่ใช่ปัญหาในการสนทนาเพราะถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องใช้บริการล่ามจำเป็นอยู่แล้วครับ

ลูกศิษย์ของท่านเล่าให้พวกเราฟังว่า พ่อท่านผ่องเป็นบุตรชายของ “พ่อท่านเอียด ชินปุตโต” อดีตเจ้าอาวาสวัดทุ่งหินผุด อำเภอเมือง จังหวัดตรัง

เขาเล่าว่าประกาศนียบัตรที่รับรองความขลังของพ่อท่านเอียดคือเหรียญรุ่นแรกของท่านที่มากไปด้วยประสบการณ์ อย่างเช่น กรณีหนุ่มสวนยางถูกไล่ยิงด้วยปืน .๓๘ แต่กระสุนไม่สามารถระคายผิวหนัง หรือจะเป็นกรณีของคนดังเมืองตรังที่ถูกคู่อริฝ่ายตรงกันข้ามจับกดหัวลงกับพื้นแล้วยิงถึง ๓ นัดซ้อนแต่ไม่ออก จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี่เองที่ส่งผลให้เหรียญรุ่นแรกของพ่อท่านเอียดแหวกตลาดพระเครื่องขึ้นทำเนียบเหรียญแพงเหรียญขลังของเมืองตรังครับ

ในส่วนของ “พระครูอดุลย์ศีลวัฒน์”  หรือ “พ่อท่านผ่อง จิตตปัญโญ” นั้น หลังจากที่สิ้นพ่อท่านเอียด ชาวบ้านนาบินหลาบางคนในยุคนั้นบอกว่าพ่อท่านผ่องไม่เก่งเหมือนพ่อท่านเอียด บางคนก็บอกว่าพรรษาของท่านยังไม่มากพอ ฯลฯ ด้วยความเป็นพระที่ไม่ชอบความวุ่นวาย ท่านจึงตัดสินใจกลับมาจำพรรษา ณ วัดป่าตอ ตำบลโตนดด้วน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ในขณะที่ชาวบ้านนาบินหลาปฏิเสธแต่ชาวบ้านโตนดด้วนต่างพูดตรงกันว่า พ่อท่านผ่องนี่แหละคือตัวตายตัวแทนของพ่อท่านเอียด เพราะทุกคนต่างทราบในคุณธรรมและรับรู้ถึงความสามารถในด้านวิชาอาคมของท่าน

นอกจากท่านจะมีบารมีในเรื่องของการปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ ได้แบบเปี่ยมล้นคุณภาพแล้ว การปฏิบัติตัว / การบำเพ็ญตนของท่านก็มีเรื่องราวที่น่าเรียนรู้อยู่มิใช่น้อย ในยุคที่จังหวัดพัทลุงมีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากมายหลายองค์ เช่น พ่อท่านเอียด วัดโคกแย้ม พ่อท่านช่วง วัดควนปันตาราม พ่อท่านคล้อย วัดภูเขาทอง ฯลฯ แต่ชื่อของพ่อท่านผ่องก็ยังสามารถก้าวขึ้นมาเป็นพระเกจิอาจารย์ในดวงใจของชาวพัทลุงได้ในทุกวันนี้

จริงอยู่ถึงการดำรงวิถีชีวิตของท่านในร่มเงาพระพุทธศาสนาจะดำเนินไปอย่างเงียบๆ ไม่หวือหวาเหมือนพระเกจิอาจารย์บางองค์ แต่ถ้าเราได้ลงลึกในประวัติและคุณธรรมของท่านแล้ว ต้องยอมรับครับว่าเรื่องราวและการมองโลกในทัศนคติเชิงบวกของท่านมีความน่าสนใจอยู่มิใช่น้อย

สำหรับบางท่านที่เกิดทันและเคยเห็นถึงฤทธิ์อภิญญาของ “พ่อท่านเอียด ชินปุตโต” วัดทุ่งหินผุด  อาจมองข้ามความขลังของพ่อท่านผ่อง แต่สำหรับพวกเราในฐานะของคนรุ่นใหม่และห่างไกลพ่อท่านเอียด ต้องบอกว่าสำหรับพ่อท่านผ่องแล้ว พวกเราทุกคนก็เชื่อกันว่าการมองเห็นถึงคุณงามความดีที่ท่านได้ทำและสัมผัสได้ถึงเก่งที่ท่านมี มันก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเราน้อมตัวลงกราบไหว้ได้อย่างสนิทใจแล้วครับ

