*/
  • ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : somchoke101@thaimail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-12-26
  • จำนวนเรื่อง : 1766
  • จำนวนผู้ชม : 2564237
  • จำนวนผู้โหวต : 1536
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1536 คน
<< มิถุนายน 2018 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน 2561
Posted by ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ , ผู้อ่าน : 1873 , 19:22:33 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน ni_gul , wullopp และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

 

 การท่องเที่ยวเชิงโบราณสถาน

พระธาตุอุปมุง

พระธาตุที่สร้างรุ่นเดียวกันกับพระธาตุพนมจังหวัดนครพนม

 

                จังหวัดร้อยเอ็ด มีโบราณสถานที่เกี่ยวกับ พระธาตุ ที่ขึ้นทะเบียนกับ กรมศิลปากร จำนวนมากมาย กระจายอยู่ทุกอำเภอ ผู้คนจำนวนมากรู้จักและเดินทางไปกราบไหว้เช่น พระธาตุกู่กาสิงห์ พระธาตุกู่พระโกนา พระธาตุปรางกู่  นอกจากนั้นยังมี พุทธมหาเจดีย์ ที่สร้างขึ้นในระยะต่อ ๆ มาคือ พระเจดีย์หิน หรือ บุโรพุทโธจำลอง (Borobudur) ที่ วัดป่ากุงสร้างขึ้นจากคำปรารภของ หลวงปู่ศรี มหาวีโร (พระเทพวิสุทธิมงคล) พระเกจิชื่อดังของจังหวัดร้อยเอ็ด  รวมทั้ง พระมหาเจดีย์ชัยมงคล วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด อีกหนึ่ง พระธาตุ ที่ตั้งอยู่ในเส้นทางที่จะเดินทางไปยัง พระมหาเจดีย์ชัยมงคล คือ พระธาตุอุปมุง แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะยังไม่รู้จักและไม่คุ้นหู แต่เป็น พระธาตุ ที่สร้างรุ่น ๆ เดียวกันกับ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ที่สำคัญ มีความเชื่อมโยงต่อกันอย่างแนบแน่น เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว พระธาตุอุปมุง คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 

 

             จากการศึกษา และ จากการนมัสการถาม พระครูปริยัติธรรมากร เจ้าคณะตำบลโพธิ์ศรีสว่าง เจ้าอาวาส วัดพระธาตุอุปมุง พระครูปริยัติธรรมากร เล่าให้ฟังว่า พระธาตุอุปมุง เป็น พระธาตุ ที่สร้างรุ่น ๆ เดียวกันกับ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม แถมยังมี ความเชื่อมโยงต่อกัน ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้น คนไทยทั่วไปคงยังไม่ค่อยรู้จัก แม้แต่ คนร้อยเอ็ดส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ทราบและไม่เคยไปกราบไหว้ จริง ๆ แล้ว พระธาตุอุปมุง ไม่ไกลจากจังหวัดร้อยเอ็ด อยู่ในเส้นทางหลวงหมายเลข 2044 ถนนสายร้อยเอ็ด -โพนทอง จากร้อยเอ็ดถึงทางแยก บ้านคำผักกูด ประมาณ 20กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายตามถนนไปอีกประมาณ 4.50 กิโลเมตร ถึง วัดพระธาตุอุปมุง อยู่ทางทิศตะวันตกของ หมู่บ้านสร้างบุ ตำบลโพธิ์ศรีสว่าง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่สำคัญ อยู่ใน เส้นทางการท่องเที่ยว สายเดียวกันกับเส้นทางไป อ่างธวัชชัย พระธาตุปรางค์กู่ และ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล ท่านสามารถแวะชมและกราบไหว้ พระธาตุอุปมุงเพื่อ ความเป็นสิริมงคล และ ขอพรก่อนที่จะเดินทางต่อไปยัง พระมหาเจดีย์ชัยมงคล

             พระครูปริยัติธรรมากร เล่าให้ฟังต่อว่า พระธาตุอุปมุง มีอายุยาวนานร่วม 2,000 ปี เดิมเรียกชื่อว่า วัดภูดินจี่ เจ้าอาวาสวัดในขณะนั้นคือ หลวงปู่ทองมา ถาวโร ตามตำนานของ วัดภูดินจี่ ที่ปรากฏเป็นหลักฐานถูก จารึกเป็นอักษรขอมในใบลาน ช่วงระหว่าง ปีพ.ศ. 2489 – 2492 ปลัดพรมจันทร์ ชมพูพฤกษ์ เป็นเด็กวัดที่อาศัยอยู่กับ หลวงปู่ ฯ อายุประมาณ 10 ปี ด้วยความเคารพและศรัทธายิ่ง คอยรับใช้ปรนนิบัติ หลวงปู่ ฯ ตลอดมา แต่ด้วยความอยากรู้ถึงที่ไปที่มาของ วัดภูดินจี่ พยายามหาช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกราบนมัสการถาม และด้วยความพยายามดังกล่าว 

           หลวงปู่ ฯ จึงเล่าความเป็นมาของ วัดภูดินจี่ ให้ ปลัดพรมจันทร์ ฟังว่า หลังจากที่ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ได้ 8 ปีกว่า ๆ เหล่าบรรดาสาวก ของ พระองค์ ได้รวมตัวกันและจัดแยกออกเป็น 5 กลุ่ม เพื่อเดินทางไปประกาศพระศาสนา ตามพื้นที่ของลุ่มแม่น้ำทั้ง 5 สาย ลุ่มแม่น้ำโขง นำโดย พระมหากัสสปะ และ พุทธสาวก จำนวนหนึ่ง อัญเชิญ พระอุรังธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอกของพระพุทธเจ้า) จาก เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย มาประดิษฐาน ณ ภูกำพร้า (พระธาตุพนมในปัจจุบัน) ในขณะนั้นมี 4 มหานครที่เกี่ยวข้อง จัดเวรผลัดเปลี่ยนดูแลทำนุบำรุง พระอุรังคธาตุ กำหนดคราวละ 3 ปีคือ เมืองหนองหารหลวง (จังหวัดสกลนคร) เมืองสาเกตุนคร (จังหวัดร้อยเอ็ด) เมืองมรุกนคร (จังหวัดนครพนม) และ เมืองอินทรปัฏฐนคร (กรุงพนมเปญ)

               อีกสามปีต่อมาตรงกับ ปีพ.ศ. 11 พระยาแก้วกมทา พร้อมด้วย พระสงฆ์สาวก และ พุทธศาสนิกชน ได้อัญเชิญ ฝุ่นอัฎฐิ (พระอังคาร) ของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เดินทางมาจาก ประเทศศรีลังกา จะนำไปบรรจุไว้ที่ พระธาตุพนม แต่พอมาถึง บริเวณที่พักแรมแห่งนี้ ได้ทราบข่าวจาก พระมหากัสสปะ ว่า พระธาตุพนม ได้สร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระยาแก้วกมทา จึงไม่ได้เดินทางต่อไป ได้พิจารณาเนินดินบริเวณที่พักดังกล่าว มีลักษณะเด่นและสวยงาม เกิดความศรัทธา จึงได้ร่วมใจกันสร้าง สถูป บรรจุ ฝุ่นอัฎฐิ ที่อัญเชิญมา เพื่อให้เป็นบริวารของ พระธาตุพนม 

ประชาชนจะได้กราบไหว้บูชาเช่นเดียวกัน การก่อสร้างโดยให้ ขุดหลุมลึก เพื่อสร้างฐานรากให้ถาวร ผนังก่อด้วย หินแม่รัง (ศิลาแรง) ถากเป็นก้อนสี่เหลี่ยม ความหนา 32 นิ้วพระสุคต (ไม่ปรากฏว่าฐานรากมีความกว้าง ความยาวเท่าใด) ส่วนที่โผล่ขึ้นมาเหนือผิวดิน มีลักษณะเหมือน ประทุนเกวียน หรือ กระดองเต่าคว่ำ ความสูง 50 เซนติเมตร ความยาวโดยรอบข้างละ 1.50 เมตร เรียกว่า สถูป และให้ตั้งชื่อวัดว่า วัดภูดินจี่

           เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นเนินดินสูงคล้าย ภูเขาเตี้ย มี ต้นยางใหญ่ และ ต้นไม้ที่มีความสูงหลากหลายชนิด เกิดขึ้นจนเป็น ป่าหนาทึบโดยทั่วไป มี สัตว์ป่านานาชนิด อาศัยและส่งเสียงร้องระงมทั้ง กลางวัน กลางคืน บริเวณดังกล่าว จึงเป็นสถานที่เหมาะสมในการ ปฏิบัติธรรม ของ คณะสงฆ์ และ ญาติโยม ยิ่งนัก ในระยะหลัง ๆ มา หลวงปู่ ฯ ได้ย้ายไปอยู่ที่ บ้านท่าสี ตำบลเกาะแก้ว อำเภอเสลภูมิ ปลัดพรมจันทร์ ก็ยังติดตามเพื่อดูแล จนกระทั่ง หลวงปู่ ฯ มรณภาพ

              พระครูปริยัติธรรมากร กล่าวต่อว่า วัดภูดินจี่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 เขต เขตที่ 1 คือที่ตั้งของ วัดภูดินจี่ มีจำนวน 400 ไร่ ประกอบด้วย1.1) หนองผำ อยู่ทางด้านทิศตะวันออกของวัด มีลักษณะเป็น สิมสร้างอยู่ในน้ำ หลักฐานที่ปรากฏคือ ต้นเสา ปัจจุบันบริเวณดังกล่าวเป็น หนองน้ำสาธารณะ อีกส่วนหนึ่ง กลายเป็นที่นาของชาวบ้าน 1.2) หนองแสง เนื้อที่ 60 ไร่ เคยสร้างเป็น หอไตรเพื่อเก็บหนังสือ ศล. มูล หรือ หนังสือมูลกระจายประวัติ ระยะหลังทราบว่า คณะสงฆ์ จาก จังหวัดอุบลราชธานี ได้นำหนังสือดังกล่าวไปเก็บรักษาไว้และศึกษา 

                สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างดียิ่ง1.3) หนองหูลิง อยู่ทางด้านทิศเหนือของวัด ปัจจุบันกลายเป็นที่ไร่ที่นาของชาวบ้านและ 1.4) หนองหลุบ อยู่ทางทิศตะวันตก และเปลี่ยนสภาพเป็นที่ไร่ที่นาของชาวบ้านในระยะต่อมา เขตที่ 2เป็น วัดของแม่ชี อยู่ทางด้านทิศใต้ของ วัดภูดินจี่ ห่างจากวัด 200 เมตร พื้นที่ประมาณ 20 ไร่ บริเวณดังกล่าว กลายเป็นที่ไร่ที่นาของชาวบ้าน เช่นเดียวกัน

               ปีพ.ศ. 2450 หลวงปู่สิงห์ พระเถรผู้แก่กล้าในด้านไสยศาสตร์ได้รับคำสั่งจาก พระอาจารย์ของท่าน (ไม่ปรากฏชื่อ) ให้มาประจำอยู่ที่ วัดภูดินจี่ เพื่อเป็นผู้นำญาติโยม ปฏิสังขรณ์วัดให้เจริญรุ่งเรือง จัดพื้นที่เป็นสถานปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ หลวงปู่สิงห์ นำชาวบ้าน และ ผู้ที่หายจากอาการป่วยจากโรคทางไสยศาสตร์ ช่วยกันพัฒนา สร้างเจดีย์ครอบสถูป

โดยใช้ ดินเหนียว จาก หนองผำ มาปั้นเป็น ก้อนอิฐ ผสานด้วยยางของ ต้นบง (ต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณป่าโดยรอบ) แต่ เจดีย์ ก็ยังสร้างไม่แล้วเสร็จ หลวงปู่สิงห์ ได้มรณภาพไปก่อน ปีพ.ศ. 2474 เป็นช่วงที่ขาดผู้ดำเนินการต่อ วัดจึงถูกทิ้งร้าง เป็นเวลานาน 8 - 9 ปี จนกระทั่ง หลวงปู่ทองมา ถาวโร สานุศิษย์ของ หลวงปู่สิงห์ เดินทางกลับจากธุดงค์ สามแหลมฟ้าผ่า (สามเหลี่ยมทองคำ) เขาพระวิหาร ในเขต ประเทศกัมพูชา เมื่อปีพ.ศ. 2482 ชาวบ้านได้กราบนิมนต์ หลวงปู่ทองมา ให้มาประจำอยู่ที่ วัดภูดินจี่

             วันที่ 11 สิงหาคม พ.. 2518 ที่ผ่านมา เหมือนฟ้าพิโรธ ฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างรุนแรง ลมหมุนกรรโชกอย่างหนัก กระจายในพื้นที่กว้างของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นระยะเวลายาวนานและต่อเนื่อง เป็นเหตุทำให้ พระธาตุอุปมุง ไม่สามารถยึดองค์อยู่ได้จึง พังทลาย ลงมาในช่วงเวลากลางวัน เวลาห่างกันไม่กี่ชั่วโมง 

ทราบข่าวว่า องค์พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ก็พังครืนลงมาเช่นเดียวกันในช่วง เวลากลางคืน ไม่สามารถทราบได้ว่า สองพระธาตุ ที่สร้างในช่วงเวลาเดียวกัน จะต้อง พังทลาย ในช่วงเวลาที่ ใกล้เคียงกันมาก หลังจากนั้นไม่นาน กรมศิลปากร ได้นำช่างเข้าสำรวจและปรับปรุง องค์พระธาตุพนม กลับคืนสู่สภาพเดิมที่มี ความแข็งแรง สวยงาม และ ประณีต ส่วน พระธาตุอุปมุง ทางวัด กรรมการ รวมทั้งชาวบ้าน ยังคงให้อยู่ในสภาพเดิม ไม่มีดำริให้มีการปรับปรุงแต่อย่างใด

               ขอย้อนหลังกลับไปเมื่อ ปีพ.ศ. 2484 อีกครั้ง ได้มีประกาศจาก กระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) โดย กรมการศาสนา ให้ทุกวัดทั่วประเทศจดทะเบียนวัด แต่ หลวงปู่สิงห์ เคยสั่งให้ หลวงปู่ทองมา ว่าไม่ต้องนำ วัดภูดินจี่ จดทะเบียน ด้วยเหตุผลเกลงว่า สิ่งศักดิ์สิทธิล้ำค่าที่บรรจุในสถูป จะถูกนำไปเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สาธุชนจะไม่มี สิ่งศักดิ์สิทธิ์กราบไหว้บูชา อีกต่อไป จึงเป็นเหตุให้ วัดภูดินจี่ ไม่มีชื่อในทะเบียนของวัด จนเท่าทุกวันนี้ ในเวลาต่อมา หลวงปู่ทองมา เปลี่ยนชื่อ วัดภูดินจี่ เป็น วัดพระธาตุอุปมุง จนถึงปัจจุบัน

 กราบนมัสการขอบพระคุณ พระครูปริยัติธรรมากร ในความเมตตานำคณะ เดินตามเส้นทางคอนกรีต ที่สร้างเลาะเลี้ยวตาม หมู่แมกไม้เครือไม้น้อยใหญ่ หลายต้น มีอายุนับได้หลายร้อยปี ชมบรรยากาศความร่มรื่นและสวยงาม ธรรมชาติป่าไม้ที่ยังหนาทึบรอบบริเวณวัด อันเป็น แหล่งเรียนรู้ธรรมชาติป่าไม้ ที่วัดยังดูแลรักษาไว้ได้อย่างดียิ่ง สวนสมุนไพร

 

  รวบรวมหลากหลายสายพันธุ์สมุนไพรโดย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ถัดจากวัดไปไม่ไกล บ้านสร้างบุ หมู่ที่ 3 ตำบลโพธิ์ศรีสว่าง อำเภอโพนทอง จังหวัดร้อยเอ็ด แวะเข้าชม ส่างแสนคุ บ่อน้ำคู่บ้าน บ่อน้ำโบราญขนาดเล็กที่เมื่อก่อนชาวบ้านใช้เป็น แหล่งน้ำธรรมชาติบริโภค น่าจะมีมาตั้งแต่การสร้าง วัดพระธาตุอุปมุง ไม่เคยขาดน้ำ แม้ในปัจจุบัน…และนี่คือ การท่องเที่ยวเชิงโบราณสถาน พระธาตุอุปมุง พระธาตุที่สร้างรุ่นเดียวกันกับพระธาตุพนมจังหวัดนครพนม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ขอบพระคุณในความเมตตาข้อมูล :

1. พระครูปริยัติธรรมากร เจ้าคณะตำบลโพธิ์ศรีสว่าง เจ้าอาวาสวัดพระธาตุอุปมุง

2. เอกสารจาก ปลัดพรมจันทร์ ชมพูพฤกษ์ เรียบเรียงโดย พระครูปริยัติธรรมากร เจ้า

        คณะตำบลโพธิ์ศรีสว่าง เจ้าอาวาสวัดพระธาตุอุปมุง



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
wullopp วันที่ : 10/06/2018 เวลา : 10.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอกราบพระธาตุมาด้วยความเคารพอย่างสูง

ขอให้ชาวนครพนม ร้อยเอ็ด
และชาวไทย ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน

โดยเฉพาะ
ขอให้ป่าไม้ในไทย ร่มรื่น ร่มเย็น เป็นสุข ไปนานๆ...

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 09/06/2018 เวลา : 09.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

กรมศิลป์น่าจะเข้ามาดูแลอนุรักษ์

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 08/06/2018 เวลา : 06.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

สวัสดีตอนเช้าครับ น้องเจ้าหญิง ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ เพิ่มทราบเหมือนกันว่า ร้อยเอ็ดยังมีพระธาตุอุปมุง ในฐานะบรรณาธิการวารสาร "ฮักคัก@ร้อยเอ็ด" ของ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นหน้าที่ที่ต้องเสาะแสวงหาแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อบันทึกในวารสารครับ โปรแกรมลงใต้ขอชลอไว้ก่อนในช่วงนี้ มาเมื่อใดช่วงใดจะแจ้งให้น้องเจ้าหญิงทราบนะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 february26 ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 08/06/2018 เวลา : 06.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

สวัสดีตอนเช้าครับ february26 ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ แม้แต่คนร้อยเอ็ดเองยังไม่รู้ว่ามีพระธาตุอุปมุงด้วยซ้ำไป และจากการศึกษาแล้วพบว่า พระธาตุอุปมุง พระธาตุที่สร้างรุ่นเดียวกันกับพระธาตุพนมจังหวัดนครพนม มีความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งด้วยครับ ในฐานะบรรณาธิการวารสาร "ฮักคัก@ร้อยเอ็ด" พาคนไทยทั้งประเทศ นำเที่ยว พระธาตุแห่งนี้ด้วยครับ วารสารดังกล่าวกำลังจัดพิมพ์อยู่ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Chaoying วันที่ : 07/06/2018 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ชอบวัดที่มีป่า มีต้นไม้มากๆ ร่มเย็น ร่มรื่นดี มีทางเดิน ระหว่างต้นไม้ใหญ่ๆ ด้วย ที่บ่อน้ำน่าจะกั้นบริเวณสักนิด เดี๋ยวใครจะตกลงไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
february26 วันที่ : 07/06/2018 เวลา : 21.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/bang2510
The twenty-six of February 

สวัสดีครับคุณอา

ความรู้ใหม่เลยครับ พึ่งทราบจาก entry คุณอาครับ ว่า...พระธาตุอุปมุง พระธาตุที่สร้างรุ่นเดียวกันกับพระธาตุพนมจังหวัดนครพนม

ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน