*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2281
  • จำนวนผู้ชม : 6341447
  • จำนวนผู้โหวต : 11324
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11324 คน
<< กุมภาพันธ์ 2009 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2552
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 4205 , 15:43:23 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

February 4, 2009

ลัดดา แทมมี่ ดั๊คเวิร์ท … ชีวิตที่มากกว่าตัวเอง

วันนี้ข่าวที่ว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมจะเสนอชื่อนางแทมมี่ หรือ ลัดดา ดั๊คเวิร์ธ อายุ 41 หญิงลูกครึ่งไทย-อเมริกัน อดีตนักบินร่วมเฮลิคอปเตอร์แบล็คฮอว์กของกองทัพสหรัฐฯ ในสงครามที่อิรัก ซึ่งสูญเสียขาทั้ง 2 ข้าง เป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทหารผ่านศึก

ทำให้อยากถ่ายทอดเรื่องราวของเธอในช่วงที่เธอกลับมาเยี่ยมบ้านเกิดที่เมืองไทย และให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุระกิจในเดือนมิถุนายน 2550 ซึ่งข้อความที่เธอให้สัมภาษณ์ได้สร้างความประทับใจให้ฉันมากมาย จนต้องตัดเก็บบทความที่เธอให้สัมภาษณ์เอาไว้เป็นแรงบันดาลใจ … ต่อไปนี้เป็นข้อความที่เธอเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ค่ะ

ลัดดา แทมมี่ ดั๊คเวิร์ท อาจจะป็นผู้หญิงวัย 39 ปีคนหนึ่งที่มีความแตกต่างจากคนอื่น เพราะมีส่วนล่างของร่างกายที่พิการ แต่สาเหตุของความพิการนั้นยังเป็นสิ่งที่ทำให้เธอแตกต่างจากคนทั่วไป เพราะเธอได้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้างจากการขับเฮลิคอปเตอร์แปล๊คฮอว์คในอิรัก และนำมาสู่จุดเปลี่ยนในชีวิต ทั้งการเข้าร่วมสมัครชิงตำแหน่ง สส. อิลลินอยส์ แต่แพ้ไปอย่างเฉียดฉิว รวมถึงการผันตัวเองมาทำงานเพื่อส่วนรวมหลังจากการสูญเสียในครั้งนั้น

จากเด็กลูกครึ่งไทย-อเมริกันที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยจนถึงชั้นประถมปีที่ 3 แล้วย้ายตามคุณพ่อชาวอเมริกัน ผู้เป็นทหารนาวิกโยธินไปทั่วอเซียตะวันออกเฉียงใต้จนไปปักหลักที่สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันแทมมี่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการทหารผ่านศึกประจำรัฐอิลลินอยส์ (ช่วงเวลาที่เธอให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ในเมืองไทย)

แม้ว่ามองจากภายนอกเธอจะเหมือนชาวอเมริกันเชื้อสายเอเซียทั่วไป แต่ทุกวันนี้เธอยังคงสวมพระเครื่อง ที่ ละไม คุณแม่ของเธอให้ไว้ติดตัวตั้งแต่เด็ก เธอไม่ได้นับถือทั้งศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์โดยตรง เธอยังคงพูดภาษาไทยได้บ้างและพูดกับคุณแม่เป็นภาษา Thailish เวลาอยู่ในครอบครัว รวมถึงรับประทานอาหารไทยที่บ้านเป็นประจำ

เธอยังมีความสุขดีกับชีวิตที่เธอบอกว่า เหมือนกับได้เกิดใหม่อีกครั้ง พร้อมกับมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อสังคมหลังพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต

Q. คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนไทยหรือคนอเมริกัน

A. คิดว่าตัวเองเป็นคนอเมริกันนะคะ ในเมื่อตอนนี้ดิฉันเป็นทหารอเมริกันก็ต้องคิดอย่างนี้ แต่คิดว่าถ้ามองในแง่ของวัฒนธรรมแล้ว คิดว่าเป็นคนไทยค่ะ ดิฉันพูดไทยได้ก่อนที่ดิฉันจะพูดภาษาอังกฤษ ที่นี่เป็นบ้านเกิดของคุณแม่ ถึงแม้ว่าดิฉันจะมองตัวเองว่าเป็นคนอเมริกัน ขณะเดียวกันดิฉันก็เหมือนคนอเมริกันส่วนใหญ่ที่ชื่นชมวัฒนธรรมต่างถิ่น พ่อของดิฉันเคยเรียกดิฉันว่า “ข้าวผัดอเมริกัน”  เพราะดิฉันมีหลายๆอย่างในตัวเองผสมกัน เหมือนที่อเมริกามีคนหลายเชื้อชาติผสมกัน ทั้งชาวอเมริกันเชื้อสายไทย ชาวอเมริกันเชื้อสายไอริช ซึ่งทำให้ประชาธิปไตยของอเมริกาแข็งแรง ดิฉันจึงมองตัวเองเป็นคนอเมริกันอย่างชัดเจน แต่ในเวลาเดียวกัน ดิฉันก็รู้สึกถึงความเป็นไทยในตัวดิฉัน ถ้าคุณปล่อยดิฉันไว้ที่บ้านคนเดียว ดิฉันจะรับประทานข้าวมากกว่ารับประทานแฮมเบอร์เกอร์

Q. ถ้าอย่างนั้นเวลาที่นึกถึงเมืองไทย คุณนึกถึงอะไร

A. จะนึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นเด็กอยู่กับแม่ที่นี่ เราเดินทางด้วยรถไฟไปทั่วประเทศเหนือจรดใต้ สมัยเด็กๆครอบครัวเราจะกลับเมืองไทยทุกปีนะคะ ดิฉันก็กลับมาเรียนรำไทย เรียนอะไรบ้าง แต่ไม่ได้กลับมา 22 ปีแล้ว

Q. แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง กับการมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกในรอบ 22 ปี

A. เมืองไทยเจริญมากนะคะ ไม่น่าเชื่อเลยว่ามีตึกสูงๆเต็มไปหมด เมื่อก่อนนี้แทบไม่มีเลย ไม่มีโรงแรม 5 ดาวเยอะๆอย่างนี้ ไม่มีอะไรเหมือนเดิมเลยในกรุงเทพฯ ดิฉันประทับใจมาก ที่นี่เจริญเหมือนเมืองใหญ่ทั่วโลก ถ้าหากคุณไปนิวยอร์กหรือโตเกียวก็หน้าตาอย่างนี้ กรุงเทพฯสามารถเป็นเมืองหลวงของประเทศที่เจริญแล้วได้เลย นอกจากนี่ดิฉันมองเห็นว่ามีชนชั้นกลางมากเพิ่มขึ้น มีคนเรียนมหาวิทยาลัยมากขึ้น ผู้คนดูมีความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนลมากขึ้น

Q. ช่วยเล่าย้อนกลับไปถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้มาสมัครป็นทหาร?

A. ได้ค่ะ ความจริงแล้วดิฉันรู้สึกว่าตัวเองแก่มากเลยนะคะ ตอนที่ไปสมัครเป็นทหาร ตอนนั้นอายุประมาณ 21-22 ปี แต่ส่วนมากจะเริ่มเป็นทหารกันตอนอายุ 19 ปี คนส่วนใหญ่จะสมัครทหารกันตอนเรียนปริญญาตรี แต่ดิฉันคอยจนถึงปีสุดท้ายของการเรียนปริญญาโท แล้วจึงสมัครเป็นทหาร ทั้งๆที่ครอบครัวฝ่ายพ่อของดิฉันก็เป็นทหารร่วมรบกับกองทัพอเมริกันมาตลอดเป็นระยะเวลาสองร้อยปีแล้ว แต่ดิฉันก็ไม่เคยคิดว่าจะเป็นทหารเลย

ตอนที่เรียนโท ดิฉันเรียนทางด้าน Nuclear Policy แล้วก็มีเพื่อนหลายคนที่เป็นทหาร พวกเขาก็แนะนำว่า ทำไมไม่ไปลองเรียนโรงเรียนนายร้อยสักหนึ่งหรือสองเทอม จะได้เข้าใจว่าทหารคืออะไร แล้วพอได้ไปเรียนดิฉันก็ชอบระเบียบวินัยของการเป็นทหารมาก รวมทั้งทหารรักชาติของตัวเองมาก จนกระทั่งยอมเสียชีวิตเพื่อชาติ ไปๆมาๆก็เลยสมัคร แล้วก็ได้เป็นทหาร (หัวเราะ) ก่อนหน้านั้นอยากเป็นทูตมากกว่า ความสนใจของดิฉันอยู่ที่งานด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชอบงานด้าน International NGO มากกว่า เพราะว่าก่อนหน้างานของดิฉันทำอยู่ก็คล้ายๆงานด้านการทูตเหมือนกัน คือ งานที่โรตารี่สากล

Q. ทั้งที่เป็นผู้หญิง ทำไมถึงเลือกมาขับเฮลิคอปเตอร์ กรุณาเล่าประสบการณ์ช่วงนั้น

A. ตอนที่ดิฉันตัดสินใจจะเข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐตอนนั้น ครอบครัวดิฉันก็กังวลเหมือนกันที่ดิฉันเลือกที่จะขับเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งเป็นงานต่อสู้เพียงงานเดียวที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้าร่วมในสหรัฐ แต่นั่นคือเหตุผลที่ดิฉันต้องการทำงานนี้ ไม่ใช่ว่าเพราะดิฉันต้องการเข้าร่วมรบ แต่เพราะดิฉันคิดว่า ถ้าดิฉันต้องการได้รับเงินเดือนเท่าผู้ชาย ต้องการตำแหน่งในระดับเดียวกัน ต้องการการยอมรับนับถือจากทหารผู้ชายอื่นๆ ดิฉันก็จำเป็นต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระดับเดียวกันกับพวกเขา ดิฉันจึงเลิอกขับเฮลิคอปเตอร์ และดิฉันก็โชคดีมากที่ได้งานนั้นมา

ก่อนหน้าที่ดิฉันจะเข้ารบ ดิฉันต้องเข้าโรงเรียนฝึกการบินอยู่ประมาณหนึ่งปี ในนั้นมีผู้หญิงอยู่ 2 คน และดิฉันก็เรียนจบมาด้วยคะแนนสูงเป็นอันดับสามของรุ่น ที่มีจำนวนทั้งหมดแปดสิบคน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าดิฉันเก่งกว่าคนอื่นๆ แต่ทุกๆวันหลังจากที่เราเรียนในห้องเรียนหกชั่วโมง และฝึกบินอีกหกชั่วโมง ทุกคืนดิฉันจะมาฝึกต่ออีกสามชั่วโมง ดังนั้นดิฉันจึงไม่ได้ฉลาดกว่าคนอื่น แต่ดิฉันทำงานหนักกว่าพวกเขา ซึ่งทำให้ดิฉันได้คะแนนเป็นที่สามของรุ่น ดิฉันคิดว่าผู้หญิงทุกคนก็ต้องทำเหมือนดิฉัน คือต้องพยายามอย่างหนักเพื่อพิสูจน์ตัวเองในสังคมที่ผู้ชายเป็นผู้กำหนดเช่นนี้

หลังจากที่ดิฉันเรียนจบ ผู้ชายครึ่งหนึ่งในกองทัพไม่ได้มีปัญหาอะไรกับการที่ดิฉันเป็นผู้หญิง ส่วนอีกครึ่งที่เหลือไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงจะสามารถเป็นนักบินได้ ซึ่งดิฉันก็ได้บอกไปแล้วว่าไม่ได้เก่งกว่าพวกคุณ เพียงแต่ดิฉันฝึกหนักกว่า และสิ่งที่น่าทึ่งก็คือว่า คงไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผู้หญิงนั้นมีคุณสมบัติในการเป็นนักบินที่ดีได้มากกว่าผู้ชายเสียอีก เพราะผู้หญิงมีความสามารถในการทำงานหลายอย่างในเวลาเดียวกันได้ดี เวลาที่คุณขับเครื่องบินคุณต้องใช้ทั้งมือ ทั้งเท้า ต้องสื่อสารกับคนที่อยู่ที่ศูนย์ควบคุม นักบินคนละเครื่องกับคุณ นักบินในลำเดียวกันกับคุณ และยังต้องอ่านแผนที่ไปพร้อมกัน ผู้หญิงถนัดในการทำงานสี่ถึงห้าอย่างได้ในเวลาเดียวกัน แต่ผู้ชายอาจจะถนัดในการทำงานอย่างเดียวจนกว่างานนั้นจะเสร็จ

ครูฝึกของดิฉันที่เป็นผู้ชายบอกว่า อยากให้ผู้หญิงมาสมัครเป็นนักบินกันมากกว่านี้ แต่ความจริงคือมีน้อยมาก เพราะผู้หญิงตั้งข้อจำกัดให้กับตัวเอง และไม่ยอมออกจากกรอบวิธีคิดแบบเดิม ในสังคมทุกวันนี้เด็กผู้หญิงไม่ได้รับเครื่องบินเป็นของเล่น และเมื่อพวกเธอโตขึ้น ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นนักบิน เป็นผู้บริหารองค์กร หรือผู้บริหารธนาคาร เพราะในขณะเดียวกันตัวพวกเราเองก็จำกัดตัวเองไปด้วยเช่นกัน

Q. แล้วคุณเข้ามาร่วมขับแบล๊คฮอว์คในสงครามอิรักได้อย่างไร โดยส่วนตัวเห็นด้วยกับรัฐบาลสหรัฐเรื่องการไปรบที่อิรักหรือไม่?

A. ท้ายที่สุด ดิฉันก็ได้เป็นผู้บังคับบัญชาแบล๊คฮอว์คหญิงคนแรกของกองทัพสหรัฐในอิลลินอยส์ประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นสหรัฐก็เข้าร่วมสงครามกับอิรัก แล้วดิฉันก็ถูกเรียกให้ไปเข้าร่วม เพราะทหารเหล่านี้เป็นคนที่ดิฉันฝึกมา

โดยส่วนตัวแล้วตัวเองไม่เห็นด้วยนะคะ แต่เต็มใจไปรบ เพราะว่าเราเป็นทหาร การเป็นทหารเราต้องละทิ้งอิสระภาพในการเลือกของตัวเองไป แล้วถ้าหากว่าลูกน้องของดิฉันถูกส่งไปรบ เราเป็นหัวหน้าจะให้เพื่อนไปมีอันตราย แล้วตัวเองไม่ยอมไปได้หรือคะ ปัจจุบันนี้สามีของดิฉันก็เพิ่งถูกส่งไปรบที่อิรักเมื่อเดือนที่แล้ว ถึงเราจะไม่เห็นด้วย แต่เป็นทหารเราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำ เพราะว่ามันไม่เกี่ยวกับว่าดิฉันเห็นด้วยกับการทำสงครามครั้งนี้หรือไม่ มันเป็นหน้าที่ และดิฉันก็ยินดีทำ

งานหลักของดิฉันที่อิรักไม่ใช่การบิน งานหลักคือเป็นคนคอยจัดการวางแผน มอบหมายหน้าที่ และติดตามภาระกิจ เป็นผู้บังคับบัญชาของกองกำลังพิเศษ แต่ดิฉันก็ได้ขับเครื่องบินบ้างประมาณ 200 เที่ยว หรือประมาณ 2 ครั้งต่ออาทิตย์ในช่วงเวลา 8 เดือน

Q. กรุณาเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ได้รับบาดเจ็บและหลังจากนั้น

A. วันที่ดิฉันได้รับอุบัติเหตุ คือวันที่ชีวิตเก่าของดิฉันได้ตายไป วันที่ดิฉันได้รับอุบัติเหตุ คือวันที่ดิฉันได้เกิดใหม่อีกครั้ง ดิฉันรู้สึกจริงๆว่า ดิฉันไม่ควรมีชีวิตอยู่ ในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น ดิฉันไม่ควรจะรอด แต่เพื่อนนักบินอีกคนที่บินมาด้วยกันซึ่งคิดว่าดิฉันตายแล้ว และกำลังจะขึ้นเฮลิคอปเตอร์อีกลำไป เขายังอุตส่าห์กลับมาเอาดิฉันไปด้วย เพราะคิดว่าถึงตายแล้วก็เอาร่างของดิฉันกลับไป ทั้งๆที่เขาไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้นก็ได้ ดิฉันจึงถือว่าต้องทำให้ชีวิตใหม่ดำรงอยู่ได้ด้วยเกียรติยศ และดิฉันจะมีชีวิตอยู่มากกว่าเพื่อตัวเอง เพราะดิฉันยังโชคดีมีชีวิตอยู่ สมองยังใช้งานได้ ยังรับประทานอาหารไทยได้ (หัวเราะ)

การบาดเจ็บครั้งนั้นให้อิสระภาพแก่ดิฉันในการที่จะไม่กังวลกับเรื่องเล็กๆน้อยๆรอบตัว อะไรที่ไม่สำคัญกับชีวิตดิฉันก็จะไม่สนใจ เพราะชีวิตไม่ใช่เรื่องของการมีข้าวของมากมายเพิ่มขึ้น คุณไม่จะเป็นต้องมีรถสามคัน ทีวีห้าเครื่อง ตอนนี้มันจึงเป็นเรื่องของการทำอะไรเพื่อส่วนรวม การทำอะไรที่มีความสำคัญกับชีวิตจริงๆ ดิฉันมีชีวิตอยู่ทุกวันโดยนึกถึงคนเป็นร้อยคนที่ทำให้ดิฉันมีชีวิตอยู่ต่อมาได้ ทั้งหมอ พยาบาล เพื่อนร่วมงาน และดิฉันรู้สึกว่าดิฉันต้องตอบแทนในสิ่งที่พวกเขามอบให้ดิฉัน

ดังนั้น ถ้าดิฉันมีอะไรที่ไม่เห็นด้วย ดิฉันจะพูดมันออกมาว่ามันไม่ถูกต้อง ซึ่งเมื่อก่อนนี้ดิฉันอาจจะเฉยๆก็ได้ ถ้ามีคนที่ฟังแล้วเขาไม่เห็นด้วยกับดิฉัน เขาจะทำอะไร จะยิงดิฉันหรือคะ ดิฉันเคยโดนยิงมาแล้ว ไม่กลัวหรอก ไม่มีอะไรให้กลัวแล้ว (หัวเราะ)

ส่วนอะไรที่ดิฉันเห็นด้วย ดิฉันจะแสดงออกมาเช่นกัน เพราะชีวิตคนเรามันสั้นเกินกว่าที่จะทำตัวให้เรียบร้อยและเหมาะสมกับการเป็นกุลสตรี มันก็ง่ายๆแค่นั้น

Q. แล้วคุณมาทำงานการเมืองได้อย่างไร

A. ดิฉันเข้ามาทำงานการเมืองด้วยความบังเอิญ ซึ่งมาจากการเข้าร่วมกับกองทัพสหรัฐอีกที หลังจากที่ดิฉันได้รับบาดเจ็บ ดิฉันก็ได้เข้าพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลทหาร ขณะนั้นดิฉันเป็นทหารที่มียศสูงที่สุดที่เข้ารับการรักษา ทหารส่วนใหญ่ที่ไปรบจะมีอายุประมาณ 19-24 ปี ส่วนตอนนั้นดิฉันอายุ 36 ปีแล้ว และพวกเขาส่วนใหญ่ก็มียศจ่าหรือรองลงมา ดังนั้นเวลาที่พวกเขามีปัญหา ก็จะมาขอความช่วยเหลือจากดิฉัน อาทิเช่น ทหารบางคนที่นอนป่วยไม่ได้สติอยู่ 2 เดือน แล้วถูกตัดเงินเดือน จนกระทั่งภรรยาของเขาต้องมาตามที่ดิฉัน นั่นคือเหตุผลที่ดิฉันเริ่มโทรหา Dick Durbin วุฒิสมาชิกประจำรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งเขาเป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาททางการเมืองอย่างมาก

ดิฉันโทรหาเขาเป็นเวลา 6-7 เดือน เพื่อถามว่าทำไมปัญหาของทหารพวกนี้จึงยังไม่ไดด้รับการแก้ไข จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็โทรกลับมาว่า ถ้าคุณไม่พอใจกับสิ่งที่ทหารเหล่านี้ได้รับ ไม่พอใจกับสิ่งที่รัฐบาลทำ ทำไมคุณไม่ลุกขึ้นมาหาเสียงและเปลี่ยนแปลงกฎหมายด้วยตัวเองล่ะ นั่นคือเหตุผลที่ดิฉันก้าวเข้าสู่การเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉันไม่เคยวางแผนมาก่อน ดิฉันถือว่ามันเป็นความท้าทายที่ท่านวุฒิสมาชิกได้มอบให้กับดิฉัน และดิฉันก็จะลองทำดู

เพราะเดี๋ยวนี้ที่สหรัฐไม่ค่อยมีนักการเมืองที่เคยเป็นทหารมาก่อนมากเท่าสมันเดิม ซึ่งแต่เดิมจะมีทหารที่เคยรบในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเวียดนามมาเป็นนักการเมืองมากกว่าสมัยนี้ แต่ตอนนี้มีไม่ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ วุฒิสมาชิก Durbin จึงแนะนำว่า คนรุ่นใหม่ที่เคยไปรบน่าจะเข้ามาทำงานด้านการเมืองมากกว่านี้ เพราะคราวหน้าหากว่ามีสงครามอีก คนรุ่นนี้ที่เคยไปรบจะได้มีส่วนช่วยในการตัดสินใจว่าประเทศเราควรจะเข้าร่วมสงครามหรือไม่

Q. นักการเมืองสหรัฐมองสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างไร

A. เขาคิดว่าประชาธิปไตยในเมืองไทยแข็งแรงมากขึ้น เพราะถ้าประชาธิปไตยไม่แข็งแรง คนไทยคงไม่มีอิสระในการพูดแสดงความเห็นขัดแย้งกับรัฐบาล สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงว่าคนไทยมรประชาธิปไตยที่แข็งแรงจึงยอมให้ใครต่อใครมาแสดงความคิดเห็นได้ หนังสือพิมพ์ก็สามารถตีพิมพ์ข่าวอะไรก็ได้ ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงมากนะคะ ในรอบยี่สิบปีมานี้ยังมีอีกหลายประเทศที่ไม่มีประชาธิปไตยที่แข็งแรงเท่าประเทศไทย

Q. ช่วยบอกความแตกต่างระหว่างการเมืองไทย กับ การเมืองสหรัฐได้มั้ย

A. ดิฉันคิดว่าประชาธิปไตยในเมืองไทยมีความเข้มแข็งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน มีพัฒนาการที่น่าทึ่งมาก เปรียบเทียบกับการเลือกตั้งของสหรัฐ เมื่อปีที่ผ่านมาที่ชาวอเมริกันไม่พอใจในสิ่งที่รัฐบาลทำ พวกเขาก็แสดงออกด้วยการเปลี่ยนแปลงจากการเลือกตั้ง ดิฉันคิดว่ากระบวนการเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในเมืองไทย และดิฉันคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เยี่ยมมากที่คนไทยกำลังพยายามใช้สิทธิ์ของตนเองในการเลือกตั้ง และดิฉันคิดว่าเรายังมีสิ่งที่ต้องเรียนรู้จากกันและกันอีกเยอะเลย

แต่ก็มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างเวลาที่ดิฉันพูดถึงสิทธิของผู้พิการ ที่เห็นๆกันอยู่ว่าผู้พิการในสหรัฐ ยังไม่มีการรับประกันสิทธิของคนพิการ ซึ่งก็เกิดขึ้นที่เมืองไทยเช่นกัน แต่สิ่งที่แตกต่างก็คือว่า ในสหรัฐผู้คนรู้สึกว่าเขามีสิทธิที่จะเรียกร้องในสิ่งที่พวกเขาควรจะรับ แต่ในเมืองไทยดูเหมือนว่าคนยังไม่ค่อยทำในสิ่งเหล่านี้มากเท่าไหร่

Q. แล้วตอนนี้คนสหรัฐมองเมืองไทยอย่างไน

A. คงยังมองเมืองไทยว่าเป็นประเทศที่แปลก ลึกลับ เพราะเขาไม่ค่อยได้ข่าวจากเมืองไทย แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่จะนึกถึงอาหารไทย เพราะเขาชอบอาหารไทยกันมาก ตอนนี้ก็มีวัดไทยเยอะขึ้นนะคะ ที่ดิฉันอยู่ในชิคาโกก็มีวัดไทยใหญ่มากๆ ที่แอลเอ ก็มีวัดไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอกเหนือไปจากประเทศไทย คนอเมริกันจึงเริ่มรู้จักเมืองไทยมากขึ้น แต่ก็ยังรู้สึกว่าไกลตัวอยู่ดี

Q. วางแผนอนาคตทางการเมืองไว้อย่างไร จะทำอะไรบ้าง

A. ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะหาเสียงต่อหรือเปล่า แต่ตอนนี้ก็ทำงานด้านทหารผ่านศึกอยู่แล้ว ดิฉันได้สัญญากับทหารผ่านศึกเหล่านี้ว่า ดิฉันจะช่วยพวกเขา เท่ากับว่าดิฉันได้เพิ่งทำมาได้แค่หกเดือนเท่านั้นเอง ยังมีอไรให้ทำอีกมากมายเต็มไปหมด

Q. มีนักการเมืองที่ตนเองชื่นชอบเป็นพิเศษบ้างไหม

A. ดิฉันมาจากอิลลินอยส์ ก็ต้องชอบ อับราฮัม ลินคอล์น สิคะ (หัวเราะ) ถึงแม้เขาเป็นรีพับลิกัน และดิฉันเป็นเดโมแครตก็ตาม แล้วก็ Barack Obama ที่ลงสมัครประธานาธิบดีสหรัฐอยู่ตอนนี้ก็เป็นวุฒิสมาชิกของอิลลินอยส์เหมือนกัน ซึ่งดิฉันก็โหวตให้เขาด้วยเช่นกัน (ยิ้ม)

Q. อยากฝากอะไรทิ้งท้ายถึงคนไทยบ้างไหม

A. ดิฉันอยากให้คนไทยใช้สิทิของตัวเองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ดิฉันคิดว่าเมืองไทยเป็นตัวอย่างที่ดีในแง่ของกสรพัฒนาระบบประชาธิปไตย อยากให้กำลังใจคนไทยในการมีส่วนร่วมในประชาธิปไตย โดยเฉพาะคนพิการที่สูญเสียสิทธิของตัวเองไป ถ้าคุณไม่ชอบในสิ่งที่คุณได้รับ ก็ขอให้คุณทำอะไรสักอย่าง คุณไม่สามารถรอให้ใครสักคนมาทำอะไรให้คุณ คุณต้องพูดมันออกมาและเข้ามามีส่วนร่วม

รวมทั้งผู้หญิงด้วย เรามีนักการเมืองที่เป็นผู้หญิงทั่วโลกไม่พอนะคะ อย่าวที่ในอเมริกาเรามีวุฒิสมาชิกอยู่ 100 คน ในนั้นมีผู้หญิงอยู่เพียง 15 คน ส่วนสภาผู้แทนฯมี 400 คน มีราวๆแค่ 70 คนที่เป็นผู้หญิง ซึ่งก็ยังน้อยอยู่ดีนะคะ ควรจะเป็นอย่างละครึ่งมากกว่า แต่ว่าก็มีกฎหมายหลายกฎหมายที่สำคัญในประเทศ ที่ผ่านร่างขึ้นมาใหม่ได้ก็เพราะนักการเมืองผู้หญิง เช่น กฎหมายในอเมริกาที่ให้ลูกจ้างหยุดงานได้ 12 อาทิตย์ ถ้าหากมีคนในครอบครัวป่วย เป็นกฎหมายครอบครัวที่มีประโยชน์มากต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

Q. ถ้าอย่างนั้นแล้ว อเมริกาจะมีประธานาธิบดีที่เป็นผู้หญิงบ้างไหม

A. อาจจะมีนะคะ ต้องคอยดูค่ะ (หัวเราะ)

 

 

ขอบคุณ : บทสัมภาษณ์ที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เมื่อเดือนมิถุนายน 2550


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 20 (0)
murraya วันที่ : 17/02/2009 เวลา : 16.33 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/murraya


ขอบคุณที่แวะไปหา ทำให้เราได้รู้จักผู้หญิงเก่งคนนี้
ขอชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เธอด้วยค่ะ
เหมือนหลานชายเราเลย สมัครเป็นทหาร ใจรักจริงๆจ้ะ

ความคิดเห็นที่ 19 (0)
ความทรงจำเก่าๆ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 22.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kontummadha
เพลงชีวิต.....เพลงชีวา...คนธรรมด๊า..พระมเหศวร รุ่น ช้างป่าต้น

ปรบมือ..ให้เธอ....

ความคิดเห็นที่ 18 (0)
billyjames วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 13.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/billyjames


ถึงจะต้องใช้เวลาอ่านมากหน่อย ก็ไม่เป็นไร เพราะเนื้อเรื่องน่าสนใจ ผมชื่นชมและนับถือความคิด กำลังใจที่เข้มแข็งของเธอเหมือนกัน และขอชื่นชมคุณศุภวรรณด้วยครับ ที่นำเรื่องดีดีมาฝาก

ความคิดเห็นที่ 17 (0)
market วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 13.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market


ความคิดเห็นที่ 16 (0)
Cat@ วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 03.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

น่าชืนชม นักสู้ ตัวจริง

ความคิดเห็นที่ 15 (0)
ชา_ยิปซี วันที่ : 05/02/2009 เวลา : 01.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/koodui


เธอคุย ที่ไม่ใช่ราคาคุย

แต่...เธอคุย อย่างมีราคาและสง่างาม

อีกหนึ่งในโลก ที่เป็นคุณภาพเลือดไทย

ความคิดเห็นที่ 14 (0)
nathathida วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 23.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nathathida
I am not a bitch, I just have a low tolerance for bullshit.

น่าชื่นชมค่ะ ...เก่งจัง อยากเก่งให้ได้อย่างนี้บ้าง

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
เจริญขวัญ วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 22.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charoenkwan

ดิฉันนี่ ชื่นชมผู้หญิงคนนี้จริงๆ ในฐานะ "ของแท้"

ไม่ใช่ราคาคุย

โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนที่นับถือ "คนจริง" ทุกคนค่ะ

ไม่ว่าจะเป็นคนชาติไหน

เชื่ออย่างหนึ่งว่า คนที่มีคุณภาพ ไม่ว่าจะเชื้อชาติใดหรืออยู่บนแผ่นดินใด ก็มีคุณภาพเสมอ


ความคิดเห็นที่ 12 (0)
เก่งซ่าส์ วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 19.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keng-za
- - - - - เราจะได้ ในสิ่งที่เราเป็น...เสมอ - - - - -

เคยดูสกู๊ปรายการนึง ไปสัมภาษณ์ตอนเธอมาด้วยค่ะ

จำไม่ได้แล้วว่ารายการอะไร

แต่ดูเหมือนช่วงนั้นจะออกทีวีหลายช่องอยู่

น่าชื่นชม จากใจจริง

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ยาพิษ วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 18.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/0852090910

ขอบคุนน่ะคร่า

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
komyos วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/youngmomy
อยู่กับสิ่งที่มี..ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน..

ยินดีและดีใจ๋ตี้เธอมีเลือดไทยอยู่กึ่งหนึ่งเจ้า

หญิงแกร่ง..

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ครูติ๋ว วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/romrawin
 รักความไทย ใส่ใจคนรอบข้าง

พูดได้คำเดียวว่าเก่งจริงๆนะสาวไทยคนนี้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Nozz วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nozzila
:A40: คืออะไร หาคำตอบได้ที่http://www.oknation.net/blog/nozzila/2008/04/25/entry-1

เธอคือหญิงแกร่งจริงๆ
--------------------------------
ขอบคุณที่มาเยี่ยมชมครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

มาชื่นชมหญิงสาวเลือดไทยคนเก่งครับ
แม้เธอจะเป็นอเมริกันโดยสัญชาติ
แต่เชื้อชาติ เธอเป็น"ไทย"ครึ่งหนึ่งครับ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Supawan วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณ Smiley ... สวัสดีค่ะ

เธอเป็นผู้หญิงที่น่าทึ่งจริงๆ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
smiley วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/clearmind
smiley

สวัสดีค่ะ...เธอน่าทึ่งมาก น่านิยม

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Supawan วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณฉุย ... สวัสดีค่ะ

ชื่นชมเธอจริงๆค่ะ และเธอเป็นส่วนหนึ่งของแรงบันดาลใจในหลายๆเรื่อง

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ฅนผ่านทาง วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 16.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konphantang
ร่างไร้วิญญาณของคุณน้าผ่องพรรณนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพหน้าเตาเผา หากไม่มีบรรยากาศของพิธีการแห่งความโศกเศร้า ก็คงไม่ต่างกับภาพการนอนหลับของผู้หญิงวัยเกษียณที่ยังมีเค้าความสวยให้เห็น..

เป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งจริงๆ ครับ
โดยเฉพาะหัวใจของเธอ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
Supawan วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 15.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ลืมส่วนสำคัญค่ะ ....

ขอบคุณภาพประกอบจาก Internet ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 04/02/2009 เวลา : 15.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

วันนี้มีข่าวที่หญิงลูกครึ่งไทย-อเมริกันจะได้รับการเสนอขื่อเข้ารับตำแหน่งสูงในการเมืองสหรัฐ เลยนำเรื่องราวของเธอมาแบ่งปันกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน