• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2280801
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2558
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 11733 , 01:21:50 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน opads , chailasalle โหวตเรื่องนี้

คลองหัวหมอน

ขึ้นต้นด้วยชื่อของคลองแบบนี้ เชื่อว่าหลายๆ ท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยิน ในขณะที่อีกหลายๆ ท่านก็ยังคงนึกไม่ออกว่าคลองที่มีชื่อแสนจะประหลาดว่า “คลองหัวหมอน” อยู่แห่งหนตำบลใดและมีความสำคัญอย่างไร

แต่ถ้าเราเอาชื่อคลองเส้นนี้ไปถามคนพัทลุงก็จะได้คำตอบว่า “คลองหัวหมอน” คือคลองที่ไหลผ่านบ้านหัวหมอน ตำบลนาโหนด อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง และถ้าถามลงไปให้ลึกถึงความสำคัญที่มากกว่าการใช้สำหรับสัญจร ผมเชื่อว่าคงจะไม่มีใครให้คำตอบได้ชัดเจนมากเท่าชาวบ้านในพื้นที่ครับ

ว่ากันว่าต้นกำเนิดของคลองหัวหมอน เริ่มกันที่น้ำตกไพรวัลย์ อำเภอกงหลา จังหวัดพัทลุง เส้นทางของสายน้ำที่ไหลคดเคี้ยวผ่านป่าดิบชื้นและชุมชนต่างๆ เริ่มมีชีวิตชีวาและมีประวัติศาสตร์ขึ้นมาทันทีเมื่อสายน้ำไหลผ่าน “วัดหัวหมอน” ด้วยเหตุว่าวัดหัวหมอนแห่งนี้มี “พ่อท่านดำ สุวณฺโณ” อดีตเจ้าอาวาสที่มีความศักดิ์สิทธิ์

อย่าถามว่าพ่อท่านดำมีความศักดิ์สิทธิ์อย่างไร?

ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพราะเกิดไม่ทันท่าน

ถามใหม่ว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านดำมีมากขนาดไหน?

อันนี้น่าจะเหมาะสมกว่า..

เพราะเท่าที่รับฟังจากปากผู้คนในหมู่บ้าน ทำให้ผมรู้ทราบว่าน้ำในคลองหัวหมอนทั้งสายที่ไหลยาวเหยียดหลายสิบกิโลเมตรไปออกทะเลสาบลำปำนั้น  คือน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดจากบารมีของพ่อท่านดำ ถึงแม้ในวันนี้ท่านจะได้มรณภาพไปนานมากกว่า ๕๐ ปีแล้วก็ตาม น้ำในคลองหัวหมอนก็ยังคงความขลังและคงความศักดิ์สิทธิ์อยู่ตราบเท่าทุกวันนี้ครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมรู้จักพ่อท่านดำเพียงแค่ว่า ท่านเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าของจังหวัดพัทลุง ความมีชื่อเสียงของท่านสำหรับวงการแล้วต้องบอกว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับพระเกจิอาจารย์รุ่นหลังๆ อย่างเช่น พระอาจารย์นำ ชินวโร วัดดอนศาลา หรือพ่อท่านหมุน ยสโร วัดเขาแดงตะวันออก ฯลฯ  

แต่ที่น่าประหลาดใจคือเหรียญรูปเหมือนของท่านรุ่นแรกที่สร้างขึ้นในปี ๒๕๐๔ เพื่อมอบเป็นที่ระลึกแก่คนที่มาร่วมทำบุญในงานศพของท่าน ถึงจะเป็นเหรียญที่วงการเรียกว่า “เหรียญตาย” ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเหรียญลักษณะนี้มักจะไม่ค่อยได้รับความนิยมหรือมีราคาสักเท่าใดนัก แต่จะด้วยเหตุผลหรือจะเกิดจากปัจจัยเอื้อก็สุดจะยากเดาครับ เอาเป็นว่าในทุกวันนี้เหรียญรูปเหมือนพ่อท่านดำรุ่นแรกคือเหรียญที่ได้รับความนิยมและมีราคาสูงเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดพัทลุง

สำหรับประเด็นเรื่องราคาที่สูงนี้ หากมองแบบผิวเผินจากสายตาภายนอกก็ต้องบอกว่าเกิดจากประสบการณ์ ผมเองก็เชื่อเช่นนั้น จนเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ วัดหัวหมอนได้จัดให้มีงานพุทธาภิเษกเหรียญรูปเหมือนและพระบูชาพ่อท่านดำ รุ่นฉลองวิหาร โดยก่อนจะถึงกำหนดงานประมาณ ๑ สัปดาห์ สมโชค-เพื่อนรุ่นน้องได้เอ่ยเชิญชวนผมพร้อมกับบรรยายทั้งพุทธคุณและคุณวิเศษต่างๆ ของพ่อท่านดำให้ฟัง ซึ่งโดยรวมแล้วส่วนมากจะเป็นเรื่องของประสบการณ์จากเหรียญของท่านทุกรุ่น จนเมื่อเขาเล่าถึงคำพูดของท่านที่ว่า

 “ตกทุกข์ได้ยาก ให้เอ่ยชื่อท่าน”

ประโยคนี้ทำให้ผมยกกาแฟขึ้นกระดกรวดเดียว พร้อมกับฉุดตัวเองให้ตื่นขึ้นจากการนั่งฝัน

“ตกทุกข์ได้ยากให้เอ่ยชื่อ”

ผมทวนคำพูดนี้ในใจ

เพราะฟังแล้วอดที่จะนึกถึงประวัติของพระเกจิอาจารย์รุ่นเก่าบางองค์ที่เคยให้พรไว้ทำนองนี้ก่อนที่จะมรณภาพ และถ้าพูดแบบตรงๆ ไม่อ้อมค้อมแล้วต้องบอกว่า มีน้อยองค์มากครับที่คำพูดของท่านในวันนั้นจะยังคงความศักดิ์สิทธิ์อย่างซื่อตรงและมั่นคงมาจนถึงทุกวันนี้

ในวันงาน-ระหว่างการเดินทางมายังวัด สมโชคได้เล่าอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านดำให้ผมฟังอีกหลายเรื่อง เขาว่าพระของท่านมีประสบการณ์ทุกรุ่น

แน่ล่ะ!! ผมคิดในใจ ลองขนาดว่าท่านสามารถบันดาลให้น้ำในคลองทั้งสายศักดิ์สิทธิ์ได้ เรื่องของพลังจิตหรือบารมีที่ท่านได้มอบไว้เป็นสมบัติแก่โลก  ไม่ใช่เรื่องที่ลำบากยากเย็นเลย

อย่างไรก็ตามถึงสำเนียงพูดของสมโชคอาจจะไม่ชัดสำหรับคนภาคกลาง แต่ความหมายของคำพูดและท่าทางที่จริงจัง ทำให้ผมรู้สึกสนุกและตื่นเต้นที่จะรับฟัง

จนเมื่อพวกเราเดินทางเข้ามาถึงวัด สมโชคขอแยกตัวไปทำงานในขณะที่ผมออกเดินดูรายละเอียดของพื้นที่ตามเรื่องเล่า สิ่งที่บอกกับผมว่าเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดแสนจะเหนือโลกไม่ได้เป็นแค่เรื่องเล่าที่ลอยไปลอยมาก็คือ ภาพของชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่มาร่วมพิธีภายในวัดได้ดำเนินอยู่ในแนวทางเดียวกันหมด 

พ่อเฒ่าแม่เฒ่าเล่าให้หลาน

พ่อแม่เล่าให้ลูก

กรรมการวัดเล่าให้คนที่มาร่วมงาน

เรียกง่ายๆ ว่า ทุกคนต่างพากันจับกลุ่มพูดคุยกันถึงแต่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์และคุณประโยชน์ที่พ่อท่านดำได้สร้างสรรค์ไว้เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ทั้งนั้น

ด้วยบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยเรื่องเล่าของชาวบ้านที่ได้เล่าผ่านกาลเวลาหมุนเวียนไปไม่รู้จบจากรุ่นสู่รุ่น รวมไปถึงการแสดงตัวออกมายืนยันของผู้คนที่เคยประสบกับอภินิหาร การไม่ถือตัวและสายตาที่พวกเขามองผมอย่างลูกหลาน ทำให้ผมถือเป็นโอกาสในการนั่งคุยเรื่องของพ่อท่านดำกับบรรดาคุณลุงคุณป้ากันแบบยาวๆ ราวกับว่าเราเคยรู้จักกันมานานหลายสิบปี

ภาพของอดีตที่ยังคงแจ่มชัดและสีสันของเรื่องเล่าประกอบท่าทาง ทำให้ผมมีความรู้สึกว่า โดยแท้จริงแล้ว “พ่อท่านดำ สุวณฺโณ” ท่านไม่ได้จากไปไหนเลย ท่านยังคงสถิตอยู่ภายในหัวใจของชาวหัวหมอนทุกคน

มิน่าเล่าเรื่องที่คนพัทลุงเขาพูดกันว่าภายในวัดหัวหมอนมีไออุ่นแห่งบารมีและความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านดำลอยอบอวลอยู่เต็มพื้นที่เป็นอย่างนี้นี่เอง

พ่อท่านดำ สุวณฺโณ พื้นเพเป็นคนบ้านท่าแคครับ ท่านเกิดเมื่อ ๑๐ มกราคม ๒๔๒๓  (ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๒ ปีมะโรง) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยบิดา-มารดาชื่อ “นายมุด-นางติก ทองต้ง” ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพชาวนา  มีข้อมูลบันทึกไว้ว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็ไม่ต่างไปจากชีวิตของเด็กชนบททั่วไปในสมัยนั้น คือเที่ยว เล่น ช่วยพ่อแม่ทำงานและได้รับการศึกษาตามอัตภาพของยุคสมัย

หากแต่สิ่งที่ทำให้ท่านมีความแปลกไปจากเด็กๆ ในวัยเดียวกัน คืออุปนิสัยที่รักสงบ สันโดษ ชอบเข้าวัดทำบุญตักบาตรและสนใจในเรื่องของไสยศาสตร์เวทย์มนต์คาถา  ดังนั้นในยามว่างท่านจึงมักจะไปคลุกคลีอยู่กับผู้เฒ่าคนแก่หรือครูบาอาจารย์ตามวัดต่างๆ ในละแวกนั้นเพื่อขอศึกษาวิชาอาคม

ด้วยความเป็นเด็กที่มีความจำและปฏิภาณไหวพริบดีเยี่ยม ทำให้ท่านเป็นที่รักใคร่ของครูบาอาจารย์ในยุคสมัยนั้น ภายใต้การเรียนอย่างตั้งใจและมีจุดหมายในตัวเองทำให้ในเวลาไม่นานนักท่านก็สามารถร่ำเรียนวิชาต่างๆ ได้อย่างแตกฉานและนำมาใช้งานอย่างได้ผล โดยเฉพาะในเรื่องของการทำนายทายทักที่ถูกต้องแม่นยำอย่างกับตาเห็นหรือจะเป็นการรักษาชาวบ้านที่ได้รับอันตราย จากอาวุธ จากสัตว์ป่าหรือโรคภัยไข้เจ็บบางอย่าง  

ความโดดเด่นในเชิงไสยศาสตร์ของท่านเมื่อมาผนวกกับการเป็นคนที่มีจิตใจดีงามและมากคุณธรรม ทำให้ชาวบ้านในสมัยนั้นกล่าวขานกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่านกันตั้งแต่ก่อนบวชครับ

พ่อท่านดำ เข้าบรรพชาอุปสมบทเมื่ออายุ ๒๔ ปี ในวันที่ ๑ มีนาคม ๒๔๔๖ ณ วัดร่มเมือง โดยมี พระอธิการสังข์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “สุวณฺโณ” เข้าจำพรรษา ณ วัดท่าแค อันเป็นสำนักเรียนขนาดใหญ่ในสมัยนั้น

เล่ากันว่าในช่วงที่ท่านจำพรรษา ณ.วัดท่าแค่ ท่านได้รับคำยอย่องว่าเป็นพระผู้คงแก่เรียนและมีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดน่าเลื่อมใส จนเมื่อทางวัดหัวหมอนขาดเจ้าอาวาส ชาวบ้านหัวหมอนจึงพากันไปนิมนต์พ่อท่านดำให้มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัด

“คนสมัยนี้เรียกหลวงพ่อดำ หลวงปู่ดำ สมัยผมเรียกพ่อท่านดำ ท่านมีวาจาศักดิ์สิทธิ์  ปี ๒๕๐๐-๒๕๐๑ ผมเป็นเณร  ปี ๒๕๐๒-๒๕๐๓  ผมบวชเป็นพระ ท่านก็อยู่ของท่านแบบเงียบๆ เวลาใครมาหา ท่านจะรู้ก่อนล่วงหน้า มีคนมาให้ท่านรักษาโรค มาขอพรแน่นวัดทุกวัน ท่านเป็นพระแบบบ้านๆ ไม่เคยถือเนื้อถือตัว”

คุณลุงหนู ไชยตรี วัย ๗๕ ปี เปิดบันทึกความจำ ก่อนจะเล่าให้พวกเราฟังต่อว่า พ่อท่านดำ เป็นพระรูปร่างสูงใหญ่แบบคนโบราณ เสียงของท่านก้องกังวานและทุ้มอยู่ในลำคอ ลักษณะเด่นของท่านคือเป็นพระที่มีรูปทรงศีรษะค่อนข้างใหญ่และยาว ยามปกติท่านจะชอบเหนียดยาฉุนและชอบดูมโนราห์เป็นชีวิตจิตใจ เนื่องจากก่อนบวชท่านเคยเป็นนายกลองมโนราห์ อดีตพระลูกศิษย์ของพ่อท่านดำในช่วงปลายอายุ

ซึ่งการได้ร่วมงานอยู่กับวงมโนราห์นี้เองทำให้ท่านมีความรู้และเชี่ยวชาญในศาสตร์ที่ลุ่มลึกไปด้วยแรงอธิษฐานและแรงครู จนเกิดการตกผลึกและนำความรู้อันนี้มาประยุกต์ใช้สำหรับรักษาโรคให้กับชาวบ้านในเวลาต่อมา

อย่างเช่นกรณีของการรักษา “เสน” ซึ่งเป็นเนื้อที่งอกขึ้นบนผิวหนังและจะแผ่ขยายเติบโตขึ้นตามอายุ แกเล่าว่าพ่อท่านดำจะนิ้วหัวแม่เท้าเหยียบไปตรงบริเวณที่เป็นเสน ไม่เกิน ๓ วัน เนื้อที่งอกนั้นก็จะยุบตัวลงและค่อยๆ จางหายไป

นอกจากนี้คุณลุงหนูยังเล่าต่ออีกว่า ในสมัยนั้นพัทลุงถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่ไกลจากคำว่าความเจริญ  ในที่นี้ไม่ต้องพูดถึงโรงพยาบาลเพราะสถานที่รักษาโรคแบบทันสมัยที่สุดคือ “สุขศาลา” ซึ่งทั้งจังหวัดก็มีอยู่แค่แห่งเดียวและตั้งอยู่ในตัวเมืองพัทลุง ซึ่งแกว่ากว่าจะเดินทางออกจากที่นี่ไปถึงตัวเมืองต้องใช้เวลาเป็นวันๆ ดังนั้นสถานพยาบาลที่ไร้ใบประกอบการแต่มีมาตรฐานและมีคุณภาพมากที่สุดของชาวหัวหมอนก็คือกุฏิของพ่อท่านดำ แกบอกว่าการรักษาชนิดหายแบบเฉียบพลันด้วยอาคมและพลังจิต ทำให้ชื่อเสียงของพ่อท่านดำเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป

แต่ก็นั่นแหละครับนอกจากการเดินทางจากบ้านหัวหมอนไปข้างนอกจะลำบากแล้ว การที่คนภายนอกจะเข้ามาถึงวัดหัวหมอนก็มีลำบากไม่ต่างกัน แกว่าทางบกก็ต้องใช้เกวียน ทางน้ำก็ต้องใช้เรือค่อยๆ ล่องเข้ามา มีบ้างครั้งที่คนเจ็บหนักและญาติเห็นว่าถ้าจะล่องเรือมาถึงวัดคนเจ็บอาจจะเสียชีวิต ก็จะใช้วิธีตักน้ำในคลองหัวหมอนและเอ่ยชื่อของบารมีต่อพ่อท่านดำนำมาให้คนเจ็บดื่ม

ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นด้วยศรัทธาโดยอาศัยบารมีของพ่อท่านดำ ได้ช่วยให้หลายต่อหลายคนรอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ จนเป็นที่เชื่อถือกันเลยครับว่าน้ำในคลองหัวหมอนคือน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งคุณลุงหนูกล่าวย้ำกับพวกเราว่านี่คือเรื่องจริงที่ทุกวันนี้ยังคงมีชาวบ้านใช้บริการน้ำมนต์ในคลองอยู่

สำหรับการรักษาของพ่อท่านดำนั้น คุณลุงหนูบอกว่าท่านจะใช้น้ำมนต์และน้ำมันมะพร้าวเป็นหลักและจะรับรักษาเฉพาะคนเจ็บที่ถูกยิง,ถูกฟัน,ถูกแทง,กระดูกหัก,งูพิษกัด,ใส้เลือนและเหยียบเสน ซึ่งในกรณีที่มีคนเจ็บจากการโดนยิง ท่านจะใช้น้ำมันมะพร้าวหยอดไปยังจุดที่ถูกยิงและภายในเวลาไม่นานนักลูกกระสุนที่ฝังอยู่ในร่างก็จะค่อยๆ ไหลและหลุดออกมาเองอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ซึ่งการรักษาโดยใช้น้ำมันมะพร้าวนี้มีเคล็ดอยู่ว่าต้องทำในช่วงบ่ายและในระหว่างที่รักษาห้ามใครมาทุบมะพร้าวหรือขุดมะพร้าวในบริเวณวัดมิฉะนั้นเลือดจะไหลออกจากร่างกายทันที

(ผู้การยุทธ วัดหัวหมอน/กัปตันอนุชา คงนอง)

ผมฟังแล้วไม่รู้สึกแปลกใจกับเรื่องเล่าของคุณลุงหนู ถึงแม้มันจะค่อนข้างเหนือโลกแต่มันก็คือความรู้และภูมิปัญญาของคนโบราณที่สืบสานต่อกันมา ยิ่งเมื่อได้น้ำเสียงสุภาพๆ ของคนรุ่นใหม่อย่าง “กัปตันอนุชา คงนอง” เพื่อนรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ เล่าเสริมขึ้นมาว่าสมัยก่อนญาติผู้ใหญ่ของเขาโดนมีดพร้าฟันเข้าที่ลำคอ ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือบาดแผลฉกรรจ์และเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด คนที่เห็นเหตุการณ์ได้เอาผ้าขาวม้ามาพันคอไว้ไม่ให้เลือดไหลออกมาก และพากันหามมาที่กุฏิพ่อท่านดำ

เขาเล่าว่าขณะนั้นพ่อท่านดำกำลังนั่งอยู่บนกุฏิ ท่านได้สั่งว่าไม่ต้องพาคนเจ็บขึ้นมาและได้ชี้นิ้วไปที่คนเจ็บ ความมหัศจรรย์จากพลังจิตของพ่อท่านดำทำให้ในเวลาไม่ถึงอึดใจเลือดที่ไหลทะลักดั่งตาน้ำค่อยๆ หยุดไหลไปพร้อมๆ กับการปิดสนิทของบาดแผล

ซึ่งกัปตันอนุชาบอกว่า ทุกวันนี้ญาติของเขาคนนี้ได้บวชเป็นพระภิกษุและยังมีชีวิตอยู่  โดยบริเวณลำคอที่ถูกฟันยังคงปรากฏรอยแผลเป็นที่ยืนยันความศักดิ์สิทธิ์ในเชิงประจักษ์ของพ่อท่านดำ

ซึ่งในเรื่องนี้กัปตันอนุชา บอกว่าเขาไม่ได้เห็นกับตาเพราะเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่เขาจะลืมตาดูโลก แต่มันเป็นเรื่องของบรรพบุรุษที่เล่าสู่กันมาและตัวเขาเองก็พร้อมจะเล่าสู่ต่อไปในชั้นลูกชั้นหลาน

ผมถามว่าโดยส่วนตัวแล้วเขาเคยประสบกับอภินิหารของพ่อท่านดำไหม?

เขาตอบว่ามีและชัดเจนในใจของเขา แต่เรื่องที่เขากำลังจะเล่าต่อไปนี้คือส่วนหนึ่งของความมั่นใจในแง่ที่ว่าบารมีของพ่อท่านดำยังคงคุ้มครองลูกหลานบ้านหัวหมอนตลอดเวลา เรื่องมีอยู่ว่า

น้องชายของกัปตันอนุชา เป็นพนักงานอยู่บนเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ในขณะที่เรือลำนี้กำลังแล่นอยู่ในน่านน้ำของประเทศอินโดนีเซีย ก็ให้บังเอิญว่าน้องชายของเขาและเพื่อนร่วมงานเข้าไปติดอยู่ในระวางสินค้าที่เป็นห้องแช่แข็ง มีอุณหภูมิติดลบ ๓๖ องศา ไม่สามารถออกมาได้ ในช่วงนั้นน้องชายของเขาได้พยายามกดโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อติดต่อคนข้างนอกให้เข้าไปช่วย

แต่อนิจจาที่ภายในห้องแช่แข็งนั้นไร้สัญญาณอย่างสิ้นเชิง จะกดเท่าไร จะกดอย่างไร ก็ไม่สามารถโทรออกได้ ด้วยความหวังสุดท้ายน้องชายของเขาได้ตั้งจิตอธิษฐานขอให้พ่อท่านดำมาช่วย พร้อมกับได้หยิบโทรศัพท์มือถือกดมาหาญาติที่ประเทศไทย เมื่อญาติที่ประเทศไทยทราบข่าวจึงได้โทรศัพท์กลับไปที่เรือลำนั้น และมีคนมาช่วยเหลือน้องชายของเขาและเพื่อนร่วมงานออกมาได้อย่างปลอดภัย

กัปตันอนุชาสรุปว่า เรื่องนี้จะเกิดจากอะไรไปไม่ได้นอกจากความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านดำเท่านั้น

เขาย้ำว่ามันเป็นเรื่องของความเชื่อ จะเชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้ เพราะไม่มีใครมาบังคับความเชื่อของใครได้ แต่ตระกูลของเขาเชื่อกันแน่ๆ

จะว่าไปแล้วเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านดำยังมีอีกหลายเรื่องครับ อย่างเช่นเรื่องที่ว่า สมัยก่อนพัทลุงเป็นจังหวัดที่มีโจรชุกชุมยิ่งกว่ายุง และที่เด็ดขาดคือก่อนจะบุกปล้นยังมีการประกาศล่วงหน้า ชุมชนบ้านหัวหมอนก็คือหนึ่งเป้าหมายของการปล้น คุณลุงหนูเล่าว่าชาวบ้านต่างพากันขนสมบัติมาฝากไว้ที่กุฏิของพ่อท่านดำจนเต็มพื้นที่ ซึ่งท่านก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับชาวบ้าน เพราะโจรไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปปล้นในวัด

ซึ่งเรื่องนี้คุณลุงหนูว่าน่าจะเป็นที่ครั้งหนึ่งเคยมีโจรเข้าไปลักขโมยของในวัด ชะรอยพ่อท่านดำจะทราบด้วยญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของท่านว่าจะมีเหตุร้าย ดังนั้นในยามค่ำคืนขณะที่ทั้งพระและเณรได้เข้าจำวัดเรียบร้อยแล้ว พ่อท่านดำได้ออกมานั่งซุ่มรอขโมยอยู่ในมุมมืด และเมื่อขโมยได้เข้ามายังวัด ท่านจึงได้เอ่ยปากถามไปถึง ๓ ครั้งว่า โยมเป็นใครและเข้ามาทำอะไร เมื่อไม่ได้รับคำตอบ ท่านจึงพูดขึ้นว่า

“ไม่ตอบถ้าจะบ้า”

สิ้นคำพูดของท่าน ขโมยคนนั้นก็ได้กระโดดออกมาจากที่ซ่อนพร้อมกับพูดว่า

“มาลักของๆๆ”

ชาวบ้านเมื่อได้ยินเสียงดังก็แตกตื่นพากันมาที่วัด ก็พบภาพหัวขโมยกำลังกระโดดโลดเต้นและพูดพร่ำเหมือนคนเสียสติ

นอกจากอภินิหารและความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ยังมีความเชื่ออีกมากมายเกี่ยวกับพ่อท่านดำที่เล่าสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี โดยเฉพาะคณะมโนราห์ไม่ว่าจะเป็นจากพื้นที่ออกไปแสดงข้างนอก หรือจากเป็นคณะภายนอกเข้ามาแสดงในพื้นที่จะต้องเข้ามาแสดงถวายหน้ารูปหล่อของพ่อท่านดำก่อนการแสดงจริงหนึ่งวัน แม้กระทั่งเรื่องพื้นฐานอย่างเช่นเวลาจับโจรหรือสงสัยว่าใครเป็นคนผิด คู่กรณีก็จะพากันมา “บด” (สาบาน) ต่อหน้ารูปหล่อของท่าน เล่ากันว่าไม่นานนักหรอกครับเป็นได้เรื่องว่าใครจริงใครเท็จ

คุณลุงหนูเล่าว่าในบั้นปลายชีวิต พ่อท่านดำได้เป็นฝีที่บริเวณสะดือ หลังจากฝีแตกไม่นานนักท่านก็มรณภาพด้วยอาการสงบ ผมถามว่าใช่มรณภาพด้วยเหตุฝีแตกไหม? แกย้ำว่าไม่ใช่ เพราะพ่อท่านทำไม่ได้มีอาการเวทนาเลย ท่านยังคงแจ่มใสและทักทายผู้คนที่ไปมาหาสู่ได้เหมือนเดิม

เพียงแต่ก่อนมรณภาพท่านมีอาการคล้ายจะเป็นไข้หวัด ซึ่งก็ไม่นานนักน่าจะไม่เกิน ๗ วันท่านก็มรณภาพลงด้วยอาการสงบ ในวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๓ หลังจากที่คนขึ้นจากทำนามากินข้าวที่บ้าน ซึ่งเทียบเคียงได้กับเวลาประมาณบ่ายโมง สิริอายุ ๘๐ ปี ๕๗ พรรษา ซึ่งแกเล่าว่าในพิธีรดน้ำศพที่บริเวณชานหน้ากุฏิ แม้แต่น้ำที่รดลงบนศพของท่านก็ไม่ตกลงบนพื้นดิน เพราะจะมีชาวบ้านมารองน้ำนั้นไว้ตลอดเวลา หลังจากเสร็จพิธีทางสงฆ์ วัดหัวหมอนได้จัดเก็บสังขารของพ่อท่านดำไว้ ๑ ปี ก่อนที่จะเปิดหีบออกมาทำการฌาปนกิจในปี ๒๕๐๔  

ผมถามว่าในช่วงที่พ่อท่านดำยังมีชีวิตท่านได้ถ่ายทอดคำสอนหรือเคยกล่าวอะไรไว้เป็นข้อคิดบ้าง

“สมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ คือไม่มีคำสอน สิ่งที่ท่านได้ทำเห็น เช่นการทำวัตรสวดมนต์เช้าเย็นไม่เคยขาด การออกเดินบิณฑบาต การเป็นพระที่สมถะและมีชีวิตแบบบ้านๆ คนไหนตกทุกข์ได้ยาก ท่านก็รับภาระแบ่งเบาความทุกข์นั้นให้คลายลงด้วยธรรมะ ไม่เคยมีใครได้รับความผิดหวังเมื่อมาเจอท่าน นั่นแหละคือคำสอนของท่านที่มอบให้กับพวกเรา ผมคิดอย่างนี้นะ แม้แต่ก่อนมรณภาพท่านก็จะบอกคนที่มาเยี่ยมเสมอๆ ว่าไม่ต้องทุกข์  แต่ถ้าตกทุกข์ได้ยากก็ให้บอกกับท่าน”

ผมนั่งนิ่งท่ามกลางหมู่ชาวบ้าน สภาพแวดล้อมต่างๆ ภายในวัดล้วนแล้วแต่มีประวัติศาสตร์เป็นของตัวเองทั้งนั้น

รวมไปถึงเรื่องเล่าจากคุณลุงหนูและกัปตันอนุชาที่ค่อยแทรกขึ้นมาด้วยประสบการณ์จากชีวิตที่พวกเขาได้สัมผัสด้วยตนเอง ทำให้ผมทราบเบื้องต้นว่า ด้วยวิถีชีวิตชนบทอย่างบ้านหัวหมอน การที่จะให้พวกเขาไปประโคมข่าวถึงความเก่งและความดีของพ่อท่านดำแก่โลกภายนอก มันดูจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่และยุ่งยากเกินไปสำหรับพวกเขา ดังนั้นบางสิ่งบางอย่างมันก็เหมาะที่จะเกิดและเจริญเติบโตเฉพาะที่นั้นๆ

แสงแดดสีทองที่ส่องลอดผ่านต้นไม้ด้านหลังของวิหารหลวงปู่ดำ ซึ่งเป็นวิหารที่เกิดจากการรวมจิตรวมใจของคนรุ่นใหม่ ค่อยๆ จางลง อีกไม่นานนักพิธีพุทธาภิเษกก็จะจบลงพร้อมกับแสงจันทร์ที่จะขึ้นมาให้แสงสว่างแก่ผู้คนที่อยู่ในงาน

การขึ้นลงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ย่อมหมายถึงเวลาของการสนทนาของผมกับชาวบ้านหัวหมอนกำลังจะจบลงในวันนี้ หากแต่ความรู้/ภูมิปัญญาและเรื่องราวของพ่อท่านดำ สุวณฺโณ ที่ยังมีอยู่อีกมากมายก่ายกอง ยังคงโลดแล่นอยู่ภายในวัดและสายน้ำในคลองหัวหมอน เพื่อรอคนรุ่นใหม่เข้ามาพัฒนาและซึมซับตักตวงด้วยตัวของท่านเอง หากท่านมีหัวใจที่อยากจะรับและอยากจะรู้....สวัสดีครับ

(คลองหัวหมอน)

ขอขอบคุณคุณลุงหนู ไชยตรี, ผู้การยุทธ วัดหัวหมอน,กัปตันอนุชา คงนอง,สมโชค พัทลุงและชาวบ้านหัวหมอน ที่อำนวยความสะดวกและให้ความอนุเคราะห์ด้านข้อมูล คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับรูปภาพครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนใส่แว่น วันที่ : 29/04/2015 เวลา : 12.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chattrg

เป็น เกจิที่คนทางใต้นับถือมากๆ
โดยเฉพาะ แถว พัทลุง ตรัง นคร

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 29/04/2015 เวลา : 08.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

คล้ายๆเหรียญ ข้าวหลามตัด กรมหลวงชุมพร นะครับ เหรียญตายแต่มีประสบการณ์เยอะมาก ...โหวตครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< เมษายน 2015 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    



[ Add to my favorite ] [ X ]