• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2227453
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันอังคาร ที่ 18 สิงหาคม 2558
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 5873 , 00:17:57 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน musachiza , chailasalle และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

โอกาสใช่ว่าจะมาหาทุกคนครับ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เข้ากราบบรรดาพระเกจิอาจารย์ในภาคใต้หลายองค์ โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าการได้พูดคุยกับผู้ที่อยู่ใกล้ชิดหรือกับผู้ที่มีทัศนคติในเชิงบวกกับท่าน ค่อนข้างมีความสำคัญอย่างมากในการช่วยให้ผมสามารถทำความรู้จักกับท่านโดยไม่จำเป็นจะต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน เบื้องต้นเลยนอกจากความต้องการของตัวเองแล้ว ก็ต้องขอบคุณเงื่อนไขและองค์ประกอบหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะกับเพื่อนๆ ที่อยู่ในพื้นที่ เพราะเขาเหล่านั้นได้ช่วยแนะนำตลอดจนนำพาผมไปยังที่หมาย

ครั้งนี้ก็เช่นกันครับ สมโชค-เพื่อนรุ่นน้อง ชักชวนผมไปกราบนมัสการพระเกจิอาจารย์องค์หนึ่ง  ท่านเป็นพระลูกวัดของวัดทุ่งเตง  เขาว่าพ่อท่านองค์นี้ไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียง  แต่ความขลังและคุณธรรมของท่าน ต้องบอกว่ามีไม่น้อย  มิฉะนั้นท่านคงจะไม่สามารถครองใจชาวบ้านมานานกว่า ๕๐ ปีได้ครับ

เขาบอกว่าลูกศิษย์พร้อม

คนนำทางพร้อม

ผมก็พร้อมครับ

จะว่าไปแล้วการเดินทางไปวัดทุ่งเตง ตำบลแหลมโตนด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีหลายเส้นทางครับ พวกเราเลือกใช้เส้นทางสายพัทลุง-แหลมโตนด ซึ่งเมื่อรถวิ่งผ่านหน้าวัดควนปันตารามมาได้ระยะหนึ่ง ก็จะถึงที่หมายปลายทางคือวัดทุ่งเตง 

วัดทุ่งเตงเป็นหนึ่งในวัดเก่าแก่ที่มีอายุมากกว่า ๒๐๐ ปีและมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจครับ   ซึ่งเมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปในอดีตก็จะทราบว่าวัดแห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังราวกับพลุแตกมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ “ท่านสมภารทองอยู่” หรือที่ชาวบ้านเรียกท่านว่า “พ่อท่านวัดทุ่งเตง” เป็นเจ้าอาวาส  

มีบันทึกไว้ว่าเรื่องราวของพ่อท่านทุ่งเตงนั้นมีความเป็นมาถึง ๒ ตำนาน ในที่นี้ของยกตัวอย่างตำนานเพียงเรื่องเดียวซึ่งสมโชคได้เล่าให้ฟังว่า เดิมทีมีพระเกจิอาจารย์ระดับสมภารเจ้าวัดที่มีความเชี่ยวชาญในไสยศาสตร์ ๔ องค์ คือพ่อท่านสมภารบัวแก้ว (พ่อท่านในเขื่อน),พ่อท่านสมภารบัวราม (พ่อท่านตาบอด),พ่อท่านสมภารทองอยู่ (พ่อท่านทุ่งเตง) และพ่อท่านสมภารบัวทอง

พ่อท่านทั้งสี่เป็นพระจากถิ่นอื่นครับ ท่านได้เดินทางมาอยู่รวมกัน ณ วัดโดนคลาน ซึ่งทุกองค์ได้ตกลงใจสาบานเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่ต่อมาจะมีเหตุกินแหนงแคลงใจในเรื่องอะไรก็ไม่ทราบได้ พ่อท่านสมภารบัวราม ได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดป่าพะยอม เล่ากันว่าท่านได้นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกและไม่ยอมลืมตาอีกเลยตราบจนท่านมรณภาพ พ่อท่านสมภารทองอยู่ได้ย้ายมาจำพรรษา ณ วัดทุ่งเตง  ส่วนพ่อท่านสมภารบัวแก้วและพ่อท่านสมภารบัวทอง ทั้งสององค์นี้ยังคงอยู่ที่เดิมคือวัดโดนคลานครับ

ถึงทุกวันนี้หากมองเผินๆ อาจจะคิดว่าวัดทุ่งเตงค่อนข้างเงียบเหงา แต่เมื่อได้ลงสัมผัสพื้นที่จริงแล้ว สิ่งที่เห็นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดครับ   ยิ่งเมื่อได้ทราบข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าวัดแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่พักพึงใจสำหรับชาวบ้านและมีชื่อเสียงเข้าขั้นน้องๆ วัดควนปันตาราม ของพ่อท่านช่วง ว่ากันว่าต้นตอความดังระดับสี่ดาวนี้มีที่มาจากกฏิหลังเก่าๆ ที่ตั้งอยู่หลังซุ้มประตูด้านหน้าวัด

สมโชคบอกว่าพระที่จำพรรษาในกุฏิหลังนั้นคือ “พ่อท่านสุมิตร ถาวธัมโม” ครับ เขาว่าชาวบ้านแถวนี้มักจะคุ้นกับการเรียกท่านว่า “พ่อท่านหมิด” ซึ่งสมโชคอธิบายความต่อว่า “หมิด” ตามความหมายของคนใต้หมายถึง “สำริด” หรือ “สีดำ” ในที่นี้ถ้าใช้ในเชิงไสยศาสตร์ก็หมายถึงพระที่คงแก่วิชาอาคมแบบสุดๆ ครับ

นอกจากนี้ข้อมูลที่เขาพอทราบมาบ้างคือพ่อท่านหนิดเป็นศิษย์ของตาหลวงเน แห่งวัดควนปันตาราม นับในสายถือเป็นศิษย์น้องของพ่อท่านช่วงครับ อภินิหารของท่านที่เขาระแคะระคายมาบ้างจากปากคำของบุคคลที่ใกล้ชิดกับท่านคือ พ่อท่านหนิดสามารถเสกของขลังให้เคลื่อนไหวได้

ด้านหน้ากุฏิ ระหว่างที่พวกเรานั่งรอพ่อท่านหมิดทำธุระส่วนตัว ผมมีโอกาสได้พบกับ “ช่างแดง” และ ”คุณชิต นวลจันทร์” ลูกศิษย์ที่อุปฐาก  พี่ทั้งสองคนผลัดกันเล่าถึงอาคมขลังและความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านหมิดมากมายครับ ไม่ว่าจะเป็น เดินไม่เปียกฝน,ย่นระยะทาง (ย่อแผ่นดิน),คงกระพัน ฯลฯ

เริ่มต้นที่พี่ชิต ลูกศิษย์ที่ติดตามอุปฐากท่านมามากกว่าสิบปี ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานทำให้เขารู้และเห็นอะไรมามาก เขาเชื่อมั่นว่าพ่อท่านหนิดเป็นพระที่มีความศักดิ์สิทธิ์หลายด้าน เพียงแต่พ่อท่านเป็นพระที่ไม่ค่อยพูดและชอบที่จะอยู่อย่างสันโดษ  ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ประสบการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ประสบเหตุได้ถูกกาลเวลาลบเลือนออกไปจากความทรงจำหลายเรื่อง

“มีเยอะมาก แต่ที่ผมจำได้แม่นยำเลยคือเรื่องที่ท่านย่อแผ่นดิน”

พี่ชิตขยายความในเรื่องนี้ว่า ย้อนหลังไปหลายสิบปีในสมัยที่เขายังเป็นเด็ก ในตอนนั้นวัดทุ่งเตงจัดว่าเป็นวัดที่ค่อนข้างห่างไกลความเจริญ ซึ่งประเด็นนี้เขาอธิบายว่าน่าจะมีส่วนมากจากในสมัยก่อนบริเวณที่ตั้งของวัดทุ่งเตงเป็นจุดที่พักของกองทัพไทยในสมัยสงครามเก้าทัพ ซึ่งแน่นอนว่าสถานะของจุดที่พักทัพต้องค่อนข้างห่างไกลและลึกลับพอประมาณ เพราะองค์ประกอบทั้งสองด้านนี้หมายถึงความปลอดภัยของกองทัพ เขาเล่าว่าการคมนาคมจากวัดไปสู่ถนนหลวงคือต้องเดินเท้าออกไป

พี่ชิตเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งพ่อท่านหนิดจะไปต่อวิชากับ “พ่อท่านปลอด (พระครูพิศิษฐ์บุญสาร)” วัดหัวป่า ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา ซึ่งการเดินทางจากวัดทุ่งเตงไปยังวัดหัวป่าจะต้องใช้เส้นทางที่ผ่านบ้านบ่อล้อ จังหวัดนครศรีธรรมราช (คิดระยะทางประมาณ ๕๐ กิโลเมตร) เพียงสถานเดียว เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีสะพานเชื่อมต่อระหว่างอำเภอระโนด สงขลา กับ ทะเลน้อยพัทลุง ดังเช่นปัจจุบัน

พี่ชิตเล่าว่าในวันนั้นพวกแกต้องตื่นแต่เช้าและเดินเท้าออกจากวัดทุ่งเตงไปรอขึ้นรถโดยสารประจำทาง

“พวกผมออกจากวัดตั้งแต่หัวเช้าไปถึงวัดอาจารย์ปลอดบ่ายโมงตรง พ่อท่านออกหลังผมเกือบชั่วโมง แกเดินเท้าเปล่านี่แหละไม่ได้ขึ้นรถ แต่ไปทันฉันเพลกับอาจารย์ปลอด”

พี่ชิตรู้ได้อย่างไรครับว่าพ่อท่านหนิดไม่ได้เดินทางโดยรถ?   ผมถาม

“รถประจำทางสายนี้มีคันเดียว วิ่งแค่ครั้งเดียว”

พี่ชิตยิ้มกว้าง ก่อนจะผลุบตัวเข้าไปประคองพ่อท่านหนิดที่กำลังเดินออกมาหน้ากุฏิ

ช่างแดง ลูกศิษย์วัยดึกเล่าเสริมตอกย้ำความขลังให้พวกเราฟังว่า พ่อท่านหนิดได้กล่าวทักหลานชายวัยรุ่นของแกว่าดวงชะตาไม่ค่อยดี และได้เมตตาทำตะกรุดไว้ให้ติดตัว ต่อมาไม่นานนักคำพยากรณ์ของท่านก็เป็นจริงคือหลานชายของแกไปมีเรื่องชกต่อยกับวัยรุ่นต่างถิ่นและโดนคู่อริใช้มีดสปาต้าแบบที่ใช้เดินป่าฟันเสียจนยับเยินไปทั้งตัว

ความอัศจรรย์ใจที่เกิดขึ้นคือใบมีดเหล็กกล้าที่คมกริบไม่สามารถทำอันตรายหลายชายของแกได้ คงทิ้งไว้แต่ความริ้วรอยคมมีดไว้บนร่างกาย เรื่องนี้โจษขานกันไปทั่วบางเมื่อหลานชายของแกพาร่างอันบอบช้ำมาให้พ่อท่านหนิดเป่าและรดน้ำมนต์ไล่เคราะห์ร้าย

“อาจารย์ไม่ค่อยชอบให้เล่าเรื่องพวกนี้ ท่านว่าคงกระพันมันเป็นเรื่องที่ไม่จีรัง”

เสียงกระแอมไอของพี่ชิตดังขึ้น พร้อมๆ กับช่างแดงรีบลุกขึ้นเพื่อช่วยประคองพ่อท่านหนิดลงนั่ง

พ่อท่านหนิดเป็นพระรูปร่างเล็ก ผิวคล้ำและมีดวงตาสีฟ้าเป็นประกายครับ ด้วยวัยที่สูงถึง ๘๓ ปีทำให้หูของท่านค่อนข้างจะหนัก คำพูดของท่านค่อนข้างเบาและอยู่ในลำคอ โชคดีที่ผมเตรียมล่ามมาหลายคนจึงไม่เป็นอุปสรรคในการสื่อสารเท่าใดนัก เรื่องราวของพ่อท่านหนิดจึงค่อยๆ ดำเนินผ่านปากคำของ “ช่างแดง” และ “พี่ชิต นวลจันทร์” ลูกศิษย์ที่คอยอุปฐาก

พ่อท่านหนิด พื้นเพท่านเป็นคนในถิ่นนี้ครับ ชื่อเดิมของท่านคือ “สุมิตร แทนโพ” เกิดเมื่อ ๒๔๗๒ ครอบครัวของท่านประกอบอาชีพทำนา ในวัยเด็กโยมพ่อของท่านได้พาท่านไปฝาก “ตาหลวงเน” เพื่อให้เรียนหนังสือ เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีโรงเรียนประชาบาล ด้วยความที่ท่านเป็นเด็กเรียบร้อยและมีไหวพริบปฏิภาณดีเลิศทำให้ท่านได้รับความรักและเมตตาจากตาหลวงเนเป็นอย่างมาก

ท่านเล่าว่าวัยรุ่นพัทลุงในสมัยนั้นส่วนมากจะต้องผ่านการ “กินเหนียวกินมัน” ตามตำรับเขาอ้อเกือบจะทุกคน ซึ่งแต่ละปีจะประกอบพิธีกิน ๒ ครั้ง คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ และ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ แต่ท่านค่อนข้างโชคดีคือไม่ต้องไปต่อแถวหรือคอยคิวกิน เพราะตาหลวงเนเดินทางมาทำพิธีให้ท่านที่บ้าน ท่านว่านอกจากตาหลวงเนแล้ว สมัยนั้นครูบาอาจารย์ในสายเขาอ้อมักจะเดินทางมาที่บ้านท่านแทบจะทุกองค์

“อาจารย์ที่สอนมีหลายองค์ อาจารย์ปาน อาจารย์แก้ว อาจารย์คง อาจารย์นำ อาจารย์จุล เยอะเพ เราเลือกเรียน เลือกถามเอาแต่ที่สนใจ”

ฟังรายชื่ออาจารย์ของท่านแล้วต้องแอบถอนหายใจครับ เพราะบรรดาพระอาจารย์เหล่านี้ถือว่าเป็นขุนพลทัพหน้าของสำนักเขาอ้อทั้งนั้น มิน่าเหล่าพ่อท่านหนิดถึงได้รับคำรับรองความขลังจากพ่อท่านช่วง ผู้เป็นศิษย์พี่

พ่อท่านหนิด อุปสมบทเมื่อ ๒๔๙๒ ณ วัดควนปันตาราม ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยมี “พระครูรัตนาภิรัต (แก้ว)” เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้รับฉายาว่า “ถาวธัมโม” หลังจากอุปสมบท ท่านได้จำพรรษา ณ วัดควนปันตาราม ก่อนที่จะย้ายมาจำพรรษาและรับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเตงในปี ๒๔๙๙ ท่านเล่าว่าในตอนที่เข้ามาเป็นสมภารที่นี่แทบจะถอดใจ เพราะวัดทุ่งเตงตกอยู่ในสภาพรกร้างและขาดการบูรณะมาอย่างยาวนาน

ท่านว่านอกจากต้นไม้ สัตว์ป่าแล้วท่านก็มีเพียงเงาของตัวท่านเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน

“ตอนแรกที่เข้ามาอยู่ยังไม่มีความคิด ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นที่ตรงไหน แต่พอคิดได้ว่ามันเป็นเรื่องของโชคชะตาพามาให้พัฒนา ก็มีแรง มีความคิดขึ้นใหม่ว่า ทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน เมื่อเราลงมือทำมันอย่างจริงจัง ชาวบ้านก็จะเข้ามาช่วยเราเอง”

ท่านเล่าว่า ท่านได้เริ่มต้นบทบาทของสมภารควบคู่ไปกับตำแหน่งช่างสัพเพเหระประจำวัด ซึ่งการทำหน้าที่ควบของพระหนุ่มดีกรีศิษย์เขาอ้อเพียงองค์เดียวของวัดทุ่งเตงนั้น หาใช่การนั่งรอฟ้าฝนหรือโชคชะตามาช่วยเหลือ หากแต่ท่านต้องขึ้นเขา ลงห้วย ตะเวนตัดไม้ขนลงมาสร้างวัด พร้อมๆ กับการสงเคราะห์และให้คำแนะนำแก่ชาวบ้านที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ

ท่านเล่าว่าในบางครั้งแม้ตัวท่านเองจะเหน็ดเหนื่อยจากการชักลากไม้ ประมาณว่าออกจากวัดแต่เช้า กว่าจะขนเสร็จก็ดึกดื่น แต่เมื่อมาเห็นชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือก็ต้องรีบกุลีกุจอรักษาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ท่านว่าในท่ามกลางความยากลำบากช่วงนั้นนั้น หากเป็นพระองค์อื่นอาจจะต้องขอลาหรือไม่ก็ต้องบอกปัดการช่วยเหลือ

“มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นที่เราได้รับมาจากการช่วยเหลือชาวบ้าน รู้สึกภูมิใจที่ได้ใช้วิชาความรู้ให้เกิดประโยชน์ สิ่งเหล่านี้คือพื้นฐานเบื้องต้นในการปลูกศรัทธาให้เกิดกับชาวบ้าน ซึ่งไอ้อย่างนี้มันไม่มีในวัดที่เจริญแล้ว”

ท่านว่านอกเหนือไปจากภาพประทับใจแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ระหว่างบ้านกับวัดแล้ว ในอีกมุมหนึ่งภาพแห่งความทุกข์ยากของชาวบ้านกับความเจ็บป่วยที่การรักษายังเข้าไปไม่ถึง คือสิ่งที่สะเทือนลึกเข้าไปในหัวใจของสมภารหนุ่ม ดังเช่นกรณีของผู้เฒ่าคนหนึ่งที่นอนป่วยและเป็นแผลกดทับอยู่ในป่ายางเขตรอยต่อระหว่างอำเภอควนขนุนกับอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

“เห็นแล้วก็รู้สึกเวทนา นึกถึงความไม่จีรังยั่งยืนของสังขาร แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องรักษากันไป เรื่องนี้มันทำให้เราเกิดความคิดว่าตัวเราเองจะทำอย่างไรถึงจะช่วยเหลือพวกเขาได้”

เมื่อไม่ได้หยุดนิ่งเพียงแต่ความคิด ท่านจึงได้ตัดสินใจหาเวลาในยามว่างเดินทางไปศึกษาเรื่องว่านยาต่างๆ เพิ่มเติมจาก “พระอาจารย์ปาน ปาลธัมโม” ปเจ้าอาวาสวัดเขาอ้อในขณะนั้น จนกระทั่งเกิดความแตกฉานในเรื่องของว่านยาและการรักษาโรค

“อาจารย์ปานท่านรู้จริง ท่านชี้ให้ดูตัวยาในตำราว่ามีชื่ออะไรบ้าง แล้วก็พากันไปดูของจริงกันในป่า ในสวนหรือไม่ก็ข้างๆ กุฏิท่านนั่นแหละ เอาง่ายๆ อย่างเช่น ว่านสบู่เลือด ว่านสีดา ว่านขมิ้นอ้อย ว่านพวกนี้จะมีเทพารักษ์คอยคุ้มครองรักษา ต้องไปทำพิธีก่อนจะเก็บมาใช้ ขมิ้นอ้อยมีรสเผ็ดขมแก้เรื่องเลือดลม ความดัน สบู่เลือดบำรุงธาตุไฟ"

 

"ส่วนที่เราเคี้ยวในปากตอนนี้เขาเรียกว่า มะละขี้นก รูปร่างไม่สวยแต่เคี้ยวเป็นประจำช่วยให้เกิดความสมดุล เหงือกฟันแข็งแรง ฟันของเราคือฟันแท้ อายุเยอะยังไม่โยก ไม่คลอน และไม่ต้องใช้เหล็กมาดามฟัน”

ผมหุบปาก

พ่อท่านหัวเราะเห็นฟันขาวเรียงเป็นเม็ด

ท่านเล่าว่าในสมัยนั้นอย่าว่าแต่โรงพยาบาลเลย แม้แต่สุขศาลายังหาลำบาก คนไข้กว่าจะไปถึงหมอต้องเดินเท้ากันเป็นวันๆ

ท่านหยุดนิ่งก่อนเล่าต่อว่าชาวบ้านบางคนเลือกที่จะป่วยตายอยู่ที่บ้าน เนื่องจากไม่มีปัญญาจะเดินทางไกลเข้าไปหาหมอที่ตัวจังหวัด ตัวท่านเองก็มาฉุกคิดได้ว่าสมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก เวลาไม่สบายก็ไม่ได้ไปหาหมอ คงมีแต่พ่อและแม่เท่านั้นที่เอาตัวท่านมานอนหนุนตักและป้อนยา คำถามจึงมีต่อว่าทำไมพ่อแม่ถึงดูแลเราได้ แสดงว่าวิถีชีวิตแบบโบราณสามารถช่วยเราได้แน่นอน

ท่านว่าเมื่อจับจุดตรงนี้ได้ท่านจึงเริ่มฝึกชาวบ้านให้มีความรู้ในเรื่องการปฏิบัติดูแล ส่วนตัวท่านคอยรักษาและออกหาว่านยา ท่านว่าการดึงชาวบ้านให้เข้ามามีส่วนร่วมนี่แหละ ทำให้ท่านมีกำลังสำคัญมาช่วยในเรื่องของการพัฒนาวัดทุ่งเตงจนมีเสนาสนะค่อนข้างครบถ้วนในการประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาได้ภายในเวลาไม่นานนัก

“เราค่อนข้างโชคดี  จะทำอะไรก็มักจะได้รับความร่วมมือ  แต่เรื่องแบบนี้อย่าหลง อย่าไปยึดติดกับมัน ยิ่งเขาให้ความไว้วางใจ ยิ่งต้องระมัดระวังในเรื่องของความต้องการ ต้องดำรงตนเป็นผู้อดออมและไม่สะสม อยู่แบบปกติและใช้ชีวิตแบบไม่มากเรื่อง”

ท่านเล่าว่าตลอดระยะเวลากว่า ๒๐ ปีกับภารกิจชีวิตที่ต้องแบกรับเรื่องราวทางโลกที่ดูเหมือนจะมีมากกว่าเรื่องของทางธรรม แต่ท่านก็ไม่เคยย่อท้อ ยังคงทำงานอย่างหนัก  ด้วยความคิดที่ไม่เคยหยุดพักท่านจึงได้ตกผลึกว่าในเมื่อยังมีกำลัง ยังมีลมหายใจ ก็ยังคงสามารถทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาได้อีกมากมาย  ดังนั้นในทันทีที่วัดทุ่งเตงสามารถยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้แล้ว ท่านจึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสและหันหลังให้กับความวุ่นวายออกเดินธุดงค์เข้าไปในป่าแถบพัทลุง นครศรีธรรมราช ตรังและสุราษฏร์ธานี

ท่านให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า หนึ่งคือไม่ต้องการยึดติดกับตำแหน่ง สองคือต้องการแสวงหาสัจธรรม สามคือต้องการฝึกจิต และสุดท้ายข้อที่สี่คือ ท่านต้องการพิสูจน์ในสิ่งที่ท่านเองเชื่อ ในที่นี้คือเชื่อว่าคนทำดีจะได้ดี ไปที่ไหนก็ไม่มีตกต่ำ

ท่านว่าจากการตกผลึกทางความคิดในครั้งนั้น ทำให้ท่านหลุดพ้นจากสังคมแคบๆ ที่ท่านเองเคยคิดว่ากว้างแล้วออกมาสู่โลกกว้างอย่างแท้จริง ท่านบอกกับพวกเราว่าประสบการณ์มันสามารถช่วยแก้ปัญหาชีวิตได้จริง เพราะการหักดิบบอกลาและออกเดินธุดงค์นั้นมันคือการหันกลับมาทบทวนตัวเอง หันกลับมาคืนไปสู่รากเหง้าของชีวิตคือความเป็นธรรมชาติ

ท่านเล่าว่าระหว่างที่เดินธุดงค์อยู่ในป่าดิบของจังหวัดสุราษฏร์ธานี  ท่านได้พบครูบาอาจารย์อีก ๒ องค์คือ พระอาจารย์พลับและพระอาจารย์สงฆ์ ซึ่งพระธุดงค์ทั้งสององค์นี้ได้แสดงฤทธิ์และคุณธรรมให้ท่านได้ประจักษ์แก่สายตาหลายต่อหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้เองท่านจึงได้ตัดสินใจเก็บกลดแบกย่ามและขอออกเดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์ทั้ง ๒ องค์นี้ไปตลอด

ท่านย้อนอดีตด้วยแววตาที่เป็นประกายว่า ก่อนที่พระอาจารย์ทั้งสองจะสอนวิชาให้ท่าน  ทั้งคู่ได้ขอคำมั่นจากท่านว่า การจะทำอะไรสักอย่างต้องทำให้ดีที่สุด ทำจนสุดความสามารถ เพราะไสยศาสตร์หมายถึงความลึกลับ ไสยศาสตร์จึงไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ผิดพลาดอาจหลงทางไปได้ตลอดชีวิต

“เรารับสัจจะกับอาจารย์ไว้ว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำให้ดีที่สุด  ทุกวันนี้เมื่อทำอะไรก็จะทำจนสุดความสามารถเท่าที่จะทำได้  ขณะเดียวกันก็ต้องคอยหมั่นทบทวนตัวเองตลอดเวลา ทบทวนว่าเวลาที่ผ่านไปในหนึ่งวัดเรารู้อะไรบ้าง อะไรเกิดขึ้นมาเราต้องรู้ ทุกอย่างเป็นเรื่องของการฝึกและฝน ฝึกคือลงมือทำ ฝนคือทำให้ประณีต ทำให้ดี”

ซึ่งคงเป็นด้วยเหตุนี้เอง ในทุกวันนี้เวลาที่ท่านจะลงมือทำอะไรสักอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องรางหรือการอบรมสั่งสอนคุณธรรม พ่อท่านหนิดจึงตั้งใจทำมันอย่างดีที่สุด

“ทำแล้วไม่บังเกิดก็อย่าเอาไป”

ถึงคำพูดจะแผ่วเบา แต่ผมก็สัมผัสได้ว่าน้ำเสียงนั้นจริงจังและชัดเจนครับ

พิ่ชิตชี้ตรงประเด็นนี้ว่า สมัยก่อนที่พ่อท่านยังแข็งแรงเคยเสกปลัดขิกวิ่งทวนน้ำได้ เขาเคยเห็นกับตาตอนที่ท่านเสกและโยนลงในคลองหลังวัด

“ตอนนี้เลิกทำแล้ว มันต้องใช้พลังมาก เสกมากๆ รู้สึกว่ามันจุก ทุกวันนี้ก็ไม่ได้เน้นจะทำอะไรมากนัก เอาแค่ของง่ายๆ แต่ได้ประโยขน์แก่คนหมู่มากโดยตรงดีกว่า”

คนหมู่มาก? หมายถึงคนกลุ่มไหมครับ?

“พวกเด็กเล็กๆ ก็ทำผ้าขอดให้ไว้ติดตัว เพราะในความเป็นเด็กมักจะซุกซนและทำอะไรโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ของที่เราทำจะสามารถคุ้มครองได้ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะทำผ้ายันต์กันหนูกินข้าวในนา”

ผมสงสัยว่าทำไมต้องทำผ้ายันต์กันหนูกินข้าวในนา แต่ชะรอยพ่อท่านจะกำหนดรู้

ท่านยิ้มเห็นฟันพร้อมอธิบายก่อนที่ผมจะถามว่า

“คนพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เลือกทำสิ่งนี้เพราะเขาจะได้เอาไปใช้ทำมาหากิน คนเราเมื่อมีกินมีใช้ไม่เดือนร้อน ก็จะมีสมองมีแรงในการดำเนินชีวิต ชีวิตของคนไม่มีอะไรมาก”

ชีวิตของคนที่ว่าไม่มาก มีอะไรบ้างครับ?

“ตื่นมาลืมตา แล้วออกเดิน ออกไปต่อสู้”

ท่านหัวเราะเมื่อเห็นผมทำหน้ามึนงง

“ชีวิตของคนคือชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู้ เพื่อที่ตัวเองจะได้กินอิ่ม เพื่อที่ตัวเองจะได้รับการยกย่อง เพื่อที่จะมีความสุข ความต้องการเหล่านี้คือข้าศึกที่คอยโจมตีเราทุกวัน ดังนั้นเมื่อนอนหลับแล้วตื่นขึ้นมายังมีอาการครบสามสิบสอง เดินเหินได้ตามปกติ นั่นคือถือว่าเป็นคนมีโชคแล้ว ที่ว่าโชคดีคือตื่นมาแล้วเดินได้”

ปกติแล้วผมเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบถ่ายภาพนิ่ง ซึ่งเรื่องนี้มันเป็นเหตุผลส่วนตัวและผมก็ปฏิบัติสืบมาจนกลายมาเป็นนิสัย แต่ในครั้งนี้ก่อนกราบลากลับ ผมขอโอกาสถ่ายภาพนิ่งท่าน พ่อท่านหนิดหันมาสบตาผมและยิ้มก่อนขยับนั่งตัวตรงให้ถ่ายภาพ ผมประหลาดใจที่ท่านเมตตา ที่พูดแบบนี้เพราะทราบเบื้องต้นมาว่าท่านไม่ชอบให้ใครถ่ายภาพ

“การให้ทานโดยที่ตัวเองไม่เดือนร้อนและทำให้ผู้รับมีความสุขเป็นแง่งามของมนุษย์นะ ขอพวกเธอจงจำไว้ว่า น้ำจิตน้ำใจ การให้ทาน การช่วยเหลือเกื้อกูล คือคุณธรรมชั้นสูงที่ทำให้มนุษย์อย่างเราแยกต่างออกไปจากสัตว์อย่างชัดเจน”

กลับมาถึงที่พัก ผมรีบนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อไล่ดูภาพที่ถ่ายมาจากวัด ภาพกุฏิ ภาพวัด ภาพพ่อท่าน ภาพวิถีชีวิตภายในวัด ภาพวัตถุมงคล ถึงฝีมือการถ่ายภาพของผมจะไม่ดีมากนักแต่ผมก็ภูมิใจ เพราะภาพทุกภาพล้วนแล้วแต่สำคัญ ผมตกใจเมื่อพบว่าตนเองได้หลงลืมหยิบวัตถุมงคลของท่านใส่กล่องกลับมาด้วย

ผมคงจะต้องกลับไปวัดทุ่งเตงอีกครั้ง

“ตื่นมาลืมตา แล้วออกเดิน ออกไปต่อสู้”

ผมนึกถึงคำสอนของท่านที่ว่าชีวิตของคนคือชีวิตที่ต้องดิ้นรนต่อสู่เพื่อให้ตัวเองได้รับสิ่งที่ต้องการ

ชีวิตมนุษย์มีแค่นี้จริงๆ...สวัสดีครับ

ขอบคุณ สมโชค พัทลุง สำหรับข้อมูลและการนำทาง คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ คุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ สระบุรี สำหรับกำลังใจครับ

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
chailasalle วันที่ : 27/09/2015 เวลา : 08.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ย่นระยะทาง....น่าทึ่งมากครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< สิงหาคม 2015 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



[ Add to my favorite ] [ X ]