*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2228
  • จำนวนผู้ชม : 6399582
  • จำนวนผู้โหวต : 11370
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11370 คน
<< กุมภาพันธ์ 2012 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2555
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 3416 , 15:41:38 น.  
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน BlueHill , Supawan โหวตเรื่องนี้

นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล Rusty-naped Pitta

ชื่ออื่น : นกแต้วแล้วเป็ดบง, เป็ดบง Fulvous Pitta, Rufous-naped Pitta

ประวัติการค้นพบ

นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล (Rusty-naped Pitta) ถูกค้นพบและเก็บตัวอย่างได้ครั้งแรกในโลกที่เมืองตวงกู (Toungoo District) บนเทือกเขาพะโคด้านตะวันออก (Eastern Pegu Hills) เขตพะโคตอนบน (Upper Pegu) ประเทศพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2416 โดย อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม (Allan Octavian Hume) นักปักษีวิทยาและนักเก็บตัวอย่างสัตว์ชาวอังกฤษซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2372 ถึง พ.ศ. 2455


อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม ในฐานะผู้จัดพิมพ์และบรรณาธิการวารสาร
Stray Feathers ได้รายงานการค้นพบนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลไว้ในวารสาร Stray Feathers ฉบับที่ 1 หน้า 477-478 และตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ให้นกแต้วแล้วชนิดนี้ในครั้งนั้นว่า Hydrornis oatesi 


ชื่อสกุล คือ Hydrornis มาจากคำในภาษากรีก 2 คำ คือ Hudro แปลว่า น้ำ ประสมกับ ornis แปลว่า นก รวมความแล้วจึงมีความหมายว่า นกน้ำ เพราะว่านกแต้วแล้วชนิดนี้ชอบอาศัยอยู่ใกล้ๆ น้ำ ส่วนชื่อชนิด คือ oatesi มาจากชื่อของ ยูจีน โอทส์ (Eugene Oates) นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2388 ถึง พ.ศ. 2454 และผู้แต่งหนังสือ The Fauna of British India เมื่อปี พ.ศ. 2432 เพราะอัลลัน ออคตาเวียน ฮูม ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นเกียรติแก่ยูจีน โอทส์


ในเวลาต่อมานักปักษีวิทยาส่วนใหญ่จัดนกแต้วแล้วทุกชนิดไว้ในสกุลเดียวกัน คือ สกุล
Pitta นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลจึงได้ชื่อวิทยาศาสตร์ใหม่ว่า Pitta oatesi ซึ่งใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้


ในประเทศไทย นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลถูกค้นพบและเก็บตัวอย่างได้อย่างครั้งแรกในภาคเหนือ เมื่อปี พ.ศ. 2458 โดย เคาท์ นิลส์ คาร์ล กุสตาฟ เฟอร์เซน กิลเดนสโตป (
Count Nils Carl Fersen Gyldenstolpe) ซึ่งเขาได้รายงานการค้นพบนกแต้วแล้วชนิดนี้ไว้ในวารสาร The Natural History Bulletin of the Siam Society หน้า 172

ชนิดย่อย : ทั่วโลก มี 4 ชนิดย่อย ในประเทศไทย มี 2 ชนิดย่อย คือ P. o. oatesi และ P. o. deborah

ขนาด : ความยาวจากปลายปากถึงปลายหาง 21-25 ซม. ชนิดย่อย P. o. oatesi มีปากยาว 35.5-37 ม.ม. ปีก (ตัวผู้) ยาว 113-129 ม.ม. หางยาว 59-72 ม.ม. ขาท่อนล่างยาว 50-56 ม.ม. น้ำหนักราว 99-135 กรัม

ลักษณะและสีสัน

ชนิดย่อย
P. o. oatesi เป็นนกแต้วแล้วขนาดกลาง นกตัวผู้และนกตัวเมียมีสีสันแตกต่างกันเล็กน้อย ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนจึงแยกความแตกต่างระหว่างเพศได้ ปาก สีน้ำตาลแกมดำ แต่โคนปากสีจางเล็กน้อย ม่านตา สีน้ำตาลแกมเขียวหรือน้ำตาลไหม้ ขาและนิ้วเท้า สีเนื้อออกน้ำตาล

นกตัวผู้ : หน้าผาก กระหม่อม ท้ายทอยและหลังคอสีเหลืองอมน้ำตาลมากกว่าชนิดย่อยใด ในขณะที่ชนิดย่อยอื่นออกสีแดงอมน้ำตาล ให้ชาวอังกฤษเรียกว่า Rusty-naped Pitta หรือ Rufous-naped Pitta แต่นกบางตัวมีแถบสีเนื้อจางๆ จากด้านข้างของหน้าผากลากไปเหนือตาด้วย หัวตาสีแดงอมน้ำตาลหรือออกดำ หลังตามีเส้นสีดำโค้งยาวรอบขอบบนของขนคลุมหู คางและใต้คอสีค่อนข้างขาว แต่ออกสีชมพูเล็กน้อย

หลัง ไหล่ ตะโพก ขนคลุมบนโคนหางจนถึงขนหางสีเขียวคล้ำหม่น แต่นกตัวผู้บางตัวมีตะโพกสีฟ้าหรือฟ้าอมเขียวเล็กน้อย ชนิดย่อย P. o. deborah ในไทยภาคใต้สุดและมลายู และชนิดย่อย P. o. bolovenensis ในลาวภาคใต้มีตะโพกสีฟ้าเข้ม นกบางตัวมีขีดสีดำที่ปลายเส้นขนบนหลัง ไหล่และตะโพก ทำให้แลเห็นเป็นลายสีดำ

ขนคลุมปีกสีเขียวแกมทองและน้ำตาลอมแดง ขนปลายปีกและขนกลางปีกด้านนอกสีน้ำตาล แต่ครีบขนด้านนอกออกสีเขียว ขนกลางปีกด้านในสีน้ำตาลออกสีเขียว โคนครีบขนด้านในของขนปลายปีกเส้นที่ 1 ถึง เส้นที่ 4 หรือ 5 มีลายบั้งสีขาวหรือขาวครีม ขนคลุมใต้ปีกสีขาวออกสีเนื้อ หน้าอกสีเหลืองอมน้ำตาลหรือแดงอมน้ำตาล แล้วค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นสีเนื้อเข้มที่ท้องและขนคลุมใต้โคนหาง

นกตัวเมีย : คล้ายคลึงกับนกตัวผู้มาก แต่หลัง ไหล่ ตะโพก ขนคลุมบนโคนหางจนถึงขนหางสีเขียวคล้ำแซมสีน้ำตาลอมแดง หน้าอก ท้องและขนคลุมใต้โคนหางสีน้ำตาลอมแดงเข้มกว่านกตัวผู้ และมีลายเกล็ดสีดำจางๆ ตรงใต้คอตอนล่างต่อกับหน้าอกตอนบน

นกวัยอ่อน : ปาก สีดำ แต่ปลายปากและขอบปากสีชมพู ม่านตา สีน้ำตาลไหม้ หน้าผาก กระหม่อม ท้ายทอยและหลังคอสีน้ำตาลแกมดำ แต่มีลายขีดสีขาว ขนคลุมหูสีค่อนข้างขาว แต่มีลายขีดสีดำจางๆ หลัง ไหล่ ตะโพกและขนคลุมปีกสีน้ำตาลแกมดำ แต่มีลายจุดสีเนื้อ ขนกลางปีกและขนปลายปีกสีน้ำตาลออกเขียว

คางและใต้คอสีขาวขุ่น หน้าอกและสีข้างสีน้ำตาลแกมดำ แต่มีลายจุดสีขาว กึ่งกลางท้องและขนคลุมใต้โคนหางสีขาว แต่โคนเส้นขนสีดำ ขาและนิ้วเท้า สีชมพูหรือน้ำตาลแกมชมพู

เสียงร้อง : เสียงร้องตามปกติของนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลประกอบด้วย 2 พยางค์ ดัง โฉ่-วิด ฟังดูเผินๆ คล้ายกับเสียงร้องของนกแต้วแล้วสีน้ำเงิน (Blue Pitta) ซึ่งสามารถพบได้ในถิ่นเดียวกัน ในมลายู นกแต้วแล้วชนิดนี้ส่งเสียงบ่อยในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมซึ่งเป็นฤดูผสมพันธุ์ แต่ในช่วงเวลาอื่นนกค่อนข้างเงียบ แต่ถ้าเปิดเทปเสียงของนกล่อ นกจะร้องรับ ในฤดูผสมพันธุ์ นกอาจส่งเสียงร้องติดต่อกัน 4-5 ครั้งจนถึง 25 ครั้ง


เสียงร้องในเวลาตกใจใกล้ๆ รังของนกตัวหนึ่งในมลายู ดัง เช็ก กังวานคล้ายเสียงร้องของนกหัวขวาน (
Woodpecker) แต่ถ้านกตื่นเต้นมาก เสียงร้องนี้จะสั่นและดัง เช็ก ติดๆ กัน ฟิลลิป ดี. ราวด์ (Philip D. Round) บอกว่า เสียงร้องอีกแบบหนึ่งของนกแต้วแล้วชนิดนี้ ดัง ปู๋ว ได้ยินบนภูเขาในภาคเหนือของประเทศไทย เข้าใจว่าเป็นเสียงร้องของนกตัวเมียที่ประกาศอาณาเขตรอบๆ รังในฤดูผสมพันธุ์


เฮอร์เบิร์ต จี. เด็กแนน (
Herbert G. Deignan) กล่าวไว้ในหนังสือ The Birds of Northern Thailand เมื่อปี พ.ศ. 2488 ว่า ในภาคเหนือของประเทศไทย ในคืนเดือนหงายชาวพื้นเมืองมักได้ยินเสียงร้องไพเราะ บง-บง ดังมาจากยอดเขาสูงหลายแห่ง ซึ่งชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในละแวกนั้นต่างบอกเหมือนกันว่าเป็นเสียงร้องของ เป็ดบง (คงมีความหมายว่า เป็ดที่ร้องบง)


ชาวพื้นเมืองยังบอกเพิ่มเติมอีกว่า เป็ดบงเป็นนกสีเขียวที่อาศัยอยู่ตามลำธารเล็กๆ ในป่า ต่อมา ชาวกะเหรี่ยงบนดอยอ่างกา (ดอยอินทนนท์) จังหวัดเชียงใหม่ ได้นำนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่ดักได้มาให้เฮอร์เบิร์ต จี. เด็กแนน แล้วบอกว่าเป็น เป็ดบง ทำให้เขาพรรณนาเสียงร้องของนกแต้วแล้วชนิดนี้ว่าดัง บง-บง ตามคำพูดของชาวพื้นเมืองในภาคเหนือ (เข้าใจว่าชาวพื้นเมืองคงได้ยินเป็น บง-บง)


ด้วยเหตุนี้ เมื่อนายแพทย์ บุญส่ง เลขะกุล แต่งและจัดพิมพ์หนังสือคู่มือดูนก
Bird Guide of Thailand เล่มแรกในปี พ.ศ. 2511 และเล่มที่ 2 ในปี พ.ศ. 2516 จึงเรียกชื่อนกแต้วแล้วชนิดนี้ว่า นกแต้วแล้วเป็ดบง แต่ต่อมาเมื่อนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุลได้แต่งหนังสือ A Guide to the Birds of Thailand ร่วมกับฟิลลิป ดี. ราวด์ และจัดพิมพ์ในปี พ.ศ. 2534 จึงได้เปลี่ยนชื่อนกแต้วแล้วชนิดนี้เป็น นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล

การแพร่กระจาย : นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลเป็นนกประจำถิ่นที่อาศัยและผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ในจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้และด้านตะวันออกเฉียงใต้ พม่าในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคใต้และเขตตะนาวศรี ลาว เวียดนามในแคว้นตังเกี๋ยตะวันตก (West Tonkin) อันนัมเหนือ (North Annam) และอันนัมใต้ ไทยในภาคตะวันตก ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และมลายู

ชนิดย่อย P. o. oatesi 

ชนิดย่อยนี้พบในจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ในมณฑลหยุนหนาน (Yunnan) ตอนใต้ ระหว่างเส้นรุ้งที่ 21 ถึง 22 องศา เหนือ และเส้นแวงที่ 100 ถึง 104 องศาตะวันออก (เคยเก็บตัวอย่