*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2281
  • จำนวนผู้ชม : 6341483
  • จำนวนผู้โหวต : 11324
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11324 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 29 กรกฎาคม 2554
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 3236 , 18:34:00 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ , Supawan โหวตเรื่องนี้

งามวิจิตร ลลิตปูร์ ... Patan : ปาฏาน มหานครโบราณแห่งเนปาล

การเดินทางกลับมายังกาฏมาณฑุ .. เราผ่านหลายเมือง มีภาพต่างๆตามรายทางมาฝากค่ะ

ที่นี่เห็นในภาพด้านบน เป็นสถานที่ตั้งของวัด Manakamana ที่ชาวเนปาลถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก มีกระเช้าให้นั่งข้ามภูเขาไปยังวัดบนยอดเขา เพื่อสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยค่ะ

ชาวเนปาลใช้แม่น้ำในการดำรงชีวิตอย่างหลากหลาย … ทั้งใช้ดื่ม ใช้ชำระล้างร่างกาย รวมถึงซักล้างในหลายวัตถุประสงค์ … แต่เท่าที่มองเห็นแม่น้ำไม่ค่อยจะสะอาดค่ะ มองเห็นขยะอยู่ในแม่น้ำเต็มไปหมด

เราเดินทางมาตลอดวัน จนหิวโซ … ก่อนเดินเที่ยวต่อไปจึงมีความเห็นเอกฉันท์ว่าจะแวะทานอาหารกันก่อน

อาหารการกินของชาวเนปาลได้รับอิทธิพลมาจากจีนและอินเดียผสมกัน อาหารส่วนใหญ่จึงเป็นสารพัดแกงและของนึ่ง

คนไทยส่วนใหญ่จะชอบอาหารที่มีชื่อน่ารักว่า “Momo” ที่มีรูปร้างหน้าตาคล้ายๆกับเสี่ยวหลงปา ติ่มซำลูกเล็กๆแบบจีน แต่เปลี่ยนเป็นสอดไส้ไก่สับหมักกับเครื่องเทศมาซาลา จิ้มกับซอสสะเต๊ะหนักเครื่องเทศ

“Dhal” ซุปถั่วลิสงสีดำจากการใช้เครื่องเทศ Black Mustard Seed

อิ่มหนำสำราญกันดีแล้ว ถึงเวลาที่จะเดินอย่างมีความสุข และรับความสุนทรีจากการมองเห็นสถานที่สวยงามที่ผู้คนในอดีตได้สร้างสรรค์ และอนุรักษ์สืบตอมาในคนรุ่นต่อๆมา จนมาถึงวันนี้ ที่เราจะมีโอกาสได้ร่วมชื่นชม

เบื้องหน้าของฉันในขณะที่ยืนอยู่บนลานโล่งอันเป็นจุดชมวิวโดยเฉพาะจากร้านอาหารใกล้ๆกับดูบาสแคว์แห่งปาฏานแห่งนี้ ... คือเมืองที่วิจิตรงดงามจนยากที่จะบรรยายออกมาเป็นตัวอักษรให้ใกล้เคียงกับสิ่งที่ปรากฏในสายตา …

“ลลิตปูร์ งดงามราวภาพวาดจากปลายพู่กันของศิลปินผู้มีศรัทธาแก่กล้า” คำกล่าวของ เพอร์ซิวัล จากลอนดอน เมื่อปี พ.. 2471 ดูจะเป็นคำพูดที่ใกล้เคียงกับความรู้สึกของฉันในขณะนี้

จัตุรัสปาฏาน .. มองเห็นวbหารพระกฤษณะ สร้างแบบศิลปะโมกุลที่งดงาม

ในอดีตปาฏานถูกเรียกว่า “ลลิตปูร์” หรือ “ละลิตปุระ” ซึ่งแปลว่า “เมืองที่สวยงามอย่างน่ารัก” … เป็นเมืองมรดกโลกที่ยังมีชุมชนอยู่อาศัยต่อเนื่องมายาวนานตั้งแต่ครั้งอดีต ต่างไปจากสุโขทัย และอยุธยาของเรา

ลลิตปูร์ แม้จะเล็กกว่าเมืองอื่น แต่ก็มีหลักฐานว่าเก่าแก่กว่าภักตะปูร์และกาฏมาณฑุเสียอีก ด้วยปรากฏว่ามี “สถูปอโศก” ประดิษฐานอยู่สี่มุมเมือง บ่งบอกว่าพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จมาเผยแผ่พุทธธรรมตั้งแต่เมื่อราว 2,200 ปีมาแล้ว ก่อนจะเป็นบ้านเมืองจริงๆสมัยกษัตริย์วีรเทพราวปี พ..772

หากแต่เมืองนี้มาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์มัลละราวพุทธศตวรรษที่ 22 ซึ่งถือเป็นยุคทองของเนปาล อันเป็นช่วงเวลาที่ตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

ความวิจิตรงดงามของงานศิลปะในลลิตปูร์ ถูกเล่าขานมาว่าเกิดจากการแข่งขันชิงความเด่นดังระหว่างพระโอรสและพระธิดาของกษัตริย์ของราชวงศ์มัลละ

ซึ่งในช่วงเวลานั้นทรงแบ่งเนปาลออกเป็น 4 ส่วนให้ลูกๆปกครองเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน … แต่ละพระองค์จึงแข่งประชันกันสร้างสรรค์เมืองให้งดงามชนิดที่ไม่มีการอ่อนข้อให้แก่กัน

สิ่งที่แต่ละเมืองมีเหมือนกัน คือ ทุกเมืองต่างมีความต้องการให้ช่างจากลลิตปูร์เป็นแม่งาน … ดังนั้น งานศิลป์แห่งหุบเขากาฏมาณฑุที่เปี่ยมเอกลักษณ์จึงมีต้นแบบที่รังสรรค์จาก สกุลช่างชาวลลิตปูร์ทั้งนั้น (เฉกเช่นช่างเมืองเพชรของไทย)

ไม่ว่าจะเป็น “เตียมปะนัม” หรือหน้าบันสลักลวดลายอลังการ .. “ณยาร” หรือหน้าต่างไม้แบบมีปีก … “ตุนาล” หรือคันทวยแกะสลักเป็นรูปทวยเทพ … “โตรัน” หรือซุ้มประตูสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ประดับลวดลายวิจิตร

เมืองโบราณบนฝั่งแม่น้ำพัคมาตีแห่งนี้ จึงได้รับการขนานนามให้เป็น “ตักศิลา” แห่งหุบเขากาฏมาณฑุ เมืองแห่งศิลปะ มีช่างและศิลปินที่บันดาลสร้างสรรค์งานศิลป์ชั้นครูมากมาย

เมืองลลิตปูร์จึงกลายเป็นเมืองศูนย์กลางของงานวิจิตรศิลป์และหัตถศิลป์ที่โดดเด่น ทั้งงานแกะสลักไม้ จำหลักหิน และประติมากรรมสำริดมากมาย ทำให้แค่เข้าเมืองมา ฉันก็รู้สึกเหมือนได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้า …

ผังเมืองปาทานที่ถูกสร้างมาแต่ครั้งโบราณดูจะมีนัยยะแฝงอยู่ไม่น้อย ศูนย์กลางของเมืองมีโบราณสถานโอบล้อมด้วยเทพเจ้าและสิ่งปลูกสร้างสูงตระหง่าน เป็นลวดลายศิลปะแบบฮินดูบนหินดูตระการตา …

แต่ที่สำคัญคือกลอุบายของกษัตริย์สมัยก่อนที่มีการจัดการประปาชุมชน โดยจัดการให้น้ำที่ไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย ให้ไหลลงมาบนที่รองน้ำซึ่งอยู่รอบวัง เพื่อให้ประชาชนได้ใกล้ชิดกับผู้ครองแผ่นดินมากขึ้น

ความสุขของผู้มาเยือนและสัญจรในนครลลิตปูร์ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกาฏมาณฑุไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ 5 กิโลเมตร คือการได้เดินทอดน่องชมผลงานศิลปะสถาปัตยกรรม ที่เทวศถานฮินดูที่สร้างถวายพระศิวะ พระนารายณ์ และพระกฤษณะที่ตั้งเรียงรายรอบจัตุรัสพระราชวัง ที่เรียกกันติดปากว่า Durbar Square อันถือว่าเป็นใจกลางของเมือง

ลานประธานของพระราชวัง (Mul Chowk) สร้างโดยกษัตริย์ศรีนิวศา มัลละ เมื่อ พ..2209 ล้อมรอบด้วยพระตำหนักที่เคยเป็นที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ ติดกับเทวะสถานตะเลจูภวานี เทพผู้คุ้มครองราชวงศ์

ด้านหน้ามีอนุสาวรีย์ของพระเจ้าสิทธินรสิงห์ กษัตริย์ผู้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับลลิตปูร์มากที่สุด ขณะที่ทรงกำลังภาวนาต่อองค์เทพตะเลจู

นั่นหมายความว่าลลิตปูร์และหุบเขากาฏมาณฑุในสมัยราชวงศ์มัลละ เป็นยุคที่ศาสนาฮินดูมีอิทธิพลสูงเด่น แต่การที่เมืองนี้เป็นเมืองที่พระเจ้าอโศกมหาราชเคยเสด็จมาเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ลลิตปูร์จึงมีสถานะเป็นศูนย์กลางของชาวพุทธในหุบเขานี้ด้วย … หากจะนับวัดพุทธฝนหุบเขานี้ จะพบว่ามีมากกว่าเทวะสถานฮินดู

เมื่อเห็นศาสนสถานของชาวพุทธแล้ว ก็อดจะคิดไม่ได้ว่า ในสมัยโบราณศาสนาพุทธคงจะเจริญรุ่งเรืองมาก แม้จะอยู่ห่างจากกรุงพาราณสีอันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าถึงราว 300 กิโลเมตร อันนับว่าเป็นระยะทางที่ยาวไกลมากในสมัยก่อน ไม่รู้ว่าต้องเดินเท้า นั่งเกวียนกี่วันกี่คืนจึงจะมาถึง

งานไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงของพระราชวังปาฏาน … ฉันชอบหลังคาที่มุงด้วยแป้นเกร็ดที่ดูขรึมขลัง แต่อ่อนโยนในความรู้สึก บ่งบอกถึงระยะเวลายาวนานที่อาคารได้รับใช้ผู้เป็นเจ้าของ

ที่นี่ เหมือนกับเราได้นั่งกงล้อย้อนเวลาหาอดีต เช่นเดียวกับกงล้อที่หมุนให้ “กุมเภสวอร์” อันเป็นวัดของพระศิวะ เป็นวัดที่เก่าแก่ของเมืองนี้ด้วยมีหลังคา 5 ชั้นลดหลั่น ผ่านร้อน ผ่านหนาว และเป็นประจักษ์พยานของการเกิดมาและจากไปของสรรพสิ่งตลอดมาในหลายร้อยปี

แสงแดดที่สาดส่องหลังคาและอาคารของเทวะสถานและพระราชวังที่เรียงราย ทำให้อาคารเหล่านั้นเปล่งประกายมลังเมลืองดังดินแดนในเทพนิยาย และตอกย้ำสิ่งที่ฉันเห็นมาก่อนในหนังสือและโทรทัศน์หลายครั้งว่างดงามวิจิตรจริงๆ

จัตุรัสปาฏาน ดุร์บาร์ งดงามไปด้วยงานสถาปัตยกรรมชั้นเทพ อันเต็มไปด้วย “บาฮาล” หรือพระราชวังโบราณกว่า 130 แห่ง เทวาลัยมากมายถึง 55 แห่ง และ โฉก (Chowk) sรือลานสาธ่รณะคล้ายๆกับเปี๊ยสซ่าในอิตาลีอีกนับสิบ ซึ่งใช้เป็นที่พบปะสังสรรค์ ชุมนุม ประกอบพิธีทางศาสนา

แนวกำแพงด้านนอกของพระราชวังเป็นทางเดินยาวไปสู่เทวาลัย ติดกับกำแพงมักจะมีเทวะรูปต่างๆวางไว้เป็นระยะๆ ที่เห็นบ่อยๆ เช่น … เทพนรสิงห์ เทพหนุมาน พระคเนศ พระแม่คงคา (เหยียบจรเข้) พระแม่ยมุนา (เหยียบเต่า)

บนลานมีเสาสูงอยู่หลายต้น … เข้าใจว่าประเพณีการสร้างเสาสูงนั้น เนปาลน่าจะรับมาจากอินเดีย แต่ที่เนปาลแต่ละเสาจะสูงและสวยงามมากด้วยการตกแต่งลวดลาย บนยอดเสามักจะเป็นดอกบัว ซึ่งมีกษัตริย์ประทับนั่งอยู่

เสานี้มีพญาครุฑอยู่บนยอดเสา … ครุฑของเนปาล ตัวเป็นคนแต่มีปีก … เป็นการบูชาพระวิษณุ (ครุฑเป็นพาหนะของพระวิษณุ)

เทวสถานในเขตหุบเขากาฐมัณฑุ อวดความงดงามของงานไม้แกะสลัก ตามหน้าต่าง ประตู และคันทวย หรือส่วนค้ำยันรับน้ำหนักของเชิงชายคากับเสา

คันทวยในบ้านเราส่วนใหญ่จะทำเป็นตัวนาค หรือลวดลายกนก ที่ในเนปาลคันทวยของเขาสลักเสลาเป็นเทพต่างๆในท่าทางที่มีอิทธิฤทธิ์ และเทพนั้นมีมากมาย ทั้งพระอิศวร พระวิษณุ นางปาราวตี พระนางลักษมี พระคเนศ และเทพอีกมากมายที่เรารู้จักบ้าง ไม่รู้จักบ้าง

.. ที่น่าสนใจคือ ไม่ว่าอาคารจะเป็นแบบไหน แต่บนยอดของแต่ละอาคารและเจดีย์โบราณเหล่านี้จะเจดีย์เล็กๆ ทรงโอคว่ำสีเหลืองทองขนาดเล็กๆประดิษฐานอยู่บนปลายยอดเสมอ

ไม่ไกลจากจัตุรัสมากนัก มีตรอกเล็กๆให้เดินต่อไปยังลานโล่งอันเป็นที่ตั้งของ “กฤษณะ มัณฑีร์” วัดแห่งองค์พระกฤษณะ อันเป็นต้นแบบของสถาปัตยกรรมศิขะระของเนปาล สร้างในปี พ.. 2180 ถือเป็นเจดีย์เดียวในวัดนี้ที่มีเจดีย์ 21 องค์ที่ทำจากหินแกรนิต

ระหว่างที่เดินชมเมืองโบราณและเทวสถานต่างๆในเมืองรี้ ... ฉันว่าน่าสนใจมากที่เราจะเห็นผู้คนเนปาลออกมานั่งเล่น นอนเล่นอยู่ตามบริเวณจตุรัสและเทวสถานในทุกแห่งที่เราไปเยือน ... เหมือนกับว่าโบราณสถานเหล่านี้เป็นที่พบปะ สังสรรค์ของคนเนปาลทุกเพศ ทุกวัย

บรรดาผู้เฒ่าเนปาลีนั่งพักผ่อนริมกำแพงพระราชวังปาฏาน … เด็กวัยรุ่นมานั่งพูดคุย แบ่งอาหารกินเล่น ... เด็กๆส่งยิ้มและขอของกินขบเคี้ยวจากนักท่องเที่ยว ... กด์ที่คอยสอดส่ายสายตาหานักท่องเที่ยวเพื่อให้บริการ ...

และยังมีผู้คนอีกมากมายทั้งเด็กเล็กๆ ผู้ใหญ่ทุกวัยทุกเพศ ที่เดินกันขวักไขว่ ไม่ต่างกับถนนสายสำคัญในเมืองเก่าๆในยุโรป เช่น โรม หรือ ฟลอเร๊นซ์ ที่ผู้คนออกมาเดินเล่นพบปะสังสรรค์กันจนกลายเป็นประเพณีของชาวเมือง

มีคนเคยแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีเวลาน้อยว่า … พิพิธภัณฑ์สถานแห่งเมืองปาฏาณ (Patan Museum) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางย่านปาทาน-เดอร์บาร์ อันปรับปรุงมาจากส่วนหนึ่งของพระราชวังเก่า ในสมัยศตวรรษที่ 18 และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เมื่อปี 1997 นั้น เป็นแหล่งดีที่สุดในการศึกษาเรื่องเมืองโบราณแห่งนี้

ภายในพิพิธภัณฑ์เก็บโบราณวัตถุล้ำค่าที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์เนปาลเอาไว้เป็นจำนวนมาก พร้อมกับจำแนกยุคสมัยไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ จนได้ชื่อว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกทีเดียว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
lim วันที่ : 30/07/2011 เวลา : 19.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/meema

มารำลึกกลิ่นอาย และผู้คนเนปาลครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ชบาตานี วันที่ : 30/07/2011 เวลา : 18.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chabatani

ยังคงเป็นเมืองที่มีมนต์ขลังเหมือนเดิมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 30/07/2011 เวลา : 12.38 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

เข้ามาอ่านข้อความและชมภาพก่อน...ประเทศที่อยู่ในใจที่จะเดินทางไปเที่ยวต่อไปคือเนปาลครับ 2โหวดครับอาจารย์สุภาวรรณ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สนิมกฤช วันที่ : 29/07/2011 เวลา : 19.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sanimkrit


ภาพถ่ายมีเสน่ห์
เรื่องเล่าน่าสนเท่ห์

สุดยอดเลยครับคุณSupawan

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 29/07/2011 เวลา : 18.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีเย็นวันศุกร์ ค่ะ ...

รถติด .. สิ่งที่มากับสายฝน ... ขอให้เดินทางกลับบ้านโดยปลอดภัยนะคะ




แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน