*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2281
  • จำนวนผู้ชม : 6341490
  • จำนวนผู้โหวต : 11324
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11324 คน
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 11 สิงหาคม 2554
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 5296 , 17:07:38 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน smile-andaman , ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

Pashupatinath Temple วัดปศุปฏินาถ : วิถีสุดท้ายของชีวิตสิ้นสุดที่นี่

วัดปศุปฏินาถ เป็นศาสนสถานของฮินดู ตั้งอยู่ห่างจากกรุงกาฐมาณฑุไปทางทิศตะวันออกประมาณ 5 กิโลเมตร ตัววัดสร้างขึ้นมาในสมัยกษัตริย์แห่งราชวงศ์มัลละ เพื่อถวายแด่องค์ปศุปฏินาถ เทพแห่งสิงสาราสัตว์ อันเป็นหนึ่งในองค์อวตารนับพันของพระศิวะ

สีสันตามรายทางเข้าสู่วิหารปศุภตินาถ … ชาวฮินดูนิยมใช้สีทาที่รูปปั้นต่างๆ เพื่อเป็นการถวายความเคารพ เราจึงเห็นผงตีก้าสีต่างๆที่ล้วนมีความหมายที่แตกต่างกันอยู่ในกะบะไม้ วางขายตรงทางเข้าวัด

ชาวเนปาลผู้เลื่อมใส ต่างเพศ ต่างวัย รวมถึงนักบวช และนักท่องเที่ยวพากันเดินไปตามถนนที่มุ่งสู่วัดและเทวาลัย

โรงเรียน … เห็นว่าน่าสนใจเลยแวะเข้าไปสังเกตการณ์

ในรายทาง ... มีสิ่งของที่ระลึกที่มุ่งหวังให้สำหรับนักท่องเที่ยวซื้อหาไปเป็นของฝาก หรือเพื่อเตือนความทรงจำที่ครั้งหนึ่งได้มาเยือนที่นี่

วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตี (Bagmati River) ซึ่งไหลผ่านกลางเมืองกาฏมาณฑุ เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เปรียบเสมือนแม่น้ำคงคาแห่งเมืองพาราณสี ประเทศอินเดีย เพราะแม่น้ำสายเป็นต้นน้ำและจะไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคานั่นเอง และชาวเนปาลก็ถือว่าเป็นแม่น้ำแห่งพระศิวะ เป็นแม่น้ำที่ให้ชีวิตแก่ชาวฮินดูตั้งแต่เกิดจนกระทั่งไร้วิญญาณ … นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัดนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสายสำคัญนี้

ฝั่งตรงข้ามกับท่าน้ำที่มีพิธี จะมองเห็นผู้คนในหลากหลายอิริยาบท ... ทั้งชาวบ้านที่มาทำกิจกรรมประจำวันในการซักผ้า อาบน้ำ ทำความสะอาดสิ่งของในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ... นักบวช ผู้ที่สนใจในการสนทนาธรรม (ฉันเดาเอาเองจากสิ่งที่เห็น) หรือแม้แต่คนที่มานั่งดูกิจกรรมมากมายที่เป็นสีสันของสถานที่อันก่อเกิดความรู้แจ้งในสัจจะธรรมของชีวิต

ความเป็นมาของวิหารปศุภนาถ เล่าขานด้วยตำนานโบราณ … บริเวณอันเป็นที่ตั้งของวิหารแห่งเทพนี้ เดิมเป็นสถานที่ใช้เลี้ยงและรีดนมวัว มีเรื่องราวที่แปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อแม่วัวตัวหนึ่งไม่ยอมเข้าไปในโรงรีดนม แต่จะออกไปให้นม ณ บริเวณแห่งหนึ่งเป็นประจำเช่นนี้ทุกๆวัน

ชาวบ้านสงสัย และได้ขุดดินลงไป .. พวกเขาเจอรูปสลักหินของศิวะลึงค์เข้า อันหมายถึงการพบพระศิวะ ชาวบ้านเลยเห็นพ้องกันว่าต้องให้สถานที่นี้เป็นที่สถิตของพระองค์ จึงช่วยกันสร้างวิหารนี้ขึ้นมาถวายแก่องค์เทพ … ไกด์ของเราบอกว่าภายในวิหารจะมีรูปสลักของศิวะลึงค์เต็มไปหมด

นั่นเป็นตำนานพื้นบ้านค่ะ ในทางประวัติศาสตร์ตามบันทึก โกปัลราช วามศาวลี (Gopalraj Vamsavali) ซึ่งเป็นพงศาวดารเก่าแก่ของเนปาล และจากศิลาจารึกโบราณอายุกลางศตวรรษที่ 8 ของวัดแห่งนี้ ระบุตรงกันว่า วัดแห่งนี้สร้างโดย สุพัสปเทวา (Supispadeva) กษัตริย์ต้นราชวงศ์ลิจฉวี แต่นักโบราณคดีบางคนอ้างหลักฐานจากจารึกอื่นที่ให้ข้อสันนิษฐานว่า เดิมมีเทวาลัยสำหรับบูชาศิวลึงค์ อยู่ก่อนยุค สุพัสปเทวา

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 จนถึงปลายศตวรรษที่ 13 ได้มีการบูรณะต่อเติมครั้งใหญ่ และเคยถูกทำลายราวศตวรรษที่ 14 โดยสุลต่าน ซัมซุดดิน (Sansuddin) แห่งแคว้นเบงกอล แต่ปลายศตวรรษนั้นเองก็สามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงต้นศตวรรษที่ 17

ผู้ที่นับถือศาสนาฮินดูเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์เข้าไปในตัววิหารหลักของวัดปศุภนาถ ยกเว้นบริเวณ “กาท” หรือ ท่าน้ำด้านตะวันออกของแม่น้ำพัคมาตี ซึ่งเป็นฝั่งตรงข้ามกับวิหารหลัก … นักท่องเที่ยวสามารถชมตัววัดและดูกิจกรรมที่มีขึ้นภายในอาณาเขตของวัดได้ชัดเจนจากบนฝั่ง

วิหารศุปตินาถ ซึ่งมีความหมายว่า “วิหารที่พึ่งของสามี” เพราะพระศิวะเป็นเพศชาย บรรทมนิ่งอยู่ใต้ดินมานานนับพันปี และยังชีพได้ด้วยน้ำนมของแม่เพศแม่ที่หลั่งออกมาเป็นประจำทุกวันนั่นเอง

วิหารเทวะปศุปตินาถ เป็นอาคารที่ใหญ่โตมากแม้มองจากริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตีด้านตรงข้าม ตัววิหารตั้งอยู่บนเนิน บนมีหลังคาทำด้วยทอง 2 ชั้นและประตูเงิน

วัดนี้ถือว่าเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดวัดหนึ่งในศาสนาฮินดูของเนปาล เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และมรดกทางจิตใจของผู้คน ซึ่งล้วนมีความปรารถนาที่จะใช้วินาทีสุดท้ายของชีวิตที่วัดแห่งนี้พร้อมครอบครัวและผู้เป็นที่รัก ก่อนจะหมดลมหายใจภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อปลดปล่อยให้ร่างไร้วิญญาณไหลตามน้ำไปบรรจบกับแม่น้ำคงคาที่เมืองพาราณสี ซึ่งเชื่อกันว่าคือทางสู่สวรรค์

ทีท่าน้ำอีกด้านหนึ่งของฝั่งแม่น้ำ … กำลังมีการนำร่างผู้วายชนม์ลงไปเพื่อทำพิธี โดยศพบนแคร่ไม้ถูกคลุมด้วยผ้าผืนใหญ่สีเหลือง มีคนหามลงไปให้เท้าของศพจุ่มน้ำ หรือมีการนำน้ำมาเทราด เพื่อแสดงว่าผู้วายชนม์ได้ทำการสักการะแม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์แล้ว และสายน้ำที่บริสุทธิ์ก็ได้ชำระล้างบาปมลทินต่างๆให้ โดยเชื่อว่าสายน้ำที่ไหลมาจากพระผู้เป็นเจ้านี้จะช่วยให้ผู้ตายกลับไปสู่สรวงสวรรค์

ร่างไร้วิญญาณที่ยกขึ้นจากน้ำจะถูกนำมาเวียนซ้ายแบบ “อุตรวรรต” 3 รอบ … การเวียนให้ถูกทิศนี่ก็สำคัญไม่น้อย ผู้รู้เล่าว่า … การเวียนขวานั้นเกิดจากความเชื่อที่ว่า เมื่อเราเกิดมาบนโลกมนุษย์นั้น เราเป็นเทพจุติลงมา เทวดานั้นเวียนขวาลงมาเกิด ครั้นตอนตายก็ต้องกลับให้ถูกทาง คือเวียนซ้าย สวนทางเดิมขึ้นสู่สวรรค์ หากหมุนผิดก็จะไม่สามารถกลับสู่ภพชาติที่ดี อาจจะหมุนคว้างลงนรกไปเลยก็ได้ .. จำทิศให้ดี ตายไปจะได้ไม่หลวงทางไงล่ะค่ะ

ริมแม่น้ำบริเวณวัดมีเชิงตะกอนเผาศพตั้งเรียงเป็นระยะๆ เห็นภาพของชาวบ้านที่บ้างก็กำลังก่ายกองฟืนขนาดพอๆกับไม้หมอนรถไฟวางซ้อนกันหลายชั้นสลับกันไปมา เตรียมพิธีเผาศพ .. น่าคิดว่าต้องใช้ไม้กันมากมายแค่ไหนในแต่ละปี

บางเชิงตะกอนเปลวไปกำลังลุกโชนท่วมร่างไร้วิญญาณที่กำลังจะกลายเป็นเถ้าธุลีและกำลังจะคืนสู่สายน้ำ … คนทุกชั้นในเนปาลเมื่อบั้นปลายของชีวิต ร่างที่ไร้วิญญาณจะถูกนำมาทำพิธีที่นี่

มองเห็นญาติมิตรของผู้วายชนม์นั่งอยู่ใกล้มากๆกับกองฟืนที่กำลังลุกโชนแผดเผาร่างไร้วิญญาณของคนที่ตนรัก หรือใกล้ชิด รู้จัก ... ฉันคิดว่าคนเนปาลได้เรียนรู้ในเรื่องของ "ความตาย" อย่างลึกซึ้งมากมายกว่าที่บุคคลใดๆในเมืองเราจะคาดคิด และอาจจะบรรลุถึงความจริงของชีวิตว่า ไม่ว่าจะอยู่ในฐานันดรศักดิ์สูงส่งแค่ไหน หรือร่ำรวยทรัพย์สินมหาศาลอย่างไร แต่สุดท้ายทุกคนในบ้านเมืองนี้ต้องกลับสู่ผงธุลีเกือบจะคล้ายๆกันทุกคน

มีแค่สิ่งหนึ่งที่ฉันออกจะนึกเป็นห่วง คือเรื่องของสุขอนามัยของพวกเขาเหล่านั้น ด้วยไม่เห็นว่ามีเครื่องป้องกันถูกสวมใส่แต่อย่างใด

ทุกวันจะมีศพเผาที่ริมแม่น้ำ แล้วโปรยเถ้าถ่านลงแม่น้ำ ด้วยความเชื่อเหมือนๆกับชาวอินเดียว่าแม่น้ำแห่งนี้จะช่วยชำระบาปที่ติดตัวผู้ตายเหมือนกับแม่น้ำคงคา ในเมืองพาราณสี

“บ้านแห่งการรอคอย” .. เป็นเรือนแถวยาว ไกด์บอกว่า เป็นบ้านหลังสุดท้ายที่ผู้ใกล้สิ้นลมมารอ … ดูเหมือนว่าชาวฮินดูจะบรรลุสัจจะธรรมของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้อย่างลึกซึ้งกว่าเราๆท่านๆมากมายนัก พวกเขาเตรียมตัว เตรียมใจกับเรื่องของความตาย พร้อมจะจากไปสู่ภพอื่นอย่างไม่อาลัยอาวรณ์เท่าใด จนเป็นเรื่องธรรมดา

พิธีกรรมก็จัดง่ายๆ เพียงเอาเท้าจุ่มน้ำในแม่น้ำพัคมาตีอันศักดิ์สิทธิ์ก็ถือว่าได้ชำระล้างบาปจนบริสุทธิ์พร้อมจะไปสวรรค์ได้แล้ว ไม่มีพิธีกรรมที่ซับซ้อนยุ่งยาก ทุกอย่างจัดการให้เสร็จสิ้นภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ตายจำต้องนำเอาอาตมัน (ตัวตน) กลับคืนสู่ปรมาตมัน (สู่พรหม) ให้ทันเวลา มิฉะนั้นจะต้องเป็นวิญญาณที่เร่ร่อน

ตามประเพณีของชาวเนปาล .. ลูกชายคนโตจะเป็นคนจุดเพลิงให้กับผู้วายชนม์ที่เป็นบิดา ส่วนผู้วายชนม์ที่เป็นมารดานั้นเป็นภารกิจของลูกชายคนเล็กที่จะจุดเพลิงให้ หากไม่มีลูกชายก็เป็นหน้าที่ของพิธีกรไป … ง่ายๆอย่างนี้ล่ะค่ะ

ในเนปาล ไม่ว่าจะเกิดมายากดี มีจนอย่างไร สุดท้ายจะมาลงเอย เสมอภาคกัน ณ ที่เดียวกันนี้ … ริมฝั่งแม่น้ำพัคมาตี .. แม้แต่กษัตริย์และพระราชวงศ์ เมื่อสิ้นชีพตักษัย พระศพก็จะถูกนำมาทำพิธีเคียงกับเชิงตะกอนของชาวบ้านตรงนี้ด้วย

เถ้าถ่านจากการเผาศพ … ถูกโกยจากเชิงตะกอน ลงสู่สายน้ำ … ลอยและไหลไปรวมกับแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ที่ประเทศอินเดีย

สายน้ำพัคมาตีในสายตานั้นขุ่นมาก และแห้งขอด สองฝั่งแม่น้ำมีขยะกองใหญ่ … หากแต่ที่วัดแห่งนี้มีชีวิตเรียงรายอยู่ตามทางเดิน บาทวิถีมากมาย ราวกับเป็นนาฏกรรมแห่งชีวิต มีทั้งคนเจ็บ คนป่วย คนมีความสุข คนดื่มกินชำระล้างร่างกาย รวมถึงผู้คนวักน้ำมาลูบหน้า หรือตักใส่ขวดกลับบ้านด้วยความศรัทธา

องค์การยูเนสโกได้ขึ้นทะเบียนวัดแห่งนี้เป็นมรดกโลกในปี พ.. 2522 วัดนี้มีความสำคัญมากในช่วงเทศกาลศิวะราตรี

“ศิวะราตรี” (Night of Lord Shiva) .. เป็นพิธีกรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวฮินดู จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในคืนวันพระจันทร์เต็มดวง เดือนสามทางจันทรคติ ซึ่งชาวฮินดูถือว่าเป็นวันประสูติขององค์ศิวะเทพ หรือวันที่ชาวบ้านขุดพบศิวะลึงค์นั่นเอง

ในวันนั้น และ ณ ที่วัดนี้ … องค์ศิวะเทพจะเสด็จลงมายังโลกมนุษย์ จึงเป็นวันที่ชาวฮินดูทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่อแสดงคามยินดี และต้อนรับ

ไกด์ของเราบอกว่า ในคืนพระจันทร์เต็มดวง ราตรีขององค์ศิวะเทพ บรรยากาศตลอดสองฝั่งแม่น้ำแห่งนี้จะอบอวลด้วยกลิ่นธูป ควันเทียน กลิ่นดอกไม้ และกลิ่นกัญชา … อ่านไม่ผิดค่ะ กลิ่นกัญชา

เสียงกระหึ่มของคำสวดสรรเสริญองค์พระศิวะ … โอมมมมมม … ดังก้องตลอดทั้งวันทั้งคืน … มีโยคีจากอินเดียที่พอกตัวด้วยขี้เถ้าตลอดทั้งร่าง ผมเป้า หนวดเครายาวรุงรัง เกือบเปลือย (ปิดเฉพาะส่วนล่าง) ที่ออกจากการบำเพ็ญตบะมาดัดตนถวายองค์ศิวะ … ซึ่งหมายถึงการบำเพ็ญทุกรริยาอีกรูปแบบหนึ่งขององค์เทพ .. ผู้มาร่วมงานก็จะขอให้โยคีเจิมหน้าผากให้ด้วยแป้งสีแดง เพื่อเป็นสิริมงคลแห่งตน

เรานั่งดูเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่บนเชิงตะกอนอยู่บนฝั่งเนิ่นนาน จนเพื่อนไกด์ของเราถามว่าอยากจะไปดูอาศรมของฤษีหรือไม่ … เราจึงรีบเดินตามๆไกด์หนุ่มไปโดยมิชักช้า

ฤษีที่วัดปศุปตินาถนี้พบเจออยู่ทางฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำที่มีการเผาศพ .. อาศรมของฤษี หรือนักพรตนั้นก็อยู่บนลานตรงข้ามวิหารนี่เอง

ฤษีเกือบทุกตนไว้ผมยาวรุงรัง บางคนเอาขึ้เถ้าขี้วัวทาตัว .. ขี้เถ้าจากขี้วัวก็มีความหมาย เพราะวัวเป็นสัตว์สำคัญของพระอิศวร .. การทาตัวด้วยขี้เถ้านั้น เหมือนจะเป็นการบอกเป็นความนัยว่า เมื่อตายไปก็เป็นเถ้ากันทุกคน หากครั้งยังมีชีวิตก็ควรจะตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท อย่าโลภโมโทสันกันนัก ถึงจะมีอำนาจล้นฟ้าและเงินทองหลายหมื่นล้าน แถมยังใช้อำนาจและเงินทองหาเงินและความสุขให้พรรคพวก พี่น้อง วงศ์ตระกูล .. เมื่อตายไปก็หนีไม่พ้นเป็นขี้เถ้าทุกคน … นี่เขียนไปก็อยากจะให้คนบางคนไปหาฤษีซะมั่ง หรือเอาขี้เถ้ามาทาตัวเตือนสติ อาจจะได้คิดขึ้นมาบ้าง

ฤษีเหล่านี้ให้เราเข้าไปถ่ายรูปด้วยได้ แต่ต้องจ่ายเงินให้ตามศรัทธา (แต่หากให้น้อย ก็อาจจะไม่พอใจได้) จะวิ่งหนีไปดื้อๆคงไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกปา หรือเอาขี้เถ้ามาทาตัวให้เข็ดก็ได้ … ซึ่งฉันเห็นว่าการเรียกเงินนี่เป็นวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ไม่ค่อยจะน่าชื่นชมเท่าใดนัก

เราข้ามสะพานไปยังอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำ ขณะเดินบนถนนซึ่งตรงไปยังวัดของพระศิวะ จะเห็นนักบวชและคนที่แต่งกายธรรมดาๆนั่งขอเศษเงินจากคนที่เดินไปมาอยู่จำนวนหนึ่ง

เมื่อเดินเลยเข้าไปด้านใน … จะเห็นวัดของพระศิวะ แต่เราไม่ได้เข้าไปสักการะ เพราะเห็นว่าคงจะสงวนไว้สำหรับชาวฮินดูเท่านั้น จึงเพียงแต่ถ่ายรูปศิวะลึงค์หลายรูปแบบมาเป็นที่ระลึก

วันนี้มีพิธีกรรมอะไรบางอย่างที่คึกคักมาก มีผู้คนนำดอกไม้และเครื่องสักการะมาร่วมพิธีอะไรบางอย่าง ... ฉันรีบเดินฝ่าผู้คนไปดูและถ่ายรูป เห็นซุ้มอยู่หลายซุ้ม แต่ละซุ้มมีเด็กหนุ่ม 2 คนบ้าง บางซุ้ม 3-4 คนบ้าง โดยมีบรรดาผู้ใหญ่ ซึ่งฉันเดาเอาเองว่าคงเป็นญาติและแขกที่มาร่วมงานสวดมนต์ดังกระหึ่ม … ไกด์ของเราบอกว่าเป็นการบวชพระ แม้ไม่มีการอธิบายถึงความเป็นมา และวัตถุประสงค์ แต่ก็น่าติดตามนำภาพมาฝากกันค่ะ

ก่อนกลับฉันหันกลับไปมองพิธีและวิถีแห่งความตายที่ปรากฏต่อหน้าเป็นมรนานุสติอีกครั้ง … หวนกลับมานึกถึงความตายในบ้านเราที่ถูกปรุงแต่งซะมากมาย ฉาบไล้ด้วยพิธีการที่หรูหรา จนยากต่อการเรียนรู้ถึงสัจจะธรรมของชีวิต รวมถึงการรู้จักกับ “ความตาย” ที่แท้จริง


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 13/08/2011 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

เห็นด้วยครับว่าพิธีกรรมของบ้านเราฉาบไปด้วยการรักษาหน้าตา ไม่ค่อยมีสาระให้คนที่อยู่ให้ได้เรียนรู้ถึงสัจจธรรม ขอบคุณมากสำหรับซีรีส์นี้

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
smile-andaman วันที่ : 12/08/2011 เวลา : 15.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/smile-andaman
      เพียงมีมุมมองชีวิตที่งดงาม   ทุกทุกสิ่งรอบข้างคือ ร อ ย ยิ้ ม     

เป็นเรื่องความตายที่น่าอ่าน
แถมภาพสวยอีกต่างหาก
+1

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 12/08/2011 เวลา : 05.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

ใกล้ชิดกับความตายทำให้ให้เห็นคุณค่าของชีวิต

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ว่าที่ร.ต.สมโชคเฉตระการ วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 22.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/somchoke101

ภาพที่หลากหลาย เหมือนกับได้ตามไปเที่ยวเลย ได้เห็นวิถีชีวิตจริง ๆ ขอบคุณครับ ...โหวดครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ไทบ้าน วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/thaibaan
อีสานมั่นคง เมืองไทยมั่นคง OKnature 

ชมแล้วเห็นสัจจะธรรมครับพี่

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
หญิงหลิง วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 20.40 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/ruanglao

อ่านเพลินเลยคะ
ความตายใกล้นิดเดียวจริงด้วย

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 19.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

วิถีชีวิตที่แตกต่างจากของเราค่ะ คุณลูกเสือ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 18.56 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

วิถีชีวิต...

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 11/08/2011 เวลา : 17.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ..

บทความวันนี้ เป็นบทสุดท้ายของวีรีย์ "ลัดเลาะหิมาลัย ไปเนปาล" แล้วนะคะ ... ขอบคุณอย่างสูงที่ทุกท่านที่ติดตามอย่างต่อเนื่องค่ะ

เอาไว้พบกับซีรี่ย์ใหม่ อาจจะเป็นบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวออสเตรเลีย หรือ บาหลี ค่ะ

ขอให้มีความสุขตลอดวันหยุด ... อย่าลืมไปกอดให้แม่ชื่นใจนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน