• ศิษย์กวง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-12-23
  • จำนวนเรื่อง : 129
  • จำนวนผู้ชม : 2280834
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1500 คน
Sitthi
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sitthi
วันพุธ ที่ 21 ตุลาคม 2558
Posted by ศิษย์กวง , ผู้อ่าน : 5980 , 01:25:41 น.  
หมวด : ศาสนา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน chailasalle , Cat@ โหวตเรื่องนี้

อย่างที่ทราบกันดีครับว่า ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เกิดขึ้นในทุกวันนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวบ้านอย่างรุนแรง โดยเฉพาะประเด็นความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน ได้โปรดอย่าถามว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากอะไรกันแน่ เพราะผมเองก็ไม่มีความรู้แจ้งในเรื่องนี้ แต่ที่แน่นอนที่สุดคือกรณีดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินไปเป็นจำนวนมากครับ

ผลการศึกษาถึงสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้หรือที่เราเรียกกันว่า “ไฟใต้” นั้น ได้ชี้ชัดว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสี่จังหวัดของภาคใต้อันได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาสและอีกสี่อำเภอของจังหวัดสงขลา คือ จะนะ  นาทวี  เทพาและสะบ้าย้อยนั้น มีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

คำถามมีอยู่ว่า...ในเมื่อรู้ทั้งรู้ว่าพื้นที่ที่กล่าวมานี้เต็มไปด้วยอันตราย เหตุไฉนเด็กเถื่อนแดนไกลอย่างพวกเราถึงต้องเดินทางเข้าไปถึงอำเภอสะบ้าย้อย?

ถามต่ออีกว่า...มันคุ้มค่าหรือเปล่ากับการเดินทางครั้งนี้?

มองในแง่ของการลงทุนต้องบอกว่ามีความเสี่ยงและไม่คุ้มค่าครับ แต่หากมองในแง่ของอุดมคติและความถึงใจแล้วต้องถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ...

หนึ่งคือ “พ่อท่านหวาน อภโย” แห่งวัดสะบ้าย้อย ท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่มากฝีมือและเป็นพระที่มีชื่อเสียงระดับตำนานของเมืองไทย โดยภาพรวมแล้วท่านถูกวางให้อยู่ในสายวิชาของหลวงพ่อทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด) วัตถุมงคลของท่านล้วนมีประสบการณ์และถูกเล่ากล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้ โดยเฉพาะที่ดังทะลุฟ้าทะลุดินก็คือรูปหล่อหลวงพ่อทวดลอยองค์เนื้อว่าน รุ่น “เสิ่นเจิ้น” ซึ่งที่มาของชื่อรุ่นเกิดจากผู้ที่พกหลวงพ่อทวดชุดนี้รอดตายจากเหตุเครื่องบินตกที่เมืองเสิ่นเจิ้น ประเทศจีน

สองคือ พ่อท่านหวาน เป็นพระนักพัฒนา ดำรงชีวิตด้วยความสมถะ ไม่ยึดติดและเป็นพระผู้มีแต่ให้ครับ จะยากดีมีจนสามารถเข้าพบท่านได้แบบที่เรียกว่ากราบถึงตักและพบได้ตลอดเวลาครับ ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านสามารถปลูกศรัทธาและครองใจชาวบ้านมาตลอดชีวิตของท่านครับ

สามคือ พ่อท่านหวานถือเป็นลูกศิษย์เพียงองค์เดียวของ “พระครูมานัตสมนคุณ (หลวงพ่อสีพุฒ)” แห่ง “วัดมะเดื่อทอง” ที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งหลวงพ่อสีพุฒนี่แหละครับคือพระอาจารย์ของ “พระครูวิรัชโศภณ (พ่อท่านแดง สุนฺทโร)” แห่ง “วัดศรีมหาโพธิ์” ผู้สร้าง “หลวงพ่อทวด ๕ แชะ” อันโด่งดังครับ

ดังนั้นเมื่อกรุงเทพเรียกร้อง

สะบ้าย้อยขานรับ

การเดินทางจึงเริ่มขึ้น..

จะว่าไปแล้วถึงผมและเพื่อนๆ จะมีการเดินทางที่บ่อยครั้ง แต่ด้วยความเป็นคนคอเดียวกันทำให้พวกเราทุกคนค่อนข้างสนุกและเต็มที่กับการเดินทางทุกครั้ง เพียงแต่การเดินทางครั้งนี้มีข้อแตกต่างออกไปอย่างชัดเจนครับ เพราะ “อำเภอสะบ้าย้อย” เป็นหนึ่งในสี่อำเภอที่ได้รับผลกระทบจากไฟใต้

ดังนั้นหากคิดว่าจะสบายในแบบที่พวกเราคุ้นเคยคือหิวแวะกิน เหนื่อยแวะพัก เลิกคิดไปได้เลยครับ เพราะการเดินทางเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงภัยครั้งนี้ พวกเราใช้วิธีวิ่งเดินหน้าแบบม้วนเดียวจบและไม่มีการย้อนกลับในเส้นทางเดิม ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเราจะต้องตื่นตัวและต้องช่วยเหลือตัวเองมากขึ้นด้วย

 “สะบ้าย้อย” เป็นภาษามลายูครับ หมายถึงชื่อของไม้เถาชนิดหนึ่ง สมัยก่อนชาวบ้านนิยมนำเมล็ดมาเล่นเป็นกีฬาที่เราเรียกกันว่า “เล่นสะบ้า” ในอดีตอำเภอสะบ้าย้อย เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อว่า “บ้านสะบ้าย้อย” ตั้งอยู่ในเขตของอำเภอเทพา ซึ่งพื้นที่ของอำเภอสะบ้าย้อยทางด้านทิศใต้ติดกับรัฐเคดาห์ของประเทศมาเลเซีย

ปัจจุบันอำเภอสะบ้าย้อย คือพื้นที่ต้องการของขบวนการแบ่งแยกดินแดนออกจากประเทศไทย ที่เรารู้จักกันในนาม “รัฐปัตตานี หรือรัฐปัตตานีดารุสสลาม” ครับ

สำหรับประเด็นเรื่องการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นนั้น ก็ต้องบอกว่าเมื่อเทียบสัดส่วนสี่อำเภอของสงขลาที่เป็นเป้าหมายแล้ว สะบ้าย้อยถือได้ว่ามีความรุนแรงมากที่สุด โดยเหตุการณ์ที่สะเทือนความรู้สึกมากที่สุดคือกรณี “เหตุการณ์ ๑๙ ศพ ที่สะบ้าย้อย” ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกับเหตุการณ์ “มัสยิดกรือเซะ” จังหวัดปัตตานี คือ ๒๘ เมษายน ๒๕๔๗

“วันนั้นก็ได้ยินเสียงปืน ชาวบ้านเข้ามาบอกว่ายิงกันแล้ว เราก็นิ่งๆ คิดในใจว่าต่อไปนี้ชาวบ้านคงจะอยู่กันลำบาก ทุกวันนี้เวลายิงกัน ชาวบ้านก็จะเข้ามารวมกันอยู่ที่วัด แล้วจะให้เรานิ่งดูดายได้อย่างไร”

คงไม่แปลกถ้าคำพูดหรือประโยคนี้จะเป็นเสียงของทหารหรือตำรวจที่แต่งกายทะมัดทะแมงและมีอุปกรณ์พร้อมรบตลอดเวลา หากแต่คำพูดนี้ถือเป็นคำพูดที่ชาวสะบ้าย้อยต่างทราบกันดีว่าบุคคลที่ส่งเสียงนี้ออกมาเป็นแค่เพียงพระสูงวัย  ผู้มีเพียงพระธรรมเป็นกำลังใจและมีพระวินัยเป็นเครื่องเตือนสติ

คุณณรงค์ชัย (เพื่อนรุ่นน้อง) หนึ่งในลูกศิษย์ที่ค่อยปรนนิบัติพ่อท่านหวาน เล่าให้พวกเราฟังว่า เดิมที่คนนอกพื้นที่ไม่ค่อยจะรู้จัก“วัดสะบ้าย้อย" เท่าใดนัก เขาว่าอาจจะเป็นเพราะทำเลที่ตั้งของวัดค่อนข้างห่างไกล ผนวกกับการเดินทางเข้าออกยังไม่มีรถประจำทางมากมายเท่าทุกวันนี้ ทำให้วัดสะบ้าย้อยเป็นเหมือนวัดที่คนมักจะมองผ่าน

ตราบจนเมื่อพระครูวิสัยโสภณ (พระอาจารย์ทิม ธัมมธโร) ได้สร้างพระหลวงพ่อทวดเนื้อว่านขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ๒๔๙๗ ซึ่งพ่อท่านหวานได้มีส่วนร่วมในพิธี จริงอยู่ถึงในระยะแรกจะยังไม่มีผู้สนใจนัก แต่ในกาลต่อมาพระหลวงพ่อทวดรุ่นนี้ได้รับการกล่าวขานให้เป็น “ตำนาน” เรื่องราวในอดีตครั้งนั้นจึงได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนจากภายนอกได้รู้จักพ่อท่านหวานและวัดสะบ้าย้อยมากขึ้น

เขาเล่าว่าในเรื่องของคุณธรรมและความเมตตานั้นต้องถือเป็นที่สุดของพ่อท่านหวาน ในส่วนของประสบการณ์เขารับรองว่าคงกระพันหนังเหนียวท่านก็โดดเด่นไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะกับตะกรุดปลอกลูกปืนที่สร้างปาฏิหาริย์ช่วยคนรอดชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

ล่าสุดก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาเขาว่าชาวบ้านคนหนึ่งเป็นโรคลมเป็นปัจจุบันทันด่วนขณะกำลังขับรถมอเตอร์ไซด์ จังหวะที่รถมอเตอร์ไซด์กำลังล้มลงก็ให้บังเอิญว่ารถปิกอัพที่ตามมาเบรกไม่ทัน ผลคือทั้งคนขับทั้งรถโดยชนกระเด็นแยกกันคนละทิศละทาง โดยรถมอเตอร์ไซด์ต้องส่งไปขายเป็นเศษเหล็ก ส่วนคนขับลุกขึ้นยืนอย่างมึนงงในเหตุการณ์

นอกจากนี้ในประเด็นที่ชาวบ้านทุกคนทราบกันเป็นอย่างดี คือพ่อท่านหวานเป็นพระผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งสะบ้าย้อย ประมาณว่า “ขอได้ไหว้รับ” ครับ เขาว่าวันดีคืนดีก็มักจะมีชาวบ้านมาแก้บนด้วยการขอปิดทองที่หน้าแข็งของท่านครับ สอบถามแล้วได้ความว่าเกิดจากผลสำเร็จสารพัดเรื่อง พวกเราฟังแล้วต้องอมยิ้มเมื่อเขาบอกว่าผลการเรียนของเขาที่ว่าดีนั้นส่วนหนึ่งมาจากการปิดทอง

“พ่อท่านหวาน อภโย” หรือ “พระครูไพบูลย์สิกขการ” เป็นพระรูปร่างสูงใหญ่แบบคนโบราณครับ ท่านมีชื่อเดิมก่อนบวชว่า “หวาน เดชพุฒิ” เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ ๑๓ กันยายน ๒๔๖๑ ณ บ้านปลักโพธิ์ ตำบลบางโกระ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี บิดา-มารดาของท่านชื่อ “นายแก้ว-นางจันทร์ เดชพุฒิ” ครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม

ท่านเล่าความหลังเมื่อวัยเด็กให้พวกเราฟังว่า ชีวิตของท่านค่อนข้างจะแตกต่างไปจากเด็กๆ ในวัยเดียวกัน คือแทนที่จะเที่ยวเล่นตามปกติ แต่ท่านกลับสนใจในเรื่องของบาปบุญ ชอบเข้าวัดและชื่นชอบในเรื่องของไสยศาสตร์ คาถาอาคม โดยท่านสามารถท่องจำมนต์คาถาที่ได้รับการถ่ายทอดจากผู้เฒ่าผู้แก่ได้อย่างแม่นยำ
 
ท่านว่าหลังจากที่ได้สนุกสนานกับชีวิตวัยเด็กอยู่สักพัก ท่านก็มาถึงจุดเปลี่ยนในชีวิต เมื่อบิดาของท่านจึงได้นำท่านไปฝากไว้กับ “พระครูมานัตสมนคุณ” (หลวงพ่อสีพุฒ) “วัดมะเดื่อทอง” (วัดกะโผ๊ะ) อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี


 
พ่อท่านหวานยิ้มอย่างสดใส ก่อนจะเริ่มเล่าอย่างจริงจังถึงชีวิตในช่วงนั้นว่า หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าสูงสุดและสามารถเอาวิทยฐานะนี้มารับราชการเป็นครูสอนหนังสือได้ แต่ด้วยเห็นว่าตนเองไม่ได้ชอบมาทางนี้ ประกอบกับพื้นฐานทางบ้านยังลำบากอยู่ ท่านจึงได้กลับมาช่วยบิดามารดาประกอบอาชีพ พร้อมกับใช้เวลาว่างทั้งหมดไปกับการเฝ้าปรนนิบัติหลวงพ่อสีพุฒ

“ตอนนั้นไปอยู่กับหลวงพ่อสีพุฒ   ถือเป็นจุดเปลี่ยน เพราะก่อนหน้านี้ชอบคาถาอาคมก็ได้แต่ท่องจำ แต่พอได้มาศึกษากับหลวงพ่อสีพุฒ   ทำให้รู้ว่าไสยศาสตร์มันมีอะไรที่มากกว่าการท่องจำ ได้เห็นอะไรหลายอย่าง ได้ฝึก ได้อยู่กับตัวเอง ทำให้ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าตัวเราชอบอะไร ชอบแบบไหน”

จะว่าไปแล้วคำพูดของท่าน ทำให้พวกเราเห็นถึงความเป็นคนที่มีอุดมการณ์และใส่ใจกับการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ในช่วงนั้นท่านยังมีอายุไม่ถึงยี่สิบ แต่ความคิดของท่านดูจะโตเกินวัยครับ เพราะเริ่มตั้งแต่การก้าวเท้าออกจากบ้านและใช้ชีวิตด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก โดยมีพื้นฐานความเป็นเด็กใจบุญและชื่นชอบในศาสตร์ลึกลับ เป็นแรงสำคัญในการดำเนินชีวิต

ท่านเล่าว่าหลวงพ่อสีพุฒ  เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงมากในยุคก่อนสงครามอินโดจีน คนทั่วไปมักจะเรียกท่านว่า “ท่านทวดสีพุฒ”  ว่ากันว่าภาคใต้ในสมัยนั้น นอกจากพ่อท่านทองเฒ่า แห่งวัดเขาอ้อแล้ว ก็มีหลวงพ่อสีพุฒนี่แหละครับที่มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นอกจากความสามารถในเชิงไสยศาสตร์แล้ว หลวงพ่อสีพุฒยังได้รับคำยกย่องว่าเป็นยอดพระที่มีญาณหยั่งรู้ชัดแจ้งมาก

ซึ่งในประเด็นการหยังรู้เรื่องราวต่างๆ รวมไปถึงรู้ลึกถึงในจิตใจของคนนั้น พ่อท่านหวานบอกกับพวกเราว่าไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเรื่องประมาณนี้มีเล่ามากมายในพระไตรปิฎกให้พวกเราไปศึกษาดูได้ แต่ถ้าจะถามว่าทำไม่หลวงพ่อสีพุฒถึงมีญาณหยังรู้ ในข้อนี้ท่านว่าตอบอยาก เพราะมันต้องคาบเกี่ยวไปกับเรื่องของวาสนาบารมีที่มีมาแต่ก่อนเก่าด้วย

โดยท่านได้ยกตัวอย่างที่ท่านได้ประจักษ์ เช่น หลวงพ่อสีพุฒสามารถรู้ล่วงหน้าว่าจะมีคนมาหาท่าน และคนๆ นั้นเป็นใคร มาจากที่ไหน ฯลฯ

“หลวงพ่อมีอะไร เราขอเรียนหมด”

พ่อท่านหวานยิ้มพลางเล่าต่อว่า

“เรื่องของไสยศาสตร์ คาถาอาคม   เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้จนเข้าใจและมั่นใจ เพราะวิชาต่างๆ มีอานุภาพและสรรพคุณมากกว่าที่คิด  อย่างเช่นบางคนมาขอลงอักขระนะหน้าทองเพื่อให้เกิดความเมตตา  แต่วิชาที่ลงมันไม่ได้มีเฉพาะแค่เมตตามหานิยมเท่านั้น สรรพคุณของมันยังสามารถใช้ป้องกันอันตรายจากคมดาบ คมหอกได้อีกด้วย”

ท่านว่าสรรพคุณของนะหน้าทองมีบานตะไท ตามความเชื่อของคนทั่วไปก็ไม่ต่างไปจากตำราที่ระบุไว้คือลงแล้ว จะทำให้เป็นคนมีสง่าราศี เมตตามหานิยม เป็นที่รักใคร่เสน่หาแก่ผู้ที่พบเห็นทั่วไป เจรจาติดต่อการค้าหรือเรื่องอื่นใด ก็เป็นที่นับหน้าถือตาไว้วางใจได้โดยง่าย

หากแต่เมื่อได้ลงลึกกันถึงไส้ในแล้ว ท่านว่านะหน้าทองมีอานุภาพมากกว่าที่คิด เพราะวิชานี้คือการเพิ่มธาตุเสริมธาตุในตัวเอง ท่านว่า นะคือธาตุน้ำ โมคือธาตุดิน พุทคือธาตุไฟ ธาคือธาตุลม ยะคืออากาศ เมื่อเอาธาตุทั้งหมดมารวมกันจะเท่ากับกำลังพุทธคุณ มีอานุภาพประมาณฝอยท่วมหลังช้างครับ

ฟังแล้วอยากจะตีลังกาสามตลบ...

จะว่าไปแล้วโบราณาจารย์แต่ก่อนเก่าช่างรจนาไว้แยบยลสำหรับคนสนใจจริงๆ เพียงแต่ว่าเรื่องแบบนี้ใช่ว่าทุกคนที่เรียนจะสามารถล่วงรู้ได้หมดนะครับ เพราะท่านว่ามันต้องอยู่ที่ครูบาอาจารย์ผู้สอนด้วยว่าแตกฉานจริง จนสามารถบอกถึงการพลิกแพลง ในการลง การเรียก ได้หรือเปล่า ซึ่งพ่อท่านหวานย้ำว่า เห็นเป็นวิชาพื้นๆ แต่เนื้อแท้แล้วยังมีพุทธคุณอื่นๆ ซ่อนอยู่อีกเพียบครับ

พ่อท่านหวานอุปสมบทเมื่อวันที่ ๒ กรกฏาคม ๒๔๘๑ ณ วัดมะเดื่อทอง ตำบลโคกโพธิ์ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีพระครูมานัตสมนคุณ (หลวงสีพุฒ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการแดง สุนฺทโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และ พระชุม เกสฺสโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ และจำพรรษา ณ วัดมะเดื่อทอง

ท่านเล่าว่าในช่วงที่จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อสีพุฒนั้น ท่านได้ตั้งใจและมุ่งมั่นเรียนทั้งพระธรรมวินัยและคาถาอาคมไปพร้อมๆ กัน ท่านว่าบทสวดมนต์พระต่างๆ ที่ว่าท่องยากอย่างเช่นพระสูตรเจ็ดตำนานหรือพระปาฏิโมกข์ นั้นท่านสามารถท่องจำได้ในเวลาเพียงไม่กี่พรรษา ในส่วนของคาถาอาคมนั้นท่านว่าหลวงพ่อสีพุฒจะสอนในแบบองค์รวม คือให้เน้นในด้านคุณธรรมและสมาธิจิตควบคู่ไปด้วย

 “การดูแลศีล การรักษาศีลนี่แหละคือคุณธรรม คือการปฏิบัติธรรมอันวิเศษสุด ทุกวันนี้ยามว่างจากกิจหรือก่อนจำวัด เราก็จะสวดมนต์และนั่งสมาธิเป็นประจำ การนั่งสมาธินั้น จะนั่งหนึ่งนาทีหรือหนึ่งชั่วโมง ไม่มีความแตกต่างกันเลย ขอให้มีสติและความตั้งใจระลึกได้”

พ่อท่านสูงวัยแห่งวัดสะบ้าย้อย อธิบายถึงแก่นของไสยศาสตร์ด้วยความเข้าใจอย่างถ่องแท้ พร้อมกับย้ำว่าแม้แต่ในทุกวันนี้ตัวท่านเองก็ยังปฏิบัติอยู่เป็นประจำไม่เคยขาด ขณะที่คุณณรงค์ชัยเล่าเสริมว่านอกจากสวดมนต์นั่งสมาธิแล้ว สิ่งที่พ่อท่านหวานมักจะปฏิบัติอยู่เป็นประจำคือการอ่านหนังสือและถักสายมือก่อนจะนำมาเสกเพื่อแจกเด็กๆ

เขาว่าพ่อท่านหวานเป็นพระที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ซึ่งหลายๆ คนกลายเป็นคนมีชื่อเสียงหรือเจริญก้าวหน้าด้วยสายมือของพ่อท่านหวานก็มีมิใช่น้อย นอกจากนี้ในส่วนของปัจจัยที่มีญาติโยมนำมาถวาย พ่อท่านหวานก็จะไม่รับเอาไว้เป็นของส่วนตัว แต่ท่านจะนำปัจจัยที่ได้รับมามอบให้เป็นทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากไร้ หรือไม่ก็จะนำไปร่วมบูรณะวัดต่างๆ ที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ ซึ่งพ่อท่านหวานมักจะบอกกับเขาเสมอๆ ว่า

“เงินทองเป็นของนอกกาย ชาวบ้านเขาถวายเพื่อให้ท่านนำไปใช้เพื่อประโยชน์แห่งพระพุทธศาสนา”

ว่ากันว่าหากค่าของคนวัดกันที่ผลของงาน การทำหน้าที่ผู้นำทางด้านศาสนาของพ่อท่านหวานก็นับได้ว่าประสบความสำเร็จพอสมควรครับ อย่างน้อยที่สุดการได้รับความเคารพนับถือจากชาวบ้านต่างศาสนาที่เข้ามาขอความเมตตาจากท่านยามที่พวกเขามีความทุกข์

“พ่อท่านชอบช่วยเหลือ คน ไม่ว่าจะศาสนาใด จะจน หรือรวย ก็ไม่แบ่งแยก ช่วยเหลือหมดไม่ว่าจะเป็น โรค เช่น เริม ท่านก็รักษา ได้  หรือชาวบ้านโดนคุณไสย ท่านก็ช่วย สมัยก่อนที่ไม่มีความแตกแยกระหว่างคนพุทธกับคนมุสลิม ชาวบ้านแถบนี้อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ช่วยเหลือกันตามโอกาส”

คุณณรงค์ชัยบอกเล่าถึงสิ่งที่เขาเห็นเป็นประจำ

เขาว่าน่าเสียดายที่ความทรงจำเหล่านี้อยู่กับทุกคนได้ไม่นาน

พวกเรากราบเรียนถามพ่อท่านหวานถึงแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้ท่านตัดสินใจยืนหยัดอยู่เป็นขวัญและกำลังใจให้กับชาวบ้านในพื้นที่

“ช่วงนี้มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเกือบทุกวัน ทำให้เรารู้สึกหดหู่กับการสูญเสีย เคยตั้งคำถามว่ามันเกิดอะไรขึ้น เราเป็นพระจะช่วยพวกชาวบ้านได้อย่างไร เขาเดือนร้อนมาหากเรานิ่งเฉย หรือย้ายไปวัดอื่น พวกเขาจะอยู่กันอย่างไร”

“ที่นี่คนต่างศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ที่นี้เวลาที่เกิดความรุนแรง เราก็ไม่รู้ว่าความจริงคืออะไร บางทีมีข่าวก็ไม่ตรงกับความจริงในพื้นที่”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้พ่อท่านเกิดความเศร้าหมองไหมครับ?

“ไม่เลย เราอยากถามพวกเธอว่า ความเศร้าหมองคืออะไร ความสุขคืออะไร"

 

"จริงๆ แล้ว ความเศร้าเริ่มต้นที่ตัวเรา  ความสุขก็เริ่มต้นที่ตัวเรา ทุกเรื่องทุกอย่างเริ่มต้นที่ตัวเรา อย่าไปกำหนดกฎเกณฑ์ให้คนอื่นมาเหมือนเรา ถามว่าเศร้าหมองแล้ว เหตุการณ์มันหยุดได้ไหม ตอบได้ว่าเป็นเรื่องยากที่จะไม่ให้มันเกิด คนเราถ้าไม่รู้จักใช้ปัญญา ไม่รู้จักรักกัน ทุกอย่างก็ยากที่จะพบกับความสงบ”

แสดงว่า ความเศร้า ความสุข อยู่ที่ตัวเราเองใช่ไหมครับ?

“ถ้ารู้แจ้ง รู้จริง รู้อยู่ ก็จะไม่เศร้า ไม่โกรธ ไม่หลง”

สายฝนนอกกุฏิหยุดแล้ว คิดแล้วช่างตรงกันข้ามกับความวุ่นวายในพื้นที่ซึ่งไม่รู้จะหยุดได้จริงเมื่อไร แม้ว่าเส้นทางสู้ความสงบจะยังไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ “พ่อท่านหวาน อภโย” แห่ง “วัดสะบ้าย้อย” ก็ยังคงยืนหยัดและปฏิบัติหน้าที่ของพระภิกษุอย่างครบถ้วน รวมไปถึงการช่วยเหลือเกื้อกูลแก่ชาวบ้านทุกคนที่เขามาหาท่าน โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นคนพุทธหรือคนมุสลิม ด้วยความมุ่งหวังว่าความสงบสุขในวันวานเมื่อครั้งพื้นที่ยังไม่เกิดเหตุรุนแรงจะกลับมาอีกครั้ง

ปัจจุบัน “พระครูไพบูลย์สิกขการ” หรือ “พ่อท่านหวาน อภโย” ได้มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๗ สิริอายุ ๙๗ ปี สรีระของท่านได้รับพระราชทานเพลิงศพเมื่อ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๗

ว่ากันว่า บางสิ่ง บางอย่าง ยิ่งนานวันยิ่งสวยงาม บนโลกที่หมุนรอบตัวเองใบนี้ จะมีสักกี่คนครับ ที่ไม่ถูกลืมหายไปตามกาลเวลา ถึงแม้พ่อท่านหวานจะละสังขารไปแล้วก็ตาม แต่ “ตำนาน” ความเป็นพระผู้เป็นที่พึ่งของชาวบ้านสะบ้าย้อย จะยังคงถูกเล่าขานกันต่อไปอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม.....สวัสดีครับ

ขอบคุณ คุณณรงค์ชัย(เกมส์) สำหรับข้อมูล คุณพรชนก สุขพงษ์ไทย สำหรับภาพถ่าย เพื่อนต่อกับคำแนะนำ และคุณสมบูรณ์ ร้านนายฮ้อ ที่คอยให้กำลังใจเสมอมาครับ 

 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chailasalle วันที่ : 21/10/2015 เวลา : 07.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

เป็นการทุ่มเท ที่คุ้มคครับ ...ขอบคุณที่นำเรื่องราวดีดีมา ส่วนปัญหาใต้ เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Cat@ วันที่ : 21/10/2015 เวลา : 02.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ขอบคุณนะค่ะทีนำเสนอ อ่านจนจบ ขอบคุณ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Cat@ วันที่ : 21/10/2015 เวลา : 02.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

สวัสดีค่ะ เห้น พอดีเล้ยรีบเข้ามาทักทายค่ะ
แม่แคทหายไปนาน
วันนี้กลับมา แล้วนะค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2015 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31



[ Add to my favorite ] [ X ]