*/
  • สายลมลอย
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-16
  • จำนวนเรื่อง : 142
  • จำนวนผู้ชม : 296020
  • จำนวนผู้โหวต : 204
  • ส่ง msg :
  • โหวต 204 คน
<< กุมภาพันธ์ 2016 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559
Posted by สายลมลอย , ผู้อ่าน : 1527 , 22:24:21 น.  
หมวด : ต่างจังหวัด

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน เฟื่อง , วรรณสุข และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

1.ในความทรงจำ



ยังมีความทรงจำบางอย่างเกี่ยวกับขี้ค้างคาวและการดำนาปลูกข้าวตกค้างอยู่ในจิตสำนึก   

เมื่อครั้งยังเป็นทโมนน้อยที่ไม่ค่อยได้วิ่งเล่นกับเพื่อนเท่าไรนัก ด้วยว่าต้องเป็นแรงงานหนึ่งในท้องทุ่ง  แรงงานเล็กๆ ด้วยสองมือน้อยๆ ช่วยดึงหญ้าที่พ่อแม่ลากมากกองๆ ไว้ก่อนที่จะขนไปกองไว้บนคันนา โปะคันนาให้กว้างขึ้นหนาขึ้น  และเป็นการเตรียมแปลงก่อนปักดำต้นกล้า

อีกภาระเป็นงานที่สบายหน่อยคือ การลากกาละมังขี้ค้างคาวเพื่อให้คนดำนาได้จุ่มรากกล้าข้าวก่อนการปักดำ ก็แค่เอาเชือกผูกกาละมังปลายสายอีกด้านมาผูกเอว เดินไปตรงนั้นตรงโน้นที่มีคนร้องขอต้นกล้าขณะปักดำ

ขี้ค้างคาวหายาก บางปีเราไม่มี ยุคนั้นปุ๋ยเคมียังไม่มีเข้ามาในหมู่บ้าน เรากินข้าวไร้เคมีอย่างเอร็ดอร่อยและปลอดภัย สอบถามคนแก่ในหมู่บ้านที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปได้ความว่า เราหาปุ๋ยพวกนั้นมาจากคนบนเหนือ คือคนบนพื้นที่สูงที่มีภูเขา มีถ้ำค้างคาว  พวกเขาหอบหิ้วใส่กระสอบมาขายในหมู่บ้านบ้าง ฝากขายไว้ในตลาดบ้าง มีน้อย หายาก จึงไม่ใช่ทุกบ้านจะได้ใช้

สีแดงๆ ของปุ๋ยขี้ค้างคาว อาจจะปนดินในถ้ำ หรือหลอกว่าเป็นขี้ค้างคาวก็ไม่อาจทราบได้ มีก็ใช้ ไม่มีก็ไม่ใช้ เพราะจริงๆ ก็แค่จุ่มรากข้าวตอนปักดำเท่านั้นเอง  

ต้นกล้าต้นน้อยมีปุ๋ยรออยู่ที่ราก อาจเป็นสารอาหารหลักของข้าว ไม่นานก็แตกกออวบอ้วน

นอกจากขี้ค้างคาวตอนปักดำเราไม่ได้ใช้ปุ๋ยตัวไหนมาใส่ในนาอีกเลย ต้นข้าวไม่มีเหลืองบักโกรกขาดสารอาหาร  นั่นเพราะเรามีดินดีเป็นฐานอยู่แล้ว เราใช้ควายในการไถทำ คราด ฯลฯ ควายก็ช่วยกันอึใส่ท้องทุ่งให้ปุ๋ยและจุลินทรีย์เพิ่มเข้าไปอีกทาง

ช่วงต้นปี 2559 มีข่าวร้ายข่าวหนึ่งที่ทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนเรื่องราวที่เคยตั้งใจไว้เมื่อเกือบสิบปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้ลงมือ

ข่าวร้ายที่ว่านั่นคือข่าวเขาถ้ำทอง จ.ลพบุรี พังถล่มทับชาวบ้านปีนไปเก็บขี้ค้างคาวทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นั้น

ใช่ครับ..ส่วนใหญ่ค้างคาวอาศัยอยู่ในถ้ำหรือสิ่งก่อสร้างที่มืดอับชื้นและไร้ผู้คนรบกวน อยู่อาศัยเป็นเวลานาน ขี้ก็ทับถมสูงขึ้น  ถ้ำบางแห่งในบางยุคสมัย(หรืออาจจะยุคสมัยนี้ด้วย?)มีการสัมปทานจากรัฐอย่างเป็นหลักเป็นฐาน  ไม่ใช่ต่างคนต่างขุดคุ้ยกันเอาอย่างง่ายๆ เหมือนในถ้ำเล็กๆ ที่อาจะไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อนนอกจากชาวบ้านในละแวก  และถูกเก็บเป็นความลับเรื่อยมา

ของมีคุณค่า ราคาแพง ความต้องการใช้ยังคงมี มูลค่าของการสัมปทานอาจสูงลิบลิ่วเกินจินตนาการของชาวบ้านอย่างเรา   


2.ย้อนแสง




ผมเคยประกอบอาชีพเป็นช่างภาพ – เป็นช่างภาพโดยอาชีพ นอกเหนือจากงานที่ต้องรับผิดชอบในฐานะงานประจำซึ่งไม่พ้นเรื่องถ่ายภาพ ลำดับภาพ ฯลฯ โดยความชอบส่วนตัวผมชอบบันทึกภาพแสงใต้ใบไม้ นั่นหมายถึงผมต้องช้อนกล้องเงยขึ้นหรือมองสวนย้อนแสงไปหาความทึบ โปร่งหรือสว่างโพลนของใบไม้ที่ต้องแสงตะวัน

สีเขียวไล่เฉดไล่ความสว่างที่มีระดับของมัน ขึ้นอยู่กับสภาพแสงผ่านกลุ่มเมฆ หรือแสงจ้าในวันที่ท้องฟ้าปรอดโปร่ง และสภาพความหนา,บางของใบไม้แต่ละชนิด

หนึ่งในนั้นผมชอบไม้บ้านๆ อย่างต้นเหรง หรือต้นสิเหรง พืชตระกูลปาล์ม รูปพรรณสัณฐานคล้ายต้นค้อที่ใครหลายคนอาจคุ้นตามากกว่า แต่มันมีความต่างบางอย่างที่คนที่ไม่เคยรู้จักอาจไม่ทันสังเกต

ปลายใบของต้นค้อ จะมีเส้นก้านใบเลื้อยยาวออกมาจากใบ กลายเป็นเส้นๆ ห้อยติดใบทุกทางใบ

ค้อมีลำต้นสูงลิบลิ่ว โตไว(ในระยะอายุใกล้เคียงกับสิเหรง  แต่สิเหรงจะเตี้ยกว่า) กลุ่มทางใบของค้อจะสั้นกว่าทางใบของสิเหรง 

เท่าที่สังเกตในจังหวัดเดียวกัน ภูมิถิ่นของค้อจะอยู่ในระดับน้ำทะเลที่สูงกว่าสิเหรง และไม่ค่อยพบต้นค้อในพื้นราบ(มีบ้างแต่น้อย อาจเป็นเพราะชาวบ้านหาประโยชน์จากต้นค้อไม่ได้ หรือน้อยกว่าสิเหรงหลายเท่า จึงตัดโค่นทิ้งไป)

ครับ ผมชอบต้นสิเหรง ทั้งด้วยประโยชน์จากใบที่ใช้มุงหลังคาบ้าน ขนำ(กระต๊อบ) ฯลฯ กั้นเป็นฝาบ้านก็ยังได้

ในมุมมองทางศิลปะการถ่ายภาพ แสงใต้ใบต้นสิเหรงจะมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นใบที่มีความสมบูรณ์แบบ ไม่มีร่องรอยฉีกขาดหรือใบที่มีรอยแหว่งเว้าหรือเปลี่ยนสีผิดแปลก แสงใต้ใบสิเหรงก็ยังคงดึงดูดผมเข้าหาอยู่ทุกบ่อยที่มีโอกาส

 
3. ชีวิตใต้ใบไม้



ด้วยว่าชอบต้นสิเหรงจึงปลูกต้นสิเหรงไว้ในสวน กะว่าวันหนึ่งจะได้ใช้ใบมามุงหลังคาศาลานั่งเล่น   

ในสวนขี้คร้านมีอยู่สามต้น ต้นหนึ่งโดนไถทิ้งเพราะต้องใช้พื้นที่มาทำบ่อเก็บน้ำ อีกสองกำลังโต ใบไม่สวยเพราะอยู่ใต้ร่มไม้อื่น ที่น่าแปลกคือหลายใบถูกอะไรบางอย่างกัดรอบๆ โคนก้านใบ  จุดรวมของก้านใบอ่อนแอเพราะการกัดทำให้ก้านใบทั้งหมดลงเหมือนร่มที่ถูกหุบห้อยแขวนไว้อย่างนั้น 

แรกๆ ไม่คิดว่าจะมีอะไรใต้ใบนั้น เข้าใจว่ามันถูกหนอนบางชนิดกัดกินตั้งแต่ใบพวกนี้ยังเป็นใบอ่อน แต่ไม่ใช่ มันถูกกัดตอนที่มันกางใบออกเต็มที่แล้ว

เมื่อย่องเข้าไปมองจากข้างใต้จะเห็นชีวิตน้อยๆ ห้อยหัวอยู่ในนั้น  

ค้างคาวผลไม้นั่นเอง

ผมเคยถ่ายภาพตัวเป็นๆ ใต้ใบนั่นได้นะ แต่ไฟล์พวกนั้นเสียหายหมดแล้ว

นับเป็นความประณีตบรรจงจนอยากเห็นตอนพวกกำลังสร้างบ้านชั่วคราวเพื่ออาศัย อาจค่อยๆ กัดจนก้านใบอ่อนล้าหรุบใบลงลู่เป็นทรงกระบอกสามารถกันแสงจากรอบข้าง กันฝนและน้ำค้างจากด้านบน  พรางตานักล่า  และกลายเป็นบ้านอันอบอุ่นปลอดภัยในเวลาเดียวกัน




ตั้งแต่จำความได้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ที่มีสวนผลไม้ไม่ว่าจะเป็นสวนสมรม สวนพ่อเฒ่า หรือวนเกษตร (ปลูกรวมๆ กันไป)จะมองว่าค้างคาวเป็นศัตรูที่เข้ามาแย่งกินผลไม้ในสวน ทำให้ขายไม่ได้ มีตำหนิ หรือแม้แต่ถูกถล่มจนหมดต้น ไม่ว่าจะเป็น ลางสาด เงาะ กล้วย ชมพู่ หรือไม้ผลเปลือกบางหลายชนิดเป็นอาหารของค้างคาวผลไม้ตัวน้อยๆ พวกนี้

แต่หากชาวสวนใจกว้างอีกนิด สังเกตสังการอบๆ สวนสักหน่อยจะเห็นเองว่า ใต้ต้นไม้ใหญ่ในสวนจะมีต้นไม้เล็กๆ ที่เกิดจากเมล็ดไม้ผลหลากชนิดหลายพันธุ์งอกงามโดยไม่รู้ว่ามันมาอยู่ได้อย่างไร

นั่นแหละ...ฝีมือเจ้าตัวเล็ก ผู้อาศัยความมืดเป็นทางด่วนออกหากินและเผยแพร่เมล็ดพันธุ์ให้งอกงาม และหลากหลาย  เป็นวงวัฏหนึ่งในอีกหลากหลายผู้ปิดทองหลังพระ เป็นแรงงานนักปลูกป่าที่มองไม่เห็นตัว

ตัวโตขึ้นมาอีกหน่อย เป็นค้างคาวแม่ไก่ ซึ่งเราจะไม่ได้พบตัวใกล้สวนเท่าไหร่ ส่วนจะไปรวมฝูงตามต้นไม้ใหญ่ที่ไหนไม่อาจรู้ได้ มีบางเวลาเท่านั้นที่กลุ่มของค้างคาวแม่ไก่จะบินเข้ามาในสวนเรา เวลาที่ไม้ผลของเราสุกงอมหอมหวาน

จริงๆ แล้วมีอีกด้านที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลยคือค้างคาวกลุ่มนี้(กลุ่มค้างคาวแม่ไก่)เป็นนักผสมเกสรให้แก่ดอกทุเรียน ด้วยว่าในดอกทุเรียนนั้นมีน้ำหวานที่ค้างคาวชอบกิน



เจอมากับตัวเองเลยเล่าได้

ในหมู่บ้านบางสวนยังมีต้นทุเรียนบ้านอยู่หลายสวน ดอกทุเรียนบานยามค่ำคืน เวลาเดียวกันกับที่ค้างคาวออกหาอาหาร – อะไรจะเหมาะเจาะกันขนาดนั้น

พรานนักล่าประจำหมู่บ้านดันรู้ทางเหล่านี้และยิงมันตายคากิ่งทุเรียนสูงลิบลิ่ว – ตายในหน้าที่ที่ธรรมชาติมอบให้

ถ้าเพียงจะให้เขาทำหน้าที่ของเขา – เรารอรับผล ต่างฝ่ายต่างได้ ไม่ดีกว่าหรือ?



ผมจะทำอะไรได้ นอกจากจะบันทึกภาพ บอกกล่าวเล่าเรื่องเล็กน้อย และร้องขออีกสองสามคำเพื่อไม่ให้พวกเกลียดขี้หน้าเท่านั้น

เท่านั้นจริงๆ

ในวงที่กว้างขึ้น ก็มาเล่าตรงนี้เล้าให้พวกคุณๆ ฟังกัน

เหมือนเรื่องเล่ารอบกองไฟ

เหมือนเรื่องเศร้ารอบกองไฟ

 
ช่วงที่ผมทำนาปลูกข้าว ช่วงนั้นนกบางชนิดที่กินเมล็ดข้าวของเรากำลังรุกหนัก วิธีการเดิมๆ ที่เราใช้ไล่นกไม่ค่อยได้ผลจึงใช้วิธีกางอวนเหนือพื้นที่นา เพื่อดักนก



เปล่าหรอก ไม่เคยมีนกตัวไหนมาติดอวนของเรา แต่รุ่งเช้าของทุกวันจะเห็นค้างคาวอย่างน้อยตัวสองตัวติดอวนอย่างทรมาน – หน้าที่แกะอวนออกจากผังผืดบางๆ เล็บคมๆ ของค้างคาวตัวน้อยๆ เป็นภาระของผม

เช้าวันที่สามผมถอดหลักเก็บอวนออกจากพื้นที่นั้น ด้วยว่าค้างคาวพวกนี้คือนักกินแมลงเหนือผืนนาข้าวของเรา ปล่อยให้เขามีชีวิต นั่นนับเป็นเรื่องดีที่สุดแล้ว     




4. บ้าน(ของ)ค้างคาว

หน้าบ้านผมปลูกต้นกล้วยพัดไว้ตั้งแต่ทำบ้านใหม่ๆ พร้อมๆ กับฝ้ายคำ รางจืดและสายหยุด ต้นไม้สามชนิดนี้เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่นจนบดบังทัศนียภาพที่เคยมีตั้งแต่สร้างบ้าน ยามค่ำคืนที่ฟ้ามืดสนิท ดาวดก เราสามารถนั่งดูดาวได้จากระเบียงหน้าบ้าน จิบน้ำร้อนเอนหลัง มองฟ้าอย่างมีความสุข
 
วันหนึ่งผมคิดอยากเปลี่ยนวิวกลับเป็นดังเดิม นั่นหมายถึงผมต้องตัดต้นไม้อย่างน้อยสามชนิด แต่งกิ่งตัดเถาว์อีกสองชนิด

ยังไม่ทันได้ลงมือ ก็พบว่าในกลุ่มใบกล้วยพัดซึ่งลู่ใบลงมาแนบต้นจนรกเรื้อนั่น เป็นที่อาศัยของค้างคาวเพื่อนรักอีกเช่นเคย 

ฤดูกาลผลไม้เมื่อไหร่ก็เห็นเมล็ดผลไม้กองเหลื่อนอยู่ใต้ต้นกล้วยพัด ต้นหูกวางต้นเล็กๆ งอกเต็มไปหมด ทั้งที่สวนขี้คร้านไม่เคยมีต้นหูกวาง

บางคืนยังได้ยินเสียงนกแสกมาร้องอยู่หน้าบ้าน

นั่นหมายถึงอะไรกัน ที่นี่คือถิ่นหากินอันอุดมหรือป่าอันดิบเถื่อนและรกชัฎ?


นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ต้นไม้พวกนั้นยังอยู่เหมือนเดิม – ค้างคาวก็ด้วย 
 
บางคืนที่กล้วยตานีรอบบ้านเริ่มสุก  จะเป็นคืนที่วุ่นวายตั้งแต่หัวค่ำเพราะเสียงร้องและเสียงสะบัดปีกของค้างคาวที่เข้ามากินกล้วยสุกจนต้องออกมาร่วมนั่งสังเกตการณ์ในความมืดพร้อมด้วยกล้องคู่กาย

กล้องที่ไม่มีแฟล็ชนอก  มีเพียงแฟล็ชติดหัวกล้องตัวเล็กๆ ที่ให้ความสว่างทีละภาพ และลุ้นรออีกนานกว่าระบบจะชาร์ตไฟเต็ม เพื่อเก็บภาพต่อไป

อย่างไรก็แล้วแต่ ผมอดทนรอ ทั้งยุงและแมลงกลางคืน เยี่ยวค้างคาวรดหัวจนกลิ่นฟุ้ง เป็นการถ่ายภาพสัตว์กลางคืนที่มีความสุขที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต 

โดยไม่ต้องคิดไกล ผมว่าค้างคาวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมากินกล้วยตอนนี้คือค้างคาวที่อยู่หน้าบ้านและในสวนผมเอง....ใต้ใบไม้แห่งนั้น  



จริงๆ ความคิดเรื่องไม่ต้องออกไปหาขี้ค้างคาวในถ้ำไหน ไม่ต้องเสี่ยงกับกลุ่มแอมโมเนียรุนแรง เสี่ยงกับถ้ำพังดินถล่ม คือเราต้องมีรังให้เค้ามาอาศัยเป็นสถานที่ประจำ ทำไมไม่ทำถ้ำหรือบ้านให้เขามาอาศัย โดยจ่ายค่าเช่าเป็นขี้ ปุ๋ยอย่างดีที่ต้นไม้ต้องการ

 ลองสืบค้นในอินเตอร์เน็ทพบว่ามีการสร้างบ้านให้ค้างคาวอยู่จริงๆ ด้วย ทำได้ไม่ยาก

ไม่แน่  พรุ่งนี้ผมจะทำบ้านให้ค้างคาวอยู่ อยากให้ปุ๋ยต้นไม้ต้นไหนก็ เอาไปติดแหมะกับต้นไม้ต้นนั้น

เข้าท่าไหม?

                                               ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

https://www.facebook.com/suankikran



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
วรรณสุข วันที่ : 20/02/2016 เวลา : 10.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/outofstep

อ่านสนุกมากๆ มีกลิ่นอายความเศร้าคละเคล้าจางๆ รู้สึกรักสัตว์ตัวจ้อยนี้ขึ้นเยอะเลยค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ย่าดา วันที่ : 19/02/2016 เวลา : 10.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

สมัยอยู่บางคล้า จั่วใต้หลังคาเป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาว ก็ปล่อยให้เขาอยู่อาศัยไป เราก็ใช้ประโยชน์จากขี้ค้างคาวมาทำเป็นขี้ใต้จุดไฟ เรียกว่าได้ประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
แม่หมี วันที่ : 18/02/2016 เวลา : 21.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

อ่านเพลิน นึกภาพตามไปด้วย
คำถามสุดท้ายนั่น ขอตอบว่า ทำเลยค่ะ เห็นควรอย่างยิ่ง

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
ลุงชาติ วันที่ : 18/02/2016 เวลา : 05.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongchat
http://www.facebook.com/lungchati

ความคิดต่าง
บางทีก็มีประโยชน์
ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่ง
ให้สมดุลย์ดีอยู่แล้ว
มนุษย์ต่างหากที่อยากเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ

ความคิดคำนึงในภาพสุดท้ายนั้นแจ่มชัดงดงาม


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน