• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2280837
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันอังคาร ที่ 24 ธันวาคม 2556
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 14056 , 14:49:27 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน opads , chailasalle โหวตเรื่องนี้

หากจะเปรียบ “ไสยศาสตร์” เป็นเหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เรื่องราวของสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ต้องถือได้ว่ามีความน่าสนใจและน่าศึกษาเอามากๆ  เลยครับ เพราะในเรื่องของไสยศาสตร์ต้องว่ากันตั้งแต่เรื่องของความชอบ ความเชื่อ ความศรัทธาและความมุ่งมั่น ก่อนที่จะนำเข้ามาผนวกรวมกับเรื่องของคาถาอาคม/อำนาจพลังจิต และตกผลึกออกมาเป็นวิชาต่างๆ ที่มีลักษณะและคุณวิเศษเฉพาะตัวของแต่ละวิชา รวมไปถึงการถ่ายทอดวิชานั้นๆ มายังทายาทรุ่นต่อมา บางวิชาก็กระจุกอยู่แต่ในพื้นที่ บางวิชาก็กระจายออกสู่สายตาโลก

ปัญหาจึงมีอยู่ว่าในบรรดาทายาทผู้ได้รับการสืบทอดไปนั้น ผู้ใดสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนและกับสังคมหมู่มาก

ว่ากันว่าในภาคใต้นั้นมีสำนักสอนวิชาไสยศาสตร์อยู่หลายสำนัก แต่ถ้าถือว่าเป็นหลักและตัดทอนประวัติเอาแค่ช่วงสมัยคุณทวดยังเป็นเด็กๆ  ละก็ สามารถแบ่งออกได้เป็นสองสายหลักครับ คือ “สายวิชาวัดเขาอ้อ” ที่นำโดยพระครูสังฆสังฆวิจารย์ฉัตรทันต์บรรพต (ทองเฒ่า) และ “สายวิชาวัดพันธสีมา” นำโดยพระอธิการชู พนธนโม (พ่อท่านชูเฒ่า)

ซึ่งหลักในการแบ่งนั้นตัวผมเองก็ไม่ทราบว่าเขาใช้หลักอะไรในการแบ่ง เพียงแต่เรื่องการแบ่งนี้อนุมานว่าน่าจะเป็นลักษณะของการทำความเข้าใจในกลุ่มผู้สนใจไสยศาสตร์ แต่ถ้าว่ากันแบบหยาบๆ ตามความเข้าใจของผมก็พอจะพูดได้ว่า 

“สายเขาอ้อ” มีต้นตออยู่ที่ ควนขนุน จังหวัดพัทลุง ส่วน “สายพันธสีมา” จะมีถิ่นฐานอยู่ที่ หัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ

เล่ากันว่า ..... หากเราเดินไปถามคนหัวไทรว่ารู้จักพ่อท่านชูเฒ่าไหม ? 

เขาว่าภาพที่เราจะได้เห็นคือ ชาวบ้านทุกคนต่างพนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะก่อนตอบว่า  “เก่งสุดๆ”

ซึ่งอิทธิฤทธิ์ของพ่อท่านชูเฒ่ามีมากมายหลายเรื่อง เช่นย่อตัวลงไปสรงน้ำในกาได้ /  การใช้มือเปล่าตบไปที่โคนต้นไม้ทำให้โจรตกลงมา ฯลฯ ลูกศิษย์ที่สืบทอดวิชาจากพ่อท่านชูเฒ่าและมีชื่อเสียงโด่งดังมาจนถึงทุกวันนี้ก็เช่น พ่อท่านจับ วัดท่าลิพง พ่อท่านกล่ำ วัดหัวค่าย พ่อท่านหนูจันทร์ วัดพันธสีมา ฯลฯ โดยในจำนวนมวลหมู่ลูกศิษย์ของพ่อท่านชูเฒ่านั้น “พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” ดูเหมือนจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายมากที่สุด

(พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ)

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าในสมัยที่พ่อท่านหนูจันทร์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมักจะได้รับนิมนต์เข้าร่วมพุทธาภิเษกวัตถุมงคลสำคัญๆ หลายพิธี หรือบางครั้งก็ถูกนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลของพระเกจิอาจารย์สายเขาอ้อ นอกจากนี้พ่อท่านหนูจันทร์ยังได้ชื่อว่าเป็นพระที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา  เพราะในยามที่ท่านยังมีชีวิต ท่านมักจะได้รับนิมนต์ให้ไปจำพรรษาและสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับสถานที่ต่างๆ 

จริงอยู่ถึงวัตถุมงคลของท่านจะขึ้นชื่อทางด้านคงกระพันแต่ลึกๆ แล้ว แฝงไปด้วยคุณวิเศษทางด้านเมตตาอย่างที่สุดครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมห่างจากพ่อท่านหนูจันทร์มาก  ผมรู้จักท่านจากการอ่านหนังสือพระเครื่องตอนสมัยที่ยังเด็กๆ ครับ  เท่าที่อ่านและพอจำได้คือท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เก่งและได้รับนิมนต์เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกกับบรรดาพระเกจิอาจารย์รุ่นใหญ่ในสมัยนั้น เช่น พ่อท่านจันทร์ วัดทุ่งเฟื้อ พ่อท่านเขียว วัดหรงบน ฯลฯ เรื่องราวของท่านในความทรงจำของผมมีอยู่เท่านี้จริงๆ 

ถามต่อว่าจริงๆ แล้วผมสนใจในองค์ท่านไหม?

ตอบได้ชัดเจนครับว่าสนใจเอามากๆ

แต่ผมก็ต้องยอมรับสภาพ เพราะในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ผมเองก็ยังเป็นเด็กและไม่มีความพร้อมที่จะเดินทางไปกราบท่าน

จนเมื่อผมและเพื่อนๆ เดินทางลงไปกราบพระเกจิอาจารย์ในภาคใต้ ระหว่างการเดินทางกลับเข้ากรุงเทพฯ ที่เข้าเขตบ้านเขาพระบาท เชียรใหญ่ เจ้าเพชรน้องชายตัวแสบได้เอ่ยชื่อของพ่อท่านหนูจันทร์ขึ้นมา  พร้อมกับชักชวนให้พวกเราเลี้ยวรถเข้ากราบนมัสการลูกศิษย์ของพ่อท่านหนูจันทร์  ซึ่งเขายืดอกรับประกันความเก๋าขั้นพื้นฐานว่า ท่านคือศิษย์หนึ่งเดียวที่ได้รับการสืบทอดวิชาสายวัดพันธสีมาจากพ่อท่านหนูจันทร์ไว้ทั้งหมด

สำหรับความเก่งเขาเล่าว่าวัตถุมงคลของท่านมีประสบการณ์มากมายในพื้นที่เรียกได้ว่าขลังอย่างไม่มีขีดจำกัด

ซึ่งคำว่า “ขลังไม่มีขีดจำกัด” นั้น แปลความหมายแบบง่ายๆ ว่า ยามเมื่อท่านหยิบจับ จีวร ชานหมาก ด้ายผูกข้อมือ หรืออะไรก็แล้วแต่ขึ้นมาเสกมาเป่า ของต่างๆ เหล่านั้นคือวัตถุมงคลชั้นดีที่สามารถปกป้องคุ้มครองชีวิตของผู้คนมาได้นักต่อนักแล้ว

เรื่องเล่ายังไม่ทันจบแต่รถมาหยุดจอดอยู่ที่หน้ากุฏิเจ้าของเรื่อง ท่านชื่อ “พระครูปัญญาธรานุวัตร” หรือ “พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร” เจ้าอาวาสวัดแดง ตำบลเขาพระบาท อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ

ระหว่างนั่งรอพ่อท่านเคล้าปฏิบัติกิจของสงฆ์ เจ้าเพชรได้เล่าต่อว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตของพ่อท่านหนูจันทร์ (พ.ศ.๒๕๑๖) ท่านได้มาจำพรรษา ณ วัดแดง ซึ่งในขณะนั้นพ่อท่านเคล้าเป็นเจ้าอาวาส เขาเล่าว่าตลอดระยะเวลา ๙ ปีที่พ่อท่านหนูจันทร์จำพรรษาเป็นมิ่งขวัญแก่ชาวบ้านวัดแดง ท่านก็ได้พระลูกมือระดับเจ้าอาวาสนี่แหละครับที่คอยปรนนิบัติรับใช้ หยิบจับ หยิบฉวย ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินธุระในกิจต่างๆ ของท่าน

โดยในทุกวันหลังจากญาติโยมพากันกลับบ้านไปหมดแล้ว พ่อท่านหนูจันทร์ก็จะเรียกให้พ่อท่านเคล้าเข้าไปหาเพื่อถ่ายทอดวิชาอาคมต่างๆ ควบคู่ไปกับการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน

ความสัมพันธ์ระหว่าง “พระลูกวัด” ในฐานะ “ครู” กับ “เจ้าอาวาส” ในฐานะ “ลูกศิษย์” มาสิ้นสุดเมื่อพ่อท่านหนูจันทร์มรณภาพลงเมื่อวันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๒๕ ซึ่งพ่อท่านเคล้าได้เป็นหัวเรียวหัวแรงในการบำเพ็ญกุศลและเก็บศพของพ่อท่านหนูจันทร์ไว้นานพอสมควร ถึงแม้ว่าวันเปิดหีบศพในอีก ๒ ปีถัดว่า ภาพที่ทุกคนประจักษ์คือสังขารของพ่อท่านหนูจันทร์ที่ไม่ได้เน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา

แต่ด้วยคำพูดของพ่อท่านหนูจันทร์ที่ว่า “ห้ามเก็บศพ ให้ทุกคนช่วยเผาทำลายเมื่อถึงเวลาอันควร”  พ่อท่านเคล้าจึงมิได้ละเลยต่อคำสั่งเสียโดยท่านได้ดำเนินการฌาปนกิจศพตามความประสงค์ของพ่อท่านหนูจันทร์อย่างยิ่งใหญ่สมบารมีที่เมรุของวัดแดงแห่งนี้ครับ

พ่อท่านเคล้า เป็นพระรูปร่างสันทัดครับ มองจากสายตาแทบไม่น่าเชื่อว่าท่านจะมีวัยที่สูงถึงแปดสิบกว่าปี

โดยเฉพาะเวลาที่ยิ้มต้องบอกว่าเป็นการยิ้มที่พร้อมทั้งดวงตาและจิตใจครับ

คุณยายอายุ ๙๐ ปี ที่กำลังนั่งรอกราบพ่อท่านเคล้าเล่าว่า พ่อท่านเคล้าองค์นี้เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ท่าทางและความเมตตาของท่านที่พวกเราเห็นถ่ายทอดแบบอย่างมาจากพ่อท่านหนูจันทร์อย่างชัดเจน ตัวของคุณยายเองได้จัดพิธีบวชให้ลูกชายและหลายชายก็ได้พ่อท่านเคล้านี่แหละที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ชาวบ้านในละแวกนี้ให้ความเคารพนับถือพ่อท่านเคล้าทุกคน

ซึ่งความเห็นของผู้เฒ่าข้างวัดวัย ๙๐ ทำให้พวกเรามั่นใจว่าพ่อท่านเคล้ามีดีมากกว่าที่พวกเราคิดไว้ การปลูกศรัทธาและผูกจิตใจผู้คนได้ตั้งแต่รุ่นปู่ยันหลานเป็นนัยบอกได้ว่าระดับของคุณธรรมและความเมตตาของท่านมีเกินมาตรฐานพระทั่วไป

พ่อท่านเคล้าคนพื้นเพเขาพระบาทครับ ท่านเกิดเมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๔๗๕ ณ บ้านเลขที่ ๑๒๒ ม.๗ ตำบลเขาพระบาท อำเภอเชียรใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช ชื่อเดิมของท่านคือ “เคล้า ทองใสพร” โยมบิดามารดาชื่อ “นายขุก-นางหม้อ ทองใสพร” ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป คือเรียนหนังสือที่วัดแดงจนจบชั้นประถม ๔ และเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ท่านได้อุปสมบท ณ วัดแดง โดยมี “พระครูนันทกรวรสาร” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระอธิการประดับ จิตญาโณ” เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ “พระนิ่ม ผลณาโน” เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ภายหลังจากอุปสมบทท่านได้จำพรรษา ณ วัดแดง

ด้วยจิตใจที่ชื่นชอบพระธรรมคำสั่งสอนในพระพุทธศาสนาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ท่านจึงได้เริ่มต้นใช้ชีวิตของการเป็นนักบวชศึกษาและค้นคว้าถึงแก่นแท้ของคำสอนอยู่ภายในวัดแดงเป็นเวลาถึง ๑๐ พรรษา ก่อนที่จะโยกย้ายตัวเองเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมที่สำนักเรียนวัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุง

ท่านเล่าว่าสมัยนั้นสำนักเรียนวัดคูหาสวรรค์ถือเป็นสำนักเรียนที่ใหญ่และมีมาตรฐาน ถนนทุกสายล้วนพุ่งตรงไปยังวัดแห่งนี้ ซึ่งท่านเองได้ใช้เวลาเล่าเรียนในสำนักเรียนแห่งนี้ถึง ๑๑ พรรษา โดยเริ่มตั้งแต่นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอกและสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค

ได้ฟังแล้วก็ต้องยอมรับในสติปัญญาและความสามารถของท่านครับ...

การเป็นพระมหาเปรียญธรรม ๕ ประโยคในยุคสมัยของท่านกับยุคสมัยนี้ต่างกันมาก เพราะในสมัยนั้นกว่าจะได้ต้องเรียนและสอบให้ผ่านว่ากันปีต่อปี ตกเป็นตก ไม่เหมือนปัจจุบันที่มีอุปกรณ์และวิธีการเรียนแบบอุปถัมภ์ ประมาณว่าช่วยเหลือกันได้

ดังนั้นการเรียนนักธรรมบาลีของพ่อท่านเคล้าจึงเป็นเรื่องของการใช้ความสามารถและสติปัญญาอย่างแท้จริง ซึ่งก็สมแล้วครับกับที่ท่านได้รับฉายาทางพระว่า“ปญฺญาธโร” อันมีความหมายว่า “ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา”

ท่านเล่าว่าแรกเริ่มเดิมทีไม่ได้มีความคิดที่จะศึกษาวิชาอาคมแต่อย่างใด จนเมื่อท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดแดงในปี ๒๕๑๔ ถัดจากนั้นอีกสองปี “พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” แห่งวัดพันธสีมา ซึ่งขณะนั้นชื่อเสียงของพ่อท่านเป็นที่เลื่องลือมากว่าเป็นพระผู้มีอาคมขลัง ได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดแดง

ท่านว่าเมื่อได้กราบพ่อท่านหนูจันทร์ครั้งแรกก็รู้สึกถึงบารมีและความเยือกเย็นที่แผ่ออกมา และเมื่อท่านได้เห็นว่าภายใต้ความมีชื่อเสียงของพ่อท่านหนูจันทร์นั้นไม่ได้มีผลต่ออุปนิสัยหรือวัตรปฏิบัติแต่อย่างใด

“พระอาจารย์ท่านเป็นพระที่มีจิตเมตตาอย่างที่สุด ตอนที่ท่านยังอยู่วัดพันธสีมาก็ได้ยินมาว่า ท่านได้เลี้ยงชะมดไว้โดยเอาผ้าจีวรมาผูกคอ ชะมดตัวนั้นไปกินไก่ของชาวบ้านเลยถูกซุ่มยิงแต่ยิงไม่ออก จึงได้มาฟ้องพระอาจารย์ ท่านได้เรียกชะมดให้เข้ามาหาบอกว่าอย่าไปยุ่งของเขา ชะมดตัวนั้นก็ไม่ได้ออกไปขโมยกินไก่ของชาวบ้านอีกเลย”

พ่อท่านเคล้ายิ้มพร้อมกับชี้ให้พวกเราดูบริเวณที่ตั้งกุฏิของพ่อท่านหนูจันทร์ ก่อนจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ท่านก้มลงกราบฝากตัวเป็นศิษย์อย่างหมดใจว่า

“พระอาจารย์ดำรงตนอย่างสมถะเรียบง่าย ไม่เคยสนใจเรื่องเงินทอง สมัยนั้นวัดยังคงเป็นป่าไม่โล่งเหมือนตอนนี้ กุฏิของพระอาจารย์เป็นกุฏิไม้เก่าๆ ไก่บ้าน ไก่ป่า กระรอก กระแต ไปอาศัยอยู่รอบๆ กุฏิของท่านเต็มไปหมด”

“มีอยู่วันหนึ่งพระอาจารย์ได้เอากล้วยมาตัดเป็นชิ้นๆ วางไว้บนมือ เหล่ามุดสัง (อีเห็น/ชะมด) เกือบสี่สิบตัว ต่างพากันเดินเข้าแถวมากินกล้วยบนฝ่ามือของท่าน”

ครับ นอกเหนือไปจากความตื่นเต้นที่พวกเราได้รับฟังเรื่องที่พ่อท่านเคล้าเล่าแล้ว โดยส่วนตัวผมอดคิดไม่ได้ว่าทุกวันนี้ที่ชาวบ้านเขาพระบาทพูดตรงกันว่าพ่อท่านเคล้าเป็นพระที่เปี่ยมเมตตา เป็นพระผู้มีแต่ให้ คงเป็นเพราะท่านได้รับการถ่ายทอดและการฝึกฝนอย่างเคร่งครัดมาจากพ่อท่านหนูจันทร์นี่เอง

เพราะพ่อท่านเคล้าเองก็พูดเสมอๆ ว่าในการอบรมสั่งสอน ถ่ายทอดวิชาความรู้ นอกจากบิดา มารดา ซึ่งเป็นผู้มีพระคุณอันสูงสุด เพราะเป็นผู้ที่ให้กำเนิดแล้ว ก็มีพ่อท่านหนูจันทร์นี่แหละที่ท่านยึดถือเป็นแบบอย่าง

“ชีวิตฉันก็มีพ่อท่านหนูจันทร์ องค์เดียวที่ฉันได้ศึกษาเล่าเรียนมา”

ฟังแล้วได้ใจครับ อย่างที่ชาวบ้านเขาว่าพ่อท่านเคล้านี่แหละคือผู้ที่สืบทอดวิชาอาคมและบุคลิกลักษณะของพ่อท่านหนูจันทร์อย่างแท้จริง ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ในแต่ละวันจะมีผู้คนแวะเวียนเข้ามาคุยกับท่านอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าจะนัดล่วงหน้าหรือจะมาแบบฉาบฉวย แต่ท่านก็พร้อมที่จะคุย พร้อมที่จะสงเคราะห์

อย่างวันนี้ที่พวกเรามา ท่านก็มีแขกกลุ่มเล็กๆ นั่งคุยอยู่ ครั้งแรกตั้งใจว่าจะนั่งคอยข้างนอก แต่เมื่อเห็นท่านยิ้มและกวักมือเรียกให้เข้าไปข้างใน พวกเราก็ไม่ขัดศรัทธาครับ เพราะการได้ฟังเรื่องที่คนอื่นคุยถือเป็นการเพิ่มพูนความรู้แบบพิเศษ

จากที่ฟังผมว่าพ่อท่านเคล้าเป็นพระที่เปี่ยมปัญญาครับ ท่านมีวิธีการพูดหรือสอนแบบธรรมดาๆ แต่ทะลวงใจจริงๆ ท่านสามารถวิเคราะห์ขีดความสามารถของแต่ละคนได้ว่าจะต้องสงเคราะห์ไปในแนวทางไหน

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพื่อหาโชคลาภ

บางคนก็ตั้งใจมาคุยเพียงต้องการเครื่องรางของขลัง

แต่สิ่งที่ทุกคนได้รับกลับไปคือจุดยืนและแนวความคิดในแบบของท่าน

“ในเรื่องเครื่องรางของขลัง ไม่มีอะไรมากหรอก ขอแค่มีความเชื่อมั่นและศรัทธาอย่างแท้จริง ของจึงจะบังเกิดผล”

ท่านหัวเราะก่อนพูดต่อว่า

 “ทุกวันนี้คนเราสนใจแต่เรื่องของวัตถุ ของจริง ของแท้คือธรรมะกลับไม่ชอบ”

น้ำเสียงสุภาพของท่านช่วยไขความกระจ่างให้พวกเราทันที มิน่าเล่าภายในบริเวณวัดถึงมีการติดคำสอนธรรมะไว้ตามจุดต่างๆ เต็มไปหมด เช่น “รวยเพราะทำ จำเพราะเรียน เตียนเพราะถาง ไม่ถางไม่เตียน ไม่เรียนไม่จำ ไม่ทำไม่รวย ฯลฯ

ครั้นจะมองหาตู้เพื่อบูชาวัตถุมงคลแบบวัดบางแห่งกลับไม่มี ที่พอจะหาติดไม้ติดมือกลับไปได้บ้าง คงเป็นพวกตะกรุดหรือเชือกสามสี ซึ่งจากการได้ยินประสบการณ์ที่คุณลุงกำลังเล่าให้พ่อท่านเคล้าฟังแล้ว ทำเอาพวกเราอดใจไม่ไหวต้องรีบแบบมือขอเชือกสามสีกันชุลมุน

ถึงวัตถุประสงค์ที่ท่านทำเพื่อไว้ใช้ผูกคอรถแต่พวกเราก็เชื่อมั่นว่าแขวนไว้ที่คอของเรา พุทธคุณก็ไม่น่าจะต่างกัน

จะว่าไปแล้วการได้นั่งฟังผู้คนที่เข้ามาคุยกับพ่อท่านเคล้ามันก็ได้ประโยชน์ดีครับ ถึงแม้เราจะไม่ได้มีส่วนออกความคิดเห็น แต่ก็ยังได้ของขลังติดมือกันบ้าง ซึ่งในวันนี้ดูทีท่าว่าพ่อท่านเคล้าจะยังติดพันและสงเคราะห์ผู้คนที่แวะเวียนมาหาท่านอีกหลายคน พวกเราจึงได้กราบลาท่านออกมาก่อน เพราะทุกคนมีความเห็นตรงกันว่าตะกรุดและเชือกสามสีที่เห็นวางอยู่ข้างๆ ท่านได้หมดลงแล้ว

ครับ นครศรีธรรมราช เมืองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นไอแห่งพระพุทธศาสนา จากอดีตมีพระเกจิอาจารย์ที่ทรงคุณวิเศษมากมายก่อเกิดขึ้นที่เมืองแห่งนี้ อย่างเช่น“พ่อท่านหนูจันทร์ ปุญญสุวรรณฺโณ” แห่งวัดพันธสีมา

จริงอยู่ถึงพวกเราจะไม่สามารถพบเจอตัวตนของท่านในช่วงที่ท่านยังมีชีวิต แต่การได้พูดคุยและสัมผัสกับลูกศิษย์ที่ยึดถือและเชื่อมั่นในแนวทางของท่าน ทำให้พวกเรามั่นใจว่า กิตติคุณอันวิเศษของท่านที่กลายมาเป็นตำนาน จะต้องถูกเล่าขานไปพร้อมๆ กับเรื่องราวของ “พระครูปัญญาธรานุวัตร” หรือ “พ่อท่านเคล้า ปญฺญาธโร” ในฐานะทายาทสายวิชาวัดพันธสีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน......สวัสดีครับ

 

 

 

ขอขอบคุณ คุณเพชร  สำหรับข้อมูล คุณพรชนก สุขพงษ์ไทยสำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอมาครับ 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นู๋เอสซี่ วันที่ : 31/12/2013 เวลา : 11.22 น.

สวัสดีครับ พี่ศิษย์กวง นานมากแล้วที่ไม่ได้เข้ามาอ่าน วันนี้วันดีเลยเข้ามาอ่าน อ่านแล้วก้ออยากได้ของดีของพ่อท่าน พี่ศิษย์กวง หาให้น้องสักเหรียญนะครับ

ปล.คืดถึงพี่ศิษย์กวง จังเลย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 25/12/2013 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ไม่เคยรู้จักครับ
สงสัยต้องหา ถามคนในพื้นที่บ้าง

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 25/12/2013 เวลา : 12.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

ไม่เคยรู้จักครับ
สงสัยต้องหา ถามคนในพื้นที่บ้าง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 24/12/2013 เวลา : 23.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

เป็นบล็อกที่ ทำให้อยากไปเดินทาง ตาม เส้นทาง เขาอ้อ มากที่สุด ^^

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2013 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



[ Add to my favorite ] [ X ]