*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2281
  • จำนวนผู้ชม : 6341447
  • จำนวนผู้โหวต : 11324
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11324 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 28 กรกฎาคม 2554
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 4050 , 16:47:37 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Supawan โหวตเรื่องนี้

ภักตะปูร์ : อดีตเมืองหลวงแห่งเนปาล สู่เมืองมรดกโลกที่ยังมีลมหายใจ

ภักตะปูร์ … เมืองที่มีความหมายว่า "เมืองที่ผู้คนภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้า" เมืองนี้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขากาฏมาณฑุ โดยสภาพของเมืองเป็นเนินสูง เป็นเมืองที่เหมาะนักกับนักท่องเที่ยวที่ชอบความสงบ และเป็นเมืองที่มีสถานที่สำคัญมากมาย

จากนากาก๊อตเราเดินทางมุ่งสู่กาฏมาณฑุ แต่เส้นทางนี้จะผ่านเมืองที่สำคัญอันเป็นเมืองมรดกโลก 1 ใน 3 ของเนปาล คือ “เมืองภักตะปูร์” ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงมาแต่โบราณ

เมืองนี้มีความสำคัญเนื่องจากเคยเป็นเส้นทางการค้าระหว่างเนปาลไปสู่ทิเบตและจีน ... มีอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาและงานทักทอ และสถาปัตยกรรมที่งดงามอันยังคงยังมีลมหายใจอยู่กระทั่งปัจจุบัน จนผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Little Buddha เลือกเป็นสถานที่ถ่ายทำนั่นแหละค่ะ … เราจึงเห็นเป็นเอกฉันท์ที่จะแวะที่เมืองนี้

จากลานจอดรถด้านล่าง … เราเดินขึ้นเนินมาตามถนนแคบๆที่ทั้งสองฝั่งถนนเป็นอาคารบ้านเรือนของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ก่อด้วยอิฐแดงเปลือยเช่นเดียวกับที่อื่นๆ

มีร้านค้าย่อยขายข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และมีผู้คนเดินไปมาอย่างมีชีวิตชีวา .. ฉันแวะถ่ายรูปภาพของอาคารบ้านเรือน และชีวิตผู้คนริมทางที่เปี่ยมสีสัน

การเข้าชมโบราณสถานในเนปาลนั้น ส่วนใหญ่จะต้องเสียค่าเข้าชม ... แต่จะมีแผนที่คร่าวๆ และข้อมูลอย่างย่อในบัตรผ่านทางให้อ่าน เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เราจะไปชมนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง อย่างไรก็ตามหากมีข้อมูลที่ได้ศึกษาล่วงหน้ามาบ้าง ก็จะช่วยให้การเดินชมมีอรรถรสมากขึ้นแน่นอนค่ะ

เจดีย์ที่ดูเหมือนจะเป็นแบบพุทธ … สร้างแบบก่ออิฐโบกปูนสีขาว ต่างจากวิหารแบบฮินดู … หรือจะเป็นวิหารฮินดูด้วย ฉันไม่ค่อยจะแน่ใจนักค่ะ

เมื่อเข้าสู่บริเวณจัตุรัสของเมือง สิ่งที่เราสังเกตเห็นเด่นชัดคือ ร่องรอยความศิวิไลซ์แบบเมืองหลวงในอดีตยังคงปรากฏให้เห็น ถึงแม้กาลเวลาจะล่วงเลยผ่านมาหลายร้อยปีแล้วก็ตาม … วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมอันดีงามยังคงได้รับการสืบสานจากรุ่นสู่รุ่นอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ใครบางคนเล่าว่า … ผังเมืองโบราณแห่งภักตะปูร์ ถูกจัดวางเหมือนรูปหอยสังข์ อันเป็นหนึ่งในอาวุธประจำกายของพระวิษณุ (Vishnu) มาเป็นแบบของการสร้างเมือง

หอยสังข์ผ่าครึ่งจนเห็นแกนใน … ตัวเส้นแกนของสังข์คือถนนสายหลักของเมืองที่วิ่งไปสู่จตุรัสดูร์บาร์และจตุรัสภักตะปูร์ เป็นรูปเส้นโค้งคล้ายตัวเอส

แล้วจากถนนเส้นกลางนี่เองจะแตกแขนงเป็นตรอก ซอกซอยเล็กๆ ก่อตัวเป็นรูปสังข์ .. เต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างสำคัญๆ ทั้งพระราชวัง วัด วิหาร จนอาจกล่าวได้ว่าหากจะเที่ยวให้ทั่วภักตะปูร์นั้น เวลาชั่ววันเดียวคงไม่พอ

เราเดินมาจนถึงลานกว้างของจัตุรัส ซึ่งคงเป็นศูนย์กลางของเมืองที่เรียกว่าจัตุรัสดูบาร์ … รอบๆจตุรัสเป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ทั้งสิ้น

“เทวาลัยนยาตะโปลา” แห่งภักตะปุร์ เป็นมณฑปที่สูงที่สุดในเนปาล คือสูง 30 เมตร สร้างในสมัยกษัตริย์ภูปตินทระ มัลละ กษัตริย์ราชวงศ์มัลละ เมื่อพ..2245 ราวกว่า 300 ปีก่อน ร่วมสมัยกับยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น หลังคามี 5 ชั้น ถือเป็นความโดดเด่นของที่นี่เลยทีเดียว

จุดเด่นของวิหารแห่งนี้งามสง่ามาก ตัววิหารตั้งอยู่บนฐานสูงที่รูปทรงเป็นแบบปิรามิดลดหลั่นกันขึ้นไป 5 ชั้น แล้วมีบันไดที่ตัดตรงทะลุกลางเทวาลัย ตรงฐานทั้งห้ามีรูปสลักหินเป็นคู่ๆหันหน้าออกคล้ายกับเป็นผู้เฝ้าเทวาลัย ซึ่งตอนแรกฉันนึกเพียงว่าเป็นส่วนประดับวิหารธรรมดาๆเท่านั้น … แต่เมื่อมาศึกษาดูจึงรู้ว่า รูปปั้นแต่ละรูปนั้นมีปรัชญาของการบูชาเทพเจ้าซ่อนอยู่เป็นนัยๆ

ชั้นล่างสุดเป็นรูปหินแกะสลักของมนุษย์ .. ชั้นถัดไปเป็นรูปปั้นช้าง .. ถัดไปเป็นรูปสิงห์ .. ถัดจากชั้นสิงห์แกะสลักเป็นตัวพญาครุฑ … และที่แท่นบนสุดเป็นรูปแกะสลักหินของเทพเจ้า

ผู้สร้างต้องการเปรียบเทียบให้เห็นว่า ในบรรดาสิ่งมีชีวิตนั้น มนุษย์อ่อนแอและต่ำต้อยที่สุด ในขณะที่เทพเจ้านั้นทรงพลังสูงสุด

10 พลังคน เท่ากับ 1 พลังช้าง

10 พลังช้าง จึงจะเท่ากับ 1 พลังสิงห์

10 พลังสิงห์ จึงจะเท่ากับ 1 พลังพญาครุฑ

10 พลังพญาครุฑ จึงจะเท่ากับ 1 พลังเทพเจ้า

… มนุษย์ จึงเทียบได้เพียงแค่เศษธุลีของเทพเจ้า และรูปปั้นเหล่านี้ยังมองเห็นว่าอยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีชำรุดเสียหาย น่าชื่นชมที่คนที่นี่เขาอนุรักษ์สิ่งเหล่านี้ได้อย่างดี

ถัดจากฐานขึ้นไปเป็นมณฑปทรงสูงหลังคาลดหลั่นกันไป 5 ชั้น เป็นที่สถิตของเทพเจ้าที่มีพลังสูงสุด คือ “เทพนยาตะโปลา” ซึ่งเป็นพระเทวีลัทธิตันตระ

เสาที่ค้ำยันเทวาลัยโดยรอบและคันทวยค้ำยันชายคาเทวาลัยเป็นเสาไม้ที่สลักเสลาลงสีสวยงาม 108 ชิ้น แทนรูปเคารพของเทวีในปางต่างๆ เพื่อคุ้มครองผู้สักการะเคารพ

ฝั่งตรงข้ามเป็นศาลาขนาดใหญ่สวยงาม ชั้นบนมีระเบียงรายรอบ แต่เห็นมีเพื่อนๆกวักมือไหวๆให้ขึ้นไปสมทบ ทำให้ฉันไม่แน่ใจ อาจจะเป็นร้านอาหาร หรือ “วิหารกาแฟ” ที่มีเครื่องดื่มขายก็เป็นได้

ฉันเดินเข้าไปในอาคาร … เดินขึ้นบันไดแคบๆและสูงชันขึ้นไปยังชั้นที่สอง ดูเหมือนว่ามีนักท่องเที่ยวมากมายมาจับจองที่นี่เป็นที่ชุมนุมเหมือนสภากาแฟ …

ที่นี่เป็นร้านกาแฟจริงๆด้วยค่ะชื่อ “นยาตะโปลาคาเฟ่” และไม่ใช่เทวาลัยที่ดัดแปลงมาเป็นร้าน เหมือนวัดวังเก่าในบางประเทศนะคะ

ทางร้านจัดโต๊ะให้ลูกค้านั่งดื่มกาแฟตามระเบียงที่มีอยู่รอบๆอาคาร … หากมองจากด้านบนลงมาจะเห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองได้ชัดเจนมากในทุกๆมุม … ทั้งผู้คนที่กำลังจับจ่ายใช้สอยสิ่งของต่างๆที่พ่อค้าแม่ขายมาปูเสื่อบนทางเดินนำสินค้าหลากชนิด แบบใครใคร่ขายอะไร-ขาย ออกมาโชว์ล่อตา ล่อใจให้ต้องควักกระเป๋ากันมือเป็นระวิง

บนถนนที่แคบและคดเคี้ยวสายเดียวกัน มีรถยนต์แล่นอยู่บ้าง รวมถึงรถจักรยานที่มีหนาตาพอสมควร .. ฉันเก็บภาพเพื่อนๆหลายคนมาจากระเบียงร้านกาแฟนี่เองค่ะ

หากมาเที่ยวที่นี่ ต้องมานั่งดื่มกาแฟเคล้าบรรยากาศสุดยอดที่คาเฟ่แห่งนี้ให้ได้นะคะ ..

จากระเบียงจะมองเห็นเทวาลัยสำคัญ 2 แห่งที่เผชิญหน้ากันอย่างเต็มตา แห่งหนึ่งคือเทวาลัยที่สูงที่สุดในภักตะปูร์ และอีกหนึ่งคือเทวาลัยเทพไภราพซึ่งเป็นอวตารหนึ่งของพระนารายณ์

“เทวาลัยไภราพวนารถ” เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมสูงสามชั้น ความสวยงามอยู่ที่หลังคาที่คุ้มลงมาในรูปแบบกึ่งจีนกึ่งเนปาล

เราเดินลัดลำมาจนถึงลานกว้างอีกแห่งหนึ่งที่เรียกว่า “จตุรัสภักตะปูร์ (Bhaktapur Durbar Square)” อันเป็นที่ตั้งของพระราชวังเดิม .. งานศิลปะทุกแขนงทั้งงานทางด้านสถาปัตยกรรมรอบบริเวณจัตุรัสกลางเมืองภักตะปูร์ …

ประติมากรรมรูปแบบต่างๆ รวมทั้งงานแกะสลักรูปนกยูงบนบานหน้าต่างสุดวิจิตร “Peacock Window” ที่ฝังอยู่ในตึกเก่าได้รับการอนุรักษ์อย่างดีเยี่ยม จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองภักตะปูร์ได้รับการขนานนามว่า “พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต” รวมถึงเป็นหนึ่งในมรดกโลกแห่งสำคัญในบันทึกของ Unesco

สิ่งที่สำคัญโดดเด่น ณ ลานแห่งนี้คือ ประตูทอง (The Golden Gate) ของ “พระราชวังซันโตกา” ซึ่งเป็นซุ้มประตูขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก พอที่คนธรรมดาๆจะเดินลอดผ่านได้สบายๆ ทั้งหมดเป็นงานประติมากรรมแบบนูนสูง ฝีมือชั้นครูโดดเด่นด้วยงานปั้นและงานหล่อ … เสาประตูทั้ง 2 ข้างเป็นรูปเจ้าแม่กาลีปางต่างๆ ด้านละ 5 องค์

ซุ้มตรงกลางหลายคนบอกว่าเป็นเทพตาลีจู แต่บางคนบอกว่าเป็นพระนารายณ์ ด้วยมีกรอบซุ้มด้านบนเป็นรูปครุฑผงาดกางปีก และเมื่อเห็นพญาครุฑที่ไหน ก็ต้องหมายความว่าพระนารายณ์อยู่ที่นั่นด้วย ก็พญาครุฑเป็นพาหนะของพระนารายณ์นี่คะ

กรอบนอกของซุ้มประตูงดงามด้วยประติมากรรมนูนสูงรูปพญาครุฑกางปีกจับนาคที่เหมือนจะบินออกมานอกกรอบประตูได้ .. นาคเองก็ออกอาการดิ้นหนีเอาชีวิตรอดอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ในขณะที่นางฟ้าสององค์ใต้ปีดพญาครุฑกำลังอยู่ในท่าที่บินขึ้นด้วยความตกใจ

ซุ้มโค้งขนาดใหญ่อยู่ในกรอบของประตูที่มีหลังคาทองแบบเก๋งจีน ด้านบนของแนวหลังคายังมีนรสิงห์อีก 2 ตัว บนสุดเป็นฉัตร 5 ชั้น อันเป็นเครื่องอิสริยยศของพระนารายณ์

ประตูทองนี้สร้างในสมัยกษัตริย์ภูบดินทร์ เมื่อ พ..2243 แต่ยังไม่ทันเสร็จก็สวรรคตสียก่อน ต่อมา กษัตริย์ชายา รันจิต รับมาสร้างต่อจนเสร็จในปี พ..2297 … นับว่าใช้เวลานานหลายปีมากค่ะ จึงได้ผลงานชิ้นเยี่ยมนี้

เราเดินผ่านประตูทองเข้าไปยังเทวาลัยด้านใน .. ที่นี่เป็นลานตาลีจูและลานกุมารี เราไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปหรือถ่ายรูปภายใน เพราะสงวนไว้สำหรับคนฮินดูเท่านั้น ทำได้แค่ยื่นคอเข้าไปสังเกตการณ์ภายในได้ … เท่าที่ดูด้วยสายตาก็ไม่เห็นมีอะไรที่โดดเด่นค่ะ ประกอบกับมีทหารถือปืนควบคุมอยู่ด้านนอก เราเลยถอยออกมาดีกว่า

รู้มาว่า ลานแห่งนี้ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อถึงเทศกาลเจ้าแม่ทุรคา จะมีการประกอบพิธีบูชายัญ ฆ่าควายจำนวน 108 ตัว เอาเลือดสดๆเป็นเครื่องสังเวยความกระหายของเจ้าแม่ ฟังดูแล้วน่าสยดสยองมากค่ะ … หลังจากออกมาฉันเลยใช้เวลาเก็บภาพด้านนอกเทวาลัยมาแทน

เราเดินไปตามทางเดินในบริเวณพระราชวัง แล้วมาหยุดที่ “สุนทรีโฉลก” หรือสระน้ำของกษัตริย์ภักตะปูร์…

ตามรูปลักษณ์ที่เห็น ความกว้างยาวคงราวๆข้างละ 5 เมตร แต่ละด้านมีกำแพงเป็นแท่นแบบขั้นบันได ขอบสระมีรูปปั้นงูตัวใหญ่ทำด้วยทองเหลือง 2 ตัวนอนทาบไปกับขอบสระ ชูหัวแผ่แม่เบี้ยตรงหัวบันไดที่กษัตริย์เสด็จลงสรง

ข้างๆแม่เบี้ยจะมีฐานศิวลึงค์เพื่อให้กราบไหว้ทุกครั้งก่อนและหลังลงสรง ส่วนล่างลงไปเป็นรูปหัวแพะและเป็นท่อน้ำที่ไหลตรงมาจากหิมาลัยมาออกตรงปากของแพะพอดีค่ะ

ด้านตรงข้ามของงูมีเสาสูง ยอดเสาเป็นงูยักษ์ อันเสมือนเป็นราชพาหนะของกษัตริย์ .. รอบๆสระจึงมีรูปงูเพื่อปกป้องคุ้มครองในระหว่างที่ลงสรง

ฉันดีใจที่ได้มาเยือนเมืองนี้ และมีโอกาสได้เห็นภูมิปัญญาของคนโบราณในการวางท่อน้ำใต้ดิน มีก๊อกน้ำที่ไม่มีวาล์ว น้ำจึงไหลตลอดเวลา ชาวบ้านในแถบนี้ได้อาศัยน้ำจากใต้ดินมาใช้ในครัวเรือนกันหลายชั่วอายุคนแล้ว

พระราชวัง 55 พระแกล (ประตูทองคำ) เมืองนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่และมีความรุ่งเรืองทางการค้ามาก่อน ทำให้มีพระราชวังที่ศิลปะบ่งบอกถึงงานของช่างที่มีกลิ่นอายของเนปาลในยุคสตวรรษที่ 18 …

พระราชวังสร้างด้วยอิฐแดง ใต้หลังคามีคันทวยแกะสลักรายรอบ แต่ที่เด่นชัด คือไม้แกะสลักที่ได้ชื่อว่างดงามที่สุดในบรรดาไม้แกะสลักมีชื่อทั่วโลก หน้าต่างของพระราชวังแห่งนี้ เป็นไม้แกะถึง 55 บาน ตั้งอยู่ในกำแพงอิฐ ซึ่งสร้างโดยกษัตริย์มัลละ

เหตุที่ต้องมีหน้าต่าง 55 บานนั้น จะให้เดาก็คงจะเดาไม่ถูก … มีคนเล่าให้ฟังว่า กษัตริย์ที่สร้างพระราชวังนี้มีพระชายาที่ทรงโปรดปราน 55 คน เมื่อถึงพระราชพิธีที่สำคัญ พระชายาจะเผยโฉมตรงพระแกลนี่แหละ … ต้นเหตุของการมี 55 พระแกลก็ด้วยประการละฉะนี้ค่ะ

เราเดินลัดเลาะมาเรื่อยจนถึงอีกส่วนหนึ่งของ จัตุรัสภักตะปูร์ … ตรงนี้ถือเป็นจุดชุมนุมพักผ่อนของชาวเนปาล หากคุณไปเยือนในช่วงเดือนกันยายนจะมีพิธี ตีจ (Teej)

ในวันนั้นผู้หญิงชาวฮินดูจะใส่ชุดส่าหรีสีแดงซึ่งเป็นชุดแต่งงาน ไปรวมตัวกันที่วัดพระศิวะ เพื่อชำระล้างร่างกาย (รายละเอียดของการชำระร่างกายมหัศจรรย์มาก ต้องไปค้นคว้าหาอ่านเอาเองนะคะ) และทำการสวดภาวนาขอให้สมหวังในชีวิตคู่ ส่วนผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงาน จะขอพรให้ได้คู่ครองที่ดี

ที่ เมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนสวรรค์ของช่างภาพ .. ส่าหรีสีสด แสดงสถานะภาพการแต่งงานของสตรีชาวเนปาล

… เมื่อพูดถึงสตรีที่แต่งงานแล้วของเนปาลแล้ว ก็อยากจะนำบทความชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นนิวส์คลิปที่ตัดเอาไว้เนิ่นนานมาแล้วจนจำไม่ได้ถึงที่มา อยากนำมาถ่ายทอดให้ฟังค่ะ

เนปาล … ประเทศที่ล้าหลังในบางมุมมอง แต่อีกมุมมองหนึ่งประเทศนี้เป็นชาติที่ชาวบ้านดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียง การดำรงชีวิตของพวกเขาอิงอยู่กับศาสนา ประเพณีและวัฒนธรรม คนเนปาลทั่วไปยังคงมีความเชื่อในเรื่องศาสนา รวมถึงความเชื่อที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ ประเทศเนปาลจึงเต็มไปด้วยอารยะธรรมโบราณ วัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากประเทศอื่น

ประเพณีหนึ่งที่น่าสนใจคือการแต่งงานของผู้หญิงในชนเผ่าเนวาร์ ซึ่งเป็นชนเผ่าดั้งเดิมในหุบเขากาฏมาณฑุ พวกเธอต้องแต่งงานถึง 3 ครั้งในชีวิต คือแต่งงานกับลูกพลับหรือแต่งงานพระศิวะ แต่งงานกับพระอาทิตย์ และแต่งงานจริง

พิธีแต่งงานกับลูกพลับหรือตัวแทนของพระศิวะมีขึ้นก่อนอายุ 6-7 ขวบ เรียกว่า “อีห์” หรือเบลล์วิวาห์ … การแต่งงานกับพระอาทิตย์ เรียกว่า “บาราเตกุ” มีขึ้นตอนอายุ 10-12 ขวบ … การแต่งงานจริงมีขึ้นโดยไม่จำกัดอายุ

ชนเผ่าเนวาร์พยายามที่จะรักษาประเพณีที่ปฏิบัติกันมาแต่โบราณ .. พิธีแต่งงานจะทำขึ้น 2 วัน โดยมีพราหมณ์จากวัดมาทำพิธี โดยวันแรกมีการบูชาพระศิวะและพระพิฒเนศ ซึ่งเป็นโอรสของพระศิวะ จะมีการเทเครื่องบูชาให้เด็กเพื่อเป็นศิริมงคล มีการวัดความสูงของเด็กแบบโบราณ

วันที่สอง จะเป็นพิธีจริง … เป็นพิธีมอบลูกสาวให้ลูกพลับหรือพระศิวะ พิธีเริ่มขึ้นด้วยการให้เด็กเดินเข้าบ้านจากประตูและให้นั่งตักผู้ปกครอง พิธีสำคัญอยู่ที่ผู้ปกครองจับนิ้วโป้งลูกสาวขณะที่ลูกสาวนั่งตักพ่อแม่พร้อมกำลูกพลับไว้ในมือของเด็ก ต่อด้วยพราหมณ์จะเทน้ำมนต์จากสังข์ลงบนมือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการมอบลูกสาวให้กับพระศิวะหรือการแต่งงานกับลูกพลับ ..

จากนั้นจะต้องให้ลูกสาวทานของหวาน ซึ่งเธอจะต้องทานให้หมด หากไม่หมดจะต้องนำไปทิ้ง ห้ามคนอื่นรับประทานต่อ

เมื่อเสร็จพิธี ถือว่าเด็กหญิงคนนั้นพ้นจากความเป็นเด็ก และเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น และรอเข้าพิธีแต่งงานกับพระอาทิตย์ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

การแต่งงานครั้งที่ 2 เป็นการแต่งงานกับ “พระอาทิตย์” .. เกิดขึ้นก่อนที่เด็กจะมีรอบเดือน เธอจะถูกกักตัวไว้ในห้องที่มืดทึบที่สุดของบ้าน และจะอยู่ในห้องนั้นคนเดียวตลอด 12 วันของการทำพิธี ห้ามออกมานอกห้อง … ระหว่างนี้ผู้ชายห้ามเข้าเด็ดขาด ส่วนแม่หรือยายจะเข้าไปได้ก็ต่อเมื่อ 4 วันผ่านพ้นไปเท่านั้น

เด็กสาวจะกิน นอน อยู่แต่ในห้องนั้น … ข้าวปลาอาหารจะถูกส่งเข้ามาที่ห้องผ่านช่องเล็กๆ รวมถึงยารักษาโรคในกรณีเจ็บป่วยไม่สบาย หากมีการเสียชีวิต ร่างของเธอก็จะถูกฝังในห้องหอนั้นเลยค่ะ โดยฝังไว้ใต้บันไดนั่นเอง

เชื่อกันว่า หากสตรีฮินดูได้ผ่านพิธีกรรมนี้แล้ว องค์สุริยะเทพจะให้ความเมตตา และปกปักษ์รักษาสตรีผู้นั้นตลอดไปทั้งภพนี้และภพหน้า

ส่วนการแต่งงานครั้งที่ 3 เป็นการแต่งงานกับชายที่มีเลือดเนื้อจริงๆ ทำพิธีเมื่อไหร่ก็ได้หากเธอมีคนรักที่เหมาะสม เป็นการแต่งงานครั้งสุดท้าย จากนี้เธอจะแต่งงานกับใครไม่ได้แล้ว ..

สามีที่เป็นองค์สุริยันยังคงรอเธออยู่ในกรณีที่สามีที่มีชีวิตจากเธอไป ส่วนเธอเองก็ยังมีสามีลูกพลับที่เธอนอนกอดได้ทุกวัน .. ว้าเหว่ แต่ไม่เดียวดายค่ะ … ว่าแต่ว่า จะมีสาวไทยอยากจะเป็นแบบสาวเนปาลบ้างไม๊นี่?

ส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตชาวเมืองภักตะปุร์ … ตลาดสดกลางจตุรัส

ความเงียบสงบของเมือง ทำให้การเดินช้าๆชมสิ่งต่างๆรื่นรมย์มากมาย ไม่มีพ่อค้าขายของที่ระลึกมาคอยตามตื้อขายสินค้า …

ส่วนเจ้าของร้านค้าที่ขายสินค้าพื้นเมืองทั้งบนถนนและซอกหลืบเล็กๆ ก็อัธยาศัยดีทีเดียว ช่างพูด ช่างเจรจา ไม่เร่งรัดให้เราซื้อสินค้าจนน่ารำคาญ พวกเราหลายคนจึงมีของฝากติดไม้ ติดมือกันมาถุงใหญ่ ทั้งผ้าพาสมินา หรือผ้าขนแพะภูเขาที่นำมาตัดเย็บเป็นผ้าพันคอ เสื้อ กระเป๋าใบเล็ก และอื่นๆอีกมากมาย

ภาพชีวิตของชาวบ้านตามรายทาง … ฉันชอบภาพที่ชาวบ้านดำเนินชีวิตประจำวันของพวกเขามาก ฉันว่ามันให้ความรู้สึกถึงความเป็นอยู่ของคนที่เลือดเนื้อจริงๆ

คุณยายที่นั่งกรอด้าย ... แม่บ้านดำเนินกิจกรรมประจำวันของพวกเธอ ผู้คนนั่งทอดหุ่ยในวันสบายๆ … ล้วนเป็นความเคลื่อนไหวที่กลมกลืนไปกับสรรพชีวิตรอบด้าน สะท้อนวิถีชีวิตที่งดงาม

ฉันเดินลัดเลาะไปทั่วบริเวณจนมาโผล่ที่ลานกว้าง ซึ่งเป็นสถานที่ผลิตถ้วยรักซี และชามใส่ชีสดินเผา อันเป็นสินค้าเศรษฐกิจของเมืองภักตะปูร์ … ที่นี่คือ “หมู่บ้านช่างปั้นหม้อ” ผู้ชำนาญงานด้านการปั้นดินให้เป็นภาชนะต่างๆ

ว่ากันว่า … ที่นี่เคยเป็นฉากหนึ่งของภาพยนตร์เรื่อง Little Buddha ที่สุดหล่อ คีนูร์ รีฟ นำแสดง โดยเฉพาะฉากที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากวังเพื่อทอดพระเนตรบ้านเมือง ทรงได้เห็นความทุกข์ยากของผู้คน และเสด็จตามเข้าไปในหมู่บ้านคนปั้นหม้อไงคะ

ฉากที่ว่านี้ เขาไม่ได้สร้างขึ้นมาใหม่ ใช้บ้านเรือนในภักตะปูร์นี่เอง ฉากที่มีชีวิตนี้สวยงามเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ด้วยเป็นวิถีชีวิตที่ดำเนินกันมาจริงๆอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่ต้องมีการปรุงแต่งให้ขัดตาแต่อย่างใด

ช่างปั้นที่จัตุรัสเครื่องปั้นดินเผา แห่งเมืองภักตะปุร์ … มองเห็นช่างปั้นขนดิน และไม้กระดานแผ่นเก่ามานั่งทำงานกลางแจ้งอย่างช่ำชอง หม้อไหมากมายถูกนำมาตากไว้ทั่วลานจัตุรัสเพื่อตากแดดให้แห้งจนเต็มพื้นที่ เพื่อที่ว่าเมื่อดินแห้งดีแล้วจะได้นำไปอบในเตาเผาแบบโบราณ เพิ่มความแข็งแกร่งทนทานให้กับภาชนะเหล่านั้น …

เอกลักษณ์ช่างศิลป์ของชาวภักตะปูร์จึงไม่เพียงปรากฏอยู่ตามร่องรอยทางสถาปัตยกรรมยุคประวัติศาสตร์เท่านั้น หากแต่เลื่องลือในเรื่องของเครื่องปั้นดินเผาแห่งชุมชน นิโกเซรา (Nikosera) หรือที่เรียกกันว่า “ซาโน ถิมี่ (Snao Thimi)”

พวกเราหลายคนอยากจะลองปั้นดู ... ชาวบ้นเขาก็ใจดีค่ะ ยอมให้เราเข้าไปลอง เห็นแล้วคิดถึงที่ปากเกร็ดจังค่ะ วิถีชีวิตคล้ายๆกันมาก เพียงแต่สภาพการดำรงชีวิตในเมืองไทยดีกว่ามากมาย

มีร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีมากมายหลายคูหา … สินค้าที่ขึ้นหน้าขึ้นตา ดูเหมือนจะเป็นหน้ากากของเทพองค์ต่างๆ ที่ในสายตาของฉันดูน่ากลัวมากกว่าสวยงาม …

ไกด์ของเราบอกว่าหน้ากากพวกนี้เป็นสัญลักษณ์ของเทพปางต่างๆที่แปลงกายลงมาเพื่อปราบพวกอธรรม จึงมีจินตนาการให้มีใบหน้าที่ดุร้าย … อยากให้เทพหลายๆองค์มาช่วยปราบยุคเข็ญในบ้านเมืองของฉันจัง

อากาศที่เยือกเย็นเมื่อต้องแสงแดดให้ความอบอุ่นกับพวกเราเป็นอย่างดี เช่นเดียวกับความอ่อนโยนที่ผ่านเข้ามาในหัวใจยามนี้


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
chailasalle วันที่ : 29/07/2011 เวลา : 02.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chailasalle

ในภาพ งานที่ระลึกพวกโลหะหล่อ สวยๆ เยอะเชียวครับ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 22.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

วิถีดั่งเดิม สุขสบายดี

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
market วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 20.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/market

เคยไปเมื่อนานมากแล้วเหมือนกันค่ะ
พอมาอ่านก็อยากไปอีกสักครั้งค่ะ

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
lim วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 20.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

ตามมาอ่าน ไปมาเหมือนกัน แต่วันที่ไปพอดีเจอประท้วงคนน้อยดี

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Supawan วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 19.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ... คุณ น. นันท์นภัส

แค่ก้าวเท้าออกเดิน ... คนเดียวหรือกับเพื่อนๆ ... ก็จะได้รับประสบการณืที่แปลกใหม่เสมอค่ะ

vออกเดินทางท่องเที่ยว ไปตามทิศที่หัวใจพาไปนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
น.นันท์นภัส วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 18.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nidnhoi

สวัสดีค่ะ

อยากไปบ้าง แต่ไม่เคยได้ไปค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 17.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณลูกเสือ ... สวัสดีเย็นวันพฤหัสบดีค่ะ

ชอบเมืองมรดกโลกทั้ง 3 แห่งของเนปาลมากค่ะ สวย และดูมีเสน่ห์มากมาย

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ตลาดน่าเดินมากครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 28/07/2011 เวลา : 16.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

ขอให้เย็นวันนี้เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข และรื่นรมย์ไปกับบทความในซีรี่ย์ "ลัดเลาะหิมาลัย ไปเนปาล" นะคะ

Please have a great evening !!

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน