*/
  • sorkanchana
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sakk62@gmail.com
  • วันที่สร้าง : 2012-09-23
  • จำนวนเรื่อง : 293
  • จำนวนผู้ชม : 146956
  • จำนวนผู้โหวต : 66
  • ส่ง msg :
  • โหวต 66 คน
วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2555
Posted by sorkanchana , ผู้อ่าน : 669 , 21:41:18 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน ศุภฤกษ์ โหวตเรื่องนี้

 

หัวไม้

โดย

“ศ. กาญจนา”

 

                เมื่ออยู่ในวัยเด็กเล็ก  ทั้งครูและญาติพี่น้องมักจะเห็นว่าพวกเราเป็นเด็กน่าเอ็นดูไร้เดียงสา  แต่ตอนที่เราค่อยๆโตขึ้น  ก็มักจะเผลอกันไปไม่มีใครสังเกต  จนกระทั่งขึ้นชั้นมัธยมสอง เรารู้สึกว่าเราเป็นหนุ่มน้อยๆกันแล้ว พวกเราลำพองใจว่ามีความรู้รอบตัวเกินพอ ที่เราได้สะสมจากไอ้เพื่อนตัวเซียนๆมาอีกทีหนึ่ง เพราะไอ้พวกเซียนมันแสวงหาความรู้พิสดารนอกชั้นเรียนไว้เยอะ ส่วนเรื่องการเรียนในชั้นเรียนนั้น  หากใครเรียนหนังสือไม่ทันเขาก็อ้อนแก้ตัวกับครูเอาเอง  ครูๆของเรายังไงๆก็ยังเอ็นดูไอ้พวกแก่แดดเหล่านี้  ทิ้งกันไม่ลงหรอก แต่ตอนขึ้นสู่มัธยมปลายสิ  ก็ชักจะได้เรื่อง  มีพวกตัวแสบบางตัวที่อวดดีนึกว่าตนเองแน่  รู้ทันคนเลยอวดดีไม่ยอมอ่อนข้อให้ไม่ว่าใคร  ชอบรวนญาติผู้ใหญ่ที่เขามาเยี่ยมลูกหลานที่โรงเรียน แต่บางทีก็ร้ายลามปามไปถึงครูบาอาจารย์

               

                ไอ้ระ  เป็นเพื่อนแสนซนเมื่อวัยเด็ก  กลายเป็นแสนแสบเหมือนชื่อคลองในกรุงเทพฯ  แต่ความจริงมันแสบยิ่งกว่าคลองเสียอีก  มันชอบเอาความรู้นอกหลักสูตรมาคุยอวดเพื่อนๆ  ครูๆของเราโกรธแล้วโกรธอีก  ทำโทษยังไงมันก็ไม่ยอมเข็ด จนต้องยอมแพ้ถอยทัพกันไปหลายคน  เหลือแต่ครูพละเท่านั้นที่ไม่ยอม  ยิ่งดื้อยิ่งลงโทษ  ไอ้ระเคืองแค้นโดยหาว่าครูแกล้งมัน  ครูพละของเราชื่อ “ครูถนอม” แต่เราเรียกกันว่าครูหนอม  ครูหนอมรักลูกศิษย์ทุกคน  แต่ไอ้ระไม่ยอมเชื่อ  แถมยังทำตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับครูตลอดเวลา  จนกระทั่งพวกเราเรียนจบชั้นมัธยมบริบูรณ์หรือม.๖ของสมัยก่อน  และแยกย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯกันหลายคน  ไอ้ระเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนต่อเหมือนเพื่อนเขา  ทั้งนี้นอกจากมันเกเรไม่เอาใจใส่เรียนหนังสือหนังหาแล้ว  ทางบ้านยังมีฐานะไม่มั่นคงอีกด้วย  ไอ้ระเลยเสียคนเร็วขึ้นไปอีก  ชอบมีเรื่องกับบรรดานักเที่ยวกลางคืน  และบางทีก็มีเรื่องกับนักเลงคุมซ่อง  ไอ้ระไม่กลัวคนและมิหนำซ้ำมันยังเป็นคนแข็งแรง     และมีฝีมือหมัดมวยที่ไม่อายใคร    ใช่สิครับ      ไอ้ระได้ความรู้หมัดมวยจากครูหนอมมากกว่าใครในชั้น  มันกลายเป็นนักเลงโตในชั่วเวลาสั้นๆ  แต่มันเป็นนักเลงที่ไม่รังแกคนอ่อนแอกว่า  อันเป็นคุณสมบัติติดตัวจากที่ครูหนอมพร่ำสอน  ให้ลูกผู้ชายต้องกล้าหาญและมีคุณธรรม  สักพักเดียวเท่านั้นมันก็ชนะใจชาวบ้านเป็นจำนวนมาก  ไม่มีใครเกลียดนักเลงอย่างมัน พวกเราอยู่กรุงเทพฯได้ข่าวแล้วก็ค่อยเบาใจ 

               ไอ้ระไปเป็นใหญ่เป็นโตที่นครสวรรค์  มันดูแลความเรียบร้อยปลอดภัยของตลาดทั้งตลาด  มีรายได้เดือนละไม่น้อย  มันเลยตั้งหลักที่นครสวรรค์และมีครอบครัวที่นั่น  ฐานะทางสังคมก็ไม่เลวนัก  มันได้รับความนับถือจากผู้คนหลายกลุ่ม  นักการเมืองยังขอความช่วยเหลือมันอยู่บ่อยๆ  มันเองก็เคลิบเคลิ้มในสถานะจอมปลอมของสังคมที่ไม่เคยมีความจริงใจ  อยู่มาวันหนึ่ง  มีคนลงขันมาหาไอ้ระให้ช่วยปกป้องดูแลธุรกิจผิดกฎหมายให้หน่อย  เสนอรายได้เป็นก้อนงามอย่างยากที่จะปฏิเสธ  หลังจากเจรจากันจนเกือบจะตกลง  ไอ้ระถึงเข้าใจว่ามันเป็นงานคุมซ่องโสเภณีนั่นเอง  มันสะดุ้งอยู่ในใจแต่ไม่แสดงออกมาให้ใครเห็น  มันปลงต่อชีวิตนักเลงโตที่จะลดชั้นมาเป็นแมงดา  เกาะกินอยู่บนหลังบรรดานางกลางเมือง ที่เขาต้องเอาร่างกายมาหากินเลี้ยงชีวิต  ไอ้ระงุนงงว่าคนอย่างมันจะต้องยอมจมอยู่กับทรชน ที่ต้องขูดเร้นผู้ทุกข์ยากต่อไปอย่างไม่รู้จักพอกระนั้นหรือ  ความชั่วมันชักรวมตัวกันมากขึ้นทุกที  ดึงชีวิตลงต่ำใกล้นรกอเวจีไปเรื่อยๆ  ไอ้ระตัดสินใจครั้งใหญ่  ปฏิเสธงานอย่างไม่ไยดี มันทะนงตัวในศักดิ์ศรีของนักเลงโตอย่างมัน

               แต่ในที่สุดมันก็หม่นหมองและเกิดวิตกกังวลว่า  คนอย่างมันมีสิทธิจะเลือกทางเดินอื่นอีกไหม  มันสับสนงุนงงคิดถึงเพื่อนฝูงสมัยเด็ก    คิดถึงโรงเรียนที่มันเคยเรียน  คิดถึงครูทั้งหลายที่สอนสั่ง   ครับ  ไอ้ระนอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว  ตอนกลางวันก็อารมณ์เสียง่าย  บรรดาลูกน้องเข้าหน้าไม่ติด  เพื่อนฝูงที่อยู่ไกลได้ข่าวก็เป็นห่วง  ช่วยกันปลอบมันไปตามเรื่อง ทราบกันภายหลังว่า  มันได้ตัดใจเลิกเป็นนักเลงกลับไปอยู่เมืองตากบ้านเกิด  คราวนี้มันประกอบแต่สัมมาชีพล้วนๆ  ได้แรงสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่ที่เขาเคยเอ็นดูมัน  ผลที่สุดมันก็ตั้งหลักใหม่ได้ที่ตากบ้านเกิดนั่นเอง  ขยันทำมาหากินแค่พักใหญ่ครอบครัวมันก็มีฐานะเข้าขั้นอันจะกินทีเดียว

              หลายปีต่อมา  พวกเราที่อยู่กรุงเทพฯและเป็นนักเรียนเก่าโรงเรียนเดียวกัน  ตั้งแต่เกษียณอายุก็มักจะนัดพบปะคุยกันบ่อย      ทุกคนนึกถึงแต่ความหลังอันสดใส      เรานัดเจอกันเกือบทุกเดือน        เสมือนเป็นงานคืนสู่เหย้าบ้านเกิดที่ภูธรแต่มาจัดกันในกรุงเทพฯ   พวกเรารำลึกถึงผู้หลักผู้ใหญ่ที่เมืองตาก  พ่อแม่เพื่อนฝูงบ้าง  ครูบาอาจารย์บ้าง  คนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านบ้าง    ตอนหลังมีคนส่งข่าวให้ทราบว่า “ครูหนอม” อยู่ที่เมืองนนท์นี่เอง  อยู่กับลูกๆที่เป็นศิษย์เก่า “ตากพิทยา”รุ่นน้อง  เลยถือโอกาสเชิญครูให้มาร่วมสังสรรค์  จะได้เจอกับไอ้พวกลูกศิษย์ที่มันบ่นคิดถึงครู  บางคนมันก็คิดถึงรสไม้เรียว  บางคนก็คิดถึงท่าหยิกหน้าท้อง ที่หยิกแล้วครูชอบยกมือที่กำลังหยิกขึ้นจนเราต้องเขย่งเท้า  และบางทีก็ขยับดึงไปทางซ้ายบ้างขวาบ้าง  พวกเราชำนาญในการขยับตัวตามมือครูอย่างคล่องแคล่วกันทุกคน  บรรเทาการเจ็บได้เยอะและครูเองก็ไม่ว่ากระไร  เป็นที่จดจำจนบัดนี้  ที่โดนครูทำโทษน่ะ  มันเหมาะแก่โทษานุโทษทั้งนั้น  พวกเราได้ดิบได้ดีเอาตัวรอดมาจนทุกวันนี้ก็เพราะไม้เรียวกับรอยหยิกนี่แหละ  เราหวังว่าถ้าครูมาเมื่อไร  ก็จะได้ชวนให้ครูคุยเรื่องเก่าๆให้ฟัง  ครูหนอมรับเชิญอย่างอารมณ์ดี 

                ในงานเลี้ยงครูพวกลูกศิษย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯมากันพร้อมหน้า ครูอารมณ์ดีเลยอารัมภบทอย่างยืดยาวเพราะไม่ได้เจอกับลูกศิษย์พวกนี้มานานโข  บอกว่าครูเองนี้เสมือนหนึ่งเป็นคนแจวเรือจ้าง  เอาพวกนักเรียนนั่งเรือไปส่งข้ามฟากมานับเที่ยวไม่ถ้วน  พวกรุ่นแรกๆครูยังฟิตเปรี๊ยะก็สอนยิมนาสติกหนักกว่าพวกรุ่นหลัง  คนหนึ่งที่มันต่อตัวอยู่ยอดสุดของกระบวนท่าผาดโผน  ได้ข่าวว่ามันรับราชการไปไกลเป็นถึงพลเรือเอก  และอีกหลายคนก็เรียนหนังสือจบปริญญา  ทั้งตรีโทเอก  หลายคนเป็นพ่อค้าคหบดีของจังหวัด  ได้ดีกันเกือบทุกคน  ยกเว้นอยู่คนเดียว  รุ่นพวกเธอนี่แหละ  มันคือ “ไอ้ระ”ไงล่ะ มันมีแววนักเลงตั้งแต่ตอนเรียนหนังสือแล้ว ครูติดตามข่าวมันโดยตลอดด้วยอดห่วงมันไม่ได้ ทั้งๆที่ตอนเรียนโดนมันรวนเสียตบะแทบแตก แต่ครูไม่กลัวมันดอก ตอนนั้นครูยังพอมีเรี่ยวมีแรงที่จะอัดกับมันได้ ตอนหลังๆนี้ครูไม่เจอมันเลย รู้แต่ว่ามันย้ายไปอยู่นครสวรรค์

               วันหนึ่ง  หลายปีมาแล้ว  ครูต้องเดินทางคนเดียวไปตากเพื่อเยี่ยมญาติ    ลงรถไฟที่นครสวรรค์แล้วต้องต่อรถสองแถวไปตาก  สมัยนั้นยังไม่มีรถทัวร์  ครูต้องนั่งหน้าข้างคนขับติดอยู่ด้านนอกรถ  และเป็นที่นั่งที่ครูชอบเพราะมันโปร่งไม่อึดอัดเหมือนในรถ  เสียอย่างเดียวที่ๆนั่งเล็ก  ขยับตัวลำบากมาก  ถ้ามีเรื่องฉุกเฉินขึ้นมาคงจะฉุกละหุกพิลึก  ตอนนั้นน่ะครูก็แก่มากแล้ว  จะหนีจะสู้กับใครก็ไม่เหมือนก่อน  ความเป็นครูพละเห็นท่าจะช่วยอะไรไม่ได้มากนัก  แม่ไม้มวยไทยในที่แคบๆก็ไม่มีในสาระบบ  วิชากระบี่กระบองก็ยิ่งแล้วใหญ่  กระบองไม่มีติดมือแล้วจะไปสู้รบปรบมือกับใคร  ตอนนั้นใกล้จะได้เวลารถออกเดินทาง แต่คนรถขอจัดของบนหลังคารถให้เรียบร้อย  เลยต้องจอดข้างถนนแถวๆตลาด  ครูได้ยินคนส่งเสียงคุ้นหูเอ็ดตะโรด่าชาวบ้านจนทุกคนต้องหันไปมอง  ซึ่งรวมทั้งครูด้วย  นึกว่าใคร  ไอ้ระตัวแสบนั่นเอง  ครูเบี่ยงตัวหลบจากสายตาที่มันมองทางครู  ครูได้ยินเสียงมันสนั่นหวั่นไหวเล่นงานคนหลายคนที่เดินผ่านไปมา  ทั้งๆที่ครูหลบพ้นสายตามันทัน แต่ก็ต้องระวังตัว  เพราะตอนมันร้ายในโรงเรียนมันเคยทำท่าจะสู้กับครูด้วยซ้ำ  มันหาว่าครูอคติกับมันชอบทำโทษแต่มันคนเดียว ตอนนั้นครูแกล้งเฉยทำไม่รู้ไม่ชี้  ทำเป็นไม่รู้ตัวว่าจะถูกมันทำร้าย  มันเลยชะงัก แต่ก็ส่งคำขู่มาให้ครูหลายต่อหลายครั้ง  หากใจไม่แข็งละก็  ป.ส.ด.แน่ๆ                                                      

                เพราะรถมันเริ่มเคลื่อนเลี้ยวเข้าแนวกลางถนนอย่างช้าๆ  เลยทำให้ครูต้องหันกลับมาเจอสายตาไอ้ระจนได้อย่างจัง  มันตกตะลึงยืนตัวแข็งอยู่กับที่  ครูเองก็เตรียมตัวปะทะกับมันเพราะหมดทางที่จะหลบหลีก  ครูกวักมือเรียกมันพร้อมดุเสียงลั่นถนนว่า  ถ้ายังไม่เลิกเกเรครูจะเฆี่ยนให้หลังลาย  ไอ้ระมันบังคับให้รถจอดเดี๋ยวนั้นอย่างองอาจ  แล้วพุ่งตัวถลาเข้ามาหาครูอย่างรวดเร็ว  สองมือพนมที่หว่างคิ้วกราบลงกับตักครู  พวกเธอเชื่อไหมมันสะอื้นเหมือนเด็กๆ  มันบอกว่าคิดถึงครูเหลือเกิน  กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว  ยิ่งตอนหลังมีคนมาชักนำให้มันชั่วช้ายิ่งขึ้น ทำให้มันเป็นทุกข์ทั้งกายทั้งใจ สงสัยการเป็นนักเลงโตของมันคงทำให้คนอื่นเดือดร้อน  เสียชื่อไปถึงโรงเรียนและครูบาอาจารย์  มันจะขอเลิกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป  ลูกเต้ามันจะได้มีความสุขเหมือนครอบครัวเพื่อนๆสักที  ครูลูบหัวมันและให้พรมันว่า  ไอ้ระเอ๋ย  ชีวิตคนไม่เคยสายสำหรับทำความดีหรอก  เอ็งจะต้องพบความสุขความเจริญกับเขาเสียที  เริ่มทำตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเถอะ  เชื่อครูเถิดนะ เอ็งต้องสัญญากับครูนะ  ไอ้ระปล่อยโฮออกมากลางตลาดเสียงดังลั่น  ครูเล่าจบพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า  ไอ้พวกคนฟังก็พอๆกัน  เปี่ยมทั้งสุขและน้ำตา                                                                                   

เอ็งเจอครูครั้งสุดท้ายเมื่อไรวะ     

ข้ากับไอ้ดอกเตอร์ตุ๊เพิ่งไปหาครูเมื่อเดือนกว่าๆนี้เอง  ครูถามถึงพวกเราทุกคนเลยเอ็งรู้ไหม

เอ็งล่ะ  ข้าว่าไม่ได้พบครูกว่า ๕๐ ปีแน่ๆเลย

เออซีวะ  เพราะข้าอยู่แต่บ้านนอกตลอดเลยนี่หว่า

ในหนังสือเขาบอกหรือเปล่าว่าครูอายุเท่าไร  ข้าว่าเกินเก้าสิบแน่ๆ  แก่กว่าครูทุกคนที่ยังมีชีวิตอยู่

ครูเสียชีวิตด้วยโรคชรา  ก่อนท่านจะจากพวกเราไม่นานมานี้  ท่านยังกล่าวถวายสังฆทานได้แจ๋วเหมือนเดิม  ดีกว่าพวกลูกศิษย์ที่มาวันนี้ทุกคนอีก  หรือใครจะว่ายังไง

                                                                        

                เสียงคนกระซิบกระซาบคุยข้อความข้างบนนี้กันเบาๆ ที่หน้าเมรุฯวัดพระศรีมหาธาตุฯเมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว   คนกลุ่มนี้เป็นลูกศิษย์ครูหนอม หรือ “อาจารย์ถนอม สังขพิทักษ์” ที่เราเคยเรียนกับครูที่โรงเรียนตากพิทยาคมมาด้วยกัน  งานพระราชทานเพลิงศพครูมีแขกเหรื่อจากทุกสารทิศ  มาจากแม่สอดก็กลุ่มใหญ่  จากสันกำแพงก็มี  เพราะครูเกษียณอายุที่นั่น  ลูกศิษย์รุ่นแรกๆที่โรงเรียนตากฯคนที่เป็นพลเรือเอกก็มาทอดผ้า  ครูหยั่งรู้แล้วคงปลื้มใจน้ำตาไหลอีกละซิ  ครูครับ… ไอ้ลูกศิษย์ที่ครูห่วงที่สุดก็ยังมา ไอ้ระเนื้อต้วสกปรกมอมแมมจากต่างจังหวัดมาถึงเกือบหลังเพื่อน มันรีบขึ้นเมรุฯไปกราบครูด้วยดอกไม้จันทร์แทนหญ้าแพรกดอกมะเขือ มันเงยหน้าน้ำตานองมองหาครูไปที่เพดานเมรุฯ   เพราะมันแว่วเสียงครูพูดกับมันคนเดียวที่ข้างหู    “โถ… ไอ้นักเรียนหัวไม้ของครู” 


 

 

 

   

               


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 ศุภฤกษ์ , sorkanchana ถูกใจสิ่งนี้ (2)
sorkanchana วันที่ : 07/10/2012 เวลา : 05.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sorkanchana

ขอบคุณมากพ่อหนุ่มศุภฤกษ์ ผมเล่าเรื่องนี้เป็นการบูชาครู ขณะเล่าน้ำตาก็ยังไหลเหมือนกันเลย

ครูครับ คืดถึงครูครับ

ความคิดเห็นที่ 1 sorkanchana ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ศุภฤกษ์ วันที่ : 06/10/2012 เวลา : 23.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suparurk


เรื่องนี้มาแนวซึ้งน้ำตาไหลเลยครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน