• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2292544
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 10905 , 03:56:40 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน มุสิกะตะวัน , opads และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

หากพูดถึง “วัดควนปันแต” เชื่อว่าบางคนคงจะไม่คุ้นหูกันสักเท่าไร แต่สำหรับคนในพื้นที่หรือคนที่ชอบในเรื่องของความขลังขมังเวทย์ตามแบบฉบับเขาอ้อ จะรู้กันดีว่า “วัดควนปันแต” ที่ว่านี้ หมายถึง “วัดควนปันตาราม” ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ด้วยความที่วัดแห่งนี้มีอายุมากกว่า ๒๐๐ ปีและอยู่ในรัศมีไม่เกิน ๑๐ กิโลเมตรจากวัดเขาอ้อ แน่นอนครับว่าสายวิชาหรือความเกี่ยวเนื่องกับวัดเขาอ้อจึงมีอยู่เต็มทุกอณูของพื้นที่ ไม่ต่างจากวัดอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน เช่น วัดดอนศาลา วัดภูเขาทอง ฯลฯ

จะว่าไปแล้ว “วัดควนปันตาราม” ถือเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์ร่วมและเป็นวัดที่เหมือนจุดเชื่อมต่อของไสยเวทย์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ตัวอย่างเช่นกรณีของ “พระครูรัตนาภิรัต (แก้ว)” หรือชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “ตาหลวงเน” อดีตเจ้าอาวาสวาจาสิทธิ์ของวัดแห่งนี้

 

(พระครูรัตนาภิรัต (แก้ว))

ด้วยดีกรีของ “ตาหลวงเน“ ที่เป็นถึงหนึ่งในศิษย์ยุคแรกๆ ของ “พระครูสังฆวิจารณ์ฉัททันต์บรรพต” หรือชื่อที่รู้จักกันทั้งประเทศว่า  “พระอาจารย์ทองเฒ่า แห่งวัดเขาอ้อ” ซึ่งลูกศิษย์ร่วมยุคสมัยเดียวกับตาหลวงเน เช่น พระอาจารย์ปาล  วัดเขาอ้อ พระอาจารย์เอียด วัดดอนศาลา พระอาจารย์เปรม วัดวิหารสูง ฯลฯ

ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่เอื้อต่อกันนี้เองทำให้วัดควนปันตารามคือหนึ่งในตำนานที่ถูกเล่าขานอยู่ในบริบทของวัดเขาอ้อ

เล่ากันว่าในสมัยที่จอมพล ป.พิบูลย์สงคราม ได้นำทหารเข้าสู้รบในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ท่านก็ได้ “ตาหลวงเน” นี่แหละครับที่ช่วยปลุกเสกวัตถุมงคลเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ทหาร

เรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของ “ตาหลวงเน” ยังมีมากมายหลายเรื่องครับ ไม่ว่าจะเมตตาหรือมหาอุดหยุดโลก ฯลฯ แต่ที่ชาวบ้านควนปันแตเห็นประจักษ์จนเป็นเรื่องธรรมดาและเล่าขานกันมาตลอดคือเรื่องของการยิงลูกกระสุนคต

ว่ากันว่าต่อให้ไปหลบที่ไหนก็ตามหากตาหลวงเนหยิบคันกระสุนขึ้นมายิงแล้วละก็เป็นเข้าเป้าหมายทุกรายไป ซึ่งทุกวันนี้ผู้เฒ่าคนแก่ที่อยู่ทันยุคและเห็นเหตุการณ์ก็ยังมีชีวิตอยู่อีกหลายคนครับ

ปัจจุบัน “วัดควนปันตาราม” มี “พระครูวิโรจนศาสนกิจ (พ่อท่านช่วง ฐิตธมฺโม)” ลูกศิษย์ตาหลวงเน หลานศิษย์พระอาจารย์ทองเฒ่า ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสครับ

ย้อนหลังไปในช่วงปี ๒๕๔๐ ต้องยอมรับครับว่า “พ่อท่านช่วง ฐิตธมฺโม” เป็นพระเกจิอาจารย์หนึ่งในไม่กี่องค์ของสายวัดเขาอ้อที่มีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาทะลุฟ้าเมืองกรุง

ต้องบอกว่าแทบจะทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานราษฏร์หรืองานหลวง จะต้องมีชื่อของพ่อท่านช่วงเป็นพระพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีปลุกเสกอยู่เสมอๆ

นอกจากท่านจะได้รับการยกย่องว่าเป็นมือวางอันดับต้นของสำนักวัดเขาอ้อแล้ว วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์สามารถช่วยให้หลายต่อหลายคนรอดพ้นจากอันตรายต่างๆ มาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ประมาณว่าถ้าคงกระพันก็เหนียวกันแบบสุดๆ ถ้าเป็นด้านเมตตาก็ขนาดน้อมใจคนลงมาสยบ

ว่ากันว่าด้วยประสบการณ์ในเชิงไสยศาสตร์ที่ชัดเจน/การเป็นพระสงฆ์ที่มีคุณธรรมและเคร่งครัดในพระวินัยนี้เอง ที่ส่งผลให้ “พ่อท่านช่วง ฐิตธมฺโม” ก้าวเข้ามาเป็นพระเกจิอาจารย์ในใจของใครหลายต่อหลายคน  ไม่มียกเว้นแม้แต่ผม ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นเด็กน้อยและไม่เคยได้มีโอกาสพบกับท่านเลย

โดยส่วนตัวแล้วผมเฝ้าติดตามข่าวสารของท่านจากหนังสือพระเครื่องหลายต่อหลายเล่ม

หลังจากเรื่องราวของท่านได้โลดแล่นอยู่ในวงการพระและหน้าหนังสือพระเครื่องมาได้สิบกว่าปี กระบี่มือหนึ่งจากเมืองลุงก็ค่อยๆ เงียบหายไปจากวงการและพื้นที่ส่วนกลาง

ซึ่งการหายไปครั้งนี้อย่าว่าแต่คนอื่นเลยแม้แต่ตัวผมเองยังแอบคิดไปใหญ่โต

จนวันหนึ่งผมและกลุ่มเพื่อนได้ร่วมกันจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด เพื่อนำออกแจกจ่ายให้แก่ทหาร ตำรวจและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการณ์ในเขต ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

พวกเราตกลงกันในเบื้องต้นแล้วว่าการนำเหรียญหลวงพ่อทวดลงไปเสกในภาคใต้ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องทำจะขาดเสียมิได้ ดังนั้นรายชื่อของพระเกจิอาจารย์สายใต้จึงถูกลำเลียงขึ้นมาเพื่อวางแผนให้สอดรับกับแผนที่การเดินทาง

ผมดีใจที่ได้เห็นชื่อของพ่อท่านช่วงอีกครั้งพร้อมกับได้ทราบความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมว่า การเงียบหายของท่านนั้น มีสาเหตุมาจากสุขภาพของท่านที่เสื่อมลงตามกาลเวลา ประกอบกับโรคภัยไข้เจ็บที่เบียดเบียนจนแพทย์ผู้รักษาต้องให้คำแนะนำว่าควรงดรับกิจนิมนต์ต่างๆ จนกว่าสุขภาพจะดีขึ้น

ผลที่เกิดจากการพักฟื้นตัวด้วยระยะเวลาที่ยาวนานนี้เอง ทำให้เรื่องราวของท่านที่เคยโลดแล่นอย่างมีชีวิตและเป็นสีสันในฐานะศิษย์อาวุโสองค์หนึ่งแห่งสายวัดเขาอ้อ ต้องหยุดนิ่งกะทันหัน 

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ตัวท่านเองตลอดจนพระสงฆ์สามเณรที่คอยอุปัฏฐากต้องปฏิบัติอย่างเข้มงวดตามคำแนะนำของแพทย์ เพราะหากประมาทหรือหละหลวมเพียงนิด อาจหมายถึงการสูญเสียอย่างใหญ่หลวง

ระยะทางตามหนังสือท่องเที่ยวบอกข้อมูลว่า ๘๖๐ กิโลเมตรจากกรุงเทพมาพัทลุง ในขณะที่ระยะจริงจากไมล์รถต้องบวกอีกร้อย

คงต้องบอกว่ามันเป็นการเดินทางที่ยาวไกลและใช้เวลาที่ยาวนานมากพอสมควรครับ

ตลอดการเดินทาง ถึงพวกเราจะสนุกกับการแวะตามวัดต่างๆ ที่ได้วางแผนไว้ แต่ในทันทีที่เข้าสู่เส้นทางไปวัดควนปันตาราม ภายในรถทุกคนต่างนั่งลุ้นนอนลุ้นกันว่า ณ เวลานี้ วันที่พ่อท่านช่วงมีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ท่านจะปฏิเสธหรือตอบรับการมาขอความเมตตาของพวกเราในครั้งนี้หรือไม่ 

และด้วยความเป็นมืออาชีพของพวกเราในการตามหาพระเกจิอาจารย์มาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า ถ้าท่านไม่พร้อมที่จะเสกก็ขอให้ได้กราบก็ยังดี

ท่ามกลางท้องนาสีเขียวที่โอบล้อมเนินเขาและภูเขาเล็กๆ ในอำเภอควนขนุน ผมมีความคิดว่าในความที่พัทลุงเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์เก่าแก่แห่งหนึ่งและยังคงสภาพเดิมของพื้นที่เอาไว้ ถ้าไม่ได้มาเยี่ยมชมคงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

เพราะเราจะพลาดโอกาสในการได้สัมผัสกับบรรยากาศอันเคยเจริญรุ่งเรืองทางด้านศิลปวัฒนธรรมและวิทยาคมทางไสยศาสตร์

อย่างเช่นที่เขาเรียกว่า “ควน” ลักษณะของ “ควน” มันเป็นอย่างไร? มันสูงหรือมันต่ำขนาดไหน? การสัญจรที่เริ่มจากวัดเขาอ้อไปยังวัดต่างๆ ในละแวกนั้นห่างกันแค่ไหน? สามารถเดินทางไปถึงได้ภายในเวลาเท่าใด? รวมลงไปจนถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ที่นับถือปะปนกันระหว่างความเป็นพุทธกับพราหมณ์

ซึ่งการมองภาพในแบบองค์รวมนี้ถือเป็นเรื่องจำเป็นในการทำความเข้าใจหากเรายังรักและชอบเดินทางบนถนนแห่งความขลังสายนี้

ภายในกุฏิที่ตั้งอยู่ด้านหลังของอุโบสถ พ่อท่านช่วง ในวัย ๘๖ ปี กับ ๖๖ พรรษาในชีวิตสมณเพศ กำลังนอนพักผ่อน

องค์จริงของท่านดูซูบผอมไปมากกว่าภาพที่เราเคยเห็นในหนังสือพระเครื่อง หากแต่สิ่งหนึ่งที่พวกเรามองแล้วไม่เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงเลยคือใบหน้าและแววตาที่อ่อนโยนของท่าน

“ต้องเรียกว่าหนักมาก เกือบไปเหมือนกัน”

คำตอบของคำถามเรื่องสุขภาพดังขึ้นเบาๆ พอได้ยินในกลุ่ม

ผมได้เรียนถามท่านว่าหนักขนาดไหน ?

“อย่าว่าแต่เดินไปรับแขกเลย แค่เดินเข้าห้องน้ำยังยากลำบากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา”

ท่านหัวเราะเบาๆ ก่อนพูดต่อว่า

“ตอนนี้มือทั้งสองข้างยังไม่ค่อยมีแรง มีอาการชา จะหยิบ จะฉวยอะไรก็ไม่สะดวก แต่ก็ไม่ได้เบื่ออะไร มองเห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดา เกิด แก่ เจ็บ ตาย”

ว่ากันว่า “มนุษย์เป็นสัตว์สังคม” ประโยคนี้สามารถขยายความได้ว่า มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันเอื้อเฟื้อแบ่งปันซึ่งกันและกัน ไม่มีใครรู้หรอกครับว่าอนาคตข้างหน้ามันจะเป็นอย่างไรหรือจะเกิดอะไรขึ้น

จริงอยู่ถึงในวันนี้เราคิดว่าตัวเราเก่งและยังแข็งแรง แต่วันพรุ่งนี้ล่ะ สถานการณ์หรือเรื่องราวต่างๆ จะทำให้เรายังเป็นคนเก่งแบบเดิมอยู่หรือเปล่า

“ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเป็น  แต่เป็นแล้วทำให้คิดได้ว่า ถึงเราจะเป็นหัวหน้าเป็นสมภารมีลูกเณร มีพระสงฆ์ที่ต้องคอยดูแล แต่ในอีกส่วนหนึ่งเราเองจะเคลื่อนไหวไปไหนก็ไม่สะดวก ต้องอาศัยพระเณรคอยดูแลประคองไป ทุกวันนี้จึงกลายมาเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องหันมาดูแลซึ่งกันและกัน”

อย่างไรก็ตามครับ ถึงในวันนี้ร่างกายของท่านจะไม่แข็งแรงและไม่เอื้ออำนวยต่อการนั่งเสก แต่ท่านก็ยินดีที่จะเสกให้เมื่อพวกเราเรียนให้ทราบถึงวัตถุประสงค์

“สมัยหนุ่มๆ เราไม่เบาเหมือนกัน แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ลูกเณรยังเดินเร็วกว่าเราเลย”

ท่านอมยิ้มพูดเบาๆ พร้อมกับค่อยๆ เอื้อมมือไปหยิบสายประคำที่วางอยู่ในพานด้านข้างตัวของท่าน

“เสืออย่างไรก็ต้องเป็นเสือ”

เพื่อนรุ่นพี่กระซิบบอกผมในขณะที่กำลังจะเริ่มพิธี เขาบอกต่อว่า

“อย่าได้คิดเชียวว่าพยัคฆ์ร้ายที่นิ่งสงบจะปราศจากเขี้ยวเล็บ”

ผมมองภาพเบื้องหน้าในแบบองค์รวมแล้วก็ต้องยอมรับในคำพูดของเขา เพราะการบูชาพระรัตนตรัย การอัญเชิญครู การตกลูกประคำอย่างเป็นจังหวะที่สอดคล้องกับการกำหนดลมหายใจเข้าออก

ซึ่งพ่อท่านช่วงได้นั่งเสกในลักษณะเช่นนี้กินเวลานานร่วมชั่วโมง ก่อนจะวางสายประคำลงในพานและจบลงด้วยการประพรมน้ำพระพุทธมนต์

ต้องบอกว่าความเมตตาของท่านครั้งนี้ล้วนเป็นเรื่องที่ปลูกศรัทธาและสร้างความประทับใจให้กับพวกเราอย่างได้ใจจริงๆ ครับ

“เรื่องธาตุกับการเสกพระเป็นสิ่งจำเป็นที่ครูบาอาจารย์แต่เก่าก่อนสอนต่อๆ  กันมา ตั้งธาตุ หนุนธาตุ แปลงธาตุ ตรวจธาตุ ฟังดูเหมือนใช้เวลานาน แต่เราทำจนชินแล้ว”

คำพูดของพ่อท่านช่วงทำให้พวกเราทราบว่า ในทันทีที่ท่านนำสายสิญจน์ขึ้นคลองคอและนั่งนิ่งๆ มองดูกองวัตถุมงคลนั้นไม่ได้เป็นการมองแบบไร้ความหมายหรือเป็นเพียงการนั่งหายใจทิ้งเปล่าๆ กิริยาดังกล่าวคือส่วนหนึ่งของกรรมวิธีในการเสกพระของท่านตามหลักที่ท่านได้ร่ำเรียนมา

สายลมยามบ่ายที่พัดเข้ามาในกุฏิเป็นระยะ เสียงระฆังใบเล็กๆ ยามสั่นสะเทือนจากแรงลมที่ไพเราะเสนาะหูดังขึ้นพร้อมๆ กับเรื่องราวในอดีตของพ่อท่านช่วงที่บอกเล่าผ่านความภาคภูมิใจว่า...

พื้นเพของท่านเป็นคนละแวกวัดแห่งนี้ ชื่อเดิมของท่านคือ “ช่วง” นามสกุล “รักหนู” บิดา-มารดาชื่อ “นายพร้อม-นางฝ้าย รักหนู” ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๔๗๐ เรียนหนังสือจบชั้นประถมปีที่ ๖ จากโรงเรียนวัดควนปันตาราม

ท่านได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๔๙๐ ณ วัดควนปันตาราม ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยมี “พระครูรัตนาภิรัต (แก้ว)” เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเกิด ติสฺสโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และพระอธิการเคว็จ เกสฺโร วัดคูหาสวรรค์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ท่านได้รับฉายาว่า “ฐิตธมฺโม” หมายถึง “ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในธรรม” หลังจากอุปสมบท ท่านได้จำพรรษา ณ วัดควนปันตาราม นอกเหนือจากการเป็นพระที่มีฝีมือชำนาญการซ่อมแซมหรือก่อสร้างแล้ว คาถาอาคมยังเป็นศาสตร์อีกแขนงหนึ่งที่ท่านชื่นชอบและให้ความสนใจเป็นพิเศษ

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่พ่อท่านช่วงจะชื่นชอบในเรื่องของไสยศาสตร์

เพราะถ้าย้อนไปในอดีตยุคที่จังหวัดพัทลุงยังคงความเป็นป่าที่สมบูรณ์ กอปรกับบรรยากาศของพื้นที่ที่อบอวลไปด้วยเรื่องราวของจิตวิญาณและไสยศาสตร์

การดำรงชีวิตท่ามกลางความเชื่อและสิ่งที่เห็นย่อมมีอิทธิพลต่อทุกผู้คนซึ่งในจำนวนนี้หมายรวมถึงตัวของพ่อท่านช่วงเองด้วย

ท่านเล่าว่าหลังจากบวชท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมควบคู่ไปกับเวทมนต์คาถาจาก “พระครูรัตนาภิรัต (แก้ว)” หรือ “ตาหลวงเน” พระอุปัชฌาย์ ชะรอยตาหลวงเนจะเห็นแววประกายแห่งความสามารถ  ท่านจึงมอบหมายให้พระช่วงดำรงตำแหน่งพระอุปัฏฐาก ซึ่งพ่อท่านช่วงได้กล่าวกับพวกเราแบบติดตลกว่า

“พระอุปัฏฐากคือทำทุกอย่างตามที่ตาหลวงจะเรียกใช้”

ภายใต้ใบหน้าเปื้อนยิ้มและคำพูดแบบอารมณ์ดี ท่านเล่าว่าในบรรดาพระทั้งหมดที่เข้ามาขอเรียน มาขอต่อวิชานั้น ตาหลวงเนได้เฝ้าดูศึกษาพฤติกรรมความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรม เพราะท่านต้องการที่จะเฟ้นหาผู้สืบทอดวิชาอาคมไว้สักองค์หนึ่งเพื่อเป็นตัวแทนของท่านในอนาคต

โดยการสืบทอดนั้นตาหลวงเนได้กล่าวกับท่านว่าไม่ใช่ต้องการเพียงแค่ทำเก่งเสกเก่ง แต่ต้องการผู้ที่สืบทอดด้วยจิตวิญญาณคือต้องทั้งเก่งและต้องถึงพร้อมในด้านคุณธรรม ซึ่งในยามนั้นดูเหมือนพระช่วงจะเป็นพระที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการ

“ช่วงแรกๆ ก็ไม่เข้าใจ เอาสนุก เอาชอบเข้าว่า ถ้าเสกเก่ง มนต์แม่นก็เอาตัวรอดได้แล้ว แต่ตาหลวงบอกว่าคิดแค่นี้มันเป็นการคิดตื้นๆ เห็นแก่ตัว”

เรื่องที่ตาหลวงเนย้ำกับท่านเสมอๆ ทุกครั้งที่เรียนคือ

“ เรียนไปนอกจากจะต้องให้ตัวเองเอาตัวรอดแล้ว ต้องคิดเผื่อแผ่แบ่งปันผู้อื่นด้วย เช่น พระ เณร ชาวบ้านรอบๆ วัดด้วย   เก่งอย่างเดียวมันไปได้ไม่นาน ต้องมีคุณธรรมที่เกิดจากจิตใจที่ดี อันนี้แหละจะทำให้เกิดความยั่งยืน”

ท่านเล่าว่าในการเรียนคาถาอาคมนั้นถึงแม้บางเรื่องบางวิชาท่านจะไม่ได้ชอบ แต่ตาหลวงเนก็มีวิธีการให้ท่านได้ซึมซับความรู้เหล่านั้นเข้าไปแบบไม่ทันรู้ตัว โดยตาหลวงเนได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นและเหตุผลไว้สองประการคือ

หนึ่งคือไสยศาสตร์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถึงโดยเนื้อหาแล้วจะเหมือนๆ กันแต่เมื่อลึกลงในสาระแล้วมีหลักเกณฑ์ปลีกย่อยแตกต่างกันไปอีกเยอะ

สองคือตราบใดที่วัดยังคงเป็นวัด ตราบนั้นยังต้องมีสมภารหรือหัววัดที่มีความสามารถ มีบารมี ฯลฯ พอที่จะนำพาวัดให้เจริญรุ่งเรือง

ท่านเล่าว่าในความเป็นเหตุเป็นผลที่ตาหลวงเนได้ชี้ให้เห็นนั้น มีบางครั้งที่ท่านพยายามทำเมินเฉยไม่ใส่ใจ โดยให้ความเห็นเฉพาะตัวว่า “ไสยศาสตร์” มันไม่ใด้เป็นเรื่องสลักสำคัญสำหรับชีวิต เมื่อเทียบการศึกษาคำสั่งสอนใน “พระไตรปิฏก” ที่มีคุณค่าสูงในการยกระดับความประพฤติทางกายวาจาและยกระดับคุณธรรมทางจิตใจให้สูง

ท่านว่าท่ามกลางหมู่พระที่กำลังขะมักเขม้นร่ำเรียนวิชาอยู่ภายในวัดควนปันตาราม ถึงตัวท่านเองจะชอบแต่ก็ยังแอบมองและอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เรียน เรื่องที่ทำ มันใช่ตัวตนของท่านไหม รวมไปถึงการไม่เข้าใจในตัวเองว่าโดยแท้จริงแล้วตนเองต้องการอะไร

ด้วยความอัจฉริยะของตาหลวงเน ท่านได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการให้พระช่วงค่อยๆ ซึมซับจริยธรรมและความภาคภูมิใจในแง่มุมการเป็นพระของชาวบ้านที่ต้องถึงพร้อมในทุกๆ ด้าน

ท่านได้สอนให้พระช่วงมองเห็นถึงประโยชน์คุณงามความดีของศาสตร์ลึกลับนี้ โดยยกตัวอย่างของปรมาจารย์เขาอ้อในอดีตที่นำความรู้ออกมาช่วยเหลือชาติบ้านเมืองและประชาชน เช่น พระอาจารย์ทอง สมเด็จเจ้าจอมทอง  ฯลฯ มาจนถึง พระครูสังฆวิจารณ์ฉัททันต์บรรพต

“ตาหลวงเปรียบเทียบว่า เรายืนอยู่บนพระแม่ธรณี เจริญเติบโตก็บนพระแม่ธรณี เช่นเดียวกันเราเป็นศิษย์เขาอ้อ เจริญเติบโตมาท่ามกลางเวทย์มนต์และคุณธรรมของชาวเขาอ้อ เพราะฉะนั้นเราอย่าหลงลืมดิน อย่าหลงลืมเขาอ้อ”

 

“จริงอยู่ถึงเส้นทางนี้จะไม่ได้นำไปสู่การหลุดพ้น การบวชเพื่อหลุดพ้นคือสิ่งปรารถนาสูงสุด แต่การลืมกำพืดของตนเอง ลืมความเป็นมาของตนเอง จะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร”

พระเกจิอาจารย์สูงวัยรำลึกภาพความทรงจำเมื่อหลายสิบปีก่อน ท่านว่าคืนวันที่ผ่านมาไม่ต่างอะไรกับถนนหนทางในปัจจุบันที่ตัดผ่านเรือกสวนไร่นา ของคนนั้น ของคนนี้ ก่อนที่จะตัดผ่านหน้าวัดและเลยไปอย่างไม่รู้ว่าจะจบที่ไหน

เช่นเดียวกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน เมื่อมีการยอมรับความรู้ใหม่เข้ามาแทนที่ความรู้เก่า ถึงความรู้ใหม่มันจะสร้างความสะดวกสบายก็จริง แต่เราก็ต้องไม่ทอดทิ้งความรู้เก่าหรือสิ่งที่คนโบราณสั่งสอนมา

ท่านว่าคนเราจะก้าวไปสู้อนาคตไม่ได้แน่นอน หากหลงลืมชีวิตและรากเหง้าของตนเอง

“เมื่อครั้งอดีตชาวพัทลุงทุกคนส่วนมากล้วนมีวิถีชีวิตที่ผูกพันปนกันระหว่างพราหมณ์กับพุทธ ผูกพันอยู่กับเขาอ้อ เราในฐานะที่เป็นทายาท ถือเป็นส่วนหนึ่งของสำนักวัดเขาอ้อ ต้องทำนุบำรุงดูแลรักษา จะทอดทิ้งไม่ได้”

“ถึงเราจะรู้ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องมีเสื่อมสลาย ไม่เหมือนคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มั่นคง แต่มันเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งซึ่งต้องทำ เพื่อตอบแทนสถานที่ที่สอนความรู้ให้เราได้มีโอกาสสงเคราะห์ผู้คนในทุกวันนี้”

ท่านว่าคำสอนเตือนสติของตาหลวงช่วยให้ท่านเกิดสำนึก เกิดปัญญา และเกิดความเข้าใจต้นตอของปัญหาที่เกิดขึ้นว่าไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถาที่ท่านได้เรียนรู้นี้ มันคือการนำเอาความรู้ความเชื่อดั่งเดิมครั้งบรรพบุรุษมาสร้างประโยชน์ให้กับผู้คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำความดีชนิดหนึ่ง

เปรียบเทียบได้ว่ามันเหมือนต้นไม้ที่ถูกปลูกฝังรากและเจริญเติบโต แตกกิ่งก้านกลายเป็นวิถีชีวิตบ้าง วัฒนธรรมเฉพาะชุมชนบ้าง สันดานที่หยังลึกบ้าง สติ๊กเกอร์ติดหน้ารถบ้าง หรือจะเป็นอะไรก็แล้วแต่ 

แต่จงมั่นใจเถอะว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการทำความดี ยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายที่เป็นเครื่องหมายบ่งบอก ซึ่งหากเราเปิดใจกว้างมากเท่าไร เราก็จะเห็นความงามของชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบแทนตาหลวงเนในบางเรื่องแล้ว พ่อท่านช่วงได้แบ่งสรรเวลาสำหรับการศึกษาหาความรู้ในเชิงไสยศาสตร์ได้ดีด้วยเช่นกัน

ท่านว่าอย่าง “หลวงพ่อคล้าย อินฺทโชโต”  วัดสุนทราวาส ก็ใช้วิธีเดินไปเรียน เพราะระยะทางของสองวัดนี้ไม่ไกลกันมาก 

“หลวงพ่ออินทร์” หรือ “หมออินทร์” อดีตหมอยาสมุนไพรแห่งบ้านควนปันแต ถึงจะบวชและมีจำนวนพรรษาน้อยกว่าท่าน ท่านก็มิได้ถือตัวกลับให้ความเคารพและใช้ความน้อบน้อมเข้าไปขอเรียนรู้ในเรื่องของสมุนไพรจนเกิดความชำนาญ

“ที่ต้องเรียนรู้เรื่องการรักษาโรค การใช้สมุนไพรเพราะสมัยก่อนไม่เจริญและถนนหนทางไม่ดีเหมือนตอนนี้ ยามเจ็บไข้ชาวบ้านจะรู้กันอย่างเดียวว่าให้พามารักษาที่วัด”

“ความคาดหวังของชาวบ้านจะกดดันเรา แต่ถ้าเรารู้เท่าทันโรค เราก็จะรู้เท่าทันโลก จนสามารถกำหนดตัวยาสมุนไพรให้รักษาอาการของโรคได้อย่างแม่นยำ”

ครับ หลายสิบกว่าปีที่ผ่านมา เมื่อโลกของไสยศาสตร์อันมหัศจรรย์ลึกลับได้สร้างชื่อเสียงให้พ่อท่านช่วง ไม่มีใครรู้หรอกครับว่า  ในความเป็นจริงชื่อเสียงและวิชาความรู้ของพ่อท่านช่วงมีเต็มเปี่ยมและอุดมสมบูรณ์มานานมากกว่าครึ่งชีวิตแล้ว

อย่างไรก็ตามความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นจากไสยศาสตร์ถึงท่านจะรับรู้ได้ว่ามันไม่ใช่ทางหลุดพ้นหรือทางแห่งความสุขที่แท้จริง แต่ท่านก็ยินดีที่จะก้าวเข้าไปโดยที่ไม่หลงลืมนำเอาคุณธรรมและจริยธรรมที่ท่านพึงมีเข้าไปด้วย

ท่านได้ฝึกฝนตนเองอยู่ตลอดเวลาจนเกิดเป็นความชำนาญขึ้นเฉพาะตัว จนวันหนึ่งท่านได้รับการยกย่องให้เป็นพระเกจิอาจารย์ยอดนิยมองค์หนึ่งของเมืองไทย

จริงอยู่ถึงเรื่องราวของท่านในทางโลกจะสั้นไปนิด แต่ความดีที่ท่านทำในชีวิตกลับสร้างความยืนยาวและความมั่นคงได้แบบไม่น่าประหลาดใจ

ถึงทุกวันนี้สังขารร่างกายของท่านจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นอนาคตที่อยู่ใกล้กับการดับสูญ ท่านก็ไม่ได้หวั่นไหวและเตรียมพร้อมยอมรับการมาถึงอย่างไม่สะทกสะท้าน

ท่านบอกย้ำเสมอๆ ว่าการได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เท่าทันโลก ไม่สามารถขึ้นชั้นเทียบเคียงได้กับการรู้เท่าทันตนเอง

“เราเชื่อในเรื่องของการทำความดี เชื่อว่าถ้าถึงเวลาชีวิตเราจะจบก็คือจบ ทุกวันนี้เราเพียงแต่ประคองสังขารและดำรงชีวิตในแต่ละวันให้มีความหมาย คือตั้งใจทำในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อส่วนรวมให้มากที่สุด”

ก่อนลากลับผมกราบเรียนท่านว่า ขอให้ท่านพักผ่อนเยอะๆ และมีสุขภาพที่แข็งแรง

“ยิ่งไม่สบาย ยิ่งคิดได้ว่าต้องไม่ประมาท คนเราเมื่อเกิดก็เริ่มเดินเข้าใกล้ความตายเข้าทุกวัน คิดได้ ก็ยิ่งต้องทำความเพียร เหมือนคนรวย ถึงจะมีเงินมาก ก็ต้องยิ่งทำมาก สังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยง ความเที่ยงที่แท้จริงคือความจริงแห่งสัจธรรม”

ย้อนหลังกลับไป ๒,๖๐๐ ปี สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงบำเพ็ญความเพียรจนสามารถกำจัดกิเลสที่มีอยู่มากมายในใจจนหมดเกลี้ยง ท่านได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน 

เรื่องราวของพระองค์ทำให้พวกเราได้เข้าใจในหลักธรรมที่พระองค์ทรงค้นพบได้อย่างง่ายๆ ด้วยการถือปฏิบัติและพิจารณากายยาววาหนาคืบกว้างศอก โดยผลที่ได้รับจากการพิจารณาคือปัญญา

คำว่า “ปัญญา” เกิดขึ้นได้ไม่ยากครับถ้าเราตั้งใจทำ

ครับ...การได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เท่าทันโลก ไม่สามารถขึ้นชั้นเทียบเคียงได้กับการรู้เท่าทันตนเอง ซึ่งหากเราเปิดใจกว้างมากเท่าไร เราก็จะเห็นความงามของชีวิตตามความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น

ไม่ต้องไปหาที่ไหนหรือที่ห่างไกลครับ ทั้งหมดนี้มีอยู่ในกายยาววาหนาคืบกว้างศอก ขอเพียงแต่ให้ใช้ปัญญาและพิจารณากันให้ดีเท่านั้น....สวัสดีครับ

ขอขอบคุณ ข้อมูลและการอำนวยความสะดวกจากบรรดาพี่ๆ ลูกศิษย์ของพ่อท่านช่วง คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี กับกำลังใจที่ส่งให้อยู่เสมอๆ ครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chailasalle วันที่ : 24/12/2013 เวลา : 23.31 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

กระสุนคต เหมือนเป็น เรื่อง ลึกลับในยุคผมเลยครับ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 06/11/2013 เวลา : 08.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ถ้าจำไม่ผิด
เคยไปกราบท่าน
เพราะ แม่ เป็นคนพัทลุง
ถ้าจำผิด
ฃกราบขออภัยท่านด้วย ครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2013 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30



[ Add to my favorite ] [ X ]