วัตถุมงคลของท่านทุกอย่างถึงจะมีจำนวนน้อยชิ้นแต่ก็ล้วนเป็นที่ต้องการและแสวงหา โดยเฉพาะกับเหรียญรุ่นแรก (ฉลองสมณศักดิ์พัดยศ ปี ๒๕๔๐ ) ที่มีประสบการณ์อย่างฉกาจฉกรรจ์และโชกโชนชนิดยมบาลยังต้องสงสัย

ไม่ว่าจะเป็นด้านอุบัติเหตุที่เกิดจากการประสานงาระหว่างรถมอเตอร์ไซด์กับรถยนต์ การเตือนภัยเวลามีเหตุร้าย ไล่เรียงลำดับลงไปจนถึงเรื่องยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า ก็มีให้เห็นประจักษ์แก่สายตามคนหมู่มากเยอะแยะ

ซึ่งประสบการณ์ต่างๆ เหล่านี้แหละครับที่พอจะทำให้พวกเราทราบว่าเส้นทางชีวิตของท่านก็มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

ย้อนหลังไป ๒ ปีหลังจากเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติสยาม ๒๔๗๕ ถึงบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่มันก็ไม่ได้มีผลต่อการเกิด เพราะ ณ บ้านโตนดด้วน อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง  “เด็กชายผ่อง  เพชรทองด้วง” บุตรชายคนสุดท้องของ “นายเอียด-นางแป้น เพชรทองด้วง”  ได้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่  ๑๔  พฤษภาคม ๒๔๗๗

ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ด้วยความที่ “นายเอียด” พ่อของท่านมีความรอบรู้ในเรื่องของไสยศาสตร์ ดังนั้นเมื่ออายุได้ ๔๐ ปี พ่อของท่านจึงได้อุปสมบท ณ วัดสุวรรณ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง และจำพรรษา ณ วัดป่าตอ

หลังจากพ่อท่านเอียดได้ศึกษาพระธรรมวินัยต่างๆ จนแตกฉานท่านจึงได้ออกเดินธุดงค์มาจนถึง “ถ้ำเขาช้างหาย” ตำบลนาหมื่นศรี อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ณ สถานที่แห่งนี้เอง "พ่อท่านเอียด" ได้นำวิชาอาคมที่ร่ำเรียนออกมาช่วยสงเคราะห์ชาวบ้านจนมีชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว

ต่อมาคณะกรรมการวัดทุ่งหินผุด ตำบลนาบินหลา ฯ ได้นิมนต์ท่านเข้าจำพรรษาและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อปี ๒๕๐๑ ซึ่งพระลูกชายได้เล่าถึงความเก่งของพระผู้พ่อว่า

“ท่านเป็นพระที่เก่งในไสยเวทย์มาก หนังเหนียว ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า สมัยที่ยังไม่ได้บวชแกเคยโดนโจรที่เข้ามาปล้นวัวรุมทำร้ายถึง ๙ คน แต่ก็ไม่สามารถทำอันตรายแกได้ โดยแกไล่ฟันจนกระเจิง”

เรื่องราวเล็กๆ ในค่ำคืนที่ดุเดือดจากเสียงของพระลูกชาย ทำให้พวกเราสัมผัสได้ถึงความเก่ง ความขลังของคนในยุคสมัยนั้น

“ท่านนับถือและเชื่อมั่นในไตรสรณคมน์มาก”

พ่อท่านผ่องพูดถึงหลักธรรมประจำใจของพ่อท่านเอียด

ท่านเล่าว่าจากเรื่องโจรปล้นวัวในค่ำคืนนั้นได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิตท่านถึง ๒ เรื่อง เรื่องที่หนึ่งคือแรงบันดาลใจที่จะเรียนรู้ไสยศาสตร์และเรื่องที่สองคือความศักดิ์สิทธิ์ของพระไตรสรณคมน์

ท่านว่าในเรื่องคุณของพระไตรสรณคมน์นั้น  พ่อท่านเอียดได้ตอกย้ำสม่ำเสมอว่าให้ยึดถือไว้เป็นหลักเป็นที่มั่นของใจ เพราะเป็นพระไตรสรณคมน์ในทางไสยศาสตร์ถือว่าเป็นพระคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์และมีอานุภาพสูงสุด กันได้ทั้งผี กั้นได้ทั้งอันตรายที่จะเกิดต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง ท่านว่า...

“พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ นี่แหละแม้แต่เทพ เทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายยังต้องให้ความเคารพยำเกรง ไม่มีสิ่งใดที่จะก้าวล้ำผู้ที่มีจิตมั่นคงในพระไตรสรณคมน์ได้”

ครับ..อย่าได้ประมาทในเรื่องพุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ด้วยความคิดว่าเป็นเพียงบทสวดมนต์ธรรมดาๆ 

ซึ่งเรื่องนี้พ่อท่านผ่องได้อธิบายความเพิ่มเติมอีกว่า

“การปฏิญาณขอรับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งนี้ เรียกว่า ไตรสรณคมน์ เป็นเรื่องที่พุทธศาสนิกชนต้องพึงรู้เป็นอันดับแรก หากตีความตามบท พระพุทธหมายถึง พระผู้ตรัสรู้อย่างแจ่มแจ้ง พระธรรมหมายถึง ความจริงที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และนำมาสั่งสอน พระสงฆ์ คือพระพุทธสาวก ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ”

ท่านว่าเรื่องนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนและต้องให้ความสำคัญที่สุด ซึ่งหากพิจารณาให้ดีแล้วจะเห็นว่า การที่บ้านเมืองเกิดปัญหาความแตกแยกแบ่งเสื้อสี เพราะคนเราขาดธรรมะ การขาดธรรมะนำมาซึ่งอวิชชาคือความไม่รู้หลงผิด ดังนั้นถ้าคนเรามีธรรมะ ก็จะรู้จักการใช้ชีวิตอย่างมีสติ รู้จักควบคุมจิตใจตนเอง

“การน้อมนำพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง จะทำให้มีชีวิตที่ดี มีความสงบ คนเราถ้ามีสติ มีความปรารถนาดี มีความเมตตา ก็จะไม่เกิดการแบ่งแยกทะเลาะเบาะแว้ง"

"ที่ว่าทำไมคนสมัยก่อนถึงถือของได้ขึ้นกว่าคนสมัยนี้ก็เพราะคนสมัยก่อนเคร่งครัดในธรรมะและวิธีการใช้วัตถุมงคลอย่างมาก”

ท่านเล่าว่าจริงๆ  แล้ว เห็นท่านเงียบๆ แบบนี้ ในสมัยก่อนชีวิตของท่านค่อนข้างหนักไปทางโลดโผน ที่ผ่านมาท่านได้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า กว่าจะมาถึงวันนี้ท่านได้ผ่านการอุปสมบทมาสามครั้งแล้ว ครั้งแรกบวชที่วัดสุวรรณวิชัย จังหวัดพัทลุง มีท่านพระครูกรุณานุรักษ์ (พร้อม) เป็นพระอุปัชฌาย์

ครั้งที่สองบวชที่วัดเกาะยาง จังหวัดพัทลุง มีท่านพระครูวิริยโศภน  (พ่อท่านบัว) เป็นพระอุปัชฌาย์ สำหรับวิชาอาคมต่างๆ ที่มีในวันนี้นอกจากท่านจะได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อท่านเอียดตั้งแต่เด็กๆ แล้ว อีกส่วนหนึ่งท่านก็ได้ศึกษามาจากพระอุปัชฌาย์ทั้งสององค์

“ตอนเด็กๆ สักสิบกว่าขวบ พ่อก็ให้ทำน้ำมนต์ไล่ผีแล้ว สอนว่าให้เอาขันน้ำใส่น้ำฝน ตั้งหน้าพระแล้วสวดไตรสรณคมน์นี่แหละ แกเองก็ใช้คาถานี้เหมือนกัน”

หลังลาสิกขาก็ได้ออกมาครองเรือนและมีบุตร ๓ คน ต่อมาเมื่อท่านได้สร้างฐานะครอบครัวและเลี้ยงดูบุตรจนครองเรือนได้แล้ว อยู่มาวันหนึ่งท่านได้นึกหวนระลึกถึงเรื่องที่ท่านเคยติดสินบาทคาดสินบนเอาไว้ ด้วยความกังวลใจท่านจึงได้ออกเดินทางจากควนขนุนมาขอคำปรึกษาจาก “พ่อท่านเอียด” ที่วัดทุ่งหินผุด จังหวัดตรัง

ท่านว่าเมื่อมาเห็นพ่อท่านเอียดซึ่งขณะนั้นชราภาพมากแล้วแต่ยังยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา  ทำให้เกิดความประหลาดใจว่า เพราะเหตุใดพ่อท่านเอียดจึงดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข? ด้วยความสงสัยท่านจึงได้กราบขออนุญาติพ่อท่านเอียดเพื่อบรรพชาอุปสมบท โดยในจังหวะนั้นท่านคิดเพียงสามอย่างคือ

หนึ่ง-ตนเองจะได้บวชแก้บนให้จบสิ้นกันเสียที สอง-แก้ข้อสงสัยที่ว่าทำไมพ่อท่านเอียดถึงไม่เกิดความทุกข์เวทนาในกายสังขารและสาม-ทดแทนคุณบิดาโดยการอุปฐาก

ดังนั้นในวันที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๒๐ ท่านจึงได้อุปสมบทอีกครั้ง(ครั้งที่ ๓)  ณ วัดควน (นาแค) ตำบลบ้านควน อำเภอเมือง จังหวัดตรัง โดยมีพระครูอดุลคุณาทร เป็นพระอุปัชฌาย์

ท่านเล่าว่าในระหว่างที่บวชอยู่นั้น พ่อท่านเอียดได้ถ่ายทอดวิชาอาคมให้อีกมากมายพร้อมกับคอยย้ำเตือนแบบเดิมๆ คือให้ท่านยึดมั่นในคุณของพระไตรสรณคมน์ และด้วยคำพูดของพ่อท่านเอียดที่สอนว่า

“ไม่มีความสุขใดเท่าความสุขในร่มเงาของพระพุทธศาสนา”

ยิ่งทำให้ท่านมั่นใจว่าหนทางที่ท่านดำเนินอยู่นี้คือทางเดินที่ถูกต้องและเป็นเส้นทางแห่งความสุขอย่างแท้จริง

ต่อเมื่อพ่อท่านเอียดมรณภาพลงในปี ๒๕๒๑ ท่านถึงได้ตกผลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าในเรื่องความไม่เที่ยงของสังขารและสรรพสิ่ง ทำให้ทุกวันนี้ท่านจึงได้อุทิศชีวิตที่เหลืออยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในทางโลกคือสงเคราะห์ผู้คนในด้านต่างเท่าที่จะสามารถทำได้ และทางธรรมคือสั่งสอนอบรมให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้เห็นถึงความสำคัญของ ศีล สมาธิ ปัญญา

“อนิจจา วต สังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตวา นิรุชชันติ เตสัง วูปสโม สุโข สังขารไม่เที่ยง เกิดขึ้นแล้วต้องดับ เกิดมาแล้วก็เสื่อม เป็นธรรมดา ไม่ควรยึดถือยึดมั่นในสังขาร  ในเมื่อคนเรามีความทุกข์เหมือนกัน การจะทำให้พ้นทุกข์ก็ต้องเป็นแบบเดียวกัน ”

ท่านอมยิ้มหลังจากกล่าวจบ

พวกเราพยักหน้าแทนการยอมรับ

ผมกราบเรียนถามท่านว่า เพราะเหตุใดที่ผ่านมาท่านถึงได้ย้ายวัดจำพรรษาหลายวัด?

“เราชอบความสงบ ไม่ชอบความวุ่นวาย เมื่อเราเห็นว่ามีความวุ่นวายกำลังจะเข้ามาหาและไม่สามารถแก้ไขได้ เราก็ต้องแก้ไขปรับปรุงที่ตัวเราเอง เราชอบความสงบ เราก็ออกไปเก็บเกี่ยวหาความสงบที่เป็นความสุขในแบบของเรา”

แล้วจุดไหนคือจุดที่พ่อท่านพอใจครับ?

“เราไม่ได้ตั้งเป้าหรอกว่าจะไปพอใจที่จุดไหน วัดไหนที่ต้องการเราและนิมนต์เราเพื่อไปช่วยพัฒนา เราก็จะไปให้ เพราะตอนนี้อะไรที่เราพอจะทำได้ ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา เราก็อยากจะทำ เราทำในจังหวะที่เรามีแรง  ขอให้เป็นเรื่องดีๆ  เรื่องบุญกุศล  บอกมาเลยเราจะไปทำให้”

ครับ...แนวความคิดและคำสอนของพ่อท่านผ่อง พระสงฆ์ธรรมดาที่ไม่ได้จบหลักสูตรพระพุทธศาสนามาจากสถาบันไหน แต่เป็นคำสอนอันเกิดจากประสบการณ์ตรงที่มีมากกว่าคำบอกเล่าหรือตำรานี้เอง ทำให้พวกเราทราบว่าท่านไม่ได้เป็นพระที่จะเก่งเฉพาะไสยศาสตร์อย่างเดียว ความเชี่ยวชาญในคำสอนของศาสนาและทัศนคติในการมองโลกท่านก็ยังมีมากแบบไม่แพ้พระรุ่นใหม่ที่จบหลักสูตรจากสถาบันต่างๆ

ผมแอบคิดในใจเล่นๆ ว่า ภายในระยะเวลาหนึ่งปี (๒๕๒๐-๒๕๒๑) ที่ท่านได้ใช้เวลาอยู่กับพ่อท่านเอียดทำให้ท่านตกผลึกความคิดได้ถึงขนาดนี้ และนับจากวันที่ท่านบวชจนถึงวันนี้ (๒๕๒๐-๒๕๕๖) มันคือการสั่งสมความรู้ความเชี่ยวชาญของท่านมานานถึงสามสิบกว่าปี

น่าเสียดายจริงๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกเรามองข้ามและปิดใจคิดว่าท่านเป็นแค่พระเกจิอาจารย์แก่ๆ ธรรมดาๆ องค์หนึ่งที่เสกของได้ขลัง

จริงอยู่ครับการที่เราจะศึกษาธรรมะหรือวิธีการปฏิบัติด้วยตนเองก็ย่อมทำได้ เพราะสมัยนี้มีตำรามีสถาบันต่างๆ ที่เปิดสอนและพร้อมที่จะต้อนรับอยู่แล้ว แต่มันคงจะดีกว่าถ้าหากมีพระผู้ชำนาญการและเสกของขลังแบบได้ใจคอยแนะนำสั่งสอน เพราะนอกจากจะทำพวกเราให้เกิดความมั่นใจว่าแนวทางนั้นชัดเจนแม่นยำแล้ว  พวกเรายังได้รับตะกรุด ผ้ายันต์ หรือของขลังต่างๆ ไปพร้อมๆ กันด้วย

จะว่าไปแล้วถ้าไม่มีโอกาสพบพ่อท่านผ่องในวันนี้ พวกเราคงไม่รู้กันหรอกครับว่า “พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ”  ที่ท่องอยู่บ่อยครั้งเวลาสวดมนต์ มันคือคาถาที่มีอานุภาพขนาดเทวดาและสิ่งศักดิ์ต่างๆ ล้วนให้ความเคารพยำเกรง

วันหน้าหากมีใครถามผมว่า

“เทวดากลัวอะไร?”

ผมคงตอบได้แล้วครับว่า เทวดาไม่ได้กลัวตกสวรรค์เพียงอย่างเดียว

“พระไตรสรณคมน์” นี่แหละครับที่บรรดาเหล่าเทวดาต่างพากันเกรงกลัวจนถึงขนาดไม่กล้าก้าวล่วงล้ำผู้ที่มีจิตมั่นได้...สวัสดีครับ

ขอกราบขอบพระคุณ ท่านพระครูอดุลย์ศีลวัฒน์ (พ่อท่านผ่อง) สำหรับการอนุญาตให้นำข้อมูลมาเผยแพร่ คุณเพชร ร้านเพชรฉลูกัณฑ์ สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 29/09/2013 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ใกล้เกลือกินด่างจริงๆ
ขนาดท่านอยุ่ใกล้
ยังไม่เคยรุ้เลย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 29/09/2013 เวลา : 11.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ใกล้เกลือกินด่างจริงๆ
ขนาดท่านอยุ่ใกล้
ยังไม่เคยรุ้เลย

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          



[ Add to my favorite ] [ X ]