• สูนทอง
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : swanwit@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2014-07-27
  • จำนวนเรื่อง : 258
  • จำนวนผู้ชม : 46309
  • จำนวนผู้โหวต : 6
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2560
Posted by สูนทอง , ผู้อ่าน : 178 , 22:03:13 น.  
หมวด : ศิลปะ/วัฒนธรรม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

นี่เป็นมุมมองอีกจากมุมมองหนึ่งซึ่งผมว่าน่าสนใจ ก็เลยเอา

มาลง (ผมไม่เห็นด้วยทั้งหมด)

 

ตำนานการอพยพของชนเผ่าผู้ไท

ลาวและผู้ไทเป็นกลุ่มชนที่ถือกำเนิดในเขตลุ่มน้ำโขงตั้งแต่ตอนใต้ยูนานทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีนติดกับชาติพันธุ์พี่น้องจ้วงมณทลกวางสี(จีน)ต่ำลงมาที่สิบสองพันนาเมืองสิงห์หลวงน้ำทาทางตอนใต้และแคว้นสิบสองจุไทย  ในลุ่มน้ำดำ(ตอนเหนือของเวียดนามในปัจจุบัน)อยู่กันมานานนับพันๆปีแล้วมีหลักฐานทางโบราณคดีเป็นรูปดาวใหญ่ปรากฎตามพื้นที่สายภูเลยทางทิศ ตอ./น.ของเมืองหลวงพระบาง รูปดาวนี้เป็นคติความเชื่อว่าตนเองเป็นพวกที่มาจากเทียน,แถน,ไท้(ฟ้าหรือสวรรค์)จนมีคตินับถือผีแถนผีฟ้าผีไท้ผีแถนอยู่ถึงปัจจุบัน แรกๆเรียกตัวเองว่าคนดาว จีนออกเสียง ด.ไม่ชัดกลายเป็นคนลาว(ในบันทึกจดหมายเหตุของจีนโบราณมีชื่อ อาณาจักรอ้ายลาว) ไทลาวและผู้ไทเป็นเชื้อสายแซงเดียวกันขณะที่พวกลาว พัฒนาสร้างบ้านแปลงเมืองมาพร้อมๆกันจากบริเวณแคว้นสิบสองจุไท ไทลาวแยกตัวออกมาจากเมืองแถง (เดียนเบียนฟู)ก่อนมุ่งมาตะวันตกทางลุ่มน้ำโขงตามตำนานขุนบรมส่งลูกชาย ขุนลอ (ไปครอง) ตีเอาเมืองเชียงดง เชียงทองได้จากขุนชวา(วงค์นันทา)กษัตริย์ของชนเผ่าขอม,ละว้า(ลัวะ)ขับไล่พวก ลัวะให้หนีขึ้นไปทางเหนือบริเวณ ม.หลวงน้ำทาดังตำนานหลวงพระบางกล่าวว่า”เมื่อนั้นขุนลอก็เอาพลตนล่องมาทางน้ำฮวดน้ำอูล่องมาฮอดน้ำของตอนผาติ่งสบอูแล้วก็ตั้งฮาวคาวจอดอยู่ฮั่นก่อนแล้ว…เมื่ออ้ายกันฮางเป็นขุนอยู่เมืองชวาลูกมันชื่อลกลิงหลานมันชื่อระวังก็ยังเหลนมันชื่อยี่ผงก็ยัง เขาสามลูกปู่หลานนี้ยังเป็นขุนใหญ่กินเมืองชวานั้นแล ยามนั้นขุนลอล่องมาฮอดน้ำของก็นองรี้พลเข้าเมืองชวารบฆ่า กันฮางแพ้ เขาพ่อลูกปู่หลานเหลนก็อยู่ไม่ได้ลวดพ่ายหนีเมือตกผาหลวงน้ำทาพู้นแล้วเมื่อนั้นขุนลอจึงได้ตั้งเมืองเป็นท้าวเป็นพญาแก่ลาวทั้งหลายก่อนพญาลาวทั้งหลายลวดไปได้นามว่าขุนชวาตามวงค์ปู่เขาแต่ก่อนมาแล…” ไทลาวสร้างอาณาจักรลาวล้านช้างขึ้นที่ ม.หลวงพระบาง(อาณาจักรล้านช้างเข้มแข็งอยู่ได้ด้วยการปกครองป้องกันตัวเองมาได้ด้วยความเป็นหนึ่งเดียวแต่ปี พ.ศ.1290ขณะเดียวกันนั้นชนเผ่าผู้ไท(ไทภู/ภูไท/ผู้ไท)ได้พัฒนาตนเองแปลงเมิงต่อไปที่บริเวณสิบสองจุไทย ทางผู้ไทได้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือผู้ไทยขาว 4 เมืองคือ เมืองไล, เมืองเจียม, เมืองมุก, เมืองบาง กลุ่มนี้ กำเนิดจากจีนแซ่ฟอ(พวกชาติพันธุ์จ้วงจากทิศตะวันตกมณฑลกวางสีของจีน) ส่วนผู้ไทดำ(และผู้ไทผิเหลอซึ่งเป็นแซงหนึ่งของ ผู้ไทดำ)ตั้งถิ่นฐานอยู่ใน 8 เมือง คือเมืองแถน(เดียนเบียนฟู), เมืองตุง, เมืองหม่วย, เมืองลา, เมืองโมะ, เมืองหวัด, เมืองซาง และ เมืองคาย ลักษณะของคนผู้ไทดำ(ไทผิเหลอ)ผิวพรรณละเอียดขาวเนียนสะอาดสะอ้าน กิริยาอาการคล้ายคนไทย/ลาว การแต่งกายผู้ชายชอบนุ่งกางเกงขาแคบใช้ผ้าฝ้ายสี่ดำสวมเสื้อดำย้อมคราม ผู้ชายสวมกำไลข้อมือ ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่นต่อตีน นุ่งผ้าดำย้อมครามมีกำไลเงินและจอนหูเงิน เป็นเครื่องประดับ ผู้หญิงที่ยังไม่มีสามีจะเกล้าผมมวยเมื่อแต่งงานมีสามีแล้วจะเกล้าผมสูง เครื่องแต่งกายมีสีดำเข้ม จึงเรียกคนเหล่านี้ตามอัตรลักษณ์การแต่งกายว่า “ ผู้ไทดำ” รวมชนเผ่าผู้ไทยทั้งหมดได้ 12 หัวเมืองดังกล่าวแล้ว แต่ละเมืองแยกเป็นจุเป็นพวก มีเจ้ามีขุนปกครองเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่กันและกัน จึงขนานนามแว่นแคว้นนี้ว่า สิบสองเจ้าไท/สิบสองจุไท/สิบสองผู้ไท (ทำนองสหพันธรัฐผู้ไท) มีศูนย์กลางการปกครองอยู่ที่เมืองแถน (เมืองเดียนเบียนฟู)ในเขตติดต่อญวนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือภายหลังชาวผู้ไทอพยพจากสิบสองจุไทด้วยเหตุเกิดวิกฤตการณ์การเมืองภายใน มีการแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือจุอื่นๆของผู้ไทขาว การพบกับการรุกรานของจีนฮ่อ (ชนชาติจีนที่นับถือศาสนาอิสลามพวกหนึ่ง)และอิทธิพลความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง  ลาว/ไทย/ญวน  จึงพากันอพยพย้ายถิ่นจากตอนทิศตะวันตกเฉียงใต้จีนลงมาเรื่อยๆและจากเมืองแถน(เดียนเบียนฟู)ขยับมาตั้งบ้านเมืองกันที่เมืองนาน้อยอ้อยหนู และโจรจีนฮ่อรุกรานปล้นสะดมภ์อีกหลายครั้งคราว ผู้ไทจึงได้พากันอพยพจากตอนเหนือของเชียงขวาง(นาน้อยอ้อยหนูแขวงหัวพันลาว) ลงมาอยู่ที่เมืองพวน แขวงเชียงขวางและผู้ไทดำส่วนหนึ่ง(ไทโซ่งดำ)ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกสยามในสมัยธนบุรีและ ร.1(พ.ศ.2322-พ.ศ.2335) ส่วนผู้ไท(ผิเหลอ)ที่รักอิสระเสรีภาพกลุ่มหนึ่งได้อพยพไปทางใต้โดยกษัตริย์ลาวในเวลานั้นเห็นชอบให้ไปตั้งบ้านแปลงเมืองอยู่แถวแขวงคำม่วนบางส่วน ที่ เมืองวังอ่างคำ เมืองตะโปน(เมืองเซโปน) เมืองพีน เมืองนอง เมืองผาลาน เมืองเชียงฮ่ม เมืองผาบังเมืองคำอ้อคำเขียว เมืองชุมพร ทางตะวันออก แขวงสะหวันเขตของประเทศลาวติดกับชายแดนเวียดนามในปัจจุบันแถวบริเวณช่องลาวบาวเทือกเขาบรรทัด(สายภูหลวง)เส้นกั้นพรมแดนลาว-เวียดนาม ในปัจจุบัน    จีนฮ่อคือใคร?เพื่อความเข้าใจตรงกันขอขยายความดังนี้ เดิมนั้นคนจีนโบราณเรียกชาวดงชาวป่าที่อาศัยอยู่บริเวณริมหนองน้ำทะเลสาปหนองแส(ทะเลสาบเอ้อไห่)ในยูนานว่าพวกซีเอ้อห้อ  ต่อมาเพี้ยนเป็นซี เอ้อฮ่อ ไทย/ลาวเรียกชาวจีนที่เป็นช่าวป่าชาวดงริมทะเลสาบหนองแสว่าพวกชาวลุ่มน้ำหรือชาวซีเอ้อฮ่อ/จีนฮ่อ ไปตามอย่างจีนโบราณด้วย แม้ภายหลังพวกนี้จะอพยพโยกย้ายไปอยู่คุณหมิงแล้วก็ตาม คนจีนก็ยังเรียกชาวป่าชาวเขาเหล่านี้ว่าซีเอ้อห้อหมานเหมือนเดิมต่อมาคำว่า เอ้อห้อ/เอ้อฮ่อกร่อนคำลงเหลือเพียง ห้อหรือ ฮ่อ คำเดียวเมื่อมาถึง ไทลาว/ลื้อ/ฉานตอนเหนือพม่าและญวนคำว่าฮ่อหมายถึงคนจีนเช่น ฮ่อปักกิ่งคือคนจีนปักกิ่งหรือฮ่อเสฉวน คือคนจีนเสฉวนฮ่อกวางสีคือคนจีนกวางสีเป็นต้น ในอีกมิติหนึ่งฮ่อ/จีนฮ่อพวกนี้เมื่อรอนแรมจากยูนานมาถึงล้านนา/ล้านช้าง/ลื้อ/ฉานตอนเหนือพม่าและญวนดังกล่าว(มาทางบก)แล้วจะรู้จักกันในนามว่า ฮ่อคือชาวจีนภูเขาหรือจีนฮ่อที่นับถือศาสนาอิสลามและชอบใช้ม้าหรือล่อเป็นสัตว์ต่างพาหนะทำตัวเป็นพ่อค้าเพชรพลอยอัญมณีเดินทางมาตามสันเขาตามดอยตามหุบเขาซอกเขามาพร้อมสินค้ามาค้าขาย(มาทางบก)เรียกจีนฮ่อส่วนพวกจีนที่มาทางทะเลไท/ลาวเรียกจีนว่า”เจ๊ก”หรือ “จีน”

ในอีกมิติหนึ่งจีนฮ่อ(มาทางบก)เหล่านี้ คือ กองโจรจีนมุสลิมที่ยกกำลังเข้ารุกรานกลุ่มไทลาว/ลื้อ/เขิน/ฉานและผู้ไทเรื่อยมาในอดีต เดิมไทยลาวผู้ไทเราก็อยู่ตะวันตกแถวยูนานบ้างทางใต้ติดกับพรมแดนกวางสี(จ้วง)บ้าง ทนการรบกวนของกองโจรจีนฮ่อที่มันเที่ยวตีชิงวิ่งปล้นสดมภ์จับคนเรียกค่าไถ่ไม่ไหว จึงพากันถอยร่นลงมาเรียกว่าหนีศึกฮ่อมาแต่ในอดีตในตำนานการรำพึงรำพันผ่านกลอนลำว่า…เพราะจีนฮ่อม่นก่อกวน.

ในตำนานขุนเจืองธรรมิกราช(พ.ศ.1616- พ.ศ.1677)กล่าวว่าขุนเจื่องวีระบุรุษ2ฝั่งโขง รบชนะพวกจีนฮ่อที่สิบสองจุไทไปจนถึงรบแกวแม้นตาถอกขอกฟ้าตายืนในฝั่งทะเลแถบอ่าวตังเกี๋ย หรือ อีกข้อมูลหนึ่งในตำนานหลวงพระบางบันทึกว่าในปี พ.ศ.2197 มีฮ่อหัวขาวยกทัพมาตีเมืองแสนหวีในสิบสองพันนาลื้อสู้ไม่ได้ต้องอพยพมาขอกำลังล้านช้างหลวงพระบางไปรบกับฮ่อเหล่านี้คือจีนฮ่อแต่โบราณ

ส่วนในปี พ.ศ.2405สมัย ร.4 คำว่าจีนฮ่อ คำนี้มาถึงไทยภาคกลางเมื่อพวกจีนฮ่อดังกล่าวเข้าร่วมก่อการกบฏต่อราชวงศ์แมนจูของจีนเรียกกันในนามของ กบฏไท่เผ็ง มี หง ซิ่ว ฉวน เป็นหัวหน้าสถาปนา ไท่เผ็งเทียนกว่อ(เมืองแห่งศานติ)รบได้นานกิงเป็นที่มั่นแต่สุดท้ายอิจฉาริษยาไม่ไว้วางใจกันแตกความสามัคคีรบกันเองเลยถูกจีนแมนจูและชาติตะวันตกผนึกกำลังกันปราบจนราบคาบจีนปราบปรามอย่างรุนแรง(ตามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ฮ่อไท่เผ็งให้สิ้นซาก)ทำให้จีนฮ่อบางส่วนแตกบ้านแตกเมืองหนีตายข้ามแม่น้ำภูเขาเข้ามาตอนเหนือเมืองฮานอยของเวียดนาม มีกำลังคนประมาณ 4,000 คนฝ่าย เวียดนามกลัวอิทธิพลของจีนฮ่อและเกรงว่าจะมีปัญหาการเมืองในอนาคต จึงขอกำลังทัพจีนแมนจูมาช่วยปราบฮ่อจน ง่ออาจง  หัวหน้าจีนฮ่อตายในที่รบฮ่อบางส่วนแตกหนีมาหลบซ่อนตัวที่บริเวณป่าภูเขาเมืองซันเทียนเขตสิบสองจุไทซึ่งในขณะนั้นมีสถานะเป็นประเทศราชของไทยสยามสมัยรัตนโกสินทร์ ภายหลังจีนฮ่อเกิดขัดใจกันและรบกันเองจีนฮ่อที่ชนะใช้ธงดำเป็นสัญลักษณ์เรียกฮ่อธงดำมี ลิ่วตายัน  เป็นหัวหน้า ส่วนฮ่อที่แพ้ใช้ธงเหลืองเป็นสัญลักษณ์จึงเรียกว่าฮ่อธงเหลืองมีปวงนันซีน้องชาย ง่ออาจง เป็นหัวหน้าจีนฮ่อพวกหลังนี้หลบเข้าเขตสิบสองจุไท,หัวพันห้าทั้งหกเป็นเขตของไทยสยามเที่ยวหาเลี้ยงชีพด้วยการปล้นสะดมภ์จับตัวคนเรียกค่าไถ่ทำให้ ร.5 ต้องส่งกองทัพไปปราบฮ่อถึง 4 ครั้ง (ปราบฮ่อครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2416 ครั้งที่2 ปี พ.ศ.2427 ครั้งที่ 3ปี พ.ศ.2428)
การปราบฮ่อ ครั้งที่4ปี พ.ศ.2430(ครั้งสุดท้าย) เมื่อฝรั่งเศสซึ่งกำลังล่าอาณานิคมเมืองขึ้นในอินโดจีนให้ท้ายยุยงส่งเสริมจนเกิดจีนฮ่อพร้อมผู้ไทเมืองไล 500 คน บุกโจมตีและเผาเมืองหลวงพระบางจนไทยต้องส่งกองทัพไปปราบและมีปัญหาที่ฝรั่งเศสเอากำลังฝรั่งเศสและญวนจากตังเกี๋ยจำนวนหนึ่งมาแทรกแซงอ้างเหตุว่ามาช่วยปราบจีนฮ่อและสุดท้ายไม่ยอมถอนทหารจากหัวพันห้าทั้งหก,สิบสองจุไทและเดียนเบียนฟูจนทำให้ไทยเสียดินแดนสิบสองจุไทให้เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสโดยพฤตินัยแต่นั้นมาและเสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงทั้งหมดรวมทั้งสิบสองจุไทแก่ฝรั่งเศสโดยสิ้นเชิงอย่างเป็นทางการในคราววิกฤตปากน้ำอ่าวไทยใน รศ.112(ปี พ.ศ.2436)ในที่สุด

สรุปว่าจีนฮ่อในบริบทหลังนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอพยพจากสิบสองจุไทของผู้ไทยเพราะจีนฮ่อรุ่นหลังเกิดในปี พ.ศ.2405-พ.ศ.2430 ซึ่งในเวลานั้นพวกผู้ไทได้อพยพใหญ่ข้ามน้ำโขงมาฝั่งขวาประเทศไทยแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2383ในสมัย ร.3แห่งรัตนโกสินทร์ โจรจีนฮ่อที่มีบริบทที่เกี่ยวข้องทำให้ผู้ไทอพยพคือกองโจรจีนฮ่อ(จีน)ที่ทำสงครามรุกรานไทลาวในครั้งโบราณ(โดยการสันนิษฐานของผู้รวบรวม)

ย้อนมาที่ลาวอีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันลาวก็พัฒนาอาณาจักรลาวล้านช้าง มีกษัตริย์ปกครองมีขุนนำหน้าชื่อ 13 องค์ มีท้าวนำหน้าชื่อ 6องค์ รวมเป็น 19 องค์จนถึงพญาลังปกครองไม่ดีไม่อยู่อยู่ในศีลในธรรม จึงเกิดขัดแย้งแย่งชิงอำนาจกันขึ้นแม้พระเจ้าฟ้างุ้มจะรวบรวมลาวได้เป็นปรึกแผ่นในปี พ.ศ.1893 ก็ตามแต่ต่อมาลาวก็ขัดแย้งกันอีกเพราะแย่งชิงราชสมบัติภายในราชวงค์ ผลของความขัดแย้งทำให้ลาวแตกแยกออกเป็นสองอาณาจักร คือ อาณาจักรลาวหลวงพระบาง และ อาณาจักรลาวเวียงจันทร์ในปี พ.ศ.2250โดยแบ่งกันที่ปากน้ำเหืองขึ้นไปให้ขึ้นกับลาวหลวงพระบางใต้ลงมาให้ขึ้นกับเวียงจันทน์ในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่2(เวียงจันทน์)กับเจ้ากิ่งกิสราช(หลวงพระบาง)มีไทยในสมัยพระเพทราชาเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย และโดยธรรมชาติสถานที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ลาวตั้งอยู่กลาง 2 มหาอำนาจใหญ่ ไทย/ญวน ทำให้ลาวแต่ละอาณาจักรแสวงหาอำนาจจากภายนอกมาสนับสนุนพวกตนให้ดำรงตั้งตนอยู่ได้ด้วยการไปสวามิภักดิ์ทั้งไทยและญวน โดยการส่งส่วยให้ทั้งสองเมือง(จิ้มก้อง) จึงเรียกเมืองดังกล่าวนี้ว่าเมืองสองส่วยฟ้า หรือ เมืองสองฝ่ายฟ้า ในภายหลังลาวแบ่งเป็น 3 อาณาจักรในปี พ.ศ.2257 เหตุมาแต่ความขัดแย้งแข่งดีกันทางการเมืองในอาณาจักรลาวเวียงจันทร์ ทำให้พระครูโพนเสม็ด(ญาครูขี้หอม)ซึ่งเป็นพระที่ชาวลาวเลื่อมใสศรัทธามากได้พาเชื้อพระวงศ์กษัตริย์ลาวที่ขัดแย้งกันพร้อมบ่าวไพร่จำนวนหนึ่งหลบหนีออกจากอาณาจักรลาวเวียงจันทร์ ล่องแพ ลงไปทางใต้ตามลำแม่น้ำโขงอ้างเหตุไปบูรณะพระธาตุพนมและเมื่อบูรณะธาตุพนมแล้วได้พาประชาชนไปอาศัยนางแพงนางเพาที่เมืองจำปาสักและโดยการสนับสนุนของพวกเจ้าขอม(เขมร)ทางด้านใต้จึงได้ตั้งตัวเป็นอาณาจักรใหม่ขึ้นชื่อ อาณาจักรลาวจำปาสัก ทำการปกครองกันเอง และ ประกาศตนเองเป็นรัฐอิสระไม่ขึ้นต่ออำนาจอาณาจักรลาวเวียงจันทร์ได้เชิญเอาโอรสเจ้านางมังคลาชื่อเจ้าสร้อยศรีสมุทรหน่อพุทธางกูรขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินประกาศตนเป็นอาณาจักรอิสระ ทำให้ลาวถูกแบ่งออกเป็น 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรลาวหลวงพระบางหนึ่ง/อาณาจักรลาวเวียงจันทร์หนึ่ง/อาณาจักรลาวจำปาสักหนึ่งแต่นั้นเป็นต้นมา
ด้วยการแสวงหาอำนาจจากภายนอกมาสนับสนุนตนเอง โดยแต่ละอาณาจักรจึงทำให้ไทยกระทบกระทั่งกับญวนและรบกันบ่อยครั้งเพื่อแสดงอำนาจอิทธิพลเหนืออาณาจักรลาวและด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งกันของลาว 3 แคว้น ต่างฝ่ายต่างแสวงหาอำนาจภายนอกเป็นที่พึ่งของตน ในที่สุดลาวทั้ง 3 อาณาจักรตกเป็นเมืองขึ้นของไทยในสมัยกรุงธนบุรีของพระเจ้าตากสินเมื่อปี พ.ศ.2322และเจ้าสิริบุญสารของลาวเวียงจันทน์

สรุปการอพยพของชนเผ่าผู้ไทจากตอนเหนือของลาว/เข้าไทย แบ่งออกได้ตามเหตุการณ์และห้วงเวลา ดังนี้

การอพยพครั้งแรก  จากเมืองแถง  แคว้นสิบสองจุไท ลงมาทางใต้ของชนเผ่าผู้ไท สาเหตุหลักมาจากชนเผ่าผู้ไทขาวที่รุกรานผู้ไทดำ ผุ้ไทขาวขยายอำนาจควบคุมผู้ไทได้ถึง 11 หัวเมืองและการรบกวนของจีนฮ่อยุคโบราณ ส่งผลให้ผู้ไทและผู้ไทดำ ที่รักอิสระ เสรีภาพประมาณหมื่นเศษๆ พากันอพยพลงมาทางใต้ มาตั้งอยู่ที่บริเวณหัวพันห้าทั้งหก หรือ ที่เรียกกันว่า”เมืองนาน้อยอ้อยหนู “ ความขัดแย้งกันเองประกอบกับเกิดเหตุทุพภิกขภัยฟ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งแล้วพวกผู้ไทจึงได้ชวนกันอพยพ ลงใต้อีกครั้งมาอยู่บริเวณพื้นราบภูเขาแถวเมืองพวนแขวงเชียงขวาง ของลาว พวกผู้ไทได้พากันมาตั้งมั่นหาเลี้ยงชีพอยู่บริเวณนี้อย่างสงบต่อมาเป็นเวลา 200 ปีเศษโดยประมาณ จนถึงปี พ.ศ.2321-2322 ลาวในสมัยพระเจ้าสิริบุญสาร เกิดขัดแย้งกับไทยสยามสมัยพระเจ้าตากสิน กรณีพระวอพระตาซึ่งสมัยนั้นขัดแย้งกับเจ้าสิริบุญสารหนีมาตั้งเมืองนครเขื่อนขันธ์กาบแก้วบัวบาน(หนองบัวลุ่มภู)ลวววววาวเวียงจันทน์ตามราวีจนพระตาในที่รบพระวอระราชวงค์ได้อพยพพาประชาชนไปอยู่ดอนมดแดงเมืองอุบลฯสวามิภักดิ์ต่อไทสยามสมัยธนบุรี ถูกลาวเวียงจันทร์โจมตีที่ดอนมดแดง(เมืองอุบลราชธานี)โดยการหนุนช่วยจากเจ้าผู้ครองนครจำปาสัก พระเจ้าตากสินโกรธเคืองกล่าวหาว่าลาวไม่เป็นเมืองพี่เมืองน้องอย่างในอดีตสมัยเจ้าชัยเชษฐาธิราช มาโจมตีคนที่สวามิภักดิ์ต่อไทยสยาม ถือเป็นการหมิ่นเกียรติ จึงสั่งให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก(ทองด้วง)กับเจ้าพระยาสุระสีห์(บุญมา)ยกกองทัพไปตีเมืองลาวตั้งแต่จำปาสักจนถึงเวียงจันทร์ ลาวแพ้สงครามคราวนั้น ไทยจึงผนวกเอาลาวทั้งประเทศทั้งหมด 3 อาณาจักร เป็นเมืองประเทศราชของไทยสยาม หลังจากตีเวียงจันทร์แตกแล้วกองทัพไทยได้ให้กองทัพส่วนหนึ่งไปตีหัวเมืองด้านตะวันออกของเมืองหลวงพระบางที่ชาวผู้ไทตั้งบ้านเมืองอยู่ บริเวณ เมืองทันต์(ญวนเรียกเมืองซือหงี) แล ะเมืองม่วย แขวงเชียงขวาง ซึ่งอยู่ใกล้เขตแดนญวน ทาง กรุงธนบุรีสั่งให้กวาดต้อนพวกผู้ไทดำ บริเวณนั้นลงไปกรุงธนบุรี และให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เขาย้อย เพชรบุรี (ส่วนมาก) และมีไทดำบางส่วนคิดถึงบ้านเก่าได้อพยพขึ้นเหนือจะกลับลาวแต่ไปไม่ถึงมาหยุดอยู่ที่สุพรรณบุรี บ้างนครสวรรค์บ้าง  ส่วนพวกลาวเวียงและลาวพวนให้ไปอยู่บ้านหมี่เมืองลพบุรี เมืองสระบุรี และ ทางหัวเมืองตะวันออก เช่น  เมืองแปดริ้ว/ปราจีนบุรี และ เมืองจันทบุรี พวกผู้ไทดำเมืองเขาย้อยต่อมาเรียกขานกันว่า “ลาวซ่งดำ”เพราะมีอัตรลักษณ์ชอบนุ่งกางเกง(ผู้ไทเรียกกางเกงว่าซ่ง)สีดำหรือผ้าย้อมสีครามจึงเรียกตามการแต่งกายว่า”ลาวซ่งดำ”สุดท้ายกลายเป็นลาวโซ่งดำและกร่อนคำเหลือแค่เพียง”ลาวโซ่ง”หรือไทยทรงดำในปัจจุบัน นับว่าเป็นพวกผู้ไท(ดำ)ระลอกแรกที่ถูกกวาดต้อนเป็นเชลย อพยพเข้าสู่ประเทศไทย ครั้นอยู่ต่อมาราวปีพ.ศ.2335 สมัยรัชกาลที่ 1 กรุงเทพฯ เมืองแถง และ เมืองพวน  แข็งข้อขัดขืนไม่ฟังบังคับจากเวียงจันทร์ ร.1 จึงบัญชาให้เจ้าผู้ครองนครเวียงจันทร์ ยกทัพไปปราบปราม จนเมื่อชนะศึกแล้วให้กวาดต้อนผู้ไทดำและลาวพวนเป็นเชลยศึก ส่งลงไปกรุงเทพฯอีกครั้ง โดยไทดำนั้นให้ส่งไปอยู่ที่เขาย้อยเพชรบุรีกับพวกที่ไปอยู่ก่อนแล้วในสมัยธนบุรีส่วนลาวพวนให้แยกกันอยู่ในกรุงเทพฯบ้างสระบุรีบ้าง ลพบุรีบ้าง  นโยบายในการกวาดต้อนผู้ไทดำ/ลาวพวน /ลาวเวียง ไปกรุงธนบุรีและกรุงเทพฯนั้นมีเหตุผลอยู่หลายประการ กล่าวคือ เป็นเชลยศึกที่กวาดต้อนไปปูนบำเหน็จให้กับพวกแม่ทัพนายกองที่ทำการรบชนะศึก  มีความดีความชอบเพื่อนำเชลยไปใช้แรงงานทำไร่นาและอื่นๆอย่างหนึ่ง ประการต่อมาคือเพื่อไม่ให้มีประชากรพลเมืองเหลือไว้ให้เป็นประโยชน์แก่ญวนในการเข้ามาปกครองและแสวงหาประโยชน์ และ อีกประการหนึ่งคือป้องกันมิให้รวมตัวกันมีกำลังพลมาก กล้าแข็งและขัดขืนได้อีกต่อไป ประการสุดท้ายคือต้องการกำลังพลมาใว้ทดแทนประชากรไทยที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยศึกเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาแตกเสียกรุงแก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 ทำให้ผู้คนแถบเมืองลพบุรี  สระบุรี  นครนายก  ฉะเชิงเทรา ปราจีน  ขาดและร้างผู้คนจนแทบจะกลายเป็นเมืองร้างเพราะถูกพม่ากวาดต้อนไปเป็นเชลยดังนั้นไทยสยาม จึงกวาดต้อนผู้ไทดำ/ลาวพวน/ลาวเวียง มาเป็นกำลังทดแทนคนไทยที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยพม่าคราวนั้น

    การอพยพละรอกที่ 2  เป็นการอพยพของชาวผู้ไทเมืองนาน้อยอ้อยหนูเ มืองทันต์ เมืองม่วย ลงไปทางใต้มุ่งสู่เมืองวังอ่างคำ สาเหตุหลักเพราะสงครามไทย/ลาวปี 2321-2322  สมัยกรุงธนบุรีและสงครามไทย/ลาวปี 2335 ในสมัย ร.1 กรุงเทพฯ มีการกวาดต้อนผู้ไทดำ/ลาวพวน/ลาวเวียง ไปเป็นเชลยที่ธนบุรีและกรุงเทพฯ ทำให้พวกผู้ไทที่รักอิสระเสรีภาพกลุ่มหนึ่ง(ผู้ไทผิเหลอ)จำนวนประมาณหมื่นคนเศษ ได้พากันอพยพหลบลี้หนีภัยสงครามลงมาทางตอนใต้ ทางเมืองคำเกิดเมือง คำม่วนและขอพึ่งบรมโพธิสมภารต่อเจ้าอนุวงศ์(เจ้าอนุรุธแห่งเวียงจันทร์ พ.ศ.2346 – พ.ศ2370)จ้าอนุวงศ์พิจารณาแล้วเห็นว่าแต่กาลก่อนชาวผู้ไทชอบตั้งบ้านเมืองอยู่ที่ราบเชิงเขาจึงโปรดให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเมืองวังอ่างคำ ทางตะวันออกของเมืองสะหวันเขต(แถวต้นน้ำเซบั้งไฟและเซน้อย) ติดกับเขตแดนญวน และผู้ไทได้ตั้งขยายเมืองเล็ก เมืองน้อย อีกหลายเมืองรอบๆเมืองวังอ่างคำ คือ เมืองพีน เมืองนอง เมืองผาลาน เมืองตะโปน(เซโปน) เมืองผาบัง เมืองเซียงฮ่ม ม.คำออ้คำเขียว บริเวณดังกล่าวมีชนพื้นเมืองอยู่ก่อนแล้วคือ พวกข่า จนเกิดเป็นตำนานการต่อสู้ทางปัญญาระหว่างพวกผู้ไทและข่า โดยท้าทายแข่งขันยิงลูกหน้าไม้ใส่หน้าผาใครชนะ(ลูกหน้าไม้เสียบติดหน้าผา)ต้องได้เป็นใหญ่ในพื้นที่บริเวณเมืองดังกล่าว ผลการแข่งขันปรากฏว่าพวกข่าสู้ปัญญาพวกผู้ไทไม่ได้ จึงยอมอยู่ในปกครองของผู้ไทแต่นั้นมา(แต่ข่ายังอ้างสิทธิการเป็นพี่ผู้ไทสืบมาจนปัจจุบันนี้) ณ บริเวณนี้ผู้ไทดำเนินนโยบายสองส่วยฟ้าแบบเดิม โดยแต่ละปีได้ส่งส่วยมีด พร้าอีโต้ ขวานเป็นเครื่องบรรณาการแก่ลาวเวียงจันทร์ปีละ 500 เล่ม ขณะเดียวกันก็ส่งขี้ผึ้งหนัก 25 ชั่งเป็นบรรณาการไปจิ้มกล้องแก่ญวนด้วย

   การอพยพครั้งที่ 3  จากเมืองวังอ่างคำสู่ฝั่งขวาของลุ่มแม่น้ำโขง มีสาเหตุอันเนื่องมาแต่ความขัดแย้งชิงอำนาจภายในของพวกผู้ไทด้วยกัน สมัยพญาก่ำหาญดอกเลา เป็นใหญ่ในแดนผู้ไทปกครองแบบเผด็จการด้วยความโหดร้าย ใครไม่เป็นพวกก็จับไปฆ่าทิ้งประกอบกับช่วงนั้น เกิดศึกไทย/ญวน  มีคำล่ำลือว่าฝั่งขวาแม่น้ำโขงแผ่นดินอุดมสมบูรณ์โรคภัยไข้เจ็บมีน้อยและกษัตริย์ไทยมีความเมตตาชุบเลี้ยงจึงมีผู้ไทจำนวนหนึ่งอพยพเข้ามาพึ่งใบบุญ โดยมาตั้งบ้านตั้งเมืองที่บ้านบุ่งหวาย(เมืองเรณูนครปัจจุบัน)โดยมี ท้าวสายเป็นผู้นำ
การอพยพละลอกใหญ่ของชนเผ่าผู้ไท ในสมัย ร.3 จากฝั่งซ้ายของแม่น้ำของ(ลาว)มายังฝั่งขวาของแม่น้ำของ(ไทย)สืบเนื่องมาแต่ความขัดแย้ง ไทย/ลาว  เจ้าอนุวงศ์ต้องการแยกตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นกับไทยด้วยการประกาศเอกราชกู้บ้านกู้เมืองลาว จึงเกิดสงคราม ไทย/ลาว ในปีพ.ศ. 2369-2371 กองทัพไทยยกไปตีลาวโดยกล่าวหาว่าลาวเป็น กบฏแข็งข้อ การสู้รบครั้งแรกลาวแพ้จึงเกิดการกวาดต้อนเชลยศึกลาวไปกรุงเทพฯ ในคราวนั้นพระยาราชสุภาวดี(สิงห์ สิงหเสนีย์)แม่ทัพ ไม่ได้ทำลายเวียงจันทร์ตามที่ ร.3 บัญชา แต่กลับแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเวียงจันทร์ปกครองบ้านเมืองต่อไปแต่ครั้นเมื่อยกทัพกลับกรุงเทพฯ  ร.3 ทรงกริ้วแม่ทัพมากที่ไม่ทำลายเวียงจันทร์ศูนย์อำนาจของลาว แถมแต่งตั้งเจ้าครองนครเสียอีก ในปีเดียวกันนั้นเองได้บัญชาให้  เจ้าพระยาราชสุภาวดี(สิงห์ สิงหเสนีย์)แม่ทัพคนเดิม ยกทัพขึ้นไปตีเวียงจันทร์อีกครั้ง เกิดกรณีเจ้าอนุวงศ์โดยการสนับสนุนของญวนทำอุบายลวงแม่ทัพนายกองไทยและกองกำลังส่วนล่วงหน้าอีก 700 คนไปล้อมฆ่าในเมืองเวียงจันทร์ จึงสมประโยชน์ให้ทัพไทยยกเข้าโจมตีเผาทำลายล้างเมืองเวียงจันทร์ราบคาบเป็นหน้ากลองและกวาดต้อนผู้คนและชนเผ่าต่างๆให้ข้ามมาตั้งบ้านเรือนอยู่ทางภาคอิสานของไทยทุกวันนี้

      ส่วนผู้ไทเมืองวังอ่างคำก็ไม่พ้นราชภัยนี้ โดยไทยเห็นว่าเมืองผู้ไทอยู่ติดเขตแดนญวนเพื่อขจัดอิทธิพลญวนแม่ทัพไทยจึงจัดทัพให้พระยามหาสงครามและท้าวเพี้ยเวียงจันทร์ไปโจมตีเมืองวังอ่างคำของผู้ไทแตกและให้กวาดต้อนชาวผู้ไทข้ามมาฝั่งขวาของแม่น้ำโขง แต่จากคำล่ำลือถึงความโหดร้ายของกองทัพไทยว่าเผาบ้านเผาเมืองทำทารุณกรรมต่อเชลยศึก ทำให้ชาวผู้ไทส่วนมากแตกบ้านแตกเมือง หนีไปพึ่งใบบุญญวนที่เมืองภูชุน และอีกส่วนหนึ่งแยกย้ายกระจัดกระจายกันและหลบหนี เป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยหลบหนีข้าศึกไทยไปอยู่ตามป่าตามเขาตามถ้ำ ไม่ยอมมอบตัวสวามิภักดิ์ต่อทัพไทยพา กันเกลียดชังกองทัพฝ่ายไทย หนีไปพึ่งญวน ทำให้ญวนได้เปรียบในช่วงแรกๆของสงคราม ครั้นต่อมาพวกญวนได้แสดงให้เห็นถึงธาตุแท้ว่าเอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงชาวผู้ไทยิ่งกว่าทัพไทยเสียอีก ดังมีหนังสือบันทึกหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรในหนังสือผูกพื้นลาวเวียงกล่าวไว้ ดังนี้  “…พระเจ้ากรุงแกว จึงให้โด่ยหยี่ไปรักษาเมืองชุมพร(เมืองสำคัญเมืองหนึ่งของผู้ไท)ไว้ พวกแกว(ญวน)เกณฑ์ผู้คนมาสร้างค่ายคูเมืองปลูกตำหนักน้อยใหญ่ ผู้คนทิ้งไร่นาเพราะถูกเกณฑ์ ชาวเมืองนอง เมืองชุมพร เมืองผาลาน ตะโปน(เซโปน) อดอยาก ข้าวยากหมากแพง เพราะเมืองแตกแลยังไม่ได้ทำนาต้องกินหัวเผือก หัวมัน กินกลอยแทนข้าว แถมยังถูกข่มเหงให้ตัดไม้ ไปสร้างเมือง สร้างค่ายคูประตูหอรบ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ให้เกณฑ์จัดเข้าเวร เฝ้าด่าน ทั้งต้องเสียส่วยเงินทอง ควาย ช้าง ขี้ผึ้ง ผ้านุ่ง แลเครื่องหวาย ทุกสิ่งที่เก็บเกณฑ์ได้ให้เอาลงเรือส่งไปเมืองแกว จนชาวบ้านอดอยาก ร้างไร่ ร้างนา พวกเขาจึงค่อยๆพากันหลบหนี แกวหันมาพึ่งไทย ไม่คิดจะอยู่เป็นบ้านเป็นเมืองอีกต่อไป พวกที่หนีไม่พ้นก็จำทนอยู่ที่นั่นต่อไป บางคนก็เป็นไข้ขี้ลงท้อง(ท้องร่วง)ตายก็มาก…”  จนในที่สุดเกิดกระแสตีกลับพวกผู้ไทหันมาเลือกข้างฝ่ายกองทัพไทยประกอบกับกองทัพไทยได้ให้ท้าวสาย ผู้ไทพวกแรกๆซึ่งอพยพเข้ามาไทยในเมื่อก่อน(ที่เมืองเรณู)ได้ไปตั้งเกลี้ยกล่อม ญาติพี่น้อง ชาวผู้ไทที่กระจัดกระจายแตกบ้านแตกเมืองอยู่นั้นให้อพยพข้ามมาฝั่งขวาของน้ำโขงของประเทศไทยโดยท้าวสายได้ชี้แจงกับญาติพี่น้องชาวผู้ไทว่า กษัตริย์ไทยมีเมตตากรุณาชุบเลี้ยง ไม่ฆ่า ไม่ตี สามารถเลือกตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนที่อยู่อาศัยในประเทศไทยได้ตามใจชอบ ฝั่งประเทศไทยพื้นที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยข้าว ด้วยน้ำ ด้วยอาหาร โรคภัยไข้เจ็บมีน้อย จึงทำให้เกิดการใว้เนื้อเชื่อใจและมีการอพยพครั้งใหญ่ของผุ้ไทเมืองวังอ่างคำข้ามเข้ามาประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งเป็นการอพยพครั้งใหญ่ของชาวผู้ไท

      การอพยพของผู้ไท บรรพบุรุษของชาวผู้ไท กลุ่มศรีหริ่ง/ศรีหลิ่ง(Sriring/Sriling) ภายหลังสงคราม(ปี2369-2371)เจ้าอนุวงศ์(เวียงจันทร์)กับไทยสมัย  ร.3 แล้ว ท้าว สาย ผู้ไทเมืองเรณู ได้เกลี้ยกล่อมราชวงศ์(กอ )เมืองวังอ่างคำและพวกผู้ไทในสังกัดจำนวน 3,443 คน ได้อพยพข้ามน้ำโขงมายังฝั่งไทย(ในปี พ.ศ.2383) มาตั้งอยู่เมืองเรณูนครก่อน แต่ส่วนมากอพยพข้ามเทือกเขาพูพานไปตั้งอยู่แถวเขาวง ภูแล่นช้าง และ ที่สุดมาตั้งอยู่แถวเมืองกุดสิมนารายณ์เป็นพื้น
ครั้นปีพ.ศ.2384 รัชกาล 3ของไทย โปรดให้ราชวงศ์(กอ)และหัวหน้าพวกผู้ไททั้งหลายในภาคอิสานจำนวน 10 คน เข้าเฝ้าที่กรุงเทพฯทรงถามความสมัครใจว่าผู้ใด พวกใด อยากไปอยู่ที่ใดจะได้พระราชทานให้ตามความประสงค์ ราชวงศ์(กอ) ได้สมัครใจพาพรรคพวกลูกหลานจำนวน 3,443 คนไปตั้งอยู่ที่บ้านกุดสิมขึ้นอยู่กับเขตเมืองกาฬสินธุ์ ผู้ไทกลุ่มนี้ล้วนแต่มาจากเมืองวังอ่างคำทั้งสิ้น ครั้นเวลาล่วงถึงปี พ.ศ.2388 ร.3 โปรดเกล้าให้ตั้งบ้านกุดสิมเป็นเมืองกุดสิมนารายณ์(เมืองเก่าซึ่งก็คือ อ.เขาวง ในปัจจุบัน) มีพระยาธิเบธวงศา(ราชวงศ์กอ)เป็นเจ้าเมืองคนแรกปกครอง 4ตำบล คือ ต.คุ้มเก่า ต.เปลือย  ต.แจนแลน ต.ชุมพร
ในจำนวนหมู่ผู้ไทที่พาลูกหลานอพยพมาอยู่เมืองกุดสิมนารายณ์คราวนั้น  มีครอบครัวผู้ไท 4 พี่น้อง คือ ท้าวเสน1 ท้าวสาร1 ท้าวหลอยหลิ่ง 1 และพี่สาวอีกคนหนึ่ง(ไม่ทราบชื่อ) รวมเป็นพวกผู้ไท(ไทครัว)อพยพมาด้วยกันและได้ช่วยเหลือราชวงศ์(กอ)เมืองวังทำการมาโดยตลอด จนท้าวเสนได้รับเลื่อนฐานันดรตอบแทนความดีความชอบ เป็น ท้าว วรเสนไชยะ ส่วนคนอื่นก็ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้ไท ในหมู่บ้านต่างๆ เช่น บ.คำกั้ง บ.หนองห้าง บ.คำบง ฯลฯ เป็นต้น

     ผู้ไทได้เป็นเจ้าเมืองกุดสิมนารายณ์เรื่อยมา กล่าวคือมีเจ้าเมืองเป็นพระยาธิเบธวงษา(ก่อ)  พระยาธิเบธวงษา(กินรี) และ พระยาธิเบธวงษา(ด้วง)( พระยาธิเบธวงษา(ด้วง) ลูกพระยาธิเบธวงษา(กินรี) )   จนถึงปี  พ.ศ. 2435    ร.5 ทรงปรับปรุงการปกครองบ้านเมืองใหม่ให้เปลี่ยนจากระบบเวียง/วัง/คลัง/นา เป็นการปกครองที่มีกระทรวง 12 กระทรวงบริหารประเทศ โดยครั้งนั้น กระทรวงมหาดไทยภายใต้การดำเนินการของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ถึงปี 2445 ได้แบ่งการปกครองเป็นมณฑล เมือง(จังหวัด) อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และปีดังกล่าวได้แต่งตั้งหลวงประเวศน์อุทรขันธ์ (ลี มัธยมนันท์)มาเป็นนายอำเภอ กุดฉินารายณ์ หมดยุคผู้ไทเป็นจ้าครองเมือง (นายอำเภอ พระยาธิเบธวงษา(ด้วง)เป็นเจ้าเมืองสายผู้ไทเป็นคนสุดท้าย )

     การดำเนินการและการก่อตั้งกลุ่มชื่อสกุล สีหลิ่ง/ ศรีหลิ่ง/ศรีหริ่ง    ในสมัย  รัชกาลที่ 6 มีการจัดระเบียบ หมวด หมู่ประชากรของประเทศไทยและเพื่อการระบุตัวบุคคลให้แน่นอนตามหลักสากลว่าด้วยนามสกุล ซึ่งในสมัยก่อนนั้นจะระบุตัวบุคคลกระทำด้วยการให้สมญานามต่อท้ายชื่อเช่น นายก่อบ้านเชียงยืน/ นายไหวพ่ออำแดงน้อย หรือ เกริก นากลาง เป็นต้น เพื่อแก้ปัญหานี้ ร.6 มีนโยบายก่อตั้งนามสกุลขึ้น โดยออกเป็น พ.ร.บ.   การขอใช้นามสกุลกันทั่วประเทศ  โดยออกเป็น พ.ร.บ.ตั้งแต่ 22 มี.ค.2455 และ มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศในเดือน  ก.ค. ปี  พ.ศ.2456   ถ้านับแต่ชาวผู้ไท กุดสิมนารายณ์อพยพข้ามน้ำโขงเข้ามาประเทศไทยแต่ ปี 2383 เป็นเวลา 73 ปี พอดี พวกที่อพยพมาพร้อมกับราชวงศ์(ก่อ)เมืองวังตั้งแต่ต้นถ้ามีอายุ 30 ปี จนถึงปีพ.ศ. 2456ก็จะมีอายุ 103 ปีพอดี คงเสียชีวิตกันหมดแล้ว คงเหลือแต่ลูกชายและหลานๆ(เป็นรุ่นที่3สมัยพระธิเบธวงศา(ด้วง)  ลูกชายคนโตก็อายุราวๆ 70 ปี(ลูกชายพญาปู่หลอยหลิ่งที่เป็นผู้ชายคือ ปู่ทวดวงศรีแก้ว/ปู่ทวดสอน/และปู่ทวดโงะ) ดังนั้นรุ่นหลาน  ปู่ทวดหลอยหลิ่ง อายุราวๆประมาณ 30-40ปี น่าจะ เป็นคนรับผิดชอบในการไปขอใช้และตั้งนามสกุลตาม พ.ร.บ.นามสกุล สันนิษฐานกันว่าตัวบุคคลที่เดินทางไปขอตั้งและใช้นามสกุลที่ อ.กุดฉินารายณ์ เมืองกาฬสินธุ์ ในวันนั้น ควรจะเป็นบุคคลชั้นหลานของผู้ไท อพยพ ดังต่อไปนี้คือ ปู่ขุนเทพ1/ ปู่พา1 /ปู่เพชร1 / ปู่แพง 1/ ปู่เพ็ง1 /ปู่ทองมา1/ ปู่ทุม1 /ปู่สิม1 /ปู่นุ่น 1 /ปู่เนียม1 /และปู่ทิตธรรม(ลูกหลานสายปู่โง๊ะ )สายบ้านคำกั้ง อีกจำนวนหนึ่ง(ยังไม่มีข้อมูล)

     ตามหลักสากลการตั้งนามสกุลในโลกนี้มีรูปแบบใหญ่ๆ 2 แบบ คือ  เอานามสกุลไว้เป็นลำดับสุดท้ายอย่างพวกยุโรปอเมริกาเช่น นาย บารัค โอบาม่า ชื่อ บารัค นามสกุล โอบาม่า  หรือเอาไว้ข้างหน้าอย่าง จีน/ ญี่ปุ่น/ เกาหลี/ เป็นต้นเช่น โจว เอ็นไล ชื่อ เอ็นไล  นามสกุล โจวหรือ เหมา เจ๋อตุง ชื่อ เจ๋อตุง  นามสกุล เหมา เป็นต้น  แต่ของไทย  ร.6 ให้เอานามสกุลไว้หลังสุดอย่างยุโรป/อเมริกา การตั้งชื่อสกุลก็มาจากการพระราชทานบ้าง ซึ่งพระราชทานตามฐานันดรของราชสกุลวงศ์อย่างหนึ่งและพระราชทานแต่งตั้งแก่ลูกหลานเจ้าเมืองเก่าอย่างหนึ่งพวกนี้จะใช้ ณ นำหน้าชื่อเมืองนั้นให้เช่นนามสกุล  ณ ราชสีมาหมายถึงลูกหลานเจ้าเมือง ราชสีมาเก่า หรือ ณ เชียงใหม่ หมายถึงลูกหลานเจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่ เป็นต้น  ส่วนบุคคลธรรมดาสามัญชนคนตัวเล็กตัวน้อยชาวบ้าน ก็ตั้งจากการไปบอกกล่าวเล่าถึงคุณงามความดีของปู่ย่าตายายหลายชั่วโคตร ให้เสมียนอำเภอผู้มีความรู้ความชำนาญการด้านภาษาไทย เป็นคนคิดคำตั้งเป็นนามสกุลให้(สมัยนั้นราษฎรไม่ค่อยรู้หนังสือ) นอกจากตั้งตามความดีจริยธรรมคุณธรรมของบรรพบุรุษแล้ว ยังตั้งนามสกุลตามถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอน  แม่น้ำ  ภูเขา  ภูมิประเทศที่เป็นที่ประทับใจ เป็นต้นหลากหลายตามที่ราษฎรพึงปรารถนา  ในส่วนของทางอำเภอกุดฉิมนารายณ์นั้น การตั้งนามสกุลได้รับการสนับสนุนโดยทางการแต่งตั้ง  พระเศวต เมธี ผู้เชี่ยวชาญด้าน  ภาษาไทย จากเมืองอุบลราชธานี มาอยู่ประจำช่วยเป็นเสมียนจดแจ้งการขอใช้และตั้งนามสกุลให้ วิธีการก็คือ ให้ลูกหลานได้เล่าถึงประวัติความดีงาม ความเก่งกล้าสามารถของบรรพบุรุษคนชั้นปู่หรือปู่ทวดที่ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมาถึง 3 ชั่วโคตร แล้วให้พระเศวต เมธี เป็นคนสรุปและคิดสร้างคำ(วาทกรรม)ที่มีความหมายเหมาะสมเป็นศิริมงคลให้ สำหรับตั้งเป็นนามสกุลที่ดีงามเชิดชูเกียรติยศชื่อเสียงแก่บรรพบุรุษที่ลูกหลานกล่าวถึงนั้น ตั้งเป็นนามสกุลใช้ต่อมายันชั้นลูกหลานในปัจจุบัน

    ลูกหลานพญาปู่ทวด วรเสนไชยะ (ท้าวเสน)จาก บ้านคำกั้ง ไปขอจดแจ้งใช้นามสกุลเป็นกลุ่มแรก จนท.เสมียนโดยพระเศวต เมธี ตั้งนามสกุลให้เป็น “วรเสนไชยะ” ตามที่ทินนามปู่ทวดพญาเสนที่ได้รับตามคำบอกเล่าของลูกหลาน แต่ครั้นเมื่อได้นามสกุลแล้วกลับไปถึงบ้านคำกั้ง ลูกหลานไม่เห็นชอบด้วยไม่ยอมรับอ้างเหตุว่า นามสกุลยาวเกินไป  ยากแก่การเขียนและจดจำ จึงกลับไปขอแก้ไขนามสกุลใหม่ ทาง เจ้าหน้าที่ เปลี่ยนให้เป็นนามสกุล “ไชยเขตุขันธ์” ก็ยังว่ายาวอีกที่สุด เจ้าหน้าที่ปรับเปลี่ยนให้เป็น”ไชยขันธ์” จึงใช้มาจนถึงทุกวันนี้ ต่อมาในวันหลังกลุ่มลูกหลานของปู่พญาสาร และพญาหลอยหลิ่งไปขอตั้งและใช้นามสกุลบ้าง แต่เนื่องจากเวลาขณะนั้นบ่ายคล้อยจะหมดเวลาทำราชการแล้ว จนท.จึงเร่งรัดตั้งนามสกุลให้กลุ่มลูกหลานปู่พญาสาร ให้ใช้นามสกุล”วุฒิสาร”โดยเติมคำว่า”วุฒิ”นำหน้าชื่อปู่พญา”สาร”กลายเป็นนามสกุล”วุฒิสาร”ใช้มาตราบเท่าจนถึงบัดนี้ ส่วนลูกหลานปู่ทวดพญาหลอยหลิ่งให้ใช้นามสกุลว่า”สีหลิ่ง”เพื่อเป็นเกียรติยศศักดิ์สี แก่ ปู่ทวดพญา”หลอยหลิ่ง”จึงให้เติม”สี”หน้าชื่อปู่พญา”หลิ่ง”เป็นนามสกุล”สีหลิ่ง”เมื่อได้นามสกุลแล้วก็พากันเดินทางกลับบ้านคำกั้ง หมู่ลูกหลานกลุ่ม”วุฒิสาร”ก็ล้อเลียนกลุ่ม”ลีหลิ่ง”ว่าถ้าหากมีคนอุตริเอาไม้โทไปใส่ สี กลายเป็น สี้ และลบไม้ เอก และ ห หีบ ออกจาก”หลิ่ง”ก็จะเหลือแค่”ลิง”รวมคำกันแล้วก็จะกลายเป็น”สี้ลิง”ก็ไม่ดูดีและพูดแล้วก็พากันหัวเราะขบขันกันมาตลอดทาง จนลูกหลานปู่พญาหลอยหลิ่งบางคนมีความกังวลและเกิดความไม่มั่นใจถึงกับเปลี่ยนใจหันไปขอใช้นามสกุล”ไชยขันธ์”ตามลูกหลานสายปู่พญาวรเสนบ้างก็มี บางคนไปขอใช้กับกลุ่ม”วุฒิสาร”ตามกลุ่มลูกหลานปู่ทวดพญาสารก็มี แต่ก็มีกลุ่มลูกหลานปู่พญาหลอยหลิ่งส่วนมากยังยึดถือนามสกุล”สีหลิ่ง  (ศรีหลิ่ง…ในชั้นหลัง) ตลอดมาโดยบอกว่าเป็นคำเก่าเค้าเดิมและเป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีแก่พญาปู่หลอยหลิ่ง ต่อไป ในครั้งนั้น  พระเศวต เมธี เสมียนมหาดไทย จนท.ดำเนินการขอใช้นามสกุลให้บันทึกใว้เป็นหลักฐานว่า”แต่นี้ต่อไปเมื่อหน้าให้  นามสกุล ไชยขันธ์ /นามสกุล วุฒิสาร และ นามสกุล  สีหลิ่ง  เป็นพี่น้องกัน มีหลักฐานการขอใช้นามสกุลบันทึกจดจารไว้ในหนังหนังสือผูก(ใบลานหนังสือก้อม)เก็บไว้ที่วัดบ้านหนองห้าง อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ จนเท่าทุกวันนี้ โดยบันทึกเป็นภาษาไทยน้อย(หนังสือลาว/ผู้ไทโบราณ)

    กาลต่อมาผู้ไทกลุ่มบ้านหนองห้าง กับผู้ไทกลุ่มบ้านคำกั้งกลุ่มหนึ่งเกิดขัดใจกับเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ กรณีย้ายเมืองกุดสิมนารายณ์(เขาวง)ไปตั้งที่ทำการอำเภอแห่งใหม่ที่ตำบลบัวขาว โดยเจ้าเมืองกาฬสินธุ์(พระยาไชยะสุนทร(หนู)อ้างเหตุว่าที่ตั้งเดิม บ้านกุดสิมนารายณ์แห้งแล้งขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในหน้าแล้ง แต่ผู้ไทบางกลุ่มซึ่งสนิทชิดเชื้อกับอดีตพระยาธิเบธวงศา(ด้วง)ขัดขืนไม่ยอมย้ายเพราะที่ตั้งอำเภอแห่งใหม่มีโจรผู้ร้ายพวกปล้นชุกชุม  เวลาเกณฑ์แรงงานไปขุดรากถอนตอเพื่อก่อสร้างที่ว่าการอำเภอใหม่ก็จะถูกเจ้าเมืองกาฬสินธุ์กลั่นแกล้งใช้งานหนักกว่าผู้ไทกลุ่มอื่น ข้อหากินใจกันอยู่ว่าผู้ไทกลุ่มนี้เป็นพวกใกล้ชิดกับพระยาธิเบธวงศา(ด้วง)ดังกล่าว ภายหลังก่อสร้างอำเภอกุดสิมนารายณ์เสร็จแล้ว กลุ่มผู้ไทลูกหลาน วุฒิสาร/ศรีหลิ่ง/วรรณพราหมณ์/ยศสงคราม/โจมแก้ว/บุราณเดช จำนวนหนึ่งปรึกษากันว่าหากขืนอยู่ต่อไปอาจไม่ปลอดภัยจากอิธิพลและอำนาจมืดอาจถูกกลั่นแกล้งจากคนของเจ้าเมืองกาฬสินธุ์ได้ จึงมีความเห็นชอบร่วมกันให้หาทางอพยพย้ายหาที่ตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองใหม่ให้ไกลจากอำนาจอิทธิพลของเจ้าเมืองกาฬสินธุ์

   ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2460 ผู้ไทยกลุ่มวุฒิสาร/สีหลิ่ง/วรรณพราหมณ์และอื่นๆดังกล่าวแล้ว อีก 9 ครอบครัวล้วนเป็นเครือญาติกันจึงอพยพครอบครัวจากบ้านคำกั้ง  บ้านกุดสิมนารายณ์ บ้านหนองห้าง  ไปตั้งบ้านใหม่ที่บ้านหนองหญ้าไซ อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี  และ มีญาติพี่น้องอพยพตามไปในภายหลัง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านหนองไผ่(พรเจริญ) บ้านเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์(ลิงด่อน)และหมู่บ้านใกล้เคียงกันอีกหลายหมู่บ้าน กลายเป็นตำบลบ้านหนองหญ้าไซ อ.กุมภวาปี  จ.อุดรธานี  ในที่สุด
การเปลี่ยน สกุลเป็น”ศรีหริ่ง”

     ลุถึงปี พ.ศ.2489 นาย ศรัทธา อินทรพานิช ศึกษาธิการอำเภอกุมภวาปี     จ.อุดรธานี   (คนผู้ไทญ้อ  อ. วาริชภูมิ             จ.สกลนคร)ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมทางการศึกษาของพี่น้องชาวผู้ไทย บ้านเลิงถ่อน/หนองหญ้าไซ พักนอนค้างคืนที่บ้านครูกิ่ง/ ครูเส็ง/ ครูอุ่น สีหลี่ง หลังร่วมวง กินข้าวปลาอาหารร่วมกันแล้วเสวนาปรึกษา (โสเหล่) กันว่าการเขียนนามสกุล “สีหลิ่ง”ไม่ถูกต้องตามหลักของภาษาและไวยากรณ์ไทยตามหลักการสะกดการันต์ในหลักเกณฑ์ของ บาลี/สันสกฤต(ตามภาษาของครูหนุ่มไฟแรงร้อนวิชาสมัยนั้น)  ดังนั้นเพื่อให้ถูกต้องและมีความหมาย ทันสมัยตามนโยบาย จอมพล ป.พิบูลสงคราม(เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย) จึงเห็นควรเปลี่ยนการเขียนนามสกุลจาก” สีหลิ่ง”เป็น “ศรีหริ่ง”พวกญาติพี่น้องได้ประชุมเห็นดีเห็นงามด้วยกันจึงเปลี่ยนการเขียนนามสกุลเป็น”ศรีหริ่ง”ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันทำให้นามสกุลนี้เขียนเป็น 2 แบบ คือ ศรีหลิ่ง ตามอย่างของเดิมกลุ่มนี้ตั้งมั่นอยู่ที่บ้านคำกั้งอ.เขาวง จ.กฬสินธ์ เป็นหลัก และ ศรีหริ่ง เขียนแบบใหม่ให้ทันสมัยตามนโยบายปรับปรุงภาษาไทยให้ทันสมัยของ จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลุ่มนี้ตั้งมั่นอยู่ที่ บ้านหนองไผ่/หนองหญ้าไซ/เลิงถ่อน  เป็นหลักก่อนที่จะกระจายตัวออกไปยังพื้นที่อื่นๆทั่วไป ในปัจจุบัน
สำหรับรายละเอียดโครงข่ายการพัฒนาของสายสกุล  ศรีหลิ่ง/ศรีหริ่ง  นั้น โปรดศึกษาจากโปรแกรมExcelที่แนบมาพร้อมบันทึกตำนานนี้และข้อมูลบุคคลใน Blogs ขอขอบพระคุณ อจ.พรมมี  ศรีหริ่ง อดีต ผอ.ร.ร.บ้านเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์(ลิงด่อน)ที่ได้รวบรวมข้อมูลบุคคลใว้ก่อนหน้านี้แล้วส่วนหนึ่ง ทำให้ดำเนินการต่อได้เลยและขอขอบใจคุณ จารุณี  (ศรีหริ่ง)มาติเซน  (จ๋า)ลูกหลานบ้านหนองไผ่พรเจริญ ที่ร่วมให้ข้อมูลบุคคลอย่างมากจนทำสำเร็จลงได้ และรวมทั้งท่านอื่นๆที่ไม่ได้ออกนาม ถ้าความดียังพอมีอยู่บ้างกระผม พันเอก เกริก  ศรีหริ่ง ผู้รวบรวมจัดทำบันทึกนี้ขอมอบให้แก่บรรพบุรุษผู้ก่อกำเนิดตระกูล”ศรีหลิ่ง”และ”ศรีหริ่ง”ถ้าหากมีข้อบกพร่องด้วยประการใดๆผมขอน้อมรับใว้แต่เพียงผู้เดียว.
รวบรวมโดย พ.อ.  เกริก   ศรีหริ่ง
บ้าน ลพบุรี 09/04/55

ตามความเห็นของผม

1) หาญ ดอกเลาเป็นคนที่ชาวบ้านรักใคร่นับถือ คนที่โหดร้ายเท่าที่ผมทราบน่าจะเป็นคนที่อิจฉาหาญ ดอกเลา กลัวหาญ ดอกเลาจะมาแย่งเป็นเจ้าเมืองวัง เจ้าเมืองคนนี้ผมจำชื่อไม่ได้ แต่โหดร้ายมากๆ ใครออกมาอาบแดดก็โดนเฆี่ยน เพราะถือว่าเป็นสมบัติของเจ้าเมือง ผู้สาวจะแต่งงานก็ต้องมานอนกับเจ้าเมืองก่อน เพื่อนผมที่สะหวันนะเขต บอกผมว่าเจ้าผู้โหดร้ายผู้นี้ชื่อเจ้าโทน แต่ผมนับปีดูแล้วรู้สึกว่าจะคนละสมัยกับ หาญ ดอกเลา

 
 2) รู้สึกว่าข้อเขียนเอาไทดำ ไทแดงไทขาวมาปนกับชาติพันธ์ผู้ไทซึ่งก่อให้เกิดความสับสนมาจนทุกวันนี้ สิบสองจุไทหรือสิบสองเจ้าไท เป็นดินแดนของชาติพันธุ์ไทดำ ไม่ใช่ชาติพันธ์ผู้ไท

 3) ผู้ไทไม่มีอักขระเป็นของตัวเอง ดังนั้นเรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับผู้ไทนั้นเล่ากันปากต่อปาก แม้แต่จำนวนปีก็คลาดเคลื่อน เช่นอ้างว่า ผู้ไทมาอยู่เมืองบกเมืองวัง เมื่อ 200 ปีที่แล้ว เมื่อผมเอาข้อมูลจากลาว เวียดนาม จีน และฝรั่ง มาเทียบกันดู ผู้ไทมาอยู่แถบเมืองบกเมืองวังประมาณ 800 ปี แล้ว เอกสารราชการของสปป ลาวเท่าที่ผมอ่านเจอเขียนว่า ผู้ไท มาอยู่เมืองบกเมืองวังก่อนลาวเสียอีก

 


เรื่องที่มีผู้อ่านสูงสุด จาก NationTV



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน