*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2206
  • จำนวนผู้ชม : 6132254
  • จำนวนผู้โหวต : 11192
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11192 คน
<< มกราคม 2012 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 4 มกราคม 2555
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 15217 , 15:49:16 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 4 คน ni_gul , BlueHill และอีก 2 คนโหวตเรื่องนี้

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (2) : พระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล หอไตรจตุรมุข และอันซีนยักษ์วัดโพธิ์

พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล 

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารถือได้ว่าเป็นวัดที่มีพระเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย โดยมีจำนวนประมาณ 99 องค์ พระเจดีย์ที่สำคัญ คือ พระมหาเจดีย์สี่รัชกาล ซึ่งเป็นพระมหาเจดีย์ประจำพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

มหาเจดีย์ขนาดใหญ่ 4 องค์ ตั้งอยู่ถัดจากพระอุโบสถ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วสีขาว ซุ้มประตูทางเข้าเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์แบบจีน ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เครื่องถ้วยหลากสี มีตุ๊กตาหินจีนประดับอยู่ประตูละคู่ … ด้านในกำแพงแก้ว มีจารึกอยู่โดยรอบ เป็นจารึกทางการรักษาโรค

องค์พระมหาเจดีนั้นเป็นแบบเจดีย์ย่อไม้สิบสองทั้งหมด ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ

เดิมทีรัชกาลที่ 1 ทรงอัญเชิญโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณ จากวัดพระศรีสรรเพชญ์ พระนครศรีอยุธยา ด้วยทรงประสงค์จะหล่อพระศรีสรรเพชญองค์นี้ขึ้นมาใหม่ … แต่หลังจากทรงปรึกษากับคณะสงฆ์แล้ว คณะสงฆ์ได้ทูลถวายว่า การนำโกลนพระศรีสรรเพชญดาญาณมาหลอมใหม่นั้น ถือเป็นขีด เป็นกาลกิณี
ไม่เป็นมงคลแก่บ้านเมือง จึงทรงตัดสินพระทัยสร้างพระเจดีย์ขนาดใหญ่ แบบย่อมุมไม้ยี่สิบ ครอบโกลนพระศรีสรรเพชญนี้ไว้ และพระราชทานพระนามเจดีย์ว่า "พระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณ"

องค์พระเจดีย์ประด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียว ตั้งอยู่ตรงกลางของหมู่พระมหาเจดีย์ ล้อมรอบด้วยพระมหาเจดีย์อีก 3 องค์ นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 1

ต่อมาในรัชกาลที่ 3 พระองค์ทรงมีพระประสงค์ทะนุบำรุงวัดพระเชตุพนฯ ทรงสร้างพระมหาเจดีย์ขนาบข้างกับพระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณ ดังนั้น จึงเป็นเจดีย์สามองค์เรียงกันจากเหนือจรดใต้ โดยมีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้ยี่สิบ ขนาดและความสูงเหมือนกันทุกประการ ต่างเพียงสีกระเบื้องที่มาประดับเท่านั้น

โดยพระมหาเจดีย์ทางทิศเหนือของพระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณ
ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว นามว่า "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกรรกนิทาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อพระราชอุทิศถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบรมราชชนก ซึ่งนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 2

ส่วนพระมหาเจดีย์ทางทิศใต้ของพระมหาเจดีย์พระศรีสรรเพชญดาญาณนั้น ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีเหลือง นามว่า "พระมหาเจดีย์มุนีบัติบริขาน" ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา โดยนับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 3 ด้วย

เมื่อรัชกาลที่ 4 ทรงขึ้นครองราชย์ พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ถ่ายแบบพระเจดีย์ศรีสุริโยทัย มาจากวัดสวนหลวงสบสวรรค์ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสร้างขึ้นเป็นพุทธบูชา โดยองค์พระมหาเจดีย์มีลักษณะที่แตกต่างจากพระมหาเจดีย์ทั้ง 3 องค์ คือ มีซุ้มคูหาเข้าไปภายในองค์พระมหาเจดีย์ได้ ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาบหรือสีน้ำเงินเข้ม มีนามว่า "พระมหาเจดีย์ทรงพระศรีสุริโยทัย"
นับเป็นพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลที่ 4

หลังจากนั้น รัชกาลที่ 4 ทรงมีพระราชดำรัสว่า "ต่อไปในรัชกาลหลังอย่าให้เอาเป็นแบบอย่างที่จำเป็นจะต้องสร้างพระเจดีย์ประจำรัชกาลในวัดพระเชตุพนต่อไปเลย เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลแต่แรกนั้นได้เคยทรงเห็นกันทั้ง 4 พระองค์ ผิดกับสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินพระองค์อื่น" ดังนั้น การสร้างพระมหาเจดีย์ประจำรัชกาลจึงได้ยุติลงตั้งแต่นั้นมา

นอกเหนือจากพระมหาเจดีย์ที่สวยงามแล้ว บรรดาพระพุทธรูปที่ระเบียงคดรอบพระมหาเจดีย์ล้วนมีความงามที่น่าทึ่งเช่นกัน เป็นความบังเอิญที่พบว่าภายใต้พระพุทธรูปปูนปั้นเหล่านั้นมีพระพุทธรูปโบราณหลายยุคทั้งสมัยอู่ทอง สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา ฯลฯบรรจุอยู่ภายใน

ซึ่งตามประวัติปฎิสังขรณ์วัด รัชกาลที่1โปรดให้รวบรวมพระพุทธรูปเก่าแก่จากหัวเมืองต่างๆนับได้จำนวนพันมาไว้รวมกันที่วัดโพธิ์ แต่เพราะต้องการให้มองเห็นพระพุทธรูปเหล่านั้นเป็นลักษณะเดียวกันหมดเพื่อความสวยงามจึงเอาปูนมาพอกทับไว้ให้ได้ขนาด

ต่อมาปูนที่พอกไว้เริ่มทรุดโทรม จึงได้มีการปฎิสังขรณ์ใหม่อีกครั้ง เมื่อกระเทาะปูนเก่าออกจึงพบพระหล่อสัมฤทธิ์ฝีมือช่างโบราณงามอย่างยากจะหาดูได้

พูดถึงจิตรกรรมฝาผนัง ถ้าเป็นเรื่องรามเกียรติ์ฉบับในพระราชนิพนธ์รัชกาลที่1 ลูกเล็กเด็กแนวที่ไหนก็รู้ว่าที่วัดพระแก้วเป็นที่เหมาะจะศึกษามากที่สุดเพราะมีภาพที่สวยงามและค่อนข้างสมบูรณ์กว่าที่อื่นๆ

แต่หากศึกษาลึกลงไปแล้วอาจเกิดอาการงงเต๊กได้ เพราะตอนหนึ่งถึงตอนสามกลับไม่ปรากฏที่ผนังวัดพระแก้ว ซึ่งอาจจะมีแฟนพันธุ์แท้เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ต้นกำเนิดภาพจิตรกรรมรามเกียรติ์ทั้งสามตอนที่หายไปนั้น อยู่ที่ผนังด้านในศาลารายโดยรอบพระมณฑปของวัดโพธิ์นั่นเอง

หอไตรจตุรมุข

พระมณฑปซึ่งใช้สำหรับเก็บพระไตรปิฎก ถ้าเป็นตามเรียกตามวัดสามัญทั่วไปนี่ก็คือ หอไตร นั่นเอง

ตัวอาคารเป็นทรงจตุรมุขคือมีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน เครื่องยอดเป็นทรงมงกุฎที่สวยงามมาก

รอบ ๆ จะมีศาลา 3 หลัง เป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงพระพุทธรูปศิลปะแบบต่าง ๆ พระไตรปิฎกใบลาน และ เครื่องถ้วยเครื่องแก้วเจียรไน น่าเสียดายที่วันไปถ่ายรูปศาลาทั้ง 3 หลังไม่เปิดให้เข้าชม

ยักษ์วัดโพธิ์

เดินชมพระมหาเจดีย์แล้ว คุณอาจจะอยากเห็น “อันซีนอินวัดโพธิ์” ด้วยการตามหายักษ์ประจำวัด … หลายคนคงเคยได้ยินตำนานกำเนิดท่าเตียน ที่เล่าปากต่อปากกันมาว่าบริเวณท่าเตียนอันเป็นพื้นที่โล่งเตียนนั้นเป็นผลจากการต่อสู้ของยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์ โดยมียักษ์วัดพระแก้วเป็นผู้ห้ามทัพ

ยักษ์วัดโพธิ์มีสีกายเป็นสีแดงและสีเขียว ลักษณะคล้ายยักษ์ในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ มีตำนานเกี่ยวกับยักษ์วัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำให้เกิดท่าเตียนในปัจจุบัน

นั่นคือ ยักษ์วัดโพธิ์ซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดโพธิ์และยักษ์วัดแจ้งซึ่งทำหน้าที่ดูแลวัดแจ้งนั้น ทั้ง 2 ตนเป็นเพื่อนรักกัน วันหนึ่งยักษ์วัดแจ้งไปขอยืมเงินจากยักษ์วัดโพธิ์ เมื่อถึงกำหนดส่งเงินคืนยักษ์วัดโพธิ์กลับไม่ยอมจ่าย ดังนั้น ยักษ์ทั้ง 2 ตนจึงเกิดทะเลาะกัน แต่เพราะรูปร่างที่ใหญ่โตและพละกำลังที่มหาศาลของยักษ์ทั้ง 2 ตน เมื่อเกิดต่อสู้กันจึงทำให้บริเวณนั้นราบเรียบโล่งเตียนไปหมด เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องนี้ จึงได้ลงโทษให้ยักษ์วัดโพธิ์ยืนเฝ้าพระอุโบสถวัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้งยืนเฝ้าวิหารวัดแจ้งตั้งแต่นั้นมา

หากคาดคะเนจากตำนานการต่อสู้ …. คนส่วนใหญ่คงนึกว่า ยักษ์ทั้งสามน่าจะมีขนาดใกล้เคียงกัน บางคนเลยเข้าใจผิดคิดว่า “ลั่นถัน นายทวารบาล” หรือตุ๊กตาสลักหินรูปจีนขนาดใหญ่ที่ยืนถือศาสตราวุธอยู่หน้าประตูวัดคือ “ยักษ์วัดโพธิ์”

แท้จริงแล้ว ยักษ์วัดโพธิ์มีลักษณะคล้ายกับยักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์เช่นเดียวกับยักษ์วัดพระแก้ว หากแต่มีขนาดเล็กกว่ามาก เล็กจนสามารถตั้งเก็บในตู้หน้าซุ้มประตูทางเข้าพระมณฑป (หอไตรจตุรมุข) ได้ … ดูในรูปก็คงจะนึกภาพออกนะคะ เหมือนยักษ์แคระเลย

พระเจดีย์ราย และพระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว 


พระเจดีย์ราย : ประดิษฐานอยู่บริเวณโดยรอบของพระระเบียงชั้นนอก เป็นสถาปัตยกรรมคล้ายเจดีย์หมู่ เจดีย์ย่อไม้สิบสอง มีทั้งหมด ๗๑ องค์ สร้างในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีจำนวนทั้งสิ้น 71 องค์ สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเดิมมีพระราชประสงค์ให้เป็นให้เป็นที่บรรจุพระอัฐิของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ แต่ต่อมามิได้ใช้บรรจุอัฐิแต่อย่างใด

พระเจดีย์ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเคลือบสีและศิลาเขียว นับเป็นพระเจดีย์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับพระเจดีย์อื่น ๆ พระเจดีย์รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารนั้น ได้รับยกย่องว่าเป็นพระเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองที่งามที่สุดของยุครัตนโกสินทร์

พระเจดีย์หมู่ห้าฐานเดียว : 

สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นพระเจดีย์ 5 องค์ที่ตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน โดยองค์ตรงกลางนั้นจะมีขนาดใหญ่กว่าอีก 4 องค์ที่ล้อมรอบอยู่ ประดิษฐานอยู่ตรงมุมพระวิหารคดทั้ง 4 ด้าน นับรวมได้ 20 องค์

ลักษณะพระเจดีย์นั้นเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง(มุมเจดีย์มีย่อสามมุมสี่ด้านโดยรอบ นับได้สิบสองเรียกย่อไม้สิบสอง ถ้ามากกว่าสิบสองก็เรียกว่าเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม) 4 องค์ล้อมรอบองค์กลางซึ่งเป็นเจดีย์แบบไม้สิบสองเพิ่มมุม ประดับกระเบื้องเครื่องถ้วยตัดประดิษฐ์ ลวดลายดอกไม้งามวิจิตร ภายในพระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุทุกองค์

ศิลปะสมัย ร.3 สังเกตง่ายๆได้จากตุ๊กตาจีนรูปต่างๆ ถูกนำมาตกแต่งให้เข้ากับศาสนสถานของวัดอย่างเป็นระเบียบ ดูสวยงามลงตัวทั่วทั้งบริเวณ ซึ่งรูปสลักหน้าตาเป็นจีน มือถือศาสตราวุธที่ยืนเฝ้าประตูทรงจุลมงกุฎมักได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวแวะยืมชมและถ่ายรูป จนบางคนเข้าใจผิดคิดว่า “ลั่นถัน นายทวารบาล” นี้คือยักษ์วัดโพธิ์



ประตูที่อยู่ตรงข้ามกับทางเข้าพระวิหาร สังเกตว่าทวารบาลคู่นี้หน้าตาแปลกไป แม้จะเป็นตุ๊กตาศิลาจากจีนเหมือนกันแต่ทวารบาลคู่นี้คือฝรั่งคนแรกที่จีนรู้จักนั่นคือ "มาร์โคโปโล" แต่ดูเหมือนจีนคงจะไม่ค่อยชอบแกเท่าไหร่เพราะสลักเสียตาโปนหน้าตาดุร้าย

ตุ๊กตาจีนรูปร่างและขนาดต่างๆกัน ถูกวางเรียงรายกระจายในบริเวณวัดโพธิ์ ... ภายในบริเวณวัดยังมีศาลาแบบเก๋งจีน เพื่อใช้ในหลายวัตถุประสงค์

“วัดโพธิ์” เป็นสถานที่ใจกลางกรุงอีกแห่งหนึ่งที่สามารถมาเดินเที่ยวเล่นไปด้วย เรียนรู้เรื่องศิลปะหรือแม้กระทั่งประวัติศาสตร์ไปได้ด้วย ไม่ว่าจะเที่ยวอย่างสนุกสนาน เที่ยวอย่างหาความรู้ หรือเที่ยวแบบทำบุญสร้างกุศล หากเราตั้งใจดีที่จะเข้าวัดแล้ว ความสงบอิ่มเอมและสุขใจก็คงอยู่ไม่ไกล



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
ศุภฤกษ์ วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 20.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/suparurk

ยักษ์วัดโพธิ์ ผมว่า ตัวเล็กกว่า ยักษ์วัดแจ้งนะ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
ทางแก้ว วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 18.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/faab
แห่งสี่สายน้ำปิงวังยมน่าน


ซุ้มประตูนี้สวยจังเลยครับ
มีกระถางดอกบัวอยู่ตอนบนด้วย
คนทำช่างละเอียดลออจริงๆ
ผ่านตาไปได้อย่างไร
ผมเขียนไว้ได้เรื่องเดียวเองแล้วเก็บไว้คือเรื่องพระนอน
สงสัยต้องไปตามเก็บต่อแล้วครับ


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 17.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79


เอ็นทรี่นี้ ลักษณะนี้ ช่างมีคุณค่าเสียจริงเลยนะครับ ผมเคยได้ยินคุณครูสอนประวัติศาสตร์สอนผมว่า วัดโพธิ์คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทยครับ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
Supawan วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 16.23 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคุณค่ะ สาวโบราณ


ความคิดเห็นที่ 4 (0)
สาวโบ....ราณ วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 16.20 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pusujarit
วัยกำลัง อยากรู้ ...อยากเห็น

หวัดดีปีใหม่ค่ะพี่สุ
ขอบคุณมากนะคะที่แวะไปอวยพรถึงบ้าน
ขอให้พรดีๆนั้นคืนกลับไปหาพี่สุเช่นกันนะจ๊ะ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ คุณอ้วน ...

ยักษ์วัดโพธิ์มักจะหาไม่เจอกันค่ะ เพราะไปแอบอยู่ในที่ ที่คนไม่ค่อยไปเดินกัน และตัวเล็กๆ เล็กกว่ายักษ์วัดพระแก้ว และยักษ์วัดแจ้งมากค่ะ เลยเข้าไปอยู่ในตู้ได้สบายๆ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ก้อนหินยิ้ม วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 15.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/konhinsmile

หวัดดีเจ้าค่ะ พี่สุ
สวยจังนะคะ

เดี๋ยวนี้ยักษ์ อยู่ในตู้กระจกแล้วหรือค่ะพี่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 04/01/2012 เวลา : 15.50 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

นำชมวัดโพธิ์ต่อนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน