• นักรักผู้อาภัพ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : tor_winner@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-10
  • จำนวนเรื่อง : 18
  • จำนวนผู้ชม : 37413
  • ส่ง msg :
  • โหวต 145 คน
++ “ถึงจะเป็นคนจน ไม่มีค่าทนาย ค่าศาล...ก็มีโอกาสขึ้นศาล ใครถูก ใครผิด...ตัดสินกันด้วยพยานหลักฐาน” จะไม่มีกำแพงความรวยความจนเข้ามากั้น ++
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/suknaseang
วันพฤหัสบดี ที่ 11 ตุลาคม 2550
Posted by นักรักผู้อาภัพ , ผู้อ่าน : 1644 , 11:40:21 น.  
หมวด : กฎหมาย

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

วันนี้ผมลาหยุดงาน เพราะเจอปัญหาฝนตกหนัก ก็เลยมีเวลามา update blog แล้วก็มาเจอบทความของมติชน เป็นบทความที่น่าสนใจ ก็เลยเอามาแนะนำให้เพื่อน ๆ ชาวบล้อกได้อ่านกันครับ
คณิต ณ นคร มอง"อำนาจตุลาการ" "เสาหลัก"ที่สั่นคลอน

***คณิต ณ นคร มอง"อำนาจตุลาการ" "เสาหลัก"ที่สั่นคลอน***

สัมภาษณ์พิเศษ

อริน เจียจันทร์พงษ์

"ศาลเรายังไม่ Active แต่เป็น Passive คือปล่อยให้มีการต่อสู้ ซึ่งผมว่าไม่ใช่ ศาลต้องเป็นตัวจักรสำคัญในการตรวจสอบค้นหาความจริง"

คงเป็นเพราะ 2 อำนาจหลัก ที่บัญญัติไว้ในรัฐ ธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย "สั่นคลอน" และ "ล้มครืน" ลงจึงทำให้ "อำนาจตุลาการ" อำนาจที่ 3 ที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำต้องทำหน้าที่เป็น "เสาหลัก" ของสังคมในการฝ่าวิกฤตการณ์ทางการเมือง

แต่การผลักดัน "อำนาจที่ 3" เข้ามาแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะเป็น "เจตนาดี" แต่การเข้ามาในภาวะสังคมแบ่งเป็นสองฝ่าย เมื่อ คำพิพากษาออกมา "เอื้อประโยชน์" แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ย่อมต้องเกิดปัญหา

โคลนตมของปัญหาทางการเมือง ได้ทิ้งร่องรอยเอาไว้ให้ "อำนาจตุลาการ" พอสมควร

ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด และ อาจารย์ด้านกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ของหลายสถาบันการศึกษามายาวนาน ปัจจุบันเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ก็เป็นอีกคนหนึ่งในสังคมที่มองว่า "กระบวนการยุติธรรม" ต้องเป็น "เสาหลัก" ให้สังคม

โดยเฉพาะ "สถาบันศาล"

แต่การตัดสินคดีต่างๆ ที่เกี่ยวพันกับการเมือง ส่งผลสั่นคลอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันนี้อยู่พอสมควร

วันนี้ "มติชน" ได้รับโอกาสในการถ่ายทอดความคิดของอดีตอัยการสูงสุดท่านนี้

@ ระยะหลังกระบวนการยุติธรรมของไทยถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างหนักและตอบโจทย์เรื่องความเชื่อมั่นไม่ได้ อะไรคือปัญหาที่ทำให้ความเชื่อของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมลดลง

- จริงๆ เป็นปัญหามานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเป็น กระบวนการยุติธรรมบ้านเราในอดีตไม่มีใครรู้เรื่องว่า ใครทำอะไร อย่างไร ตำรวจเราอาจพอรู้บ้างฉาบฉวย อัยการไม่ค่อยรู้ ศาลเองเราก็ไม่รู้ว่าเขาทำอะไรกัน อย่างไรก็ดี มีการปรับปรุงวิวัฒนาการมาตลอดมาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 แต่ในส่วนชั้นศาลไม่มีการปรับปรุงเลย ผมก็พูดถึงความเป็นอิสระของศาล สิ่งที่ผมเสนอไปแล้วแต่ยังทำไม่สำเร็จคือ ศาลสูงสุดของประเทศคือ ศาลฎีกา ควรจะพิพากษาเฉพาะข้อกฎหมาย จะไม่มีที่ไหนพิจารณาข้อเท็จจริง เพราะข้อเท็จจริงไม่ได้สืบ ไม่ได้รู้เห็นอะไร อย่างมาให้การในศาลชั้นต้น ศาลฎีกามานั่งอ่านคำให้การแล้วมาตัดสินว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็อธิบายโดยศาสตร์ใดไม่ได้เลย จุดนี้พูดกันมานานแต่ก็ถูกตีตก

ตัวอย่างอื่น เช่น การขอหมายไม่ใช่ตำรวจส่งไปที่ศาลเลย ไม่มีที่ไหนเขาทำกัน ต้องมาที่อัยการเห็นชอบก่อน ตรงนี้ก็ไม่มีการปรับปรุง จนเกิดปัญหาการค้นบ้านที่อยุธยา ไปยิงตู้เย็นเขาพัง (กรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัตน์ เมื่อครั้งเป“นเลขานายกฯ พาตำรวจบุกค้นยาเสพติด) อันนี้ไม่มีการตรวจสอบใดๆ หรือการไปดำเนินการตามหมายแล้วต้องรายงานศาลก็ปรากฏ ว่า ไม่มีการรายงาน เราปฏิบัติไม่ถูกต้องมาตลอด ศาลเลยกลายเป็นว่าไม่ตรวจสอบอะไรเลย เคยมีการออกหมายค้นที่บ้านผู้แทนฯ เขาก็มาโวยว่าไม่ให้เกียรติเขา ศาลก็ออกมาชี้แจงว่า ถ้ารู้ว่าบ้านผู้แทนฯ ก็ไม่ออกหมาย อันนี้สะท้อนว่าคนที่ปฏิบัติไม่เข้าใจบทบาท พอไม่เข้าใจ มันก็สะท้อนถึงการสอนของมหาวิทยาลัย เพราะคนเหล่านี้เป็นผลิตผลจากมหา วิทยาลัย

@ ก่อนรัฐประหารมีคนพูดถึงตุลาการภิวัตน์ มากพอสมควร คนมองว่าเป็นทางออกให้สังคม

- ผมไม่เข้าใจว่าตุลาการภิวัตน์คืออะไร แต่ผมคิดว่า ผู้พิพากษา ตุลาการ ต้องมีความคิดในทางเสรีนิยมที่จะตรวจสอบอำนาจของผู้ใช้อำนาจรัฐ อย่างนี้แหละที่ผมคิดว่าตุลาการภิวัตน์ที่แท้จริง

@ จุดอ่อนของกระบวนการศาลที่ชัดที่สุด คืออะไร

- ศาลเรายังไม่ Active (กระตือรือร้น) แต่เป็น Passive (อยู่เฉยๆ ไม่ดิ้นรน) คือ ปล่อยให้มีการ ต่อสู้ ซึ่งผมว่าไม่ใช่ ศาลต้องเป็นตัวจักรสำคัญในการ ตรวจสอบค้นหาความจริง แต่ในทางปฏิบัติปล่อยให้ต่อสู้กัน คดีมันถึงยืดเยื้อ เมืองนอกเขาไม่ชักช้า ทีนี้ ถ้าศาลไม่ Active แล้วใครจะ Active ล่ะ ผมติดตามตอนคดี นพ.ประกิตเผ่า (ทมชิตชงค์ อาจารย์และผู้บริหารสถาบันกวดวิชาชื่อดัง "แอพพลายด์ ฟิสิกส์" ถูกหลอกจนต้องเข้ารักษาที่ รพ.ศรีธัญญา) มายื่นคำร้อง ถ้าศาลไม่ Active ผมคิดว่าอาจเกิดอาชญา กรรมขึ้น คือบังเอิญศาล Active และเข้าใจ คือมันมีหลายส่วน 1.เรายังไม่มีการปรับปรุงกฎหมายให้ดี 2.คนในองค์กรไม่เข้าใจบทบาทตัวเอง


@ หมายความว่าทั้งคนทั้งระบบจะต้องมีการแก้ไข

- ผมคิดว่า สังคมเรามันเชื่อคนมากกว่า ไม่ค่อยเชื่อระบบ สมมติว่านาย ก. เป็นอธิบดีกรมตำรวจ เราเชื่อ เป็นอัยการสูงสุดเราเชื่อ เป็นประธานศาลฎีกา เราเชื่อ ระบบเรายังไม่มีการเปลี่ยนแปลง หรือเปลี่ยนแปลงน้อยมาก สมัยผมเป็นอัยการ บอกอย่ามาเชื่อผม ต้องเชื่อองค์กรอัยการ ถ้าเชื่อผม ผมจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเชื่อองค์กร จะเปลี่ยนคนดำรงตำแหน่ง อย่างไรคนก็เชื่อ อย่างต่างประเทศเขากลั่นกรองคนอย่างมาก เป็นนักศึกษาเคยดูดกัญชานี่ขึ้นมาไม่ได้นะ ของเราจุดนี้อาจจะน้อย แต่เราเลือกคน คนนี้เชื่อได้ คนนี้เชื่อไม่ได้

@ สังคมไทยถูกสั่งสอนว่าอย่าวิพากษ์วิจารณ์ สถาบันศาล หรืออำนาจตุลาการ

- อาจเป็นเรื่องบุญเก่า สมัยก่อน คุณหลวง คุณพระ เขาเคร่งครัด สังคมก็ไม่ได้ซับซ้อนเหมือนเดี๋ยวนี้ แต่บุญเก่ามันหมดไปเรื่อยๆ นะ (หัวเราะ) กระบวนการนี้เขามีต้นทุนสังคมสูง ถ้าเปรียบเทียบกับตำรวจ ต้นทุนสังคมก็ต่ำมาก ก็เป็นต้นทุนเก่า

ส่วนการวิจารณ์ ผมว่าสามารถทำได้แต่ต้องมี หลัก ถ้าไม่มีหลักไปวิจารณ์มันก็เสี่ยง แต่เรื่องหมิ่นศาล ผมจะบอกว่ามันไม่ได้หมิ่นคน แต่เป็นการหมิ่นองค์กร คือไปกีดขวางการทำงานขององค์กรเขา แต่ ในความรู้สึกของเราหมิ่นศาลคือ ไปหมิ่นผู้พิพากษา ซึ่งความจริงมันไม่ใช่

เราชอบพูดว่า สอนสังฆราชไม่ได้ ผมว่าไม่จริง ผมว่าได้ โดยใช้ยุทธศาสตร์ เรื่องนี้ต้องตรวจสอบได้ตลอดโดยวิธีการที่นิ่มนวลมีลูกเล่นพอสมควร อย่างสมัยผมตัวเล็กๆ ผมจะสอนอธิบดี ยากนะ ทั้งที่รู้ว่า เขาทำผิด แต่ก็มีวิธีการไม่ให้เขารู้สึกว่าถูกสอน ส่วนถ้าเจอประเภทเปิดใจกว้างก็ง่ายหน่อย แต่ผมว่ากระบวนการยุติธรรมเราน้อยมากที่จะเปิดใจ ประสิทธิ ภาพจึงไม่มี การคุ้มครองสิทธิก็แย่ อย่างที่ญี่ปุ่น รัฐมนตรีเกษตรฯฆ่าตัวตาย ถ้าไม่ฆ่าตัวตายติดคุกแน่ เพราะกระบวนการยุติธรรมญี่ปุ่นมีประสิทธิภาพ เขาเคยเอานายกฯทานากะ (รับสินบนข้ามชาติจาก บ.ล็อคฮีต) เข้าคุก จากปัญหาซื้อเครื่องบิน นายกฯ คนนี้ยุบสภาแล้วไปลงเลือกตั้งในเขตก็ได้รับเลือก แต่กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอัยการกัดไม่ปล่อย

@ หมายความว่าถ้ากระบวนการยุติธรรม เข้มแข็ง เมืองไทยก็จะไม่มีรัฐประหาร

- ใช่ เพราะจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ อย่างซีที เอ็กซ์ พูดกันมา 2 ปีแล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรออกมา เป็นเพราะกระบวนการยุติธรรมเราอ่อนแอมากๆ แล้วก็คุกคามสิทธิมากๆ ลงโทษได้เฉพาะปลาซิว ปลาสร้อย ถ้าไม่เข้มแข็งก็จะมีการยึดอำนาจอยู่ร่ำไป เพราะเหตุผลการยึดอำนาจทุกครั้งของไทยเราก็คือ ทุจริตคอร์รัปชั่น

@ อำนาจตุลาการที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี ยุบพรรค ถูกตั้งข้อสงสัยในการวินิจฉัยคดีที่ไม่แตกต่างจากการวินิจฉัยคดีซุกหุ้น เมื่อปี 2544 อะไรทำให้คนในสังคมมองเช่นนั้น ทั้งที่องค์- ประกอบของคณะตุลาการรัฐธรรม นูญในคดียุบพรรคล้วนมาจากศาลฎีกา และศาลปกครองสูงสุดที่สังคมเชื่อถือ


ผมถึงบอกไง กระบวนการเลือกคนไม่ดี อันนี้คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสมัยก่อนนะ ครั้งหนึ่งมีนิติศาสตรบัณฑิต และเป็นดอกเตอร์กฎหมายจากเยอรมนี ยังแพ้นิติศาสตรบัณฑิตในประเทศเลย คง ได้มาเพราะพรรคพวกหรือเปล่า ผมคิดว่ากระบวน การได้มาซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมันมีปัญหา พอมีปัญหามันโยงมาถึงการปฏิบัติหน้าที่ นี่ไม่ได้หมายถึงทุกคนนะ (ยิ้ม)

@ อาจารย์เคยพูดถึงหลักการหักดิบกฎหมาย คือการตีความกฎหมายที่เกินเลยขอบเขต ที่ยอมรับได้ในทางวิชาการ การใช้ประกาศ คปค. ฉบับ 27 ใช้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง มาประกอบคำวินิจฉัยคดียุบพรรค เป็นการตีความกฎหมายเกินขอบเขตหรือไม่

- เรื่องนี้ผมเห็นต่างกับคนอื่น คือนักวิชาการเราบางทีไม่ได้เขียนในเชิงวิชาการ แต่เขียนในเชิงความเห็น ชาวบ้านก็คล้อยตาม แล้วก็งง เพราะต่างคน ต่างความเห็น ผมยอมรับว่าคำวินิจฉัยของตุลาการ ในคดียุบพรรค ที่ให้เหตุผลค่อนข้างชัด แต่มีบางจุดที่น่าจะต้องมาดู อย่างการตัดสิทธิเลือกตั้ง สิทธิเลือกตั้งมี 2 ชนิด คือ สิทธิที่จะไปลงคะแนน กับสิทธิ ที่จะสมัคร การไปตัดสิทธิทั้งหมดผมก็คิดว่าไม่ถูก ประกาศฉบับนี้ออกมาเพื่อไม่ต้องการให้มาสมัครรับเลือกตั้งได้ ซึ่งถ้าตัดสิทธิแค่นี้ก็น่าจะถูก

โดยเฉพาะประกาศฉบับนี้ ไม่ได้ออกมาในทิศทางประชาธิปไตยปกติ ก็เปิดโอกาสให้ศาลใช้ความเป็น เสรีนิยมตรวจสอบ ซึ่งผมมองว่า ความเป็นเสรีนิยมของเรามันยังน้อย คนในวงการยังคิดแต่ว่า เขาเขียนว่าอะไรแล้วก็ว่าไป ถ้าเราคิดให้ลึกจะพบว่า จริงๆ เขาต้องการ ไม่ให้ 111 คน รับสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้นแหละ แต่นี่ไปตัดสิทธิจนเขาไปหย่อนบัตรไม่ได้ ผมก็คิดว่าไม่ใช่แล้ว

@ คดีนี้มีลักษณะตีกฎหมายไม่แตก หรือมีกระบวนการทางการเมืองแทรกแซง

- มันเป็นเรื่องตีกฎหมายไม่แตกมากกว่า สถาบันการศึกษานิติศาสตร์ทั้งหลาย มักสอนให้จำตัวบท จำฎีกา แต่ผมว่าต้องสามารถที่จะวิจารณ์ฎีกาได้ เข้าใจตัวบทว่าเบื้องหลังเป็นอย่างไร

ผมวิเคราะห์จากหลักว่า การย้อนหลังได้หรือไม่ ต้องดูสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐด้วย คนในรัฐเขาไว้ใจรัฐว่า จะไม่มาเพิ่มเติมในสิ่งที่เป็นผลร้ายกับเขามากกว่าในขณะที่กระทำ อย่างคดียุบพรรค ตามกฎหมายที่เป็นอยู่ ห้ามหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคตั้งพรรคใหม่ หรือห้ามไปเป็นหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคอื่น ต่อมาประกาศนี้มันเพิ่มโทษ แสดงว่า คนที่อยู่ในรัฐไม่สามารถไว้วางใจอำนาจรัฐได้เลย รัฐก็ทำผิดความไว้วางใจของประชาชน แล้วการที่รัฐทำอย่างนี้ รัฐไม่สุจริต พอเอาหลักนี้มาดูต่อว่า การที่ทำอย่างนี้มันขัดกับหลักหรือไม่ รัฐก็บอกว่ามีประโยชน์สาธารณะในการที่จะทำ โอเค ผมก็พอเห็นด้วย แต่ มันพอสมควรแก่เหตุหรือไม่ ผมก็บอกว่า การตัดสิทธิ 2 ประการ นี่มันเกินกว่าเหตุ

คดียุบพรรคคราวนี้ ผมเคยไปพูดว่า ต้องให้เหตุผลที่เคลียร์ชัดสุดสุด ไม่อย่างนั้นพัง แต่เขาก็ให้เหตุผลดี แม้บางส่วนยังไม่สมบูรณ์ แต่ชาวบ้านก็อ่านแล้วรู้เรื่อง เพราะพยายามให้เหตุผล ที่สำคัญมันมีมิติใหม่เกิดขึ้นเกี่ยวกับคำวินิจฉัย สมัยก่อนถ้าเราไปต่อสู้อำนาจศาลว่า ไม่มีอำนาจพิจารณา เขาก็จะเอาไปไว้ท้ายสุด แต่คราวนี้เอาไว้ก่อนเลย ข้อกฎหมายเอาไว้หลัง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเป็นเงื่อนไขที่ต้องยืนยันก่อนว่าศาลมีอำนาจ

ถ้ามามองภาพศาลยุติธรรม ศาลปกครองยังพอ ไปได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญในอดีตเรากังขา สิ่งที่ผม กลัวที่สุดคือ ถ้าทั้งหมดไม่ปรับตัวเองมันจะแย่ เพราะถ้า 2 กระบวนการมันพังไป แล้วสังคมจะอยู่อย่างไร เพราะเป็นองค์กรหลักของชาติที่จะมาชี้ผิดชี้ถูก ซึ่งการปรับตัว สังคมนักกฎหมายเขาบอกว่า อนุรักษ นิยม ส่วนสังคมตุลาการยิ่งอนุรักษนิยมกว่า ก็ลอง เอาไปคิดดูว่าจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงน้อยหรือมาก

@ เมื่อหลักไม่แน่น คนก็ไม่ได้รับความยุติ ธรรมเพียงพอ

- ก็มีส่วน เพราะกระบวนการยุติธรรมไม่ใช่จะปฏิบัติถูกต้องทุกอย่าง เช่น สมมุติถูกฟ้องแล้วถูกศาลปรับ ก็ต้องวิ่งวุ่นไปหาเงิน ซึ่งที่จริงตามกฎหมายต้องรอหลังคดีสิ้นสุดไปอีก 30 วัน แต่ปรากฏว่า ถ้าไม่ชำระวันนี้ก็โดนขัง ซึ่งทำกันมาแต่ไหนแต่ไร คือคนที่อยู่ในระบบก็ปฏิบัติผิดกฎหมายโดยที่ไม่รู้

หรือในทางปฏิบัติ ลองดูอัยการเมืองนอก ถ้าอัยการฟ้อง กินขนมเชื่อได้เลยว่าถูกลงโทษ แต่บ้านเราถ้าถูกฟ้องไปก็ยังพนันกันอยู่ว่าจะติดคุกหรือเปล่า (หัวเราะ) อย่างญี่ปุ่น 99.61% ของเรายังไม่มีใคร ทำวิจัย แต่ผมเชื่อว่า อาจประมาณ 50%

@ สะท้อนถึงการเข้าคัดเลือกบุคคลมาสู่กระบวนการยุติธรรม เข้าสู่อำนาจในทางตุลาการยังไม่มีประสิทธิภาพพอ

- ถ้าจะพูดอย่างนี้ ต้องเริ่มที่ว่า คนในระบบราชการเราเขายังยึดโยงความเป็นลำดับขั้นบังคับบัญชาอยู่ เพราะศาลบังคับบัญชากันไม่ได้ กฎหมายเขียนว่า ผู้พิพากษามีอิสระในการพิจารณาพิพากษาคดี แต่ในทางปฏิบัติเขาเอาศาลมาเข้าในระบบราชการ คนก็ จะวิ่งขึ้นไปสู่ระดับหัวหน้า ทั้งที่ภารกิจของตุลาการ คือ การพิจารณาพิพากษาไม่ใช่การเป็นหัวหน้า ซึ่งต่างจากระบบราชการที่มีลำดับชั้นบังคับบัญชา แต่เนื่องจากศาลถูกจัดในระบบราชการมานาน (เน้นเสียง) เพิ่งมาเปลี่ยนทิศทางตอนรัฐธรรมนูญ 2540 ผู้พิพากษาจะไปดึง ไปจ่ายสำนวนใครไม่ได้ เขา เขียนชัดว่าไม่มีการบังคับบัญชาเป็นลำดับชั้น แต่ปรากฏว่าเขียนแล้วก็ยังเหมือนเดิม

ถ้าผู้พิพากษาพอใจกับอำนาจพิจารณาพิพากษา มันหยุดเลย มีอิสระ หัวหน้าทำอะไรก็ไม่ได้ จะแป้กเงินเดือนก็ไม่ได้ ถ้าพอใจอำนาจตนเองภูมิคุ้มกันก็สูง แต่ถ้าไปวิ่งเต้นจะเป็นผู้บังคับบัญชา ไปดึงเอาอำนาจภายนอกเข้ามา ภูมิคุ้มกันก็ลด

ขณะที่สังคมโลก ไม่มีผู้พิพากษาประเทศไหนเขาอยากเป็นใหญ่ การเป็นผู้พิพากษานั่งบัลลังก์มัน.. โอโห ภารกิจมันมหาศาล แต่ผู้พิพากษาไทยไม่ได้คิดอย่างนั้น

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังจะเกิด ผมยังไม่เห็นอะไรที่มันดีขึ้นกว่าเดิม ดีไม่ดีจะกลับไปสู่ที่เดิม ยังไม่เห็นมีการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมอะไรเลย ซึ่งน่าเศร้า เพราะมาในทิศทางที่ดีแล้ว จึงควรต่อยอด เช่น จะทำอย่างไรให้คดีรวดเร็ว มีประเทศไหนบ้างศาลฎีกามีเป็นร้อย สหรัฐ 9 คน ญี่ปุ่น 15 คน เยอรมนี 15 คน แต่ว่าเขาเป็นโปรเฟสเซอร์นะ ไม่ใช่ไหลตามน้ำ คุณภาพของคำพิพากษาในประเทศ เหล่านี้ถึงดี แต่ของเราถ้าจะพยายามก็ทำได้ อาจ เริ่มจากสมมุติจะเลื่อนชั้น ก็เอาคำพิพากษาแบบเจ๋งๆ มาดู เพราะเป็นงานวิชาการ

@ ความคาดหวังกับกระบวนการยุติธรรม ในบ้านเรามากน้อยแค่ไหน

- ผมเสียดาย ตอนนี้เรามีกระทรวงยุติธรรม แต่ว่ากระทรวงยุติธรรมไม่เป็นหัวหอกในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ไม่รู้ไปทำอะไรกันอยู่ หน้าที่ ที่ควรจะทำก็ไม่ทำ ผมคาดหวังว่า เมื่อมีกระทรวงยุติธรรมแล้วจัดการควบคุมประสานงานกันได้ดี จะพลิกวงการจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่นี่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เมื่อกระทรวงยุติธรรมขยับ ศาลต้อง ขยับตามแน่ ถ้าปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ผมว่า ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ก็ไม่จำเป็นต้องมี เพราะ พ.ร.บ.นี้คนอาจสงสัยว่าเป็นธรรมหรือเปล่า ถ้ากระบวนการยุติธรรมดี มันปฏิเสธยาก แต่เหตุที่คนไม่เชื่อเพราะกระบวนการยุติธรรมเราอาจจะล้มเหลว 
                                                                                                                                               credit= มติชน




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
su วันที่ : 21/10/2007 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suwest

คุณเคยใด้ยินคำกล่าว ของหลวงพ่อพุทธทาส ใหมว่า.เผด็ดการโดยธรรม. หากมีธรรมทุกอย่างต้องดำเนินไปด้วยดี

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
red_ant วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 19.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/captant
 Iไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา...ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไปI

ส่วนมากอะไรที่เกี่ยวข้องกันสถาบันผู้พิพากษาจะไม่ค่อยมีคนอยากกล่าวถึงหรือวิจารณ์

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
red_ant วันที่ : 17/10/2007 เวลา : 19.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/captant
 Iไม่เคืองแค้นน้อยใจในโชคชะตา...ไม่เสียดายชีวาถ้าสิ้นไปI

ไปดูที่จังหวัดประจวบฯ ซิครับ เจ้าพ่อน่าจะเป็นเสาหลักครับ เพระผมเห็นกับตานายตำรวจยศ พันตำรวจโท (แต่งเครื่องแบบ) กราบเจ้าพ่อที่ตัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่อื่นๆอีกหลายหน่วย (ไม่บอกว่าหน่วยไหนเดี๋ยจะตกใจ)

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
น้ำอมฤต วันที่ : 15/10/2007 เวลา : 14.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suthathip
*@* น้ำอมฤต *@*  ความคิดของคน ไม่ใช่เรื่องที่ห้ามกันยาก แต่...มันห้ามกันไม่ได้ต่างหาก ...จงชนะความโกรธ ด้วยการไม่โกรธตอบ... http://www.oknation.net/blog/suthathip2 เจ้าคือแก้วตาดวงใจของแม่http://www.oknation.net/blog/suthathip3 ครอบครัวทหารครอบครัวของฉัน

ยังคงยุ่งๆ อยู่ใช่มั้ย

ไม่ต่างจากเรื่องวุ่นๆ ของสังคมเมืองขณะนี้แน่เลย

ขอให้มีความสุขกับการทำงานนะคะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
fanggg วันที่ : 14/10/2007 เวลา : 22.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/fanggg

มาทักทายค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
หมวยนรกไม่ชอบยกล้อ วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 18.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/human-error-story

แวะมาทักทายค่ะ...ขอบคุณกับเนื้อหาที่คัดมาให้อ่านค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ตุ้มจิ๋ว วันที่ : 13/10/2007 เวลา : 15.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/namtan
simply9

แวะมาทักทาย วันหยุดแบบนี้ อากาศแบบนี้ สบายดีนะคะ

: )

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 14.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/NARKA

ไม่ใช่อาจารย์มองเห็น
แต่ในหลวงท่านเห็นก่อน
อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ หมดความเชื่อถือไปแล้ว เหลือแต่ตุลาการ
ความจริงถ้าตุลาการรู้
ต้องบอก คมช.ให้แจ้ง สสร.อย่าร่าง รธน.โดยเอาตุลาการเข้ามายุ่ง
แต่ช้าไปต๋อย รธน.คลอดแล้ว
และในอนาคต เมื่อตุลาการพลาด ก็จะไม่มีสามอำนาจเหลือให้เชื่อถือได้
ประชาชนก็ต้องเลือกระหว่างเผด็จการทหาร หรือ สังคมนิยมและคอมมิวนิสต์

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
khongpu วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 11.53 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/khongpu
ค้างพลู

ข้อคิดของอาจารย์ให้แง่คิดที่ดีค่ะ...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 11/10/2007 เวลา : 11.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความที่น่าสนใจ ...

มีความสุขในวันพฤหัสบดีนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


การแอบรักอยู่ในใจ กับการบอกรักไปเลย อันไหนดีกว่ากัน
แอบรักอยู่ในใจ
66 คน
บอกรักไปเลย
19 คน

  โหวต 85 คน