• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2292544
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม 2557
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 12755 , 03:05:25 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน chailasalle , opads โหวตเรื่องนี้

ในปี ๒๕๐๙ เมื่อตอนที่ “พระท้วง คุณุตฺตโร” เดินทางไปกราบ “พ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณ” บนศาลาวัดธาตุน้อย ต้องบอกว่าการเจอในครั้งนั้นท่านทั้งคู่ต่างไม่ใช่สมณะแปลกหน้าซึ่งกันและกันอีกแล้ว ในขณะที่พ่อท่านคล้ายถือเป็นพระมหาชนและได้รับการยกย่องว่ามีวาจาที่ศักดิ์สิทธิ์ ส่วนพระท้วงเป็นเพียงพระบวชใหม่ยังไม่ครบพรรษาของวัดนาควารี (หูล่อง)

จริงอยู่ถึงทั้งสององค์จะมีข้อแตกต่างกันที่บารมีและพรรษา แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นตัวเชื่อมยึดโยงท่านทั้งสองให้สถิตอยู่ในจิตใจของผู้คนตราบเท่าทุกวันนี้คือ “คุณธรรมและการตั้งใจปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้น” ครับ

กล่าวได้ว่าผลพวงจากการพบกันครั้งนั้นได้ทำให้ชาวบ้านที่นั่งอยู่บนศาลาของวัดธาตุน้อยในวันนั้นและพวกเราในวันนี้ทราบว่า “พระผู้มีบุญวาสนาวาจาสิทธิ์” ตามคำกล่าวของพ่อท่านคล้ายก็คือ “พระท้วง คุณุตฺตโร” พระที่เพิ่งบวชได้เพียง ๒ เดือนเท่านั้น

สำหรับ พวกเราในกรณีของคนต่างภาค คงต้องบอกก่อนครับว่าในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ผมและเพื่อนๆ มีทั้งงานภารกิจและงานเฉพาะกิจที่ทำให้ต้องเดินทางลงภาคใต้เป็นว่าเล่น ซึ่งโดยลักษณะและเนื้อหาของงานก็ไม่พ้นเรื่องที่ต้องเกี่ยวพันกับบรรดาพระ เกจิอาจารย์หลายต่อหลายองค์

 

คนเรามีวิธีหาความสุขและมีความสุขที่แตกต่างกันครับ แต่สำหรับพวกเราการได้เดินทางและทำงานเกี่ยวกับพระถือได้ว่าเป็นทั้งความสุข และเป็นทั้งกำไรของชีวิต

อย่างไรก็ตามถึงแม้พวกเราจะเดินทางไปหลายวัดหรือไปกราบพระหลายองค์ แต่ทุกครั้งที่ได้ลงภาคใต้จะมีพระเกจิอาจารย์อยู่หนึ่งองค์ที่พวกเรามักจะอ้างเหตุเพื่อหาโอกาสเข้าไปกราบนมัสการท่านอยู่เสมอๆ ท่านชื่อ “พ่อท่านท้วง คุณุตฺตโร” แห่ง “สำนักสงฆ์คลองแคว” อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ

พ่อท่าน ท้วง ในวัย ๘๙ ท่านเป็นพระที่มีรูปร่างสูงผอม มือและเท้าของท่านค่อนข้างใหญ่ตามแบบฉบับคนโบราณ ร่างกายของท่านบริเวณช่วงหน้าอกจะงอโค้งตามสภาพของสังขารที่บ่งบอกถึงการ ผ่านช่วงชีวิตมาแล้วอย่างโชกโชน

จำได้ว่าตอนที่พวกเราเห็นท่านครั้งแรก ด้วยริ้วรอยบนใบหน้าและแววตาที่คมกริบราวกับตาของเสือ ทำเอาเพื่อนๆ ในกลุ่มมีความเห็นตรงกันว่าเข้าลักษณะในฝันของคนชอบเรื่องความขลังเลยที เดียวครับ

ต่อมาเมื่อพวกเราได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส เข้าไปพูดคุย และใช้เวลาอยู่กับท่าน พวกเราจึงพบว่าโดยแท้จริงแล้วท่านไม่ได้เป็นพระที่ดุหรือเป็นพระที่มากเรื่อง แต่เป็นพระที่น่ารักและมีเมตตา ท่านจะพูดเบาๆ ช้าๆ และยิ้มแย้มอารมณ์ดีเสมอๆ ไม่ว่าใครจะขอให้ท่านทำอะไร จะเสก จะเป่า จะขอพร หากไม่เกินความสามารถและท่านไม่ได้เจ็บป่วย ท่านก็จะเมตตาสงเคราะห์ทำให้ตามที่ขอตลอด

เห็นท่านเสกเป่าง่ายๆ สบายๆ ไม่มากพิธีรีตองแบบนี้ อย่าได้ประมาทเลยว่าของที่เสกจะไม่ขลังหรือไม่บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเมื่อพวกเราได้ลงลึกในเรื่องของวัตถุมงคลและประสบการณ์แล้วต้องบอกว่ามีเรื่องให้เล่าขานกันไม่หวาดไม่ไหวครับ

สำหรับผู้มาเยือนรายใหม่และไม่เคยรู้จักท่านมาก่อน ผมเชื่อว่าความรู้สึกยามแรกเจอก็คงจะไม่ต่างจากผมและเพื่อนๆ ในกลุ่มมากนัก เพราะเมื่อมองแบบผิวเผินพระเกจิสูงวัยองค์นี้ก็ไม่ได้มีสิ่งใดที่จะแตกต่างไปจากพระสงฆ์ปกติทั่วไป

อาจจะมีข้อสะดุดใจขึ้นมาบ้างเมื่อทราบถึงวัตรปฏิบัติของท่านเช่นเวลาที่ท่านฉันภัตตาหาร ท่านจะนั่งกับพื้นและหันหน้าไปทางทิศตะวันออก / การไม่รับกิจนิมนต์นอกวัด รวมไปถึงเรื่องที่ท่านไม่เคยสรงน้ำ ซึ่งวัตรปฏิบัติที่เป็นลักษณะเฉพาะแบบนี้ส่วนมากแล้วเราจะพบเห็นในหมู่ของพระที่คงแก่วิชาอาคมครับ

โดยส่วนตัว-ผมมีความเห็นว่ากรณีของพ่อท่านท้วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจจิตหรือบารมีด้านการเสกวัตถุมงคลของท่านต้องถือว่าเด็ดขาด แต่ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นแค่เพียงเปลือกนอกเท่านั้นครับ

เพราะเมื่อได้สัมผัสและทำความเข้าใจในตัวตนท่านให้มากพอ เราก็จะพบว่าเนื้อในโดยแท้ของท่านคือ พระที่สมถะ/ไม่ยึดติด มีการดำเนินชีวิตอย่างปัจจุบัน อย่างแจ่มใส เบิกบาน รู้ดี รู้ชั่ว รู้อภัย มีสติทุกย่างก้าวและมีตนเองเป็นที่พึ่งแห่งตนครับ ซึ่งวิถีความเป็นตัวตนของท่านตรงจุดนี้ต้องบอกว่าชัดเจนไม่มีลับลวงพรางครับ เพียงแต่ในเรื่องนี้หลายคนมักจะมองข้ามมันไปเสมอๆ

ครับ..ในขณะที่คนจำนวนมาก มุ่งแต่จะหาความสุขด้วยการเพิ่ม แต่ยังมีคนหนึ่งที่เชื่อมั่นในคำสอนของพ่อท่านท้วงว่า หนทางสู่ความสุขที่แท้จริงนั้นมาจากการลด ซึ่งเขากล่าวว่าการลดในที่นี้หมายถึงการลดกิเลศ ลดละสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิต  

“ท่านเป็นตัวอย่างที่ดีของการลดละและไม่ยึดติด สิ่งที่ท่านสอนผมเสมอๆ คือสังขารเป็นของไม่เที่ยง ซื้อไม่ได้ ผ่อนผันไม่ได้ ต่อรองไม่ได้และหนีไม่พ้น”

พี่บ่าว วัดยักษ์ (คุณพรชัย ชูน้อย) หนึ่งในกลุ่มลูกศิษย์ที่เข้ามาดูแลพ่อท่านท้วงเป็นประจำทุกเสาร์-อาทิตย์ บอกถึงคำสอนที่เขายึดถือไว้เตือนใจ ซึ่งแน่นอนครับว่าการที่ผมได้มีโอกาสพบกับพี่บ่าวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

เพราะเราได้นัดหมายไว้ล่วงหน้าผ่านทางครูวรา (วรา กระบี่) โดยเหตุผลสำคัญที่ต้องพบคือ หนึ่ง-พี่บ่าวถือเป็นลูกศิษย์ที่ให้ความเคารพพ่อท่านท้วงอย่างสูงและมีความรู้ในเรื่องของพ่อท่านท้วงเป็นอย่างดี สองคือผมสอบตกภาษาปักษ์ใต้ครับ

ต้องบอกว่าการเจอครั้งนี้เราเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน แต่หลังจากพูดคุยไปสักพัก สิ่งที่ผมสัมผัสได้ต่อมาคือ กิริยาที่สุภาพ/น้ำใจ/ความเอื้อเฟื้อและที่สำคัญที่สุดคือข้อมูล ซึ่งพี่บ่าวพร้อมที่จะเผยแพร่ให้กับผู้ที่สนใจทุกคนครับ

“ผมดูแลท่านเหมือนกับดูแลพ่อแม่ คือดูแลให้ดีที่สุด เต็มความสามารถโดยไม่หวังอะไรตอบแทน”

ทัศนคติในการดูแลที่กระชับและเข้มไม่แพ้ใบหน้าของผู้พูด สามารถเรียกคะแนนใจจากพวกเราได้แบบเทหน้าตัก ซึ่งเมื่อฟังแล้วต้องบอกว่าชีวิตที่ผ่านอะไรมามากมายหลายอย่างของพ่อท่านท้วงก่อนที่จะบวช กำลังจะถูกถ่ายทอดใต้ต้นมังคุดหน้ากุฏิของท่านครับ

พ่อท่านท้วง เป็นชาวอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ท่านมีชื่อเดิมว่า “ท้วง” นามสกุล “เถาว์ชู” เกิดที่บ้านหัวป่าขลู ตำบลป่าระกำ ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู (๒๗ กรกฏาคม ๒๔๖๘) บิดามารดาชื่อ “นายทอง-นางซ่าน” ในวัยเด็กบิดาของท่านได้พาท่านไปบรรพชาเป็นสามเณรอยู่กับ "พระครูนิโครธจรรยานุยุต” (พ่อท่านมุ่ย จนฺทสุวณฺโณ) วัดป่าระกำเหนือ ซึ่งเพื่อนสามเณรร่วมรุ่นที่ต่อมาได้รับการยกย่องว่าเป็นพระเกจิอาจารย์สำคัญอีกองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช คือ “พระครูไพศาลวิริยกิจ” (พ่อท่านเนียม ฐิตธมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดบางไทร)

พี่บ่าวเล่าว่าหลังจากที่พ่อท่านท้วงลาสิกขาจากสามเณรและได้ออกมาประกอบอาชีพ พร้อมกับเตรียมตัวขยับขยายฐานะโดยการตั้งคณะหนังตะลุงเป็นของตัวเอง แต่ยังไม่ทันได้ลงมือทำท่านก็ต้องประสบเคราะห์กรรมโดนคดีความทั้งๆ ที่ตัวท่านเองก็ไม่ใช่ผู้ที่กระทำความผิด

ด้วยเหตุนี้เองชีวิตของท่านในช่วงนั้นจึงต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ จากการไล่ล่าและใช้ชีวิตในแบบฉบับ “ไอ้เสือ” (คำว่า “เสือ” ในที่นี้หมายถึง “คนจริง” ภาษาท้องถิ่น)

ซึ่งการที่ท่านเป็นคนที่พูดจริงทำจริงและเป็นที่ต้องการตัวของทางการทำให้ท่านได้รับฉายาว่า “ไอ้เสือห้อง” จนเมื่อเรื่องราวเงียบลงท่านจึงได้ครองเรือนและหันไปประกอบอาชีพทำนา

ซึ่งพี่บ่าวบอกพวกเราว่าในการทำนานั้นพ่อท่านท้วงต้องเดินเท้าจากบ้านมายังอำเภอท่าศาลาเพื่อมาขอเช่าวัวและนำกลับไปไถนาที่บ้าน ชะรอยจะด้วยบุญกุศลที่หนุนนำหรือเวลามาบรรจบก็ไม่อาจทราบได้ ทำให้ท่านเกิดความเบื่อหน่ายในทางโลกและมีความคิดที่จะสร้างบุญกุศลใหญ่เพื่ออุทิศให้กับมารดาของท่าน

ดังนั้นในทันทีที่ท่านทราบว่าพ่อท่านคล้ายได้ริเริ่มโครงการก่อสร้างพระเจดีย์ขึ้น ณ วัดธาตุน้อย อำเภอช้างกลาง (ปี ๒๕๐๐) ท่านจึงได้เร่งรีบเดินทางไปช่วยพ่อท่านคล้ายที่วัดธาตุน้อย

ท่านเล่าว่าโดยส่วนตัวแล้วท่านยังไม่เคยเจอพ่อท่านคล้ายมาก่อน การเจอกันในครั้งนั้นจึงเหมือนคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน แต่ก็มีเหตุที่ทำให้ท่านต้องเกิดความอัศจรรย์ใจเพราะในทันทีที่ท่านก้มลงกราบที่ฝ่าเท้า พ่อท่านคล้ายได้เอามือรองรับไว้ก่อนที่มือของท่านจะถึงฝ่าเท้า พร้อมกับประกาศต่อหน้าชาวบ้านทุกคนว่า

“ท่านผู้นี้มีวาจาสิทธิ์ได้เดินทางมาถึงแล้ว” และเมื่อท่านย้อนถามด้วยความสงสัย คำตอบจากปากพ่อท่านคล้ายก็คือ

“ท่าน” หรือ “นายท้วง เถาว์ชู” ฆราวาสใจกุศลที่เพิ่งเจอกันนี่แหละ

ท่านเล่าว่าหลังจากที่ได้ช่วยพ่อท่านคล้ายก่อสร้างพระเจดีย์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก่อนเดินทางกลับปากพนังบ้านเกิด พ่อท่านคล้ายได้แนะนำให้ท่านอุปสมบทเพราะท่านมีบารมีมากพอที่จะครองเพศบรรพชิตไปได้ตลอดอายุขัย ตลอดจนการดำรงอยู่ในสมณเพศก็จะทำให้ท่านสามารถสงเคราะห์แก่บุคคลผู้ที่ยังคงเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะสงสาร

ซึ่งในกาลต่อมา คำแนะนำของพ่อท่านคล้ายก็เป็นความจริงเมื่อ นายท้วง เถาว์ชู ได้ตัดสินใจหันหลังให้กับทางโลกและเข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดนาควารี (หูล่อง) ในปี ๒๕๐๙ โดยมี “ท่านเจ้าคุณศรีธรรมภาณมุนี (พ่อท่านแคล้ว)” เป็นพระอุปัชฌาย์ “พระสมุห์พ่วง อุปติสโส”  เป็นพระกรรมวาจาจารย์และ “พระปลัดพลอย ติสสโร”  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

และหลังจากที่บวชเสร็จได้เพียง ๒ เดือน “พระท้วง คุณุติตโร” ก็ได้เดินทางมากราบนมัสการ “พ่อท่านคล้าย จันทสุวัณโณ”  บนศาลาของวัดธาตุน้อย ซึ่งการเจอกันครั้งนี้ทั้งพ่อท่านคล้ายและพ่อท่านท้วงต่างไม่ใช่สมณะแปลกหน้าซึ่งกันและกันอีกแล้ว

การสนทนาระหว่าง “เทวดาเมืองคอน” กับ “พระภิกษุใหม่” ผู้ที่ได้คำรับรองว่า “มีบุญวาสนาวาจาสิทธิ์” จบลงด้วยการที่พ่อท่านท้วงได้กราบลาเพื่อมุ่งแสวงหาบทพิสูจน์บางอย่างตามที่ตัวท่านเองยังมีข้อสงสัยอยู่ครับ

ดวงตะวันคล้อยต่ำลงผ่านเข็มนาฬิกาที่ซ้อนทับบนเลข ๑๒ พ่อท่านท้วงเปิดประตูกุฏิออกมาเพื่อนำอาหารมาเลี้ยงสุนัข พี่บ่าวบอกว่าโดยปกติแล้วท่านจะปฏิบัติเช่นนี้เป็นประจำ

ซึ่งการกระทำของท่านโดยส่วนตัวแล้วพี่บ่าวมีความเห็นว่าสอดคล้องกับคำสอนของท่านในแง่ที่ว่าเป็นการลดความโลภด้วยการให้ ลดความหลงด้วยการทำความเห็น เพียงแต่การมองของคนเรามักจะมองแต่ในมุมของตนเองเท่านั้น มองเป็นธรรมก็คือธรรม มองเป็นปกติก็ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย

ผมเคยถามว่าท่านได้เคยออกเดินธุดงค์ไหม ท่านว่าไม่เคยเพราะทุกวันนี้ก็ปฏิบัติใจแบบพระธุดงค์คือการฝึกฝนความอดทน การฝึกจิตใจให้สงบ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องออกเดินให้ตั้งใจปฏิบัติ จะอยู่ที่ไหนก็ได้ขอแค่มีจิตใจที่สงบ ความสงบที่แท้จริงคือความสงบที่จิตใจ”

“พ่อท่านเป็นพระที่ดีครับ ผมเจอพระมาเยอะแต่ที่นับถือแบบหมดหัวใจก็คือพ่อท่าน การจะค้นพบพระแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเมื่อพบแล้วเราควรให้ความสำคัญกับองค์จริงคือท่าน มากกว่าวัตถุมงคลซึ่งเป็นสิ่งสมมุติแทนตัวท่าน อันนี้เป็นความคิดของผม ถ้าท่านแข็งแรง ท่านก็จะได้อยู่กับเราไปนานๆ”

ผม ฟังแล้วรู้สึกดีกับทัศนคติอันนี้ คือการให้ความสำคัญกับคนมากกว่าวัตถุ ซึ่งนอกเหนือจากความคิดแบบนี้ สิ่งที่ผมค้นพบว่าลูกศิษย์ของพ่อท่านคนนี้มีซุกซ่อนอยู่ภายในคือความเข้าใจ ในตัวของผู้เป็นครูบาอาจารย์

จะว่าไปแล้วมันเป็นการซุกซ่อนในเชิงที่คุณต้องค้นหาเอาเอง?

แต่มันหาได้ไม่ยากครับเพราะพี่บ่าวแกปฏิบัติให้เห็นแบบคาตา ไม่ว่าจะเป็นการเก็บล้างทำความสะอาด การดูแลสุขภาพและอื่นๆ อีกจิปาถะ

ทุกวันนี้นะครับหลายคนกินข้าว แต่ไม่เคยรู้เลยว่าข้าวที่ตัวเองกินอยู่นั้นได้มาอย่างไร บางคนรู้จักแต่การซื้อข้าวกิน ในขณะที่อีกคนรู้ว่าต้องปลูกข้าวให้คนอื่นกิน ดังนั้นถ้าเรามีความรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่  ผมว่าต้นข้าวของสำนักสงฆ์คลองแควต้นนี้จะโดดเด่นและดูงามจับตามากขึ้นเลยครับ

พวกเราขอให้พี่บ่าวช่วยเล่าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านท้วง ยอดพระเกจิอาจารย์แห่งคลองแควที่กำลังนั่งเอนหลังบนม้านั่งยาวภายในกุฏิขณะ นี้ เพื่อที่พวกเราจะได้ใช้ความรู้อันนี้เป็นแนวทางเข้าไปพิสูจน์สัมผัสความยิ่ง ใหญ่ด้วยการเช่าวัตถุมงคลจากวัดกลับไปเป็นเครื่องมงคลติดตัวตามอัตภาพของแต่ละคน

พี่บ่าวค่อยๆ เล่าเรื่องราวความเป็นมาทั้งในส่วนที่เป็นเพียงความเชื่อและที่มีการจัดเก็บ บันทึกไว้ให้พวกเราฟัง โดยเขาขอเล่าเพียงบางเรื่องที่สำคัญเพื่อให้พวกเราได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิด ขึ้นที่นี่/ความอัศจรรย์เหนือโลกในอดีตที่ก่อเกิดคุณวิเศษกับพ่อท่าน ท้วง/ความสมดุลของการวางตัวกับปาฏิหาริย์แห่งอำนาจวาจาสิทธิ์ ที่มนุษย์รุ่นใหม่บางกลุ่มมองเป็นเรื่องไร้สาระทั้งๆ ที่ก่อนเกิดแม่ก็มาเอากล้วยเสกกับน้ำมนต์กลับไปนั่งกินที่บ้าน

 พี่บ่าวเล่าว่าพ่อท่านท้วงเป็นศิษย์เรียนวิชากับพระอุปัชฌาย์ของท่านคือพ่อท่านแคล้ว วัดนาควารี (หูล่อง)/พระครูสุนทร วัดดินดอน นอกจากนี้โดยส่วนตัวแล้วพ่อท่านท้วงเป็นพระที่มี “พ่อเทวดา” คอยช่วยเหลือและคุ้มครอง ตัวอย่างของการคุ้มครองในอดีตเช่นตอนที่ท่านยังเป็นฆราวาสประกอบอาชีพแจวเรือข้างฝั่ง

เขาเล่าว่า...วันหนึ่งขณะที่ท่านกำลังแจวเรือข้ามฝั่ง ก็ได้เกิดเหตุการณ์เรือโคลงเคลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ท่านพลัดตกจากเรือและจมลงไปถึงพื้นดินใต้น้ำซึ่งมีระดับความลึกหลายๆ เมตร แต่ทันใดนั้นท่านก็สามารถลอยตัวขึ้นมาได้ทันที ซึ่งเหตุการณ์นี้ท่านได้เล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟังว่า “พ่อเทวดา” ได้เข้ามาช่วยจับและอุ้มท่านไว้ให้ลอยเหนือน้ำ

ความจริงแล้วเรื่องราวอันมหัศจรรย์ของพ่อท่านท้วงยังมีปรากฏให้เห็นและเหนือโลกกว่าที่พี่บ่าวเล่าอีกหลายเรื่องครับ ไล่เรียงกันตั้งแต่เรื่องเบาๆ เช่น การทำนายทายทัก การล่วงรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าหรือจิตใจของคน การขับไล่และการแก้คุณไสย ไปจนถึงเรื่องหนักๆ ที่ต้องการหมายชีวิตของท่านเช่นการทำของใส่โอ่งน้ำ ใส่อาหารและนำมาให้ถวายให้ท่านฉัน ฯลฯ

แต่ที่ว่าจัดหนักขนาดต้องหามส่งโรงพยาบาลและเป็นเรื่องที่ถูกเล่าสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้คือ “ผ้าเช็ดตีน” เรื่องมีอยู่ว่า

มีชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งได้ดิ่งตรงเข้ามากราบพ่อท่านท้วงพร้อมกับนำแผ่นตะกั่วขึ้นมาขอให้ท่านช่วยทำตะกรุด พ่อท่านท้วงได้รับไว้และทำให้ทันที หลังจากที่ชายฉกรรจ์กลุ่มนั้นได้รับตะกรุดก็ได้ถามท่านว่า

“ลองปืนได้ไหม”  ท่านมองหน้าแล้วหยิบตะกรุดคืนกลับมาก่อนจะบอกว่า

“เอาผ้าเช็ดตีนกูก็พอ”

ชะรอยชายฉกรรจ์กลุ่มนี้คงจะลองของมาเยอะจึงได้รับเอาผ้าเช็ดตีนของพ่อท่านท้วงไปลองยิงที่หลังกุฏิ ปรากฏว่าผลการทดลอง นัดหนึ่ง นัดสอง ลูกปืนยิงไม่ออก แต่พอเข้านัดที่สาม เสียงดัง ปัง! ลูกปืนออกแต่กระบอกปืนแตก

และก็นับเป็นโชคดีของคนยิงครับเพราะลูกปืนที่ออกได้กระเด็นเข้าตาจนถึงกับบอดสนิท มือข้างที่เหนี่ยวไกปืนก็แหลกละเอียด เดือนร้อนเพื่อนๆ ที่เฝ้าดูต้องรีบนำตัวมาขอขมา ก่อนที่จะช่วยกันหามคนเจ็บส่งโรงพยาบาล ผมเองก็ปากหนักไม่ได้ถามว่าแล้วตอนนี้คนเจ็บเป็นอย่างไรบ้าง แต่ก็คาดว่าคงหายอยากกันไปอีกนาน

“คำว่าเป็นลูกศิษย์นั้น มันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่มากครับ มันหมายถึงการกระทำ การดูแล มากกว่าจะเป็นศิษย์แค่คำพูด ทุกวันนี้พ่อท่านมีอายุมากแล้วครับ ที่ผ่านมาชีวิตท่านก็ทำเพื่อคนอื่นมาเยอะแล้ว”

ทัศนคติที่คมและเข้มไม่แพ้ใบหน้าดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่พี่บ่าวจะขอตัวไปเข้าไปตัดผิวหนังที่แข็งคล้ายตาปลาใต้ฝ่าเท้าของพระผู้เป็นอาจารย์ โดยที่พ่อท่านท้วงนั่งเอนหลัง ยกฝ่าเท้าให้ลูกศิษย์ตัดและยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดี

ครับ ในขณะที่เราเลือกที่จะใช้เวลาว่างให้หมดไปกับการดูแลตัวเอง แต่ยังมีอีกคนหนึ่งเลือกที่จะใช้เวลาว่างเข้าไปดูแลคนอื่น สิ่งเดี่ยวที่เขาได้รับตอบแทนคือ “ความสุข” ซึ่งเขาว่ามันมีค่าไม่อาจประเมินได้

ปัจจุบันพ่อท่านท้วงชราภาพมากแล้วครับ ประกอบกับมีโรคภัยไข้เจ็บเข้ามาเบียดเบียน แต่ท่านก็ไม่ยอมทำตัวเป็นภาระของผู้อื่น พยายามรักษาตัวโดยการนอนพักผ่อน แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านปฏิบัติอยู่เป็นประจำไม่เคยขาดคือการสงเคราะห์ญาติโยมโดยไม่แบ่งชั้น ดังนั้นภาพของชาวบ้านคนเดินดินหรือคนนั่งบนเครื่องบินระดับนายพล ยามเมื่อมาอยู่ตรงหน้าท่านแล้วทุกคนจึงต้องนั่งอยู่บนพื้นกุฏิในระดับเดียวกันเสมอ

วันนี้ถึงต้นข้าวแห่งสำนักสงฆ์คลองแควต้นนี้จะเริ่มโรยราและไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงลำต้นให้มั่นคงได้ แต่เมล็ดพันธุ์แห่งคุณธรรม/ความดีและความเมตตาที่แสดงออกให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ ได้ถูกหว่านลงในหัวใจของบรรดาลูกศิษย์ทั้งไกลและใกล้ไปไม่น้อยแล้วครับ

ระหว่างเดินทางกลับ  ผมนั่งทบทวนเรื่องราวต่างๆ ที่ได้พูดคุยสลับกับการอ่านข้อมูลที่พี่บ่าวได้ให้ไว้ แอบล้วงกระเป๋าสะพายหยิบลูกอมเม็ดเล็กๆ ซึ่งพี่สมนึกลูกศิษย์อีกท่านหนึ่งได้ให้ไว้เป็นที่ระลึก

ผมมีความรู้สึกว่าความคิดของตัวเองเริ่มเปลี่ยนไป

ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ทำให้ผมพบความต้องการของตัวเองว่าถ้าผมจะต้องเลือกระหว่าง “ความขลัง” กับ “ความสุข” ผมก็จะเลือกทั้งความสุขและความขลัง เพราะทั้งอย่างแรกและอย่างหลังมันมีค่าไม่สามารถประเมินเป็นราคาได้เลย...สวัสดีครับ

หมายเหตุ-.ขอขอบคุณพี่บ่าว วัดยักษ์/พี่สมนึก/ครูวรา ที่กรุณาให้ข้อมูลและอำนวยความสะดวก คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย ภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจที่มีให้เสมอครับ 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
chailasalle วันที่ : 27/07/2014 เวลา : 06.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

คนลองนี่ก็เหลือเกินนะครับ ..

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
opads วันที่ : 03/07/2014 เวลา : 05.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/OKopads
บันทึก การสะสมเหรียญพระบล็อคกษาปณ์

สาธุครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2014 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



[ Add to my favorite ] [ X ]