*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2276
  • จำนวนผู้ชม : 6334732
  • จำนวนผู้โหวต : 11317
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11317 คน
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 10 สิงหาคม 2554
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 3776 , 17:10:39 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน ย่าดา , ศุภฤกษ์ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

Kathmandu Durbar Square : จัตุรัสกาฏมาณฑุ ประเทศเนปาล (2)

กาฐมาณฑป (Kasthamandap)

กาฏมาณฑป เป็นโบราณสถานที่สำคัญ ด้วยเป็นอาคารไม้เก่าแก่ที่สุด และเป็นต้นกำเนิดของชื่อเมืองกาฏมาณฑุ ตั้งอยู่ใกล้ๆกับวัดกุมารี กล่าวกันว่าสถานที่แห่งนี้สร้างโดยกษัตริย์ลักษมี นาสิงห์ มัลละ (King Laxmi Narsingha Malla) กษัตริย์ราชวงศ์มัลละ ในตอนต้นศตวรรษที่ 16 จากต้นสาละ (Sal : Shorea Robusta) เพียงต้นเดียว บนจุดบรรจบของถนนสองสาย ด้วยวัตถุประสงค์ให้เป็นศูนย์กลางของชุมชนและธุรกิจการค้าจากอินเดียผ่านสู่ทิเบตและจีน จึงถือได้ว่าเป็นจุดหยั่งรากของความเจริญของเมืองโบราณแห่งนี้

กาฏมณฑป มาจากคำว่า “กาษฐะ” และ “มณฑป” มีความหมายว่า เรือนไม้ทรงสี่เหลี่ยม เป็นศาลาหลังแรกที่สร้างขึ้นก่อนอาคารใดๆในบริเวณนี้ หลังจากนั้นจึงมีการสร้างพระราชวังและเทวาลัยต่างๆตามมา ซื่อ “กาฏมณฑป” ต่อมาได้กลายเป็นชื่อเมือง

กาฏมณฑปถูกดัดแปลงเพื่อการใช้งาน เริ่มจากการเป็นตลาดชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า ต่อมากลายเป็นวัด มีการยกอุทิศให้เป็นเทวาลัยของพะโครักนารถ ปัจจุบันใช้ในหลายวัตถุประสงค์ ทั้งเป็นเทวาลัยที่มีคนมากราบไหว้บูชาพระคเนศ รวมถึงเป็นลานที่ชาวบ้านใช้แลกเปลี่ยนซื้อขาบสินค้า และเป็นที่พักหลบแดดของผู้ใช้แรงงาน

ชัยศิ เทวัล (Jaishi Dewal)

ห่างจากกาฏมาณฑปเล็กน้อย วัดชัยศิ เทวัลแห่งองค์พระศิวะ (Shiva Temple of Jaishi Dewal) เป็นเทวาลัย 3 ชั้น ชั้นที่ 2 มีพระแกล 7 บาน มีรูปของพระสิวะกับพระนางปารวตี หรือพระอุมาชะโงกหน้าออกมาตรงช่องพระแกลช่องกลาง

เทวาลัยแห่งนี้มีชื่อเสียงในด้านภาพแกะสลักแนวอีโรติก “เรทเอ็กซ์” บนคันทวย และเป็นเส้นทางผ่านของขบวนแห่ราชรถในเทศกาลอินทรา ยาตรา และเทศกาลอื่นๆ

แนวคิดในการรังสรรค์ภาพเชิงสังวาส (Erotic Art) ที่คตันทวยเทวสถานของชาวเนปาลนั้น มีบุคคลอธิบายด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป มีทั้งที่สอดคล้องกัน และขัดแย้งกัน แต่พอจะสรุปได้ว่า วัตถุประสงค์เพื่อป้องกันฟ้าผ่า เพื่อเป็นเครื่องมือวัดระดับศีลธรรมของพลเมืองในยุคสมัยหนึ่ง รวมถึงเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดพลเมืองในอีกสมัยหนึ่ง

ชาวฮินดูเชื่อว่า การแกะสลักภาพกึ่งๆลามก จะทำให้เทพอัคนีไม่ดลบันดาลฟ้าผ่าลงมายังเทวสถาน นัยว่าทรงไม่อยากแปดเปื้อนสิ่งสกปรก และในเวลาเดียวกันก็ยังเป็นการป้องกันมอให้เทพประจำเทวสถานโคจรไปที่อื่น อยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองตลอดไป

สำหรับชนชั้นอกครอง ยุคสมัยหนึ่งจะมีการเฝ้าสังเกตว่าชาวเมืองกี่คนที่หยุดดูภาพเหล่านี้ เพื่อใช้เป็นดัชนีชี้วัดระดับศีลธรรมจรรยาของชาวเมือง อีกทั้งเขื่อว่าพวกผู้ชายมักจะหมกมุ่นในเรื่องเพศ เมื่อเข้าไปสักการบูชาเทพเจ้าในเทวสถาน แล้วละสายตาไปปะทะกับภาพเชิงสังวาสที่คันทวย ก็จะหยุดคิดเรื่องนั้น แล้วทำใจให้บริสุทธิ์ได้

แต่ในยามห้วงที่เกิดศึกสงคราม แผ่นดินไหว หรือโรคระบาด จนเกิดมีคนตายจำนวนมาก ผู้ปกครองเห็นว่าปกติชาวเมืองจะไปเทวสถานวันละ 3 เวลาอยู่แล้ว การได้เห็นภาพสังวาสเป็นประจำ ก็จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้ช่วยกันเพิ่มพลเมืองขึ้นมาทดแทนได้

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม “คันทวยเชิงสังวาส” ก็ได้กลายเป็นส่วนประกอบหนึ่งของศิลปะสถาปัตยกรรมแห่งหุบเขากาฏมาณฑุไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเห็นมีตามเทวสถานกันทุกเมือง

วัดตาลีจู (Taleju Temple)

เป็นวัดประจำพระองค์ของกษัตริย์เนปาล เนื่องจากมีความเชื่อว่าเทพตาลีจู คือ เทพที่ปกปักรักษาองค์พระมหากษัตริย์และประเทศเนปาล

ประตูทางเข้าเป็นประตูทองเขียนสีสวยงาม ดูจะเป็นงานชิ้นเอกเช่นเดียวกับประตูทองที่เมืองภักตะปูร์ … เทวาลัยตาลีจูอยู่ภายในรั้ววัง มีขนาดใหญ่โตมาก มองจากลานด้นนอกเข้าไปจะเห็นยอดเทวาลัยสามชั้นซ้อนกันขึ้นไป แลดูสง่าน่าเกรงขาม

เทวาลัยตาลีจูแห่งนี้ พระเจ้ามเหนทรา มัลละ โปรดให้สร้างเมื่อ พ..2105 ปกติจะไม่มีการเปิดให้ประชาชนเข้าชม นอกจากกษัตริย์และนักบวชชั้นสูง แต่จะเปิดให้ชมเพียงปีละครั้งในช่วงเทศกาล แต่เข้าชมได้เฉพาะชาวฮินดูเท่านั้น

ด้านหน้าของวัดเป็นหอสูง 9 ชั้น อันเป็นหอสูงที่สุดในเมืองนี้ เรียกว่า “หอวสันตปุร์” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์มัลละที่สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 19 ซึ่งเป็นหอสูงสำหรับกษัตริย์มองดูทุกข์สุขของราษฎร

ปัจจุบันหอสูงแห่งนี้ไม่ได้ใช้เป็นที่สำหรับกษัตริย์ที่จำทำกิจกรรมนั้นแล้ว แต่ใช้เพื่อประกอบพิธีของศาสนาฮินดูแทน

Temple of Kumari Or Kumari Ghar วัดกุมารี หรือกุมารี ฆระ : ตามความเชื่อของชาวเนปาลนั้น กุมารี คือองค์จุติของ พระนาง ตาเลจู ภาวนี (Taleju Bhawani) อันเป็นปางหนึ่งของ พระนางทุรคา (Durga) ชายาของพระศิวะ

ส่วนชาวพุทธนิกายมหายาน ถือว่า กุมารี คือองค์จุติของ พระนางศยัมตารา (Syamatara) หนึ่งในอิตถี คู่บารมีของ พระอวโลกิเตศวร

ตำนานความเชื่อเรื่อกุมารีนั้น มีโครงเรื่องมาจากการที่กษัตริย์เนปาลตั้งแต่ราชวงศ์มัลละลงมา เชื่อว่าทีเทพประจำราชวงศ์ คือ “เทพตาลีจู” ซึ่งเป็นเทพสตรี ที่ทรงสิริโฉมงดงาม ที่จะคอบปกป้องคุ้มครองกษัตริย์

วันหนึ่งเทพตาลีจูผ่านมา เห็นกษัตริย์เล่นสกาอยู่คนเดียวก็รู้สึกสงสาร เห็นว่าทรงเหงาจึงมาขอเล่นเป็นเพื่อน โดยบอกความจริงให้รู้ว่านางคือเทพตาลีจู ที่คอบปกปักรักษาแผ่นดิน ราชวงศ์ และกษัตริย์

วันหนึ่งด้วยความงามของพระนาง กษัตริย์เผลอไปแตะต้องพระวรกายของเทพธิดาเข้า เทพธิดาเลยทรงพิโรธและหายตัวไป .. กษัตริย์ทรงได้สติ รู้ตัวว่าทำผิด เลยอ้อนวอนขอโทษ และขอให้อยู่ดูแลต่อไป … เทพธิดาสงสารจึงให้อภัย แต่มีข้อแม้ว่าจะไม่เสด็จมาดูแลบ้านเมืองด้วยพระองค์เองแล้ว แต่จะมาในร่างของ “เทพกุมารีพรหมจารี” ขอให้กษัตริย์เสาะหาเอาเองจากเด็กสาวพรหมจารีที่มีลักษณะพิเศษแตกต่างไปจากเด็กสาวทั่วไป และขอให้สถาปนาเด็กหญิงคนนั้นเป็น “เทพกุมารี” รวมถึงต้องทรงยกย่องกราบไหว้บูชาเสมือนดังเทพธิดาตาลีจูจากสวรรค์

กษัตริย์จึงเรียกประชุมราบปุโรหิตและผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนามาปรึกษาหารือ ร่างข้อกำหนดของผู้ที่จะมาเป็นเทพกุมารีตั้งแต่นั้นมา

ประเพณีความเชื่อดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นราวศตวรรษที่ 18 โดย จายา ประกาศ กษัตริย์แห่งราชวงศฺมัลละ โดยมีพิธีคัดเลือกเด็กพรหมจาริณี อายุประมาณ 4-5 ขวบ จากครอบครัวชาวเนวา ตระกูลศากยะ (Shakya) หรือตระกูลของพระพุทธเจ้าเท่านั้น … วิธีการนี้จึงได้มีการสืบทอดกันมาอย่างไม่ขาดสายเป็นเวลากว่า 2,000 ปี

การเลือกเทพธิดากุมารี จะพิจารณาจากหลายสิ่งประกอบกัน เช่น มีสรีระครบ 32 ประการ สุขภาพสมบูรณื มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา รูปพรรณงดวาม ท่วงท่ามีสง่าราศี กิริยาสงบเรียบร้อย ผิวพรรณไร้ตำหนิ ลูกนัยตาดำหรือสีฟ้า ดวงตาเรียวราวดวงตาพระโค ผมดำหยักโสกมีมวยผมเวียนขวา ฝ่ามืออ่อนนุ่ม แขนเรียวงาม ฟันสวยครบบริบูรณ์ ทั้งยังต้องผ่านการทดสอบและตรวจดวงชะตาจนครบถ้วนและเป็นลัคนาการกับองค์กษัตริย์

เมื่อเสร็จพิธีการจะได้รับการอัญเชิญไปพำนักที่วังกุมารีเป็นการถาวร และห้ามไม่ให้พบปะกับผู้ใด .. เธอจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีแดงสด รวมถึงเครื่องประดับก็เป็นสีแดงเช่นเดียวกัน … ระหว่างการพำนักอยู่ที่นี่ กุมารีจะต้องเรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและภารกิจของการเป็นเทพที่มีชีวิตจากผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลที่จะคอยเฝ้าเธออย่างระมัดระวัง เธอจะไม่มีโอกาสได้ดูทีวี อ่านหนังสือพิมพ์ และออกไปเล่นข้างนอกก็ไม่ได้

กุมารีจะอยู่ในตำแหน่ง จนกว่าจะมีรอบเดือนหรือเลือดออกด้วยสาเหตุใดๆ อันจะทำให้เธอต้องพ้นจากตำแหน่ง และจะมีการคัดเลือกกุมารีองค์ใหม่มาแทนที่ทันที

ชาวเนปาลนับถือกุมารีดังเทพเจ้า และมักจะขอพรให้ประสบความสำเร็จ กุมารีมีหน้าที่ทำพิธีบูชาเทพธิดาแห่งเตาไฟ หรือเทพธิดาแห่งการดำรงชีพ (Living Goddess) ซึ่งถือว่าเป็นเทพธิดาโบราณของศาสนาฮินดูในเนปาล ที่เรียกกันว่า ตะเลชุ (Taleju) ซึ่งเป็นชาวพุทธมาโดยกำเนิด

น่าสนใจชีวิตหลังดำรงตำแหน่งของเด็กน้อยที่เคยได้รับเลือกให้เป็น “เทพที่มีชีวิต หรือกุมารี” .. ความเป็นสมมุติเทพที่เธอเคยได้รับมาหลายปี จะมีผลต่อการดำรงชีวิตหลังสิ่งสมมุตินั้นหมดไปเช่นไรบ้าง? จะมีใครอาจหาญมาเป็นเพื่อน หรือคู่ชีวิตเทพผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ครั้งหนึ่งกษัตริย์ยังต้องกราบไหว้บูชาหรือไม่? แม้แต่พ่อแม่ของเธอเองก็เถอะ …

วังกุมารี ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังหนุมานโธกา ตัวตำหนักเป็นตึก 3 ชั้น ลักษณะทางสถาปัตยกรรมแบบอารามพุทธศาสนาพื้นเมือง ระเบียง บานหน้าต่าง ต้นเสา และคันทวย ได้รับการแกะสลักด้วยฝีมือประณีตสวยงาม .. สร้างมาตั้งแต่ปี พ..2300 ในสมัยขอกษัตริย์ชัยประกาศ มัลละ

ข้างในมีลานกว้างล้อมรอบด้วยอาคาร 3 ชั้น ทั้ง 4 ด้าน ชั้นบนสุดตรงพระแกลกลางมี 3 ช่องหน้าต่างที่สลัดเสลาเป็นพิเศษ ที่ตรงนี้จะเป็นที่ที่กุมารีจะมาเยี่ยมหน้าออกมาให้เห็นชั่วขณะ .. ห้ามถ่ายรูป ห้ามบันทึกภาพด้วยวิธีใดๆทั้งสิ้น กุมารีจะกล่าวคำทักทายกับผู้คนทั่วไปจากระเบียงหน้าต่างของเธอ … ในวันที่ฉันไปเยือน เทพธิดาองค์น้อยไม่ได้โผล่หน้าออกมาทางหน้าต่าง ฉันจึงได้แค่เดินดูรอบๆเท่านั้นค่ะ

ลานด้านล่าง จะเป็นที่ทำพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งก็รวมถึงการบูชายัญสัตว์ต่างๆที่ผู้คนนำมาบูชาเธอ ซึ่งกุมารีจะต้องออกมาดูทุกครั้งตั้งแต่ต้นจนจบ .. นึกๆแล้วน่าสยองแทนเด็กน้อยที่ต้องทำใจให้ชาชินกับภาพสีแดงสดของเลือดที่พุ่งกระฉูด แม้จะเป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคลที่เธอมอบให้กับผู้คนก็ตาม

ในช่วงเทศกาล “อินทรา ยาตรา” ที่เวียนมาปีละในเดือนภาดรา (Bhadra) ราวเดือนสิงหาคมหรือเดือนกันยายน กษัตริย์เนปาลจะมาหากุมารีเพื่อรับพรจากเธอ

คนเนปาลเชื่อว่าพระอินทร์คือเทพเจ้าแห่งฝน เทศกาลนี้จึงจัดขึ้นช่วงปลายฤดูฝนและกำลังจะเข้าสู่ฤดูเกี่ยวข้าวเพื่อเป็นการขอบคุณพระอินทร์ที่ทรงประทานฝนให้ จะมีการตั้งเสาสูงเป็นเวลา 1 สัปดาห์ที่กาฐมาณฑุ ดอร์บาร์ สแควร์ เพื่อเป็นการบูชาพระอินทร์

ในเทศกาลอินทรา ยาตรา ชาวบ้านสวมหน้ากากที่เป็นใบหน้าของเทพเจ้าต่างๆเดินตามท้องถนน เทพเจ้ากุมารีทรงเสด็จออกจากวังเพื่อเป็นสักขีพยานของเทศกาล จะมีการแห่เทพเจ้ากุมารีในเมืองโดยพระองค์จะประทับบนรถที่ประทับแบบโบราณ ขบวนแห่จะผ่านถนนสายสำคัญในกรุงกาฏมาณฑุ มีจุดเด่นที่เสียงกลองอันกึกก้อง และลีลาการตบเท้าของนักเต้นระบำหน้ากากในตอนเย็นของทุกๆวัน

บ่ายก่อนวันพระจันทร์เต็มดวง จะเป็นพิธี “กุมารี จัตรา” แห่แหนองค์กุมารี ด้วยราชรถที่ใช้คนลากเป็นขบวนไปทั่วเมือง

ถัดจากวังกุมารีเป็นลานขนาดใหญ่ที่มีพ่อค้าแม่ขายนำสินค้ามาวางขายอย่างเอิกเกริก ทั้งผ้า พรม เครื่องเงินที่มีราคาแพง แต่กลับเอามาวางขายแบกะดิน และลูกค้าสามารถต่อราคาได้อย่างสนุกสนาน …

นอกจากนี้ยังมีเครื่องทองเหลือง ถาด จาน จนถึงสร้อยเครื่องประดับที่วางเรียงราย บางชิ้นดูคุ้นตามากๆ เพราะเคยเห็นวางขายที่ตลาดจตุจักรราคาแสนแพง ด้วยแม่ค้าอ้างว่ามาจากเนปาล … แต่ที่นี่ถูกแสนถูก แถมเมื่อเวลานำไปวางโชว์อย่างหรูหรา หรือใครมาเห็นเข้า แค่บอกไปว่ามาจากเนปาล ก็โก้พอแล้วค่ะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Ae^ วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 16.14 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ตามมาชมค่ะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ก.รัตนไตรมิตร วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 12.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/album
การเริ่มต้นคือการมองคนข้างๆและบอกตัวเองว่านี่แหละคู่แข่ง


แวะมาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ก.รัตนไตรมิตร วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 12.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/album
การเริ่มต้นคือการมองคนข้างๆและบอกตัวเองว่านี่แหละคู่แข่ง


แวะมาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ย่าดา วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 11.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

เพิ่งทราบที่ไปที่มาของกุมารีเดี๋ยวนี้เองค่ะ คุณสุ ขอบคุณมาก โหวดค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ก.รัตนไตรมิตร วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 10.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/album
การเริ่มต้นคือการมองคนข้างๆและบอกตัวเองว่านี่แหละคู่แข่ง

แวะมาเยี่ยม

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 06.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ... คุณศุภฤกษ์

เรื่องของเทพกุมารี ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันค่ะ ... หลังจากออกจากการเป็นสมมุติเทพนารีแล้ว ชีวิตของเธออาจจะกลับไปเป็นปกติ แต่ได้ยินมาว่าส่วนใหญ่จะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างยากลำบากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ศุภฤกษ์ วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 23.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suparurk

ยังมีฆ่าสัตว์บูชายัญอีกเหรอครับ...
เทพธิดากุมารีพอมีประจำเดือนก็ต้องคัดเลือกใหม่ คนเก่าก็สามารถออกมาใช้ชีวิตปกติได้หรือเปล่า?
นึกว่าเป็นเรื่องในอดีต กลายเป็นปัจจุบัน

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 10/08/2011 เวลา : 17.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

เที่ยวชมจตุรัสมรดกโลก ที่กาฏมาณฑุกันต่อนะคะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน