*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2209
  • จำนวนผู้ชม : 6159517
  • จำนวนผู้โหวต : 11198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11198 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 3 มกราคม 2555
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 10115 , 15:35:07 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ni_gul , Ae^ และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร : โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์ (1)

หากจะกล่าวถึงความงามที่วิจิตรอลังการของวัดโพธิ์ ซึ่งเป็นวัดคู่พระนคร คงจะเป็นภาพที่ติดตา ตรึงใจอยู่ในความรู้สึกของผู้คนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เป็นอย่างยิ่ง อันสะท้อนให้เห็นจากบทกวีนิพนธ์ในสมัยนั้น ที่ล้วนชื่นชอบต่อความสวยงามของพระอารามแห่งนี้ว่าเปรียบประดุจเมืองสวรรค์ … ดังเช่น กวีนิพนธ์ เรื่อง นิราศพระแท่นดงรัง ของนายมี ที่กล่าวถึงวัดโพธิ์ อันมีความตอนหนึ่งว่า ..

“โอ้วัดโพธิ์เป็นวัดกษัตริย์สร้าง ไม่โรยร้างรุ่งเรืองดังเมืองสวรรค์”

วัดโพธิ์ หรือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรมหาวิหาร … เดิมเป็นวัดโบราณ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาราวรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา (..2231-2246) ในเวลานั้นยังเป็นวัดราษฎร์เล็กๆ ชื่อ “วัดโพธาราม” แต่คนทั่วไปเรียกขานกันติดปากว่า “วัดโพธิ์” ส่วนชื่ออย่างเป็นทางการในปัจจุบัน “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร” นั้นเพิ่งถูกเปลี่ยนใช้เรียกในสมัยรัชกาลที่ 4

ในสมัยกรุงธนบุรี พ..2311 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีอยู่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา … ครั้งนั้น ได้ทรงกำหนดเขตสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้อยู่ในเขตกลางเมืองหลวง “วัดโพธาราม” ซึ่งอยู่ในเขตพระนครฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และมีพระราชาคณะปกครองนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาวัดนี้ใหม่ใน
พ.ศ. 2331 โดยทรงสร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนบูรณะของเดิม เมื่อแล้วเสร็จใน พ.ศ. 2344 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส”
เป็นวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

นับจากนั้นวัดพระเชตุพนได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้โปรดเกล้าฯ ให้จารึกสรรพตำราต่าง ๆ ลงบนแผ่นหินอ่อนประดิษฐ์ไว้ตามศาลารายต่าง ๆ ครั้งถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แก้สร้อยนามพระอารามว่า “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร”

พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ทรงถือว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นพระอารามหลวงที่มีความสำคัญมาก และทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะทรงบูรณะซ่อมแซมวัดนี้ทุกรัชกาล


นอกจากนี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามยังเป็นเสมือนมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย เพราะเป็นแหล่งรวบรวมวิชาความรู้ด้านต่าง ๆ ทั้งประวัติศาสตร์ วรรณกรรม และการแพทย์


นาม “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” ปรากฏในประกาศสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2411 ว่า “วัดนี้แม้จะมีนามพระราชทานมาตั้งแต่รัชกาลที่ 1 แต่ชื่อพระราชทานมีผู้เรียกแต่อยู่ในพระราชวัง คนยังเรียกว่าวัดโพธิ์กันทั้งแผ่นดิน” และมีพระราชดำริว่า “ชื่อพระราชทานเป็นชื่อตั้งไม่ปิดไม่แน่นจะคิดแปลงใหม่เห็นจะไม่ชนะ”

วัดโพธิ์ … เป็นวัดในเมืองหลวงที่มีเรื่องราวและสิ่งน่าสนใจมากมาย นอกจากความกว้างใหญ่และสวยงามอลังการในทุกส่วนแล้ว ทุกมุมของวัดล้วนสร้างอย่างประณีตจากฝีมือช่างโบราณ ทุกคนที่มีโอกาสมาเยือนจึงตื่นตาตื่นใจมากมาย

สำหรับรูปแบบสถาปัตยกรรมที่เห็นสวยงามในปัจจุบันนั้น เป็นมรดกจากการปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในรัชกาลที่ 3 โดยใช้เวลานานถึง 16 ปี 7 เดือน ขยายเขตพระอารามด้านใต้และตะวันตก ทั้งส่วนที่เป็นพระวิหารพระพุทธไสยาส สวนมิสกวัน พระมณฑป ศาลาการเปรียญ และสระจระเข้ ซึ่งศิลปะสมัย ร.3 สังเกตง่ายๆได้จากตุ๊กตาจีนรูปต่างๆ ถูกนำมาตกแต่งให้เข้ากับศาสนสถานของวัดอย่างเป็นระเบียบ ดูสวยงามลงตัวทั่วทั้งบริเวณ ซึ่งรูปสลักหน้าตาเป็นจีน มือถือศาสตราวุธที่ยืนเฝ้าประตูทรงจุลมงกุฎมักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแวะยืมชมและถ่ายรูป จนบางคนเข้าใจผิดคิดว่า “ลั่นถัน นายทวารบาล” นี้คือยักษ์วัดโพธิ์

พระอุโบสถ

เขตพระอุโบสถเขตพระอุโบสถเป็นเขตที่สถาปนาขึ้นใหม่นอกเขตวัดโพธารามเดิม สร้างตามคติไตรภูมิ โดยให้พระอุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่

พระอุโบสถ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นโบสถ์ที่สวยงามมาก มีบานประตูด้านนอกประทับมุก บานหน้าต่างด้านนอกแกะสลักลวดลายปิดทองประดับกระจก ส่วนด้านในของบานประตูและหน้าต่างเขียนลายรดน้ำ

เสาทุกต้นภายในโบสถ์มีลายเขียนสี บริเวณผนังเขียนเป็นภาพจิตรกรรม กำแพงระเบียงของโบสถ์ซึ่งเป็นหินอ่อนแกะสลักเป็นภาพรามเกียรติ์ไว้อย่างงดงาม


เหนือบานหน้าต่างจะมีบานกระจกในกรอบประดับอยู่ทุกบ้าน ซึ่งเป็นคติของจีนในการขับไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้กร่ำกรายเข้ามา

ส่วนบนเสานั้นจะมีรูปใส่กรอบ รูปด้านบนจะเป็นเรื่องสามก๊ก ส่วนด้านล่างจะเป็นรูปวิวทิวทัศน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นของในสมัยรัชกาลที่ 4

ภายในพระอุโบสถ ประดิษฐาน “พระพุทธเทวปฏิมากร” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ซึ่งเป็นปางที่หมายถึงตอนที่ทรงตรัสรู้ เป็นปางที่เราพบไม่มากนักในเมืองไทย เพราะหากเป็นพระพุทธรูปนั่งแล้วมักจะเป็นปางมารวิชัย ซึ่งหมายถึงตอนที่ทรงชนะเหล่ามารก่อนที่จะตรัสรู้

รัชกาที่ 1 ทรงอัญเชิญมาจากวัดศาลาสี่หน้า ด้วยประสงค์ตั้งมั่นแน่วแน่ว่า นี่จะเป็นพระนครอย่างถาวร (ปางสมาธิ สื่อถึงการตั้งจิตมั่นแน่วแน่) ได้เชิญมาปฏิสังขรณ์แล้วประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดโพธิ์ ถวายนามว่า "พระพุทธเทวปฏิมากร" เนื่องจากเห็นว่าองค์พระนั้นงามนักหนาราวกับเทพยดาเป็นผู้สร้างก็ปาน

ถัดลงมาจะมีพระอัครสาวกอยู่สองข้าง คือพระสารีบุตรและพระโมคัลลานะ ถัดลงมาอีกจะมีพระสาวกอีก 8 องค์รอบพระประธานเปรียบเป็นพระสาวกทั้งแปดทิศ

ใต้ฐานพระประธานได้บรรจุพระบรมอัฐิและพระบรมสรีรางคารของรัชกาลที่ 1 และเหนือพระประธานจะมีเศวตฉัตรกั้น ซึ่งเป็นธรรมเนียมที่รัชกาลถัดมาจะถวายเศวตฉัตรที่กั้นพระบรมโกศพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนแก่พระประธานซึ่งได้บรรจุพระบรมอัฐิเอาไว้

เบื้องหน้าพระประธานเราจะเห็นพัดยศที่งามมากประดับอยู่ เป็นพัดยศที่รัชกาลที่ 1 พระราชทานเอาไว้ ซึ่งการถวายพัดยศเช่นนี้จะกระทำได้เฉพาะพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น

พระพุทธรูป ณ พระวิหารต่างๆ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปมาจากหัวเมืองเหนือลงมายังกรุงเทพเป็นจำนวนมาก พระพุทธรูปที่สำคัญทรงโปรดให้นำมาประดิษฐานไว้ โดยแบ่งออกเป็นมุขหน้าและมุขหลัง โดยมุขหน้า คือ มุขที่หันสู่ทิศต่าง ๆ ส่วนมุขหลังนั้น คือ มุขที่หันหน้าเข้าสู่พระอุโบสถ

ในจำนวนนั้นมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย 2 องค์ที่เชิญมาจากวัดร้างแห่งหนึ่งของสุโขทัยด้วยกัน มีนามคู่กันว่า พระชินราช และพระชินศรี

พระพุทธชินราช วโรวาทธรรมจักร อัครปฐมเทศนา นราศภบพิตร 

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ปางนี้เป็นพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว และได้เสด็จไปโปรดปัจวัคคีย์ทั้ง 5 โดยได้แสดงธรรมที่เรียกว่า ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร อันทรงแสดงถึงทางเดินที่ผิด หนึ่งก็คือ การหมุกหมุ่นอยู่ในกาม หรือเรียกว่าหลงในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อีกหนึ่งก็คือการทรมานตนให้ได้รับความลำบากทุกข์ยาก อย่างเช่นที่พระองค์ได้เคยทำทุกรกิริยามา ซึ่งทั้งสองอย่างนั้นไม่เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์หลุดพ้น

แต่พระองค์ได้ทรงข้อปฏิบัติที่เป็นทางสายกลางคือ มรรคมีองค์ 8 คือ มีความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ ทำการงานชอบ เลี้ยงชีวิตชอบ มีความเพียรชอบ มีสติระลึกชอบ และตั้งใจมั่นชอบ นอกจากนั้นยังทรงแสดงอริยสัจ 4 คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

พรชินราชประดิษฐานไว้ที่พระวิหารด้านใต้มุขหน้า

ส่วนพระชินศรีนั้น โปรดให้สร้างพญานาค 7 เศียรขอสี่ชั้นเป็นพุทธบัลลังก์แผ่พังพานใต้ร่มจิก ประดิษฐานไว้ในพระวิหาร ต่อมาจึงย้ายไปที่พระวิหารด้านตะวันตกมุขหน้า

พระพุทธชินศรีองค์นี้มีพุทธลักษณะที่งดงามเด่นบางประการในจำนวนพระพุทธรูปทั้งหมดที่มีบันทึกว่า ได้เชิญลงมาถึง 1,248 องค์ จึงได้รับเลือกให้มาประดิษฐาน ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ซึ่งเป็นวัดสำคัญของรัชกาล ทั้งยังทรงพระกรุณาให้ซ่อมแซมแปลงต่อเติมเป็นพระพุมธรูปปางนาคปรก และประดิษฐานไว้ในที่สำคัญคือพระวิหารด้วย

ในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดให้บูรณะและถวายพระนามว่า พระพุทธชินศรีมณีนาถ อุรคอาสนบัลลังก์ อุทธังทิศภาคนาคปรก ดิลกภพบพิตร … นังเป็นพระพุทธรูปสุโขทัยที่มาได้รับการแปลงทั้งนามและปางในสมัยรัตนโกสินทร์

พระวิหารทิศตะวันออก (ทิศพระโลกนาถ) ส่วนบริเวณมุขหลังประดิษฐานพระพุทธโลกนาถศาสดาจารย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนสูง ๑๐ เมตร หล่อด้วยสำริดอัญเชิญมาจากวัดพระศรีสรรเพชญ์กรุงเก่ามานามว่า “พระพุทธโลกนาถ ราชมหาสมมตตวงศ์ องคอนันตญาณสัพพัญญู สยัมภูพุทธบพิตร” และมีแผ่นศิลาจารึกการสถาปนาวัดโพธิ์ที่ผนังด้านตะวันตกซุ้มประตูหิน (แบบจีน) หน้าพระพุทธโลกนาถบางท่านเรียกว่า “โขลนทวาร” (ประตูป่าหรือประตูสวรรค์) เข้าใจว่านำมาจากประเทศจีน

ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย ซึ่งเป็นอัญเชิญมาจากวัดเขาอินทร์ เมืองสวรรคโลก “พระเจ้าตรัสในควงไม้พระมหาโพธิ์”(พระพุทธเจ้าตรัสรู้ประทับใต้ต้นโพธิ์) ต่อมารัชกาลที่ ๔ ถวายพระนามใหม่ว่า “พระพุทธมารวิชัย อภัยปรปักษ์อัครพฤกษ์โพธิภิรมย์ อภิสมพุทธบพิตร”

พระวิหารทิศเหนือ (ทิศป่าเลไลย) ที่มุขหน้าประดิษฐานพระพุทธปาลิไลย เป็นพระพุทธรูปปางป่าเลไลย ซึ่งรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้นใหม่เมื่อครั้งทรงสถาปนาวัดพระเชตุพนฯ

พระระเบียง สร้างรอบพระอุโบสถอยู่สองชั้น ทั้งสองชั้นเชื่อมต่อด้วยพระวิหารทิศ อยู่รอบพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ พระระเบียงชั้นในประดิษฐานพระพุทธรูป ๑๕๐ องค์ พระระเบียงชั้นนอกประดิษฐานพระพุทธรูป ๒๔๔ องค์ เป็นพระพุทธรูปที่รัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากหัวเมืองฝ่ายเหนือ

ปัจจุบันทางวัดได้บูรณะปฏิสังขรณ์ปิดทองพระพุทธรูปทุกองค์ล้วนแต่เป็นเนื้อสำริดทั้งนั้น งดงามอร่ามตาแล้วติดกระจกล้อมไว้หมด เพื่อรักษาความสะอาดและป้องกัน นก ค้างคาว ไปเกาะจับทำสกปรก ตามเสาพระระเบียง รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้จารึกเพลงยาวกลอักษร เพลงยาวกลบท และตำราฉันท์ต่างๆ อยู่ในกรอบศิลารวม ๑๐๐ แผ่น

รอบๆซุ้มประตูกำแพงแก้ว มี “สางแปลง” ซึ่งคล้ายตุ๊กตาจีนมีรูปร่างแปลกกว่าสัตว์ชนิดอื่น คอยเฝ้าอยู่ทุกด้าน

พระมหาสถูปพระมหาสถูป เป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์ หรือที่เรียกว่า พระอัคฆีย์เจดีย์ มีจำนวน 4 องค์ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมลานพระอุโบสถชั้นนอกทั้ง 4 ด้าน บุภายนอกด้วยหินอ่อน บริเวณซุ้มของพระเจดีย์มีเทวรูปท้าวจตุโลกบาลหล่อด้วยดีบุก แล้วลงรักปิดทอง ประดิษฐานทั้ง 4 ด้าน (ท้าวจตุโลกบาลก็คือเทวดาที่มีหน้าที่ดูแลแต่ละทิศทั้งสี่ทิศนั่นเอง) ด้านบนมีรูปยักษ์ซึ่งหล่อด้วยดีบุกแบกยอดปรางค์ พระมหาสถูปมีชื่อเรียกที่ต่างกัน ดังนี้

องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธมังคละกายพันธนามหาสถูป

องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธธรรมจักปวัตะนะปาทุกามหาสถูป

องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีนามว่า พระพุทธวิไนยปิฏกะสูจิฆรามหาสถูป

องค์ที่ประดิษฐานด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือ มีนามว่า พระพุทธอภิธรรมธระวาสีปริกขาระมหาสถูป

รอบๆซุ้มประตูมีตุ๊กตาปั้นและเจดีย์ศิลปะแบบจีนตั้งประดับอยู่

เปรตวัดโพธิ์ : ตามธรรมดาคนทั่วไปอาจจะเคยได้ยินแต่แร้งวัดสระเกศ เปรตวัดสุทัศน์ฯซึ่งเป็นเพียงตำนานเล่าต่อๆกันมา สำหรับเปรตวัดโพธิ์ ถึงไม่ได้เล่าขานเป็นตำนาน แต่ใครที่อยากเห็นก็สามารถพาสองตามาพิสูจน์ได้ โดยภาพจิตรกรรมฝาหนังรูปเปรตในนรกภูมิทั้ง 12 จำพวกนั้นปรากฏให้เห็นบริเวณเหนือเสา บนคานศาลาการเปรียญ งานนี้รับรองว่าไม่มีน่ากลัว ไม่มีหวาดเสียวแต่หากเงยคอดูนานเกินไปก็อาจมีอาการเมื่อยเอาง่ายๆ



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
Ae^ วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 14.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chae-reu-mai

ได้ความรู้มาเต็มอีกแล้ว

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
BlueHill วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 09.11 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

วัดไืทยเรานอกจากเป็นสถานที่ทางศาสนาแล้่ว ยังเป็นแหล่งศึกษาศิลปะวัีฒนธรรมชั้นดีอีกด้วย

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
ลุงต้าลี่ วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 08.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/loongdali

สวัสดีปีใหม่ครับ เที่ยววัดโพธิ์ไปกี่ครั้ง ๆก็ประทับใจทุกครั้ง

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
captain.Jack วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 22.18 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Mafia

สวัสดีครับ...วัดโพธิ์เป็นวัดหนึ่งที่ไปบ่อย ๆ

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ขุนอภัยภักดี วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 22.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Ekkasak

ขอบคุณครับ......

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
Payont วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 21.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

สวยงามมากเหลือเกิน ศิลปไทย

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
OKeel วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 17.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keeluaey
เราทำสิ่งดีๆ เพื่อชาติได้เสมอ


ต้องหาโอกาสไปให้ได้

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน

คราวที่แล้วผมมีเวลาไปวัดโพธิ์สองชั่วโมงกว่ารู้สึกว่ายังเดินไม่หมด ในนี้มีรายละเอียดเยอะมาก แค่พระที่วิหารทิศและระเบียงรายก็งดงามมากเลยครับ


ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Supawan วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 16.34 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณเม็ดฝุ่น

ขอให้มีความสุข และสุขภาพแข็งแรงนะคะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Thaihippy วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 16.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Thaihippy

ขอบคุณอย่างยิ่ง ทั้งภาพและเรื่องราว เป็นประโยชน์มาก..

สวัสดีปีใหม่..ให้ประสบแต่ความสุขตลอดไป..

นายเม็ดฝุ่น เองครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 16.03 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ไปเดินชมได้ไม่เบื่อจริงๆด้วยค่ะ คุณนุ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
คนช่างเล่า วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 15.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nukpan
คนช่างเล่า....และเล่า เรื่องประวัติศาสตร์ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมคุณธรรม

เมื่อคราวไป เป็นหัวหน้าส่วนรัฐวิสาหกิจ ใกล้ๆนั้นผมเดิน
ไปศึกษาหาความรู้ หลังจากอ่านพระราชพงศาวดาร
อ่านแล้วไป ดู ไปดูแล้วอ่าน ช่างมีความสุขที่สุดในชีวิต

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 03/01/2012 เวลา : 15.36 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

ในโอกาสฉลองจารึกวัดโพธิ์ จึงได้นำภาพและบทความเกี่ยยวกับวัดแห่งนี้มานำเสนอค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน