• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2227797
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2558
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 5141 , 23:41:59 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน chailasalle โหวตเรื่องนี้

นะโมโพธิสัตโต ราชะมุนี สามีราโม อะนาคะโต อิติปิโสภะคะวา

“สมาธินี้เป็นของจริง สิ่งที่เราเห็นในระหว่างจิตมีสมาธิ คือ สงบ สว่าง นิมิตหรือการเห็นอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาก็ดี สิ่งนั้นเป็นเพียงการรับรู้ของจิต เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วให้เราพิจารณาอย่างมีสติไว้ให้ดี”

น้ำเสียงสุภาพภายใต้ใบหน้าและแววตาที่จริงจังของพระภิกษุสูงวัย  จับใจความได้ว่าท่านกำลังอธิบายถึงลักษณะของสมาธิและการปรับสภาวะของจิตใจ 

การรับฟังและการแก้ไขปัญหาที่คาใจของเด็กๆ ช่างถามที่นั่งล้อมวงอยู่หน้ากุฏิ  ทำให้พวกเรามั่นใจว่า  “ตาหลวงผ่อง” ของเด็กๆ หรือ “พ่อท่านผ่อง อิทธิปุญโญ” แห่งสำนักสงฆ์คลองเปล ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ยังมีดีอีกหลายอย่างมากกว่าที่ใครๆ คิดครับ

ว่ากันว่าสำนักสงฆ์นาเปลแห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะที่ผ่านมาเคยมีพระสงฆ์เข้ามาพักได้ไม่ทันข้ามคืนก็ต้องรีบย้ายตัวเองออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ในบางคืนก็เคยมีชาวบ้านเห็นดวงไฟกลมโตลอยขึ้นจากพื้นดินภายในสำนักสงฆ์

แต่ถ้าถามว่าเพราะเหตุใดพ่อท่านผ่องถึงไม่ได้มีความเกรงกลัวต่ออาถรรพ์ดังกล่าวและสามารถอยู่จำพรรษาได้อย่างสงบมาตราบเท่าทุกวันนี้

ตำตอบนี้ เจ้าเพชร-เพื่อนรุ่นน้อง ให้ข้อมูลว่า

๑.เกิดจากคุณธรรมของท่าน และ

๒.เกิดจากความผูกพันทางสายเลือดตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ

พูดง่ายๆ ก็คือว่า “หลวงพ่อทวด” กับ “พ่อท่านผ่อง” ท่านเป็นเครือญาติเดียวกัน เขาย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับหรือเรื่องที่ต้องปกปิดแต่อย่างใด เพราะชาวบ้านแถวนี้เขาก็รู้กันทั่วอยู่แล้วครับ

จริงอยู่ถึงในวันนี้ชื่อของพ่อท่านผ่องอาจจะไม่ค่อยเป็นที่คุ้นหูของคนรุ่นใหม่หรือมีชื่อเสียงกระจายออกสู่ภายนอกเหมือนพระเกจิอาจารย์องค์อื่น  แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รู้จักและจดจำท่านได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่เคารพศรัทธาในบารมีของ “หลวงพ่อทวด” เจ้าของตำนานศักดิ์สิทธิ์บนพื้นที่แห่งนี้ครับ

พ่อท่านผ่อง อิทธิปุญโญ ถือเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมรอยต่อแห่งความผูกพันระหว่างชาวบ้านกับหลวงพ่อทวดครับ

ความชัดเจนของเหตุการณ์ชวนมหัศจรรย์ใจ และความถี่ของประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้ท่านมักจะถูกนิมนต์จากชาวบ้านให้ช่วยเป็นสื่อในเวลาที่พวกเขาต้องการพึ่งบารมีจากหลวงพ่อทวด

แต่ก็มีบางครั้งครับที่ตัวท่านเองก็ได้รับบัญชาในนิมิตเป็นคำสอนหรือคาถาจากหลวงพ่อทวดเพื่อนำมาใช้เจริญศรัทธาแก่บรรดาสาธุชนทั่วไป

ประเด็นนี้น่าสนใจครับ เพราะเรื่องอะไรก็ตามที่ออกแนวลึกลับประมาณนี้ ดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนให้ความสนใจ และเท่าที่พวกเราเคยนั่งคุยกันเองและเคยตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ ต้องบอกว่าขนาดคนคอเดียวกันยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่บ่อยๆ

ซึ่งเหตุผลต่างๆ ที่ต่างคนต่างยกมาอ้างนั้น โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเหตุผลใดผิดหรือถูก

แต่เอาที่แน่ๆ และถูกใจผู้คนทั่วไปก่อนดีกว่าก็คือวัตถุมงคลในรูปหลวงพ่อทวด ที่พ่อท่านผ่องได้สร้างและแจกออกไปนั้น ถือเป็นหลวงพ่อทวดเนื้อว่านยุคใหม่ที่มีประสบการณ์มากเล่าขานกันไม่หวาดไม่ไหว

จะว่าไปแล้วก็จะไม่ดีได้อย่างไรครับ?  เพราะพ่อท่านผ่องจะบอกกับทุกคนที่ได้รับพระไปว่า ท่านเป็นเพียงแต่ผู้รวบรวมมวลสารตามที่สั่ง ส่วนการเสกเป็นหน้าที่ของหลวงพ่อทวด

“ท่านเป็นเพียงแต่ผู้รวบรวมมวลสารตามที่สั่ง ?”

สมองซีกซ้ายกำลังคิดในขณะที่สมองซีกขวากำลังจินตนาการว่าใครหนอเป็นคนสั่งหามวลสาร?

จากสำนักสงฆ์ต้นเลียบ ซึ่งเป็นสถานที่ฝังรกของพลวงพ่อทวด พวกเราเดินทางบนถนนสายเล็กๆ ที่สองฟากถนนคือแปลงนาที่มีข้าวรอการเก็บเกี่ยว 

บนไหล่ทางของถนนสายคดเคี้ยวเส้นนี้มีต้นตาลสูงปลูกเรียงเหมือนดังจะเป็นแนวกันชน

ก่อนจะถึงที่หมายผมเห็นต้นมะเม่าซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดสูงพอสมควรขึ้นอยู่เป็นพุ่มๆ  สีสันของดอกและผลที่ห้อยระย้าลงตัดกับสีเขียวของใบ ช่วยขยับจังหวะชีวิตของพวกเราให้คึกคักตามแสงแดดที่ค่อนข้างแรงในวันที่ฟ้าฝนไม่เป็นใจแบบนี้

มีบันทึกเป็นตำนานไว้ครับว่า สมัยก่อนพื้นที่บริเวณนี้เป็นท้องนาที่มีต้นตาลและต้นมะเม่าขึ้นอยู่เต็มไปหมด ซึ่งเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่นาคือเศรษฐีปาน

มีอยู่วันหนึ่งนายหูและนางจันทร์สองสามีภรรยา ซึ่งเป็นทาสในเรือนเบี้ยของเศรษฐีปาน  ได้ออกไปเกี่ยวข้าวในที่นาดังกล่าว

เพื่อความสะดวกในระหว่างการเกี่ยวข้าว ทั้งคู่จึงได้นำผ้ามาผูกขึ้นเป็นเปลนอน ก่อนจะนำปลายผ้าทั้งสองด้านผูกไว้กับต้นมะเม่าสองต้นเพื่อให้ ”เด็กชายปู” ทารกน้อยวัยแบเบาะได้นอนพักผ่อน

หลังจากเกี่ยวข้าวไปได้ระยะหนึ่ง นางจันทร์จึงได้เดินย้อนกลับมาเพื่อที่จะให้นมลูก

ภาพของงูจงอางขนาดใหญ่หรือที่คนใต้เรียกกันว่า “งูบองหลา” กำลังขดพันรัดอยู่รอบๆ เปล ทำให้นางจันทร์ตกใจทำอะไรไม่ถูก จึงได้ร้องเรียกให้นายหูมาช่วยกันไล่งู แต่ไม่ว่าจะไล่ด้วยวิธีการอย่างไรก็ไม่สามารถไล่ได้

ทั้งคู่จึงตั้งจิตอธิษฐานขออย่าให้งูจงอางตัวนั้นทำร้ายลูกน้อยที่นอนอยู่ในเปล

สิ้นคำอธิษฐานไม่นานนักงูจงอางตัวนั้นก็ค่อยๆ คลายวงรัดออก ก่อนจะเลื้อยหายเข้าไปในป่า โดยก่อนไปงูจงอางตัวนั้นได้คายเมือกแก้วขนาดใหญ่ไว้บนอกของเด็กชายปู

ซึ่งในกาลต่อมาก็อย่างที่หลายๆ ท่านทราบนั่นแหละครับ ว่าเด็กชายปูที่นอนหลับอยู่ในเปลก็คือ “หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด” และเมือกใสๆ ที่แข็งตัวเป็นลูกแก้วขนาดใหญ่นั้น ก็คือ “ลูกแก้ว” ของวิเศษคู่บารมีครับ

จะว่าไปแล้วถึงแม้กาลเวลาจะเวียนเปลี่ยนแต่เรื่องราวยังคงยอกย้อนอยู่ที่เดิม เพราะพื้นที่ของท้องนาบริเวณจุดที่ นายหูและนางจันทร์ได้ผูกเปลในวันนั้นก็คือที่ตั้งของ “สำนักสงฆ์นาเปล” ในวันนี้ครับ

โดยส่วนตัวแล้วผมเองก็ไม่ได้รู้จักพ่อท่านผ่องมาก่อน จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมได้พบท่านคือตอนที่พวกเราจัดพิธีพุทธาภิเษกเหรียญหลวงพ่อทวดขึ้นที่วัดเขาอ้อ จังหวัดพัทลุง ถึงในวันนั้นผมจะไม่ได้พูดคุยอะไรกับท่านเลย แต่ภาพของรอยยิ้มและแววตาที่บ่งบอกถึงความเมตตาตอนที่เข้าไปกราบท่าน ยังคงแจ่มใสอยู่ในใจเสมอครับ

จนในวันที่พวกเรากำลังนั่งย้อนความทรงจำด้วยภาพของพระเกจิอาจารย์ที่เข้าร่วมงาน ภาพถ่ายของพ่อท่านผ่องที่นั่งยืดตัวตรงขณะทำการปลุกเสกผนวกกับความทรงจำของทุกคนที่เห็นเหมือนกันว่า ในวันนั้นพ่อท่านผ่องได้นั่งเสกในท่านี้แบบนิ่งๆ ไม่มีการโอนเอนหรือไหวตัวตั้งแต่เริ่มต้นจนจบพิธี

ดังนั้นบทสรุปของภาพถ่ายนี้จึงจบลงที่ว่าเพชรงามแห่งสทิงพระเม็ดนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

พ่อท่านผ่อง อิทธิปุญโญ เป็นพระที่มีรูปร่างสูงโปร่งครับ พื้นเพของท่านก็เป็นคนละแวกใกล้ๆ กับสำนักสงฆ์แห่งนี้ ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ กันยายน ๒๔๗๖ เป็นบุตรชายคนที่ ๒ ของ  “คุณพ่อเผือก-คุณแม่แจ้น เกตุสุริยง”  ชื่อเดิมของท่านคือ “ผ่อง เกตุสุริยง”

ท่านเล่าว่าชีวิตในวัยเด็กของท่านก็เหมือนเด็กๆ ทั่วไป แต่เรื่องที่ทำให้โดดเด่นมากกว่าคนอื่น คือท่านได้รับการยกย่องจากผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมรุ่นว่าเป็นผู้ที่มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม

ท่านเล่าว่าเรื่องที่ท่านจดจำและใช้สอนตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้คือคำสอนของมารดาในเรื่องของการเป็นผู้ให้

“ของที่เราให้เขา หรือของที่เขาให้เรา คือของที่ดีที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องของสิริมงคล คุณค่าของมันอยู่ตรงการมอบให้กันและกัน”

เริ่มต้นก็ได้ใจแล้วครับ “คุณค่าของสิ่งของอยู่ตรงการมอบให้กันและกัน” ฟังแล้วชัดเจนมากครับกับนิยามคุณค่าของคำว่าการให้ มิน่าเล่าหลายต่อหลายคนถึงบอกว่าพ่อท่านผ่อง คือพระผู้มีแต่ให้

พ่อท่านผ่อง อุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อปี ๒๔๙๖ อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ณ อุโบสถวัดชุมพล ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา โดยมีพ่อท่านดำ ติสสโร วัดศิลาลอย เป็นพระอุปัชฌาย์ พ่อท่านจันทร์ วัดหัวถนน เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพ่อท่านพวง  เป็นพระอนุสาวนาจารย์

หลังอุปสมบทท่านได้เข้าจำพรรษาและศึกษาพระธรรมวินัย ณ วัดชุมพล ก่อนที่จะย้ายไปจำพรรษากับพ่อท่านพวง เพื่อปรนนิบัติและศึกษาวิชาอาคม โดยในระหว่างนั้นท่านได้เดินเท้าเพื่อไปขอศึกษาเพิ่มเติมจาก   ”พ่อท่านดำ ติสสโร” วัดศิลาลอย

พ่อท่านดำ เป็นพระเกจิอาจารย์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพศรัทธามากครับ ในอดีตพ่อท่านดำคือ ๑ ใน ๔ ของพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับนิมนต์เข้าร่วมปลุกเสกพระหลวงพ่อทวด ณ วัดช้างไห้ เมื่อปี ๒๔๙๗ ร่วมกับพระอาจารย์ทิม วัดช้างไห้ พระอาจารย์นอง วัดทรายขาวและพระอาจารย์สง วัดพะโคะ

ท่านเล่าว่าในการเรียนกับพ่อท่านดำนั้น วิชาแรกที่พ่อท่านดำจะสอนเป็นบทแรกเลยคือ “วิปัสสนากรรมฐาน” ซึ่งหากพ่อท่านดำพิจารณาแล้วเห็นว่าพื้นฐานแน่นและหน่วยก้านดีพอที่จะสนับสนุน ท่านก็จะเริ่มถ่ายทอดวิชาอาคมให้

ส่วนเรื่องสำคัญที่สุดที่พ่อท่านดำเน้นย้ำมากเลยคือเรื่องของ “ความถูกต้อง” ซึ่งความถูกต้องนี้พ่อท่านดำถือว่าเป็นคุณธรรมและจริยธรรมที่สำคัญมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการดำเนินชีวิต การใช้วิชาอาคม ฯลฯ จะต้องเป็นการทำ / การใช้ให้ถูกต้องด้วยคุณธรรม จริยธรรมและความซื่อสัตย์

“ความถูกต้องจะทำให้เราเกิดความพอดี   ความพอดีจะทำให้ไม่เกิดการแสวงหา  การไม่แสวงหาจะทำให้ไม่เกิดการสะสม   คนเราไม่จำเป็นต้องกินนอนให้พิเศษกว่าคนอื่นหรอก เอาแค่มีชีวิตอยู่และสร้างคุณค่าให้มากกว่าคนอื่นก็พอ”

ท่านเล่าว่าในเรื่องไสยศาสตร์นั้น โดยส่วนตัวแล้วท่านค่อนข้างชอบเป็นพิเศษ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะในสมัยนั้นความเจริญยังมีน้อยกว่าความเชื่อในเรื่องภูตผีปีศาจ ประกอบกับตัวท่านเองก็ได้รับการซึมซับและถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากโยมบิดาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก

ดังนั้นการจะเรียนเพิ่มหรือการจะต่อยอดจึงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากสำหรับท่าน ด้วยพรสวรรค์ตรงนี้เองทำให้ในเวลาไม่นานนักท่านก็สามารถเรียนรู้วิชาการต่างๆ จากพ่อท่านดำจนครบถ้วน

ท่านเล่าว่าจากการเรียนรู้และทดสอบด้วยตนเองจนแน่ชัดว่าสิ่งที่ท่านกำลังศึกษาอยู่นี้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและชาวบ้านได้จริง ท่านจึงได้ตกผลึกความคิดและมองยาวไปถึงเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถให้กับตนเอง

ซึ่งแน่นอนว่าการจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะให้ผู้อื่นยอมรับได้นั้นย่อมต้องไม่ใช่มีวิชาอาคมเพียงเท่านี้ ดังนั้นท่านจึงได้ตัดสินใจเดินทางข้ามป่าขึ้นเขามุ่งหน้าสู่บ้านควนรู อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา เพื่อมาขอเรียนวิชาจากหลวงลุงของท่านคือ “พ่อท่านสีแก้ว กุลคุโณ” พ่อท่านสีเจ้าอาวาสวัดไทรใหญ่ สุดยอดพระเกจิอาจารย์อีกรูปหนึ่งของชาวสงขลา

ด้วยปฏิภาณไหวพริบที่ดีเยี่ยมและการที่ท่านมีศักดิ์เป็นหลานชายแท้ๆ ทำให้ท่านได้รับความเมตตาจากพ่อท่านสีแก้วถ่ายทอดอักขระเลขยันต์ตลอดจนวิชาอาคมต่างๆ ให้อย่างไม่ปิดบัง

ท่านเล่าว่านอกจากครูบาอาจารย์ที่เป็นพระแล้ว ในส่วนของฆราวาสท่านได้เข้าไปขอศึกษาวิชาจาก “ทิดทอง ชาวไสท้อน” ซึ่งเป็นนายหนังตะลุงและมโนราห์ที่มีชื่อเสียงของสงขลา โดยเฉพาะวิชาเมตตามหานิยมที่ค่อนข้างจะเอกอุแบบรับรองผล ก่อนที่จะกลับมาจำพรรษา ณ วัดดีหลวงและสำนักสงฆ์ต้นเลียบตามลำดับ

“สิ่งสำคัญสำหรับไสยศาสตร์คือความเชื่อ  เราต้องมั่นใจในวิชาที่เรียนมา  เราต้องเชื่อว่าเราทำมันได้  เมื่อเรามีความเชื่อถึงตรงจุดนี้  เราก็จับจุดตรงนี้เอามาทำ”

แน่นอนครับในประเด็นที่ว่าเมื่อวัดใดมีพระเกจิอาจารย์ที่มีฝีมือมาอยู่จำพรรษา ญาติโยมมักจะให้ความสนใจและเข้ามาขอรับการสงเคราะห์อย่างมากมาย

ท่านเล่าว่าชีวิตของท่านในช่วงนั้นเริ่มรับแขกตั้งแต่เปิดกุฏิกว่าจะเสร็จสิ้นหมดคนก็เกือบจะก้าวเข้าสู่วันใหม่ ท่านว่าในระยะแรกๆ ก็ยังรู้สึกอิ่มเอิบกับการได้สงเคราะห์คน แต่พอครั้นวันเวลาได้ผ่านพ้นไปนานเข้าๆ เมื่อท่านได้หวนคิดถึงวันเวลาที่ผ่านมา พร้อมกับหยิบเอาคำว่า “ชื่อเสียง” ขึ้นมาพิจารณาอย่างถ่องแท้

ผลจากการพิจารณาอย่างมีสติและถ่องแท้ ทำให้ท่านได้ค้นพบว่าโดยแท้จริงแล้วการมีชื่อเสียงก็ไม่ต่างไปจากเหรียญสองด้านหรือดาบสองคม ที่ย่อมมีทั้งดีและร้าย

จริงอยู่ถึงชื่อเสียงจะส่งผลให้มีผู้คนชื่นชอบและเต็มที่ต่อการเดินทางมาพบ ในอีกด้านหนึ่งชื่อเสียงก็นำมาซึ่งความวุ่นวายต่างๆ นาๆ

ดังนั้นในทันทีที่หลวงปู่จำเนียร แห่งสำนักสงฆ์ต้นเลียบได้ถึงแก่มรณภาพ ท่านจึงถือเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการหันกลับมาถามตัวเองว่าชีวิตของท่านต้องการอะไรและบวชมาเพื่ออะไร

ชะรอยสวรรค์มีดวงตาทำให้ท่านสามารถค้นพบคำตอบนั้น ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้บอกพวกเราว่าคำตอบที่ว่าคืออะไร คงเล่าเพียงว่าท่านได้ตัดสินใจออกจากสำนักสงฆ์ต้นเลียบและปลีกตัวจากการมีชื่อเสียงออกมาดำรงตนอยู่อย่างสันโดษ ณ สำนักสงฆ์นาเปล ซึ่งในขณะนั้นเป็นสำนักสงฆ์ร้าง

“การได้ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ และตั้งใจปฏิบัติกรรมฐาน ทำให้เรามีสติและมีความสงบ”

“ คนส่วนมากมักจะมองชีวิตอย่างภาพลวงตา หลงติดในชื่อเสียงและหลงติดว่าสิ่งนั้นคือความจริง ซึ่งแท้จริงแล้วความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลง ความไม่มั่นคง นั่นแหละคือชีวิตที่แท้จริง”

อย่างไรก็ตามครับขึ้นชื่อว่าเป็นหนังชีวิตแล้ว มันต้องดูกันยาวๆ ท่านว่าคนเราถ้าไม่กลัวอะไรเสียอย่าง แม้หนทางข้างหน้าจะคดเคี้ยวและมองเห็นแต่ความทุรกันดาร มันก็ไม่ได้ทำให้ท่านรู้สึกท้อใจหรือหวั่นกลัวแต่อย่างไร

ท่านเล่าว่าท่านได้เริ่มฟื้นฟูสำนักสงฆ์ร้างเล็กๆ แห่งนี้แบบค่อยเป็นค่อยไป  ซึ่งภายใต้การทำงานและพัฒนาอย่างจริงจังของพ่อท่านผองและกำลังของลูกศิษย์เท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น ได้ฉุดให้สำนักสงฆ์นาเปลเริ่มฟื้นคืนชีพขึ้นมาทีละน้อย

พ่อท่านผ่องยิ้มก่อนเล่าต่ออย่างอารมณ์ดีว่า ยามนั้นในสำนักสงฆ์นอกจากจะมีเสียงนกที่ร้องจิ๊บจ๊าบด้วยความสดใสเข้ามาแทนที่เสียงลมที่เคยพัดโชยแบบเหงาๆ แล้ว ยังมีเสียงหัวเราะของชาวบ้านทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่พากันมาช่วยพัฒนาพื้นที่แห่งตำนานผืนนี้

ท่านว่าหากมุ่งแต่จะทำการพัฒนาสถานที่เพียงอย่างเดียวโดยที่ไม่ยอมพัฒนาคน ก็จะไม่มีประโยชน์อะไร โดยท่านได้อุปมาว่า

“แม้ต้นไม้จะเจริญเติบโตแล้วยังมีโอกาสที่จะถูกตัดทำลายด้วยฝีมือของคนอีกเช่นกัน”

พ่อท่านผ่องย้อนเล่าเรื่องราวในวันวานพร้อมกับรอยยิ้ม ซึ่งท่านกล่าวแบบอารมณ์ดีว่ารอยยิ้มที่จริงใจนี่เองคือวิชาสำคัญในการเรียกคนเข้ามาปฏิบัติธรรมในสำนัก ท่านว่าตัวท่านเองเชื่ออยู่เสมอว่าใจที่ดีของท่าน จะนำไปสู่ใจที่ดีของคนที่เข้ามาหา

“ถ้าเราสอนเขา บอกเขาด้วยความจริงใจ บอกเขาว่าการคิดดีนำมาซึ่งการทำดี เราเชื่อว่าทุกคนรับรู้ได้ จริงอยู่ว่าการสอนให้คนคิดดี ทำดี จะเห็นผลช้า ไม่ต่างจากการหว่านข้าวในนา แต่เชื่อเถอะว่า ข้าวนานี้สมบูรณ์แน่”

ลมจากท้องทุ่งพัดมากระทบพวกเราเป็นระยะ

เสียงใบมะเม่าลู่ลมที่ได้ยินแล้วรู้สึกถึงความไพเราะ

พ่อท่านผ่อง อิทธิปุญโญ กำลังนั่งอยู่บนเก้าอื้โยกหน้ากุฏิ ท่านให้พรพวกเราก่อนจะขอตัวเข้าไปทำวัตรเย็น

ระหว่างเดินทางกลับ ผมนั่งคิดถึงเรื่องที่ท่านสอน

เสียงเจ้าเพชรถามว่าพี่คิดอะไรอยู่?

ผมยิ้มแต่นิ่งเงียบ เพราะจำได้ว่า “ความเงียบจะทำให้เรามีสติและความสงบ” บางทีนะครับถ้าเราจะละเอียดต่อความรู้สึกสักหน่อย เราก็จะพบว่าความสุขและความสงบที่เราเพียรพยายามค้นหานั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย มันอยู่ที่ใจของเรานี่เอง...สวัสดีครับ

ขอบคุณ เจ้าเพชร ร้านเพชรฉลูกัณฑ์ สำหรับข้อมูลและการเดินทาง คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย กับภาพถ่ายสวยๆ ครับ

 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 08.25 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ดวงตาของพระที่มีอำนาจจะเป็นแบบน้สีนี้เสมอนะครับแปลกดี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มิถุนายน 2015 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        



[ Add to my favorite ] [ X ]