• สุกรวดี
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-22
  • จำนวนเรื่อง : 34
  • จำนวนผู้ชม : 12990
  • ส่ง msg :
  • โหวต 2 คน
สุกรวดี
เป็นหญิงไทยในแคว้นแดนฝรั่ง ที่มุ่งหวังรังสรรค์วรรณศิลป์ ให้ดำรงคงอยู่คู่ธานินทร์ จึงหลั่งรินอักษราจารึกไว้
Permalink : http://oknation.nationtv.tv/blog/sukornvadi
วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม 2557
Posted by สุกรวดี , ผู้อ่าน : 880 , 18:44:45 น.  
หมวด : วรรณกรรม/กาพย์กลอน

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน กระเจี๊ยบ , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

เป็นเรื่องเก่าที่เคยอ่านมาช่วง2-ปีก่อน
แต่อ่านแล้ว อ่านอีกก็ไม่เสียอะไร ในส่วน.ของ(จขบ)นั้นอ่านแล้วชอบใจ
 และถือว่าเป็นแรงบันดาลใจ ได้เป็นที่มาชองบทกลอนชื่อ

มาตรา112หนักกบาลใคร?


โฆษณา เรื่องหนึ่งที่มี โดม ปกรณ์ ลัม เป็นผู้แสดงหลัก เล่าถึงประสบการณ์การขับรถของเขาว่า ขับมา 15 ปี โดยมีแม่ออกสตางค์เติมน้ำมัน จนกระทั่งมาพบ "พลังงานทางเลือก" คือแก๊สโซฮอล์ ซึ่งทราบในภายหลังว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงค้นคว้าวิจัยด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์

"อย่าง ผม ผมจำไม่ได้ เพราะว่าผมเด็กมาก แต่ผู้ใหญ่บางคนในยุคนั้น รู้ว่า มาจากพระเจ้าอยูหัวของเราทรงคิดค้น แต่มาวันนี้นี่ก็ลืมแล้ว

เขายังบอกด้วยว่า "ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานทดแทนหรอก เพราะบางที เราเดินทางมาไกลๆ เราโตมานานๆ เราแก่เนี่ย เราลืม ลืมว่าตัวเองมาจากไหน ตัวเองเป็นหนี้บุญคุณใคร ลืมจริงๆ"

ใช่ครับ เขาพูดถึงคนไทยกับพระเจ้าอยู่หัว พูดได้ซึ้ง ซื่อ และเจ็บลึก ก่อนจะบอกต่อไปว่า "ทุกอย่างตลอดชีวิตการเป็นพระเจ้าอยูหัวของท่าน ท่านทำเพื่อพวกเรามาโดยตลอด ผมว่าคือชีวิตของท่านแหละ ผมไม่เคยคิดเลยว่าผมจะได้มีโอกาสพูดกับท่าน ในใจผมอยากจะบอกกับท่านอย่างนั้นจริงๆ ว่า ทรงพระเจริญ"

ไม่เพียงแต่น้ำตาไหลด้วยความตื้นตันและซึ้งใจ แต่ทำให้ได้คิดด้วยว่า คนไทยทุกวันนี้ "ลืมคุณ" ที่พระองค์ท่านทรงมีและทรงทำเพื่อแผ่นดินกันแล้วจริงๆ จึงได้เห็นคนที่พร้อมจะเนรคุณ ผ่านทั้งการกระทำและคำพูดสารพัด

ไม่เพียงแต่เรื่องพลังงานทดแทนหรอกครับ เรื่องสำคัญอีกหลายอย่าง เช่น การคิดค้น " ฝนเทียม" ก็ก่อคุณูปการใหญ่หลวงไปทั่วโลก การค้นพบคุณสมบัติของหญ้าชนิดหนึ่ง ที่รากของมันช่วยยึดเกาะหน้าดินและชำแรกแทรกพื้นดินดานได้ ทำให้หลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ลดปัญหาหน้าดินถูกกัดเซาะ และดินดานหลายพื้นที่ก็กลับมาทำการเพาะปลูกอย่างได้ผลดี ไหนจะเรื่องการแก้ปัญหาพื้นที่ยาเสพติดด้วยการหาอาชีพทดแทนให้ การแก้ปัญหาดินเปรี้ยวในภาคใต้ สหกรณ์โคนม กังหันชัยพัฒนา แก้ลิง คลองลัดโพธิ์ ฯลฯ

คนไทยจำนวนไม่น้อย บ้างก็ไม่รู้ บ้างก็ลืมแล้วว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็น "ภูมิพลังของแผ่นดิน" ทรงให้เครื่องมือที่ "ยั่งยืน" ต่อการดูแลชีวิต มากกว่าการมุ่งแจกเงินหมู่บ้านละ 1 ล้านบาท แล้วชุบเลี้ยงไว้เป็นทาสทางการเมือง เพื่อหวังกองทุนก้อนต่อไปไม่รู้จบ

เหมือนบทกวีที่แพร่หลายอยู่ในโซเชี่ยลมีเดียว่า
"นักการเมืองยื่นปลา พระราชายื่นเบ็ด
นักการเมืองแจกแท็บเล็ต กษัตริย์แนะเคล็ดวิชา
นักการเมืองห่วงอำนาจ มหาราชห่วงประชา
นักการเมืองสร้างสัญญา องค์เจ้าฟ้าสร้างสรรค์ธรรม
นักการเมืองหาเรื่องกิน องค์ภูมินทร์หาเรื่องทำ
นักการเมืองยุให้รำฯ ในหลวงย้ำให้ทำดี
นักการเมืองมักแบ่งขั้ว องค์เหนือหัวไม่แบ่งสี
นักการเมืองทำสี่ปี องค์ภูมีทำทุกวัน
นักการเมืองชอบแบ่งเสียง พ่อพอเพียงชอบแบ่งปัน
นักการเมืองคิดสั้น องค์ราชันคิดยาว"

แต่ความเนรคุณของคนหลายคน เกิดจากการไม่ใช้สติปัญญา เกิดจากการหวังผลประโยชน์ โลภ หวังสุขสบายอย่างง่ายๆ จากระบบอุปถัมภ์ จึงเจ็บแค้นตามคำปลุกปั่นของกลุ่มการเมืองชั่ว นักวิชาการจิตป่วย ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงมีทรัพย์สินอย่างมหาศาล ติดอันดับเศรษฐีโลก ทั้งๆ ที่จริงๆแล้ว ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของแผ่นดิน เมื่อเปลี่ยนรัชกาล ทรัพย์ก็เปลี่ยนมือ ไม่ได้ตกเป็นสมบัติส่วนพระองค์ของรัชกาลใดๆ เลย

ความโง่เขลา ความเข้าใจผิด การไม่รู้จักฉุกคิด ล้วนเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อย ตกเป็นเหยื่อของการปลุกปั่น ให้ร้ายสถาบัน จนหลงเชื่อว่าตนถูกเอาเปรียบ เหลื่อมล้ำ และไม่เท่าเทียม

พูดก็พูดเถอะ ผมไม่เคยเห็นสังคมใดมีความเท่าเทียมกันทางกายภาพอย่างแท้จริงเลย แม้กระทั่งสังคมคอมมิวนิสต์

และผมไม่เคยสะดุงสะดิ้งกับความไม่เท่าเทียมกันในสังคมเลย เพราะเห็นมาเสมอว่า บนความไม่เท่าเทียมนั้น เปิดทางให้เกิดการ"แบ่งปัน-เกื้อหนุน" คนมีกำลังมาก อยู่ภายใต้ค่านิยมของสังคมว่าเขาต้องคอยช่วยผู้ที่ด้อยกว่า จนกว่า อ่อนแอกว่า โดยเฉพาะพระมหากษัตริย์นั้น ถูกบีบรัดด้วยการวัดค่าของสังคมผ่านคำว่า "ทศพิธราชธรรม"

เรื่องที่น่าเจ็บปวดที่สุดของสังคมไทยในขณะนี้คือ มีผู้พยายามทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ในทุกวิถีทาง โดยก้าวข้าม "รากเหง้า" ที่หยั่งลึกของสังคม เอาเรื่อง "เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" ที่ตื้นเขินมาแอบอ้าง มั่ว และตีขลุม ออกแรง "โยกคลอน" กันทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้แต่ "โชว์นม" เพื่อ " ล้มเจ้า"

เครื่องมือต่ำทราม อย่างนมดำๆเหี่ยวๆของหญิงร่านคนหนึ่ง ไม่ควรจะมีความหมายในสังคมที่ใช้เหตุผลและปัญญาความรู้

ฉะนั้น แทนการโชว์"หัวนมกร้านกาม"มาแสดง"เจตนารมณ์" และ"เหตุผลสำคัญ" อย่างผู้เจริญ เพื่อที่จะนำสังคมไปสู่การครุ่นคิดเรื่องจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก จะแก้ไขหรือแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ให้ความคุ้มครองแด่พระมหากษัตริย์ พระราชินี องค์รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการ กันดีกว่า

1. ยกเลิกเลยดีไหม ?

ใครที่อยากยกเลิก ก็ต้องตอบมาให้ได้ ว่าจะยกเลิกทำไม ยกเลิกแล้ว ประเทศชาติมั่นคงเป็นปึกแผ่น เจริญรุ่งเรืองขึ้นได้อย่างไร

ในความเห็นส่วนตัว คิดว่า คงยอมให้ยกเลิกไม่ได้ เพราะไม่เห็นหลักประกันใดๆ ว่าจะเกิดความสงบเรียบร้อยขึ้น ขนาดมีกฎหมาย สถาบันยังถูกใส่ไคล้และละเมิดมากขนาดนี้ ถ้าไม่มีกฎหมายคุ้มครองเลย จะโดนรุมขนาดไหน ประกอบกับสถาบันมิใช่ตำแหน่งทางราชการ แต่เป็นองค์พระประมุขแห่งราชอาณาจักร ทรงเป็นศูนย์รวมใจ เป็นสถาบัน ไม่ใช่ปัจเจกบุคคลธรรมดา ความเป็นพระมหากษัตริย์นั้น มีผลต่อความมั่นคงของแผ่นดิน ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ ทำหน้าที่ในทางปฏิบัติ รับกับรัฐธรรมนูญมาตรา 8 ที่บัญญัติไว้ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้"

2. สถาบันมีคุณต่อสังคมใช่ไหม ?

สำหรับผม ใช่ และหากลงลึกไปถึง "บุคคลผู้ทรงดำรงความเป็นสถาบัน" พระองค์ปัจจุบัน ขอใช้คำว่า "ทรงคุณอย่างสุดจะพรรณนา" และถ้าทุกคนคิดว่าใช่ เช่นเดียวกับผม เราจะยกเลิกความคุ้มครองตามกฎหมายที่ออกแบบไว้เพื่อคุ้มครอง "ความมั่นคงของชาติ" ผ่าน "การคงอยู่อย่างบริสุทธิ์" ของสถาบัน ได้อย่างไร เราจะปล่อยให้พระองค์ท่านเผชิญกับการละเมิดของคนถ่อยที่ไม่มีเหตุผลอยู่ได้ อย่างไร

3. สถาบันเป็นอุปสรรคของสิทธิเสรีภาพ?

คนที่คิดถึงสิทธิเสรีภาพที่ "รู้ขอบเขต" และ "รู้จักรับผิดชอบ" จะพูดถึงและใช้สิทธิเสรีภาพของเขาอย่างระมัดระวังและมีสำนึก โดยเฉพาะสำนึกว่าจะไม่ "ละเมิด" ผู้อื่นเขา แต่ในกรณี ม. 112 นี้ หลายคนกลับแสดงความเขลาในเรื่องสิทธิเสรีภาพในการพูด เขียน และแสดงความคิดเห็น เพราะในความจริง ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมายอาญามาตรา 112 ไม่ได้ห้ามการวิพากษ์วิจารณ์ หรือการแสดงความคิดเห็นอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เขาห้ามดูหมิ่น หมิ่นประมาท และแสดงความอาฆาตมาดร้าย ซึ่งในกฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลธรรมดา ก็ห้าม เพราะคนอื่นเขาก็มี "ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์" ที่ใครจะไปใส่ความ ดูหมิ่น หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายไม่ได้ แต่เวลานี้ มั่วกันไปหมดโดยเฉพาะในกลุ่มนักเขียน ที่กระทำประหนึ่งว่า พูดถึง เขียนถึง สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เลย ซึ่งน่าเศร้านะครับ ที่ความโง่และความเข้าใจผิดของพวกเขา กลายเป็นความเลวร้ายของการมีกฎหมาย ม. 112 หรือการมีสถาบันอยู่ในสังคมไทย

4. กรณี "อากง"

ชัดเจนว่ามีกระบวนการบิดเบือน "สาระสำคัญของเรื่อง" ไปสู่ "เปลือกที่ถูกปรุงแต่ง" คือ แทนการพูดถึงพฤติการณ์ในคดี ว่านายอำพน ได้กระทำการอย่างไร จึงทำให้เขาตกเป็นผู้ต้องหา รวมทั้งการตั้งข้อหา การทำสำนวนฟ้อง การไต่สวนพยานหลักฐาน การหักล้างแก้ต่างของทนาย และสุดท้ายค่อยมาถึงคำตัดสินของศาล กลับไปสร้างนิยายน้ำเน่า เรียกเขาว่าอากง จงใจเน้นย้ำอายุ 61 ปี ของนายอำพน โดยเลี่ยงที่จะย้ำว่า คนคนนี้ถูกกล่าวหาว่าส่งข้อความดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ซึ่งผิดกฎหมายถึง 4 ครั้ง 4 กรรม 4 วาระ เลือกจะพูดถึงมะเร็งปากของนายอำพน มากกว่าจะพูดถึงข้อความที่เลวทรามซึ่งถูกส่งออกจากเครื่องโทรศัพท์ของชายคน นี้ พูดถึงลูกหลานที่ร้องไห้กระจองอแง ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นหักล้างความผิดของเขาในคดี การพูดเรื่องที่ชวนสงสาร สะเทือนใจ แต่ไม่พูดถึงความผิด และความตรงไปตรงมาในการต่อสู้ของทนาย ว่าสู้ยังไงให้ลูกความติดคุก แต่กลับข้ามไปตั้งคำถามว่า "เราเอาคนอายุ 61 ปี เป็นมะเร็งที่ปากด้วย มาเข้าคุกได้อย่างไร" เหมือนที่นายนิธิ เอียวศรีวงศ์ ถามในรายการตอบโจทย์ ทางไทยพีบีเอสนั้น เป็นเรื่องที่น่าสังเวชใจ เพราะแทนที่จะช่วยกันรักษากฎหมาย พูดถึงกระบวนการทางกฎหมาย กลายไปสร้างนิยายเขย่าอารมณ์ขึ้นมาแทนที่

โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่านายอำพน หรือ "อากง" ของพวกโชว์นม กับนักวิชาการที่ยกหางตัวเองว่าเป็นพวกหัวก้าวหน้านั้น เป็นแค่เหยื่อในสถานการณ์ ของขบวนการปลุกปั่นเพื่อบ่อนเซาะสถาบันพระมหากษัตริย์เสียมากกว่า โดยใช้สถานการณ์ที่คนสะเทือนใจกับชีวิตเล็กๆ ที่ชื่อ "อากง" แล้วลากประเด็นไปให้เป็นความผิดของกฎหมายและสถาบัน

กฎหมายอยู่มาหลายปีดีดัก ไม่เห็นมีปัญหา มามีปัญหาเอาในยุคที่มี "ขบวนการล้มเจ้า" เสนอหน้าปั่นป่วนสังคมอยู่นี่แหละ ฉะนั้นกรณีอากง ต้องพูดกันถึงการกระทำของอากง คำฟ้อง คำแก้ต่าง และคำตัดสินของศาล ไม่เกี่ยวกับชายวัยเท่าไหร่ ป่วยด้วยโรคอะไร เพราะกฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้ว่า แก่แล้วด่าพระเจ้าแผ่นดินได้ เป็นมะเร็งที่ปากแล้วละเมิดกฎหมายได้ หยุดทำให้ประชาชนที่สนใจเรื่องนี้หลงทางกันได้แล้วครับ

5. หากจะแก้ ม. 112 จะแก้อะไร ?

โดยส่วนตัว เคยเห็นว่า มี "ผู้ใช้กฎหมายนี้" กลั่นแกล้งคนที่ไม่ได้มีเจตนาจะจาบจ้วง ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเลย อยู่บ้าง เช่น กรณี นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำคำพูดชั่วๆ ของ "ดา ตอปิโด" มาเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปจัดการเอาผิด แต่นายสนธิกลับโดนความผิดก่อนดา ตอปิโด เสียอีก ทั้งๆ ที่ชัดเจนว่า นายสนธิมีเจตนาจะปกป้องสถาบันมิให้ถูกละเมิดเสียด้วยซ้ำ แต่ขณะนั้น คู่ขัดแย้งทางการเมืองของนายสนธิ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการ เป็นพรรคพวก ข้อนี้แหละครับที่อันตราย ม. 112 เองไม่ได้อันตราย สถาบันเองไม่ได้อันตราย แต่คนที่ใช้อำนาจ คนที่ตีความกฎหมาย คนที่มีสิทธิตั้งข้อหา คนที่ทำสำนวน และคนที่ส่งฟ้อง นี่ต่างหากคือปัญหา ดังนั้น ถ้าจะแก้ ให้มาแก้กันตรงนี้

ผมยังอยากให้สังคมแลกเปลี่ยนความเห็นกันจนได้ข้อยุติว่า กรณีเกิดความผิดหรือสงสัยว่าเป็นการกระทำความผิดตาม ม. 112 นี้ เราจะยอมให้ใครก็ได้ ไปแจ้งความดำเนินคดี เพราะเรื่องนี้เป็นอาญาแผ่นดิน หรือจะโอนให้เป็นหน้าที่ของคณะองคมนตรี สำนักราชเลขาฯ หรือใครดี ก็มาครุ่นคิดกันถึงผลดี ผลเสีย และความอ่อนไหวทั้งหลายที่ต้องรอบคอบ กับอีกประเด็นคือ คนทำสำนวน คนสั่งฟ้อง จะปล่อยลอยเท้งเต้งอยู่กับตำรวจ อัยการ ที่วูบไหวไปตามกลุ่มการเมืองอย่างทุกวันนี้หรือไม่ การกลั่นแกล้งหรือ " ความอยุติธรรม" เกิดจากตรงนี้ครับ ไม่ได้เกิดที่ตัวกฎหมาย หรือดุลยพินิจของศาล แต่ถ้าไม่แก้ ม. 112 เลย ผมก็ไม่เห็นว่าสุจริตชนคนใดที่รู้ขอบเขตของการพูด เขียน เผยแพร่ และมีสติระมัดระวังในเรื่องที่อ่อนไหวนี้ จะต้องเดือดร้อน

6. กรณีทูตสหรัฐฯ แสดงความเห็น

กรณีที่นาง คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้วิจารณ์ถึงการตัดสินคดีนายโจ กอร์ดอน ซึ่งแปลหนังสือต้องห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักรไทย เพราะเข้าข่ายละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยศาลสั่งจำคุก ด้วยความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่าไม่สอดคล้องกับมาตรฐานเสรีภาพพื้นฐานสากลว่าด้วยสิทธิในการแสดงออกนั้น พูด ภาษาชาวบ้านอย่างหยาบๆ ก็ต้องบอกว่า "เสือก" ชนิด "ไม่ดูตาม้าตาเรือ" ตัวเป็นถึงเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ซึ่งประเทศต้นสังกัดเป็นประเทศใหญ่ มีอิทธิพลทั่วโลก แทนที่จะสำนึกสำเหนียกและระมัดระวังมารยาททางการทูต ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ ว่าเราจะไปเสนอหน้า แทรกแซง ก้าวก่าย วิพากษ์วิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่นเขานั้น ทำได้หรือไม่ได้ และต้องหยั่งรู้โครงสร้างวัฒนธรรม สังคม การปกครอง ของประเทศนั้นๆ ให้ลึกซึ้งเสียก่อน แล้วค่อยทักท้วง วิจารณ์ กลับไม่ทำ

นางทูตผู้นี้ ควรจะย้อนกลับไปดูกฎหมายและคดีในบ้านเกิดตัวเองบ้างว่า เคยมีคนถูกศาลพิพากษาจำคุกเพราะเขียนบทกวีหมิ่นประธานาธิบดีบ้างหรือไม่ และเอฟบีไอเคยไล่ล่าหนุ่มอังกฤษ ที่บังอาจเรียกประธานาธิบดีอเมริกาว่า " ไอ้หัวกล้วย" มาบ้างหรือเปล่า

การกระทำที่สิ้นคิด ผิดมารยาท และอาจเข้าขั้นผิดกฎหมายระหว่างประเทศของนางทูตรายนี้นั้น ควรที่ประเทศต้นสังกัดอย่างสหรัฐอเมริกาจะต้องทบทวนและเชิญนางออกจากประเทศ ไทยไปซะ เช่นเดียวกับตัวแทนของยูเอ็นที่ก็เข้าใจผิดเหมือนนางเคนนีย์ ไร้มารยาทเหมือนกัน ควรจะทำความเข้าใจให้กระจ่างว่า ทุกประเทศล้วนมีกฎหมายคุ้มครองประมุขเหมือนกันทั้งสิ้น ฉะนั้น อย่าด่วนผลีผลามตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ใคร หรือเข้าร่วมกับกลุ่มใด ทำการที่กระทบกระเทือนถึงสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย และละเมิดในกระบวนการศาลสถิตยุติธรรมในประเทศที่เขามีเอกราชและมีศักดิ์ศรี ของเขา

ผมประทับใจความเห็นของคุณชัย ราชวัตร นักเขียนการ์ตูนคนสำคัญของบ้านเราที่บอกว่า " ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแบบประเทศไทย ก็เปรียบเหมือนเครื่องแต่งกายชุดประจำชาตินั่นแหละ เป็นวัฒนธรรมประเพณีชาติใครชาติมันที่ตกทอดกันมา หากใครเห็นว่าใส่แล้วอึดอัดไม่ทันสมัย อยากใส่ชุดประจำชาติของอเมริกา อังกฤษ ก็เชิญคุณไปใส่ ไม่มีใครว่าอะไร แต่อย่ามาแส่มาเสี้ยมให้คนไทยถอดเครื่องแต่งกายชุดประจำชาติของตัวเองไปใส่ ชุดของอเมริกา อังกฤษตามคุณ เมื่อคนไทยเขาใส่แล้วเขาอบอุ่นเขาภูมิใจของเขา เขาจะถีบคุณเอา"

และชอบความเห็นของ ทนายวันชัย สอนศิริ ที่บอกกล่าวกับมัลลิกา บุญมีตระกูล ถึงพฤติกรรมของคนที่เคลื่อนไหวโดยใช้ ม. 112 เป็นเครื่องบังหน้า ซึ่งเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ยูทู้บว่า "มันไม่ได้ประสงค์ดี มันเป็นแนวความคิดของความประสงค์ร้ายและต้องการจะทำลายสถาบัน ทำไมสถาบันเขาต้องมีพฤติกรรม มีการกระทำ มีวิถี มีการปฏิบัติที่แตกต่างกว่าเราธรรมดา คุณเข้าใจไหมว่า พระก็ต้องมีพฤติกรรมที่ต่างไปจากคนธรรมดา ถ้าพระลงมาเล่นกับชี ลงมาเล่นกับผม วันหนึ่งชาวบ้านเขาก็ตบหัวพระ จริงหรือเปล่า เพราะเขาถือว่าเหมือนกัน สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าจะปล่อย บอกว่าเหมือนคนธรรมดา ยังไงๆ ให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ จะเป็นไงล่ะ วันหนึ่งก็หมด ขาดความเคารพนับถือ เพราะฉะนั้น สถาบันจะต้องมีรั้ว มีกำแพง มีกรอบ มีการกระทำซึ่งต่างจากคนธรรมดา กฎหมายที่ใช้ปกป้องคุมครองก็ต้องเหนือกว่าคนธรรมดา ถ้าใครกำลังจะบอกว่า อันนี้ไม่ควรมี นั่นแปลว่า นายกำลังมีความประสงค์มากกว่าที่จะกำลังยกเลิกกฎหมาย"

เมื่อมัลลิกาถามว่า บางคนบอกว่า ยกเลิกเพื่อให้กฎหมายไม่แรง มีเสรีภาพ และต่างชาติยอมรับได้ ทนายวันชัยตอบว่า "ก็ง่ายมาก มึงก็ไปอยู่ประเทศอื่น ประเทศไหนก็ได้ที่ไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ มึงก็ไปสิ ประเทศนี้เขาเป็นอย่างนี้ เหมือนบ้านผม มีข้อตกลงในกันครอบครัวว่า พ่อแม่ต้องเป็นอย่างนี้ ลูกต้องเป็นอย่างนี้ มาบอกว่า โอ๊ย! หนูอยู่ไม่ได้ มึงก็ไปอยู่บ้านอื่นสิ มาอยู่บ้านกูทำไม เหมือนกัน ถ้าบอกว่าอยู่ประเทศนี้แล้วอึดอัด วิพากษ์วิจารณ์สถาบันไม่ได้ พวกมึงก็ยกโคตรพ่อโคตรแม่มึงไปไว้ประเทศอื่นที่เขาไม่มีสถาบัน แล้วมึงจะไปด่าหมูหมากาไก่ มึงก็ไปด่าสิ"

ถึงเวลาแล้วครับ ที่เราต้องสะกิด "ยางหัว" ของคนบางคนที่เริ่มทำตัวเหมือนสัตว์ กัด เห่า และเล่นงานเขาไปทั่วอย่างไม่มีเหตุผล

ในทุกสังคม ล้วนให้เสรีภาพที่มีขอบเขตเอาไว้ เลยเขตเมื่อไหร่ก็ต้องถูกจำกัด เป็นเรื่องปกติ

ความ เลวระยำของ "เจ้าหน้าที่" ที่รวมมือกับใครก็ตาม ใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 นี้ ไปเล่นงานคนอื่น ย่อมไม่ใช่ความผิดของการมีกฎหมาย และยิ่งไม่ใช่ความผิดของสถาบันเลยสักนิด ดังนั้น มาแก้ปัญหากันให้ถูกจุด อย่าแตะผิดจุด

แต่ผมยังมีความคิดที่สำคัญ ซึ่งต้องย้ำกันด้วยว่า เราอย่าเพิ่งไปกล่าวหาคนที่เสนอแก้ ม. 112 ว่าเป็นผู้ร้ายไปเสียหมด ฟังเจตนารมณ์และวิธีแก้ของเขาเสียก่อน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความถูกต้องของกฎหมาย รักษาความผาสุกของการอยู่ร่วมกันเอาไว้ ควบคู่กับการเทิดทูนสถาบันพระมหาษัตริย์ให้บริสุทธิ์ สูงส่ง และถูกต้อง

กระนั้นก็ตาม อดขีดเส้นใต้บรรทัดให้กับข้อความของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่เพิ่งกลับจากกินข้าวกับผู้นำเหล่าทัพ แล้วมีข่าวว่า ทหารขอให้ทำหน้าที่ปกป้องสถาบันมิให้ถูกจาบจ้วง จนทั่นเป็ดรีบเร่งแสดงตัวจะปราบเว็บหมิ่นอย่างกระฉับกระเฉงไม่ได้

ร.ต.อ.เฉลิม บอกว่า " เมืองไทยเจริญรุ่งเรืองมาได้เพราะสถาบันหลัก ถ้าไม่มีสถาบันหลักบ้านเมืองจะเป็นอย่างไรรู้กันหรือไม่ เพราะทรงพระเมตตา ทรงพระกรุณาทุกเรื่อง จากบ้านเรายากจนจนมาสู่ประเทศพอมีฐานะ จากประเทศด้อยพัฒนามาเป็นประเทศพัฒนา ประชาชนคนในชาติมีความรู้ไม่แพ้ชาติอื่นๆ ในอาเซียนก็ไม่เป็น 2 รองใคร แล้วมาคิดทำไมเรื่องมาตรา 112 ผมไม่เห็นด้วย ผมชัดเจนมาตลอด ไปเปลี่ยนแปลงทำไม ก็ดีอยู่แล้ว พวกไม่มีงานทำหรอ"

ใครได้อ่านข้อความนี้ของท่าน ก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ขอให้จริง"

อย่ามาเล่นตลกพลิกลิ้น เหมือนที่บอกว่า ถ้าลูกชายสอบตก ไม่ได้เป็น ส.ส. ก็จะไม่รับตำแหน่งอะไรเลยก็แล้วกัน
ก้าบๆ

จิตกร บุษบา 
แนวหน้า วันที่ 21/12/2011

 

ขอขอบคุณที่มาของบทความนี้ ด้วยจิตคารวะ

 


 

 

 

 
 


              
 

© 2014 Microsoft 
 Terms 
 Privacy & cookies 
 Developers 
 English (United States)
 





อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สุกรวดี วันที่ : 07/12/2014 เวลา : 02.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/rojanar

ขอบอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่าน
และผู้กดโหวต คือคุณป้ากระเจี๊ยบ คุณสิงห์นอกระบบ
และหนึ่งท่านที่ฝากข้อความ ตามลิงก์ไม่ได้ค่ะ



ความคิดเห็นที่ 1 (0)
bitong วันที่ : 04/12/2014 เวลา : 23.09 น.

ขอบคุณค่ะ. ที่นำมาให้อ่านอีกครั้ง

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2014 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      



[ Add to my favorite ] [ X ]