*/
  • เสาะหา
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2008-03-17
  • จำนวนเรื่อง : 51
  • จำนวนผู้ชม : 82524
  • จำนวนผู้โหวต : 9
  • ส่ง msg :
  • โหวต 9 คน
วันพุธ ที่ 10 ตุลาคม 2555
Posted by เสาะหา , ผู้อ่าน : 498 , 09:24:06 น.  
หมวด : นักข่าวอาสา

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อ่านบทความของ ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ : นักเศรษฐศาสตร์ทนไม่ไหวแล้ว กับความเลวร้ายเรื่องจำนำข้าว ในมติชนเห็นว่าเป็นประโยชน์ควรเผยแพร่ให้ทราบในวงกว้างกันต่อไป

ในทรรศนะของผู้เขียนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์
เป็นนโยบายสาธารณะที่เลวที่สุดที่ประเทศเคยผิดโดยเฉพาะจากรัฐบาลประชาธิปไตยที่ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก

อาจเป็นอุทาหรณ์ก็ได้ว่าการแข่งขันทางการเมืองสามารถผลิตนโยบายเลวๆ ออกมาได้
เพียงเพื่อต้องการชัยชนะในการเลือกตั้ง
สาเหตุที่นโยบายนี้เป็นนโยบายที่ใช้ไม่ได้มองจากเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ก็คือว่าถ้าเรามีเป้าหมาย
หรือ End ในการช่วยเหลือชาวนาเพราะชาวนาเป็นกลุ่มคนที่ยากจน (สมมุติว่า
สมมติฐานนี้ถูกต้องซึ่งจริงๆ อาจไม่จริง)
และสังคมต้องการกระจายรายได้จากกลุ่มคนอื่นไปสู่พวกเขา
เราอาจจะกล่าวได้ว่าวิธีการที่ใช้ในการบรรลุเป้าหมายนี้สามารถมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าโครงการที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ
เกิดความสูญเปล่าไร้ประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
เนื่องจากโครงการมีการออกแบบที่ผิดในหลักการ
แม้ให้สามารถมีการจัดการให้เกิดการทุจริตน้อยที่สุดหรือหมดไป
โครงการรับจำนำข้าวก็เป็นนโยบายที่ไม่ดีหรือไม่ถูกต้องอยู่นั่นเอง

โครงการนี้ถ้าผู้ร่างนโยบายของพรรคเพื่อไทยไม่โง่เขลาเบาปัญญา
ก็คงต้องเป็นเพราะความบ้าบิ่น
หรือเป็นเพราะแรงผลักดันของการแข่งขันทางการเมืองเพื่อเอาชนะเลือกตั้งให้ได้ทั้งที่ผ่านมาและในอนาคต
ที่ผู้เขียนคิดว่าโง่เขลาและเบาปัญญานั้นเป็นเพราะว่า
โครงการนี้ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จไม่ว่าจะมีเป้าหมายอยู่ที่เรื่องใด
เพราะผู้ออกแบบโครงการขาดความเข้าใจหรือเข้าใจผิดคิดว่ารัฐบาลจะสามารถเอาชนะกลไกตลาดข้าวซึ่งเกิดจากการทำงานของอุปสงค์อุปทานของข้าวในตลาดโลกทั้งการผลิตและการค้า
ผู้ออกแบบโครงการเชื่ออย่างผิดๆ คิดแบบง่ายๆ
ว่าถ้ารัฐบาลจะผูกขาดการซื้อข้าวทุกเม็ดที่ผลิตโดยชาวนา
และเพื่อช่วยให้ชาวนามีรายได้สูงตั้งราคาให้สูงกว่าราคาตลาดไว้มากๆ
เก็บข้าวไว้สักระยะเวลาหนึ่ง ทยอยขายเมื่อเห็นว่าได้ราคาที่เหมาะสม เช่น
มีกำไรหรือขาดทุนไม่มาก อำนาจผูกขาดนี้ย่อมมีลักษณะเป็น win-win

คือสามารถชนะใจชาวนาโดยรับซื้อข้าวในราคาสูงกว่าตลาดได้อย่างมากๆ
และถ้าขายได้ในราคาที่สูงในอนาคตก็สามารถคุยโม้ได้ว่าเป็นเพราะฝีมือซึ่งจริงๆ
อาจจะเป็นโชคชั่วครู่ชั่วยามไม่ยั่งยืน
ขณะเดียวกันถ้าขาดทุนมากหรือน้อยก็ตามก็สามารถชักแม่น้ำทั้ง 5
อ้างว่าขาดทุนไปบ้างก็ไม่น่าจะเป็นไรเพราะว่าขาดทุนเพื่อชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ไม่เห็นจะเป็นไร
หาเหตุผลมาอธิบายได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง

เนื่องจากผู้เขียนอยู่ต่างประเทศไม่ได้มีโอกาสร่วมลงชื่อด้วยคนหนึ่ง
แต่ผู้เขียนรู้สึกดีใจเมื่อทราบว่าคณาจารย์กว่าร้อยคนร่วมกันลงชื่อเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยับยั้งหรือยุติโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล
เท่าที่ทราบจากสื่อมวลชน ดร.อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือที่เรียกกันว่า นิด้า
เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในงานนี้

แม้ว่าในที่สุด
กลุ่มคณาจารย์นี้จะไม่สามารถยับยั้งหรือยุติโครงการนี้ได้ด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาและมีการไต่สวนสืบหาข้อเท็จจริง

ผู้เขียนก็คิดว่าสังคมจะได้ประโยชน์เพราะจะทำให้เกิดการเรียนรู้กว้างขวางเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับปัญหาของโครงการนี้อย่างแน่นอน




ผู้เขียนเห็นด้วยกับคณาจารย์ที่ยื่นร้องทุกข์ต่อศาล
ว่าโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลนี้ขัดกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 84 วรรค 1
ซึ่งกล่าวได้ว่า


"มาตรา 84 : รัฐต้องดำเนินการแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจ
ดังต่อไปนี้ :

(1) สนับสนุนระบบเศรษฐกิจระบบเสรีและเป็นธรรม
โดยอาศัยกลไกตลาด และสนับสนุนให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและหลักเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
และต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน
เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ
รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม
หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค"

แม้โครงการนี้จะมีปัญหาไม่เหมาะสมมากมายไม่ว่าจะมองจากแง่มุมใด
แต่ผู้เขียนก็คิดว่าเหตุผลเดียวที่สำคัญที่จะสามารถยุติโครงการนี้ได้หรือต้องปรับปรุงกระบวนการจำนำข้าวที่ทำในขณะนี้ใหม่หมดก็เพราะมันขัดกับรัฐธรรมนูญตามมาตรา
84(1) หรืออาจจะขัดกับมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า
"บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจกรรมหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม..."
โดยหลักการและเหตุผล มาตรา 84(1) และหรือมาตรา 43
น่าจะเป็นเหตุผลที่ศาลพึงรับไว้พิจารณาได้มาก

ในข้อเท็จจริงตลาดสินค้าเกษตร
เช่น ข้าว แม้จะเป็นตลาดสินค้าที่มีความไม่สมบูรณ์ เช่น ในเรื่องสารสนเทศซึ่งจริงๆ
ในโลกแห่งความเป็นจริงก็มีปัญหาในตลาดสินค้าเอกชนจำนวนมาก โดยเฉพาะตลาดการเงิน
แต่ตลาดข้าวก็ไม่ใช่ตลาดที่มีการผูกขาดโดยธรรมชาติ หรือเป็นสินค้าสาธารณะ (Public
goods) เช่น การป้องกันประเทศ หรือเป็นกิจการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา รถไฟ
ที่วิสาหกิจเอกชนอาจไม่สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่ารัฐ
(แม้กระนั้นในความเป็นจริงก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป) ในกลุ่มสินค้าประเภทข้างต้น
ความจำเป็นที่จะให้กิจการเป็นของรัฐหรือมีการให้บริการโดยรัฐแทนเอกชนจึงอาจมีเหตุผล

แต่ตลาดข้าวเป็นสินค้าเอกชน
แม้ราคาปริมาณการผลิต
อุปสงค์อุปทานในระยะสั้นและระยะยาวจะขึ้นอยู่ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ
ปัจจัยภายในและภายนอกประเทศเหนือการควบคุมของชาวนาหรือรัฐบาลหรือของผู้มีส่วนร่วมในตลาด
แต่ตลาดข้าวในลักษณะนี้ กลไกตลาดอุปสงค์อุปทานก็ทำงานได้
ถ้าราคาข้าวหรือราคาสินค้าเกษตรอื่นๆ
ในระยะสั้นหรือระยะยาวไม่อยู่ในระดับที่จะทำให้รายได้ของเกษตรกรผู้ผลิตสูงพอๆ
กับการมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี รัฐบาลทุกประเทศก็มีการให้เงินอุดหนุน
มีการพยุงราคาในรูปแบบต่างๆ
หรือมีการประกันรายได้ขั้นต่ำที่ชาวนาชาวไร่พึงได้รับ

ตลาดที่ทำงานในลักษณะนี้
ไม่ใช่ตลาดที่ล้มเหลว หรือ Market failure ที่รัฐต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนที่เอกชน
โดยการรับซื้อข้าวเปลือกและสีเป็นข้าวสารทุกเม็ดเพื่อขายต่อในฐานะเป็นผู้ซื้อข้าวเปลือกรายเดียวจากชาวนา
หรือขายข้าวสารให้ผู้ส่งออกหรือเป็นผู้ผูกขาดธุรกิจค้าข้าวเหมือนที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้
(ยังไม่พูดถึงพฤติกรรมอดีตที่รัฐบาลเป็นพ่อค้ารายใหญ่ แต่ซื้อแพง ขายถูก และขาดทุน)
เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงคิดว่าช่องทางการต่อสู้โดยวิธีมาตรา 84 (1)
จึงเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องแล้ว



ที่ผู้เขียนเป็นห่วงคือความเข้าใจของศาลและสังคม
นักเศรษฐศาสตร์นั้นตระหนักดีว่าโครงการรับจำนำข้าวนั้นมีมิติที่เกี่ยวข้องทั้งในหลายมิติ
เช่น หนึ่ง มิติการจัดสรรทรัพยากรของสังคมที่มีอยู่อย่างจำกัดต้องมีประสิทธิภาพ
นักเศรษฐศาสตร์ต้องอธิบายให้สังคมและศาลเข้าใจว่าไม่ว่าสังคมไหนในระยะยาวจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนและมั่นคงจะต้องเป็นสังคมที่มีประสิทธิภาพโดยไม่ละเลยมิติเรื่องความเท่าเทียมกันหรือความเป็นธรรมในการกระจายรายได้
สอง
มิติการกระจายรายได้จากผู้เสียภาษีทั่วไปสู่ชาวนาระดับหลายล้านครัวเรือนที่ขายข้าวให้รัฐได้ราคาสูงกว่า
(จริงๆ รัฐเป็นผู้ซื้อขาด ไม่ใช่จำนำตามที่เรียกชื่อ) ราคาตลาดมาก

สาม
มิติการบริหาร การรับซื้อที่ก่อให้เกิดต้นทุนแก่รัฐ แก่สังคม
แต่สร้างรายได้ประเภทส้มหล่นหรือลาภลอยหรือเป็นส่วนเกิน (rent)
แก่ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย ตั้งแต่โรงสีจนถึงผู้ส่งออกซึ่งมักจะได้ Jackpot
ซื้อข้าวจากรัฐบาลในราคาที่รัฐขายขาดทุน หรือมีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ

สี่
มิติของความเสียหายในด้านความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดข้าวโลก
เพราะรัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้มากมายในราคาที่สูงกว่าความเป็นจริงโดยพิจารณาจากอุปสงค์อุปทานของตลาดการค้าข้าวโลก
ทำลายกลไกการค้าข้าวของเอกชนซึ่งเคยมีประสิทธิภาพและมีการพัฒนาเรื่อยมา
ยังไม่พูดถึงมิติความเสียหายทางการคลังที่จะตามมาอีกมากมายในระยะยาว
รวมทั้งความเจริญเติบโตของประเทศที่จะต้องถูกกระทบ

นักเศรษฐศาสตร์จะเหนื่อยและเป็นฝ่ายเสียเปรียบเมื่อมีประเด็นที่สังคมต้องเลือกระหว่างประสิทธิภาพความเจริญเติบโตที่นักเศรษฐศาสตร์เน้นมาก
(นักเศรษฐศาสตร์เชื่อว่าเศรษฐกิจสังคมที่จะยั่งยืนได้ต้องเป็นสังคมที่มีประสิทธิภาพ)
กับการ

กระจายรายได้ความเป็นธรรมที่ต้องให้ชาวนาเกือบ 4
ล้านครัวเรือน
สังคมไม่สนใจว่าชาวนากว่าหนึ่งล้านครัวเรือนไม่ได้รับประโยชน์จากการจำนำข้าว
สังคมอาจไม่สนใจการทุจริตรั่วไหล
และสังคมไม่เข้าใจและไม่ค่อยเข้าใจกลไกตลาดเสรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ไม่เข้าใจว่าถ้ากลไกตลาดข้าวในประเทศถูกทำลาย ทำงานไม่ได้หมายถึงอะไร
ประเทศเสียหายอย่างไรในระยะยาว
ตราบใดที่ราคาข้าวไม่แพงในประเทศเขาก็ไม่เดือดร้อน

ถ้าศาลคิดแบบสังคมส่วนใหญ่คิด หรือตามกระแสสังคม
นักเศรษฐศาสตร์คงเหนื่อยแน่

ที่มา  หนังสือพิมพ์มติชน 10 ตุลาคม 2555

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน