• ธมกร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tungsakasome@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-12-31
  • จำนวนเรื่อง : 219
  • จำนวนผู้ชม : 141937
  • ส่ง msg :
  • โหวต 28 คน
กวีนิพนธ์ ศิวกานท์ ปทุมสูติ
เขียนบทกวี เขียนชีวิต / อ่านบทกวี อ่านชีวิต
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/siwagarn
วันพฤหัสบดี ที่ 11 กรกฎาคม 2556
Posted by ธมกร , ผู้อ่าน : 1567 , 12:22:55 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน นายเขียว โหวตเรื่องนี้

ประวัติ ศิวกานท์ ปทุมสูติ

 

          ศิวกานท์  ปทุมสูติ   เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๔๙๖  ที่บ้านวังหลุมพอง  ตำบลจรเข้สามพัน  อำเภออู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี  พื้นฐานครอบครัวประกอบอาชีพเกษตรกรรม

          ชีวิตในวัยเด็ก หลังจากจบ ป.๔ แล้วไม่ได้เรียนต่อ ช่วยพ่อแม่ทำไร่ทำนา เลี้ยงควาย อยู่กับธรรมชาติท้องทุ่งพื้นถิ่นสุพรรณบุรี ชีวิตวัยเยาว์คลุกคลีกับวิถีวัฒนธรรมพื้นบ้านชนบท ชอบเที่ยวป่า ครั้งหนึ่งเคยได้มีโอกาสเดินทางเข้าป่าลึกไปกับกองเกวียนของตา และได้เก็บบันทึกเรื่องราวครั้งวัยเยาว์เหล่านั้นมาเขียนสารคดีชีวิตเรื่อง ครั้งหลังยังจำ 

          ช่วงชีวิตเข้าสู่วัยรุ่น ได้ฝึกหัดเป็นช่างตัดผม เปิดร้านตัดผมอยู่ในหมู่บ้านถิ่นเกิด และฝึกเป็นช่างปะยาง รับจ้างปะยางรถจักรยานไปพร้อมๆ กัน ใช้ชีวิตในช่วงวัยรุ่น เที่ยวไปในเทศกาลลานรำละแวกถิ่นเกิด ได้ฝึกร้องเพลงเชียร์รำวงกับเพื่อนๆ และยังได้ฝึกร้องเล่นเพลงพื้นบ้านกับพ่อเพลงแม่เพลง ทั้งเพลงพวงมาลัย เพลงเหย่อย เพลงอีแซว และเพลงพื้นบ้านอื่นๆ ของพื้นเพลงภาคกลาง ซึมซับไว้เป็นเพลงครูของชีวิตสืบต่อมา

          ปี ๒๕๑๑-๒๕๑๒ ได้ออกจากหมู่บ้าน ไปเป็นช่างตัดผมที่ร้านช่างประเทือง ตลาดเขต อ.พนมทวน จ.กาญจนบุรี ไม่นานก็ย้ายไปอยู่กับช่างสมยาที่ ร้านสมยาเกษาตลาดท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ช่วงนี้ได้เริ่มฝึกเขียนกลอน ทั้งที่ยังไม่เคยรู้จักฉันทลักษณ์ อยู่ทีท่าม่วงประมาณ ๕-๖ เดือนก็ย้อนกลับมาตลาดเขตอีกครั้ง คราวนี้ได้เปิดร้านตัดผมเป็นของตนเอง อัตราค่าตัดผมครั้งนั้น ผู้ใหญ่ ๓ บาท เด็กโต ๒ บาท และเด็กเล็ก ๑.๕๐ บาท

          ปี ๒๕๑๓ เขียนจดหมายติดต่อกับเพื่อนรุ่นพี่ที่บวชเป็นพระอยู่ที่วัดมงคลนิมิต จังหวัดภูเก็ต ตั้งใจจะไปบวชเป็นสามเณรเพื่อเรียนหนังสือที่นั่น เตรียมการเก็บเงินอยู่ระยะหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจทิ้งร้านตัดผมที่ตลาดเขต โดยแอบหนียายที่มาอยู่ด้วยที่ร้านขณะนั้นจากไปในตอนค่อนรุ่ง มุ่งหน้าเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเดินทางต่อไปภูเก็ต การเดินทางครั้งนั้น ต่อมาได้เขียนนิราศย้อนบันทึกเรื่องหนึ่ง คือ นิราศภูเก็ต” (ได้รับรางวัลจากกรมศิลปากร เนื่องในงานเปิดหอวชิราวุธานุสรณ์) เมื่อไปถึงภูเก็ตกลับไม่ได้บวชเป็นสามเณรดังที่ตั้งใจไว้ พระอาจารย์เยื้อน ทิมทอง ได้ให้ความอนุเคราะห์ที่พักพิงในวัดมงคลนิมิต โดยมีพระนิพนธ์ โรจนบุญถึง และพระพุฒ ปทุมสูติ เป็นผู้สนับสนุนให้ทำงานเป็นช่างตัดผมประจำร้าน เนื่องเกษาในตัวเมือง พร้อมกับได้ใช้เวลาหลังเลิกงานเรียนกวดวิชาภาคค่ำที่โรงเรียนดรุณวิทย์ ที่โรงเรียนนี้เองได้พบกับครูกลอนคนแรก คือ ครูสนาม ธนสังข์ ซึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจให้รักที่จะเขียนกาพย์กลอนจริงจังนับแต่นั้นมา

          การเรียนกวดวิชาดังกล่าวก็ไม่ทันจบภาคเรียน ก็ย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาอยู่กับพระมหาบุญช่วย วชิรวิจิตร ที่วัดโพธินิมิตร ย่านตลาดพลู ธนบุรี ได้ทำงานเป็นช่างตัดผมอยู่ย่านตลาดสำเหร่  ขณะอ่านหนังสือเตรียมสอบเทียบความรู้ไปด้วย กระทั่งสอบเทียบความรู้ ป.๗ ได้ (สนามสอบกรุงเทพฯ) จากนั้นได้เข้าเรียนภาคค่ำที่โรงเรียนผู้ใหญ่มหาวีรานุวัตร วัดไตรมิตร พัฒนาการเขียนกลอนจนผลงานได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ มหาราษฎร์เมื่อปี ๒๕๑๕ และได้รับการตีพิมพ์ต่อๆ มาในหนังสือและนิตยสารต่างๆ อาทิ ไทยรัฐ (เมื่อครั้งยังมีคอลัมน์ ประกายเพชรและ เกล็ดดาว”) วิทยาสาร ชัยพฤกษ์ และสตรีสาร หลังเรียนจบศึกษาผู้ใหญ่ระดับ ๔ (ม.ศ.๓) ได้สอบเข้าทำงานเป็นบุรุษไปรษณีย์ที่ไปรษณีย์กลาง บางรัก พร้อมกับเข้าเรียนครูภาคค่ำที่วิทยาลัยครูสวนสุนันทา ในปี ๒๕๑๖

          เมื่อถึงภาคเรียนที่ต้องออกฝึกสอน ไม่สามารถทำงานบุรุษไปรษณีย์ต่อไปได้ จึงลาออกมาเป็นเซลส์แมนขายหนังสือ (เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) และร่วมกับเพื่อนๆ จัดทำหนังสือพิมพ์ เสียงสนธยา  ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ชมรมกวีศรีสยามมีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมประกวดประชันกลอนในสนามต่างๆ ได้ฝึกฝนฉันทลักษณ์แบบฉบับอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเรียนจบ ป.กศ. (พ.ศ.๒๕๑๘) เรียนต่อ ป.กศ.สูง วิชาเอกภาษาไทยได้เพียง ๑ ภาคเรียน เมื่อสอบบรรจุเป็นครูได้ที่จังหวัดราชบุรี จึงหยุดการเรียนไว้เพียงนั้น

          ๑ มิถุนายน ๒๕๑๙ เป็นวันเริ่มต้นชีวิตครูกลางหุบเขา อัตราเงินเดือน ๑,๐๘๐ บาท ที่โรงเรียนบ้านมะขามเอน กิ่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งครั้งนั้นยังเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด  ครูใหญ่ (นายสังข์ ศรัทธาผล) ได้มอบหมายหน้าที่ให้สอนชั้น ป.๑ บรรยากาศสบายๆ ภายในอาคารเรียนโรงดิน หลังคาสังกะสี ไม่มีฝาข้าง มีก็แต่แนวไม้รวกขัดแตะเก่าๆ ที่กั้นระหว่างชั้นเรียน โต๊ะเก้าอี้แบบตีแปะติดกัน นักเรียนนั่งห้อยขาแถวละสี่คนบ้างห้าคนบ้าง

          งานเขียนระหว่างที่เป็นครูอยู่กลางป่าเขาครั้งนั้น ส่วนใหญ่ยังเขียนกาพย์กลอน เขียนเรื่องสั้นบ้าง ลงพิมพ์ในนิตยสารฟ้าเมืองไทย และสตรีสาร นักเขียนคนโปรดในเวลานั้น คือ นิมิตร ภูมิถาวร

          ปลายปี ๒๕๑๙ ได้สมรสกับ นางพราม ปทุมสูติ และปี ๒๕๒๐ มีบุตรคนแรกเป็นชายชื่อ ภูมิไฑ ปทุมสูติ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันสามพ่อแม่ลูก ที่โรงเรียนบ้านมะขามเอนประมาณปีกว่าๆ ก็โอนย้ายมาอยู่โรงเรียนวัดโพธิ์ทองเจริญ อำเภออู่ทอง ในจังหวัดบ้านเกิด ได้สอบเทียบและศึกษาอบรมภาคฤดูร้อน (วิทยาลัยครูหมู่บ้านจอมบึง และวิทยาลัยครูนครปฐม) จนได้รับประกาศนียบัตรครูพิเศษมัธยม (พ.ม.)  กระทั่งกลางปี ๒๕๒๒ ได้บุตรคนที่สองเป็นหญิงชื่อ ในดวงตา ปทุมสูติ จากนั้นโอนย้ายมาเป็นครูโรงเรียนวัดปทุมวนาราม ซึ่งเป็นโรงเรียนในหมู่บ้านเกิด ที่เคยเรียนเมื่อครั้งวัยเด็ก ช่วงนั้นการศึกษาประชาบาลได้ปรับเปลี่ยนสังกัดจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติแล้ว

          ขณะอยู่ที่โรงเรียนวัดปทุมวนาราม การเขียนกาพย์กลอนได้พัฒนาขึ้นมาก ได้สร้างสรรค์วรรณกรรมสำคัญสองเรื่อง เรื่องแรกเขียนขึ้นในปี ๒๕๒๔ คือเรื่อง สมเด็จพระภัทรมหาราชคำฉันท์ได้รับรางวัลชั้นที่ ๑ วรรณกรรมไทยบัวหลวง และปี ๒๕๒๗ เรื่อง เพื่อนแก้วคำกาพย์ได้รับรางวัลชั้นที่ ๑ วรรณกรรมไทยบัวหลวงอีกครั้งหนึ่ง  อีกทั้งได้เริ่มเขียนเพลงพื้นบ้านโต้ตอบกับนักเพลงคนอื่นในเวทีเพลงสตรีสาร เขียนบทความและบทกวีลงในมิตรครู และฟ้าเมืองไทย

          การศึกษาต่อมา... ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีกับโครงการศึกษาอบรมครูประจำการ (อ.คป.) ของวิทยาลัยครูกาญจนบุรี เรียนเฉพาะวันเสาร์ อาทิตย์ และภาคฤดูร้อน กระทั่งจบปริญญาครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ในปี ๒๕๒๕

          ปี ๒๕๒๘ เกิดวิกฤตชีวิตกับผู้มีอิทธิพลในหมู่บ้าน ตัดสินใจย้ายครอบครัวจากหมู่บ้านในเวลาตีสอง พร้อมขอโอนย้ายไปอยู่โรงเรียนสุพรรณภูมิ  และในปีเดียวกันนั้นผลงานกวีนิพนธ์รวมเล่มชื่อ บทกวีร่วมสมัยได้รับรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และต่อมากวีนิพนธ์เล่มนี้ได้รับการพิจารณาเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๙ ชีวิตได้ก้าวเดินสู่ความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านภายในและภายนอก เริ่มฝักใฝ่ในการแสวงธรรม ได้เข้าร่วมกิจกรรมพุทธาภิเษกกับชาวอโศก ที่ไพศาลีอโศก นครสวรรค์ ครั้งนั้นทำให้ได้แรงบันดาลใจเขียนบทกวีสำคัญเรื่องหนึ่งชื่อ ทวนกระแส” (รวมพิมพ์ครั้งแรกในกวีนิพนธ์ หนึ่งทรายมณีต่อมาได้พิมพ์ในกวีนิพนธ์ บันทึกแห่งดวงหทัย”)  ได้เคยเดินทางไปนมัสการหลวงปู่ชา สุภัทโท ที่วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี ได้น้อมนำวิถีธรรมคำสอนของหลวงปู่ชามาเป็นแรงพลังในการใช้ชีวิต ครั้งนั้นได้พบกับธรรมชาตินิมิตบางอย่าง จนทำให้ใส่เสื้อสีเขียวเป็นเครื่องระลึกปีติธรรมสืบมาเป็นเวลาหลายปี กระทั่งต่อมาได้ปล่อยวางสมมุติดังกล่าว แต่ปีติธรรมนั้นก็ได้สร้างความบันดาลใจให้เขียนกวีนิพนธ์ สร้อยสันติภาพในปี ๒๕๓๒ เป็นกวีนิพนธ์อีกเล่มหนึ่งที่ได้รับรางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ในปีเดียวกันนั้น

          อีกด้านหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตระหว่างปี ๒๕๓๑-๒๕๓๒ ได้ร่วมงานบรรณาธิการเฉพาะกิจกับสำนักพิมพ์ต้นอ้อ (ทำงานเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์) ช่วยดูแลต้นฉบับบทกวีและวรรณกรรมเยาวชน  สำหรับการสร้างงานเขียนของตนเองก็ยังคงทำงานต่อเนื่อง งานเขียนระหว่างปี ๒๕๒๘-๒๕๓๒ มีทั้งบทกวี บทความ และวรรณกรรมเยาวชน ผลงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารเล่มอื่นๆ อีก (นอกจากที่กล่าวแล้ว) ก็คือ สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ มติชนสุดสัปดาห์ สู่อนาคต และขวัญเรือน

          ปี ๒๕๓๓ โอนย้ายสังกัดมาเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ วิทยาลัยครูกาญจนบุรี และทำงานอยู่ที่สถานศึกษาแห่งนี้เป็นเวลา ๑๔ ปี เป็นช่วงเวลาระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากวิทยาลัยครูเป็นสถาบันราชภัฏ และจากสถาบันราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ได้เคยรับตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาภาษาไทย หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ รองคณบดี และกรรมการสภาประจำสถาบัน กระทั่งได้ลาออกจากราชการในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระดับ ๘ เมื่อ ๑ เมษายน ๒๕๔๗ ก่อนเกษียณอายุราชการ ๙ ปี

          ระหว่างที่เป็นอาจารย์สถาบันราชภัฏ มักใช้เวลาช่วงปิดภาคเรียนเพื่อการท่องเที่ยวและแสวงธรรม ได้เคยเดินทางไปปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อพุทธทาสที่สวนโมกข์ สุราษฎร์ธานี และได้เคยปฏิบัติธุดงค์แบบฆราวาสธุดงค์ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร กาญจนบุรี ประสบการณ์จากการหลงป่า หาน้ำดื่มไม่ได้ ต้องพึ่งน้ำจากปล้องไม่ไผ่ ก่อให้เกิดเวทนาฝังใจ และเป็นแรงบันดาลใจให้นำมาเขียนบทกวีชื่อ เวฬุนารี” (กว่าจะข้ามขุนเขา : ด้วยปลายมีดของเธอและฉัน,๒๕๔๙)

          งานเขียนนอกจากบทกวี บทความ และสารคดีลงในนิตยสารต่างๆ เพิ่มขึ้น (เช่น มาตุภูมิ แพรวสุดสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์) แล้ว ยังได้เขียนกวีนิพนธ์เล่มสำคัญขึ้นระหว่าง ๑๔ ปีในสถาบันราชภัฏ คือ กำไรจากรอยเท้า (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ,๒๕๓๔), บันทึกแห่งดวงหทัย (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและรางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง,๒๕๓๕), หน้าต่างดอกไม้ (๒๕๓๖), กระจกสีขาว (กลอนเปล่า,๒๕๓๖), นครคับแคบ (๒๕๓๗), เสียงปลุกยามค่ำคืน (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่ทั้งเล่ม,๒๕๔๑), ข้าวเม่ารางไฟ (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่สืบต่อจากเสียงปลุกยามค่ำคืน,๒๕๔๔  รางวัลกวีนิพนธ์ Seven Book Awards ปี ๒๕๔๗), รักนั้นเป็นฉันนี้ (๒๕๔๖), ไม้ตะปูและหัวใจ (ในนามปากกา “จันทร วรลักษณ”, ๒๕๔๗) และ ครอบครัวดวงตะวัน (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๔๗)

          หลังลาออกจากราชการ ใช้ชีวิตเป็นหนึ่งเดียวกับการเขียนบทกวี ปี ๒๕๔๘-๒๕๔๙ ได้เขียนกวีนิพนธ์ กว่าจะข้ามขุนเขา : ด้วยปลายมีดของเธอและฉันในนาม ธมกร : ศิวกานท์ ปทุมสูติ (พิมพ์เผยแพร่ปลายปี ๒๕๔๙, เข้ารอบ ๑๕ เล่มรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๐) เป็นกวีนิพนธ์ที่หยั่งลึกลงในปรัชญาชีวิตแห่งการต่อสู้กับตัวตนภายในและผัสสะที่กระทบกระทำจากภายนอก ผ่านประภัสสรปัญญาและจิตวิญญาณ เล่มนี้ก้าวเดินจากกวีนิพนธ์เล่มอื่นๆ ที่เขียนขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอย่างมาก

            ปี ๒๕๕๐  ได้รับ ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร 

          ปี ๒๕๕๕ ปีนี้มีงานวรรณกรรมสำคัญที่เขียนและจัดพิมพ์อีก ๒ เล่ม ได้แก่ “ต่างต้องการความหมายของพื้นที่” (กวีนิพนธ์ ๒ ภาษา ไทย-อังกฤษ, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๖) และ “นัยตากวี” (กวีนิพนธ์เชิงบันทึกภูมิวิถีผ่านสัมผัสรู้สึกและการเดินทาง)

          ปี ๒๕๕๖ ได้สร้างสรรค์งานกวีนิพนธ์เล่มสำคัญยิ่งที่ก้าวไปอีกก้าวหนึ่งของการเปลี่ยนผ่าน เป็นกวีนิพนธ์เชิงปรัชญาชีวิตชื่อ “เมฆาจาริก” (ในนามปากกา “ธมกร”, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๖)

          ประสบการณ์ชีวิตนอกจากที่กล่าวแล้ว ยังมีส่วนสำคัญในการเป็นผู้เขียนหนังสือเรียน ภาษาพาทีชั้น ป.๒ และ ป.๕ ของกระทรวงศึกษาธิการ เป็น กกต.จังหวัดกาญจนบุรี  เป็นกรรมการสมาคมภาษาและหนังสือในพระบรมราชูปถัมภ์  เป็นอุปนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย เป็นบรรณาธิการวารสารแควใหญ่ เป็นวิทยากรทางภาษา วรรณกรรม การศึกษา และวัฒนธรรม ที่ได้เดินทางกึ่งธุดงค์วรรณกรรมอยู่ตลอดเวลา   

 

ผลงานวรรณกรรม

          ผลงานที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว ๔๐ กว่าเล่ม เล่มสำคัญๆ เรียงลำดับปีที่พิมพ์ได้แก่

 

          ประเภทกวีนิพนธ์          

          สมเด็จพระภัทรมหาราชคำฉันท์ (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง, ๒๕๒๔)

          เพื่อนแก้วคำกาพย์ (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวงและได้รับการพิจารณาเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย, ๒๕๒๗)

          บทกวีร่วมสมัย (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และเข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๒๙)

          ทุ่งดินดำ : แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง, ๒๕๒๙ ได้รับการคัดเลือกเป็นหนังอ่านประกอบระดับมัธยมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ)

          หนึ่งทรายมณี (รางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง, ๒๕๓๒)   

          สร้อยสันติภาพ (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๓๒, รางวัลประเภทหนังสือดีในอดีต Seven Book Awardsปี ๒๕๔๗)

          กำไรจากรอยเท้า (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ, ๒๕๓๔)

          บันทึกแห่งดวงหทัย (รางวัลงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและรางวัลวรรณกรรมไทยบัวหลวง,๒๕๓๕)

          หน้าต่างดอกไม้ (๒๕๓๖)

          กระจกสีขาว (กลอนเปล่า, ๒๕๓๖)

          นครคับแคบ (๒๕๓๗)   

          เสียงปลุกยามค่ำคืน (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่ทั้งเล่ม,๒๕๔๑)

          ข้าวเม่ารางไฟ (สร้างสรรค์ฉันทลักษณ์ใหม่สืบต่อจากเสียงปลุกยามค่ำคืน, ๒๕๔๔  รางวัลกวีนิพนธ์ Seven Book Awards ปี ๒๕๔๗)

          รักนั้นเป็นฉันนี้ (๒๕๔๖)

          ไม้ตะปูและหัวใจ (ในนามปากกา “จันทร วรลักษณ์”, ๒๕๔๗)

          ครอบครัวดวงตะวัน (เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๔๗)

          กว่าจะข้ามขุนเขา (ด้วยปลายมีดของเธอและฉัน,๒๕๔๙, เข้ารอบ ๑๕ เล่มรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๐)

          ต่างต้องการความหมายของพื้นที่ (กวีนิพนธ์ ๒ ภาษา ไทย-อังกฤษ, ๒๕๕๕, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๖)

          นัยตากวี (๒๕๕๕)

          เมฆาจาริก (ในนามปากกา “ธมกร”, เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ ปี ๒๕๕๖)

 

          ประเภทร้อยแก้ว  

        ลิขิตไฟ (นวนิยาย, ๒๕๓๑)

        สองเธอ (นวนิยายเยาวชน, ๒๕๓๒)

        ครั้งหลังยังจำ (สารคดีชีวิตวัยเยาว์, ๒๕๓๘)

 

       ประเภทตำราวิชาการ  

       กลวิธีสอนเด็กเรียนเขียนบทกวี (งานเขียนกึ่งวิชาการ, ๒๕๓๓)

       การอ่านเพื่อชีวิต (งานเขียนเชิงวิชาการ, ๒๕๔๐)

       การเขียนสร้างสรรค์ไม่ยากอะไรเลย (งานเขียนเชิงวิชาการ, ๒๕๔๘)

       ภาษาพาที ชุดภาษาเพื่อชีวิต กลุ่มสาระฯ ภาษาไทย ชั้น ป.๒ และ ป.๕  ของกระทรวงศึกษาธิการ  (หนังสือเรียน, ๒๕๔๗)

       เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว (งานเขียนเชิงวิชาการ, ๒๕๔๘)

       ก ไก่ น้อมไหว้ (หนังสือเรียน ก ไก่ สำนวนใหม่, ๒๕๔๙)

       คู่มือการอ่านคิดวิเคราะห์ (งานเขียนเชิงวิชาการ, ๒๕๕๓)

 

       ประเภทเพลง  

       เพลงชุด กราบแผ่นดิน, พี่สาวพระเจ้าแผ่นดิน, มือขวาพระมหากษัตริย์ (ร่วมกับชินกร  ไกรลาศ, ๒๕๔๕ - ๒๕๕๑)

        เพลงชุด ลมใต้ปีก (ร่วมกับคฑาวุธ ทองไทย : มาลีฮวนน่า, ๒๕๔๖) 

        เพลงชุด เฉลิมพระเกียรติองค์ราชา (ร่วมกับเทวัญ ทรัพย์แสนยากร และคนอื่นๆ, ๒๕๕๑)

        เพลงชุด เจ้าชายปี่ (ร่วมกับศักดิ์สิริ มีสมสืบ และคนอื่นๆ, ๒๕๕๓)

 

ผลงานได้รับการวิเคราะห์วิจัยเป็นวิทยานิพนธ์และปริญญานิพนธ์

          ปริญญานิพนธ์ เรื่อง การวิเคราะห์บทร้อยกรอง ของศิวกานท์ ปทุมสูติ ปริญญานิพนธ์ของ นางสาวสุขกมล รัตนสุภา  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  ประสานมิตร  หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกภาษาไทย ปี ๒๕๓๖

          วิทยานิพนธ์เรื่อง การศึกษาความคิดเชิงสังคม และวรรณศิลป์ในกวีนิพนธ์ของอุชเชนี อังคาร กัลยาณพงศ์ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ และศิวกานท์ ปทุมสูติ  วิทยานิพนธ์ของ สุวรรณา ทับแจง หลักสูตรปริญญาศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต (ไทยศึกษา) มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี ๒๕๕๐

          วิทยานิพนธ์เรื่อง ฉันทลักษณ์ในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่ : การสืบทอด การสร้างสรรค์ และความสัมพันธ์กับสุนทรียภาพทางวรรณศิลป์ (ศึกษาฉันทลักษณ์ในกวีนิพนธ์ไทยสมัยใหม่เพื่อชี้ให้เห็นการสืบทอดขนบ การสร้างสรรค์ และความสัมพันธ์ของฉันทลักษณ์กับการสร้างความงามทางวรรณศิลป์ โดยเลือกศึกษากวีนิพนธ์ของอังคาร กัลยาณพงศ์, เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์, คมทวน คันธนู, ศิวกานท์ ปทุมสูติ, แรคำ ประโดยคำ, ไพวรินทร์ ขาวงาม, กานติ ณ ศรัทธา, โกศล กลมกล่อม และศักดิ์สิริ มีสมสืบ) วิทยานิพนธ์ นายกีรติ ธนะไชย  หลักสูตรปริญญามหาบัณฑิตของภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี ๒๕๕๑ ในความดูแลของรองศาสตราจารย์ ดร.ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต นักวิจัยประจำศูนย์วิจัยภาษาและวรรณคดีไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยฉันทลักษณ์ไทย

          วิทยานิพนธ์เรื่อง วรรณศิลป์ที่ได้รับอิทธิพลจากเพลงพื้นบ้านภาคกลางและภาพสะท้อนทางวัฒนธรรมในกวีนิพนธ์ของศิวกานท์ ปทุมสูติ วิทยานิพนธ์ของนางสาวในดวงตา ปทุมสูติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปี ๒๕๕๓

 

รางวัลวรรณกรรมและรางวัลชีวิต

         ผลงานวรรณกรรมได้รับรางวัลรวม  ๙๖ รางวัล (เข้ารอบรางวัลซีไรต์  ๕  ครั้ง)

         ครูภาษาไทยดีเด่นของคุรุสภา ปี ๒๕๓๗

         นักกลอนตัวอย่างของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย ปี ๒๕๓๗

         อาจารย์ผู้สอนดีเด่นรางวัลมูลนิธิศาสตราจารย์บุญถิ่น อัตถากร ปี ๒๕๓๙

         บุคคลดีเด่นทางวัฒนธรรมอำเภออู่ทอง (สุพรรณบุรี) ปี ๒๕๔๐

         ศิลปินดีเด่นสาขาวรรณศิลป์จังหวัดกาญจนบุรี ปี ๒๕๔๐

         ปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ภาษาไทย) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ปี ๒๕๕๑

         ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทยจังหวัดสุพรรณบุรี ปี ๒๕๕๒

         ผู้ทำคุณประโยชน์ทางวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ปี ๒๕๕๓

 

ปัจจุบัน

        หลังจากลาออกจากราชการได้อุทิศชีวิตเพื่อการศึกษาเรียนรู้ชีวิตอย่างจริงจัง  โดยใช้ชีวิตในวิถีกวีและนักวิชาการอิสระ ได้จัดทำโครงการเพื่อการศึกษาเรียนรู้ที่สำคัญ ดังนี้

          ก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม  เพื่อให้การศึกษาอบรมเรียนรู้สำหรับเด็ก เยาวชน ครู และผู้สนใจทั่วไป  ทั้งการจัดกิจกรรมในศูนย์และนอกศูนย์ตามหลักสูตรโครงการต่างๆ เกี่ยวกับภาษา วรรณกรรม การศึกษา และวัฒนธรรม

        จัดทำโครงการโรงเรียนกวี ในระยะเริ่มได้เปิดรับเยาวชนอายุระหว่าง ๑๗-๒๕ ปี แต่หลังจากปี ๒๕๕๓ ได้เปิดขยายรับผู้เข้าร่วมโครงการตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีขึ้นไปโดยไม่จำกัดอายุสูงสุด เพื่อให้การเรียนรู้ อ่านคิดเขียนเรียนรู้ชีวิตอย่างมีสันติสุข  ให้ที่พักอาศัยและอาหารการกินอยู่ตลอดหลักสูตรระยะแรกเป็นเวลา ๑ เดือนเต็ม ในเดือนเมษายนของทุกปี ดำเนินการเช่นนั้นมา ๖ รุ่น รุ่นละประมาณ ๑๐ คน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

          หลังจากนั้น นับตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา โครงการโรงเรียนกวีจะเปลี่ยนช่วงเวลาดำเนินโครงการประมาณ ๑๐ วันเป็นระหว่างเดือนตุลาคมของทุกปี

        จัดทำโครงการค่ายครูรากแก้วการอ่าน สำหรับครูทุกสังกัด  เพื่อให้การเรียนรู้ อ่านคิดวิเคราะห์วรรณกรรม ชีวิต วัฒนธรรม สังคม และการศึกษา ให้ที่พักอาศัยและอาหารการกินอยู่ตลอดหลักสูตร ๕ วัน ๕ คืน ระหว่างเดือนเมษายนของทุกปี  รับสมัครครูผู้สนใจเข้าร่วมเรียนรู้ กินอยู่ และใช้ชีวิตในศูนย์เรียนรู้ปีละประมาณ ๒๐ คน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการอบรมและค่าที่พัก เพียงให้ช่วยค่าอาหารเท่านั้น

          นับแต่ปี ๒๕๕๕ เป็นต้นมา โครงการนี้จะเปลี่ยนเป็นโครงการ "ค่ายครูรักเขียน" ดำเนินโครงการระหว่างเดือนเมษายนของทุกปี

         ที่อยู่ ศูนย์เรียนรู้ทุ่งสักอาศรม  ๓๕  หมู่ ๑๓  ต.จรเข้สามพัน  อ.อู่ทอง  จ.สุพรรณบุรี  ๗๑๑๗๐  โทรศัพท์ ๐๘๑-๗๕๗๘๘๕๔, ๐๘๑๙๙๕๖๐๑๖

 

Email : tungsakasome@yahoo.com

Web Site : http://www.oknation.net/blog/krugarn





แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2013 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]