• คนไม่สนโลก
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : j_tanida@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-03-18
  • จำนวนเรื่อง : 5
  • จำนวนผู้ชม : 11092
  • ส่ง msg :
  • โหวต 3 คน
slum thai
บทความเกี่ยวกับสลัม
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/slumboy
วันอังคาร ที่ 18 มีนาคม 2551
Posted by คนไม่สนโลก , ผู้อ่าน : 1868 , 21:54:40 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ชุมชนแออัดกับปัญหาการไล่รื้อ เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่คู่กันมาเป็นเวลาช้านาน ผืนดินรกร้างว่างเปล่าที่คนจนบุกเบิกเป็นถิ่นอาศัยภายหลังการอพยพเข้ามาเป็นแรงงานในเมือง เมื่อเจริญขึ้น มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น ก็มักจะถูกนำไปใช้ในทางธุรกิจเป็นด้านหลัก

ชุมชนในที่ดินเอกชนจึงถูกเคลียร์เพื่อแปลงสภาพพื้นที่ให้เป็นศูนย์การค้า อาคารพาณิชย์ บ้านจัดสรรหรือคอนโดหรู ขณะที่ภาครัฐเองก็มักใช้ที่ดินไปตามวัตถุประสงค์ที่ว่านี้เช่นกัน ดังข่าวคราวการเปิดประมูลที่ดินการรถไฟฯให้นายทุนเช่า หรือการลงทุนโครงการคลองเตยคอมเพล็กซ์ในพื้นที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย

การไล่รื้อชุมชนแออัดทั้งจากเอกชนและหน่วยราชการเพื่อประโยชน์เชิงธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอันใด ทั้งนี้เพราะทั้งกลุ่มทุนและรัฐไทย ล้วนยึดเอาแนวทางผลกำไรต้องมาก่อนความผาสุกทางสังคมและสวัสดิภาพของประชาชนตามกรอบลัทธิเสรีนิยมใหม่ มาเป็นจุดหมายในการพัฒนาอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตามในระยะหลัง ได้ปรากฏสภาพการณ์ไล่รื้อที่นอกเหนือความคาดหมาย เป็นการไล่รื้อที่ทั้งปะทะ ขัดแย้ง สวนทาง กับค่านิยม จารีต และชุดคุณค่าดั้งเดิมของสังคมไทยโดยสิ้นเชิง ปรากฏการณ์ที่ว่าก็คือการไล่รื้อชุมชนโดยวัดและพระสงฆ์องค์เจ้าผู้สืบทอดสถาบันพระพุทธศาสนา ดังจะชี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในกรณีชุมชนหวั่งหลี

ชุมชนหวั่งหลี ตั้งอยู่ในที่ดินของวัดยานนาวา กรุงเทพมหานคร เป็นชุมชนเก่าแก่ดั่งเดิมของคนไทยเชื้อสายจีนย่านสาทร – บางรัก ที่มีประวัติการอยู่อาศัยมาไม่ต่ำกว่า 80 ปี

ในปี 2546 วัดยานนาวาในฐานะเจ้าของที่ดิน ได้บอกเลิกสัญญาเช่าแก่ชาวชุมชนผู้เช่าตึกอาคารของวัดจำนวน 60 คูหา ต่อมาในปี 2547 ทางวัดได้ให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายหนึ่งเช่าที่ดินผืนดังกล่าวแทนเป็นระยะเวลา 30 ปี เพื่อทำโครงการอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น จำนวน 77 คูหา จากนั้นบริษัทผู้ได้สัมปทานเช่าก็ดำเนินการฟ้องขับไล่ชุมชน จนท้ายสุดศาลได้ตัดสินให้ชาวบ้านแพ้คดีและต้องรื้อย้ายออก

ชาวชุมชนหวั่งหลี
เห็นว่า โครงการพัฒนาอาคารพาณิชย์แห่งใหม่ เป็นโครงการที่วัดเอื้อประโยชน์แก่นายทุนมากกว่าที่จะเกื้อกูลต่อผู้อยู่อาศัยเดิม ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษชาวจีน ที่รับจ้าง - ทำมาค้าขายทางเรือมาตั้งแต่ยุคต้นรัตนโกสินทร์

ในแถลงการณ์ของวัดยานนาวา มีการพูดถึงหลักที่วัดและชุมชนต้องอยู่ร่วมกัน โดยความตอนหนึ่งระบุว่า “ในขณะเดียวกัน คณะกรรมการวัดยินดีต้อนรับผู้เช่าเดิมที่ประสงค์จะเช่าตึกใหม่ เพื่ออาศัยทำธุรกิจอย่างยุติธรรม เพราะวัตถุประสงค์ของการพัฒนาฯ เป็นไปตามระบบบริหารจัดการในส่วนจัดประโยชน์เชิงการกุศลวัด มิใช่บริหารจัดการเพื่อเน้นธุรกิจโดยถือเงินเป็นใหญ่”

อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงคือว่า ราคาเซ้งอาคารใหม่ต่อคูหาที่ผู้เช่าเดิมต้องจ่ายให้แก่บริษัทนั้น ตกอยู่ในราคาคูหาละ 4.8 – 5.3 ล้านบาท ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพทำเลในโครงการ คำถามก็คือราคาค่าเช่าอาคารเดิมที่ชุมชนจ่ายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คูหาละ 250 บาท ต่อเดือน แล้วกระโดดพรวดไปเป็นราคาค่าเซ้งอาคารใหม่ 4.8 – 5.3 ล้านบาท ต่อคูหานั้น จะอธิบายว่าอย่างไร?

กติกาการเก็บราคาใหม่จากผู้เช่าเดิม สะท้อนหลักแห่งความเมตตากรุณาและเป็นราคาเชิงการกุศลดังคำแถลงของวัด หรือเป็นราคาที่เดินไปตามกฎแห่งการแสวงกำไรสูงสุดของระบบทุนนิยม ที่พยายามผนวกเอาสถาบันพระศาสนาเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง หากวัดยานนาวาคิดว่าราคาค่าเช่าอาคารเดิมเดือนละ 250 บาทต่อห้อง เป็นราคาที่ไม่เหมาะสมกับความเจริญทางเศรษฐกิจของพื้นที่ในปัจจุบัน ทางวัดและสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ก็สามารถเจรจาขอขึ้นค่าเช่ากับผู้อยู่อาศัยเดิมได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นที่ทางวัดจะต้องใช้วิธีผลักไสผู้เช่ารายย่อยแล้วต้อนรับนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งเป็นวิถีของการเอารัดเอาเปรียบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังเป็นการรื้อร้างทำลายอาคารดั่งเดิมอายุเกือบร้อยปี ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังเชื่อมโยงกับยุคการค้าทางน้ำในอดีต ซึ่งเป็นโบราณสถานที่กรมศิลปากรเองก็เห็นควรให้อนุรักษ์ไว้

จากสภาพที่เล่ามา ชาวชุมชนหวั่งหลีจำนวน 22 คูหา ที่ต้องการปกปักษ์รักษาวิถีเก่าแก่ของชุมชน จึงเคลื่อนไหวเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากหน่วยงานและภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม กรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นักวิชาการสถาบันต่างๆ รวมทั้งเครือข่ายองค์กรประชาชนในเมือง ทั้งนี้เพื่อเสนอให้มีการชะลอการไล่รื้อชุมชนและเชื้อเชิญให้ทางวัดและบริษัทที่ได้สัมปทานเช่า มาเจรจาหาทางออกร่วมกับชุมชน

สิ่งที่ชุมชนเสนอก็คือ วัดยานนาวาไม่จำเป็นต้องรื้อย้ายอาคารเดิมทั้งหมด โดยเก็บอาคารเดิมบางส่วน ณ มุมใดมุมหนึ่งให้ผู้เช่าเดิมจำนวน 22 คูหา มาอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้พวกเขาสืบสานวิถีชุมชนดั่งเดิม จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและอนุรักษ์อาคารเก่าแก่ ส่วนพื้นที่ส่วนใหญ่ที่เหลือ ทางวัดก็ให้บริษัทก่อสร้างอาคารพาณิชย์ใหม่ได้

แม้ว่ากระทรวงการพัฒนาสังคมฯจะขานรับต่อข้อเสนอของชุมชน โดยฯพณฯรัฐมนตรีไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม มาเป็นประธานในการเจรจาพูดคุยระหว่างวัดยานนาวา บริษัทและชุมชน เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2550 แต่ก็ไม่ได้ข้อยุติ เพราะทางวัดและบริษัทยังคงยืนกรานไล่รื้อชุมชน

ชุมชนหวั่งหลีถูกกดดันอย่างหนักทั้งในทางสภาวะจิตใจและมาตรการทางกฎหมาย บริษัทได้เข้าทุบอาคารของผู้เช่าบางส่วนที่ย้ายออกไปก่อนแล้ว จนชาวบ้านกลุ่มที่ต่อสู้ เกรงว่าคูหาที่พวกเขาพักอาศัยมันจะพลอยพังลงมาด้วย ในทางคดีตำรวจตามจับกุมแกนนำ ฐานขัดคำสั่งศาลจนเจ้าตัวไม่เป็นอันทำมาหากิน ด้วยกำลังมวลชนที่น้อยเมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่เผชิญ ในที่สุดชาวชุมชนจึงจำยอมให้ศาลไกล่เกลี่ยและรับค่ารื้อถอนเพื่อรื้อย้ายออกไป ปิดฉากตำนานชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งของกรุงเทพฯไปเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

การแพ้ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแตกพ่ายของ “ความเป็นชุมชนหวั่งหลี” หากยังหมายถึงความพ่ายแพ้ของหลักธรรม ความเมตตากรุณาช่วยเหลือเกื้อกูลต่อผู้ตกทุกข์ได้ยาก ความไม่ยึดมั่นถือมั่นในรูปการณ์ทางวัตถุอันเป็นแก่นแกนของพระพุทธศาสนา ในท้ายสุดก็ต้องหลีกทางให้กับกิเลสของระบบทุนนิยม และความด่างพร้อยลักษณะนี้ก็ยังจะมีให้เห็นอยู่ต่อไป

มีรายงานข่าวว่าสำนักงานพระพุทธศาสนาฯและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย มีแผนการจะปรับภูมิทัศน์วัดเก่าหลายแห่งในย่านฝั่งธนฯ เป็นต้นว่า ทำสวนหย่อม ทางเดินเท้า ลานจอดรถ ท่าจอดเรือ เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาวชุมชนที่หนาวๆร้อนๆกับโครงการดังกล่าวเพราะอยู่ในข่ายถูกวัดขับไล่ก็เช่น ชุมชนวัดกัลยาณมิตร ชุมชนวัดบุปผาราม ชุมชนวัดโมลีโลกยาราม ชุมชนวัดอนงคงคาราม และชุมชนวัดใหญ่ศรีสุพรรณ

สภาพการณ์ไล่รื้อชุมชนโดยวัดจึงเป็นแนวโน้มที่ต้องจับตามอง ที่ผ่านมาเครือข่ายสลัม 4 ภาค ก็เคยนำประเด็นชุมชนในที่ดินวัด เสนอต่อกระทรวงการพัฒนาสังคมฯเพื่อให้หาแนวทางแก้ไข ซึ่งเท่าที่ทราบรัฐบาลเองโดยรศ.ดร.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ได้ประกาศนโยบาย 5 ประการ ที่จะปลุกวัดให้กลับมามีบทบาทในสังคมไทยอีกครั้ง โดยมีความข้อหนึ่งที่กล่าวว่า “ให้จัดตั้งคณะกรรมการพัฒนาวัด เพื่อฟื้นฟูบทบาทวัดให้กลับมาเป็นศูนย์กลางของชุมชน และเป็นศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยประสานบ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา”

แต่นโยบายที่ว่าจะเป็นจริงได้หรือ วัดวาอารามจะเป็นศูนย์กลางของชุมชนและท้องถิ่นได้อย่างไรในเมื่อปัจจุบันยังเป็นผู้ขับไล่ชุมชนอยู่ ดังนั้นจึงเป็นภารกิจของรัฐบาลที่จะต้องมีนโยบายและมาตรการในการยุติการไล่รื้อชุมชนในที่ดินของวัด โดยประสานไปยังมหาเถรสมาคมและกำชับสั่งการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯให้เข้าใจและปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะห้ามวัดสร้างสรรค์การพัฒนาใดๆ หากแต่รูปธรรมการพัฒนาควรสะท้อนถึงหลักคิดที่ “วัดกับบ้าน” ต้องอยู่คู่กัน พึ่งพาอาศัยกัน ไม่ใช่ผลักไสไล่ส่งชาวชุมชน ผู้เป็นคนเล็กคนน้อยที่เคยตักบาตร ทำบุญ และเกื้อกูลพระพุทธศาสนามาด้วยกองกฐินผ้าป่า

การพัฒนาของวัดจะต้องมีพื้นฐานมาจากหลักความเมตตา เพราะพระคุณเจ้าผู้ทรงศีลอยู่ในวิถีที่ใกล้ชิดกับพระไตรปิฎกมากกว่าญาติโยมอย่างพวกเรา.

ข้อมูลโดย :  คุณอัภยุทย์  จันทรพา  ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัม 4 ภาค





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
manop26 วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 19.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/manop26
 

สวัสดีครับ...ผมได้มีเวลาผ่านเข้ามาอ่านใน blog ของคุณอีกครั้งหนี่ง รู้สึกว่าดีมีสาระเลยขอให้คะแนนอีก 1 คะแนน ว่าง ๆ มาชม blog ของผมบ้างน๊ะ.....ครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 05.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันพุธค่ะ ...

ขอบคุณ .. สำหรับบทความ.. มีความสุขมากๆนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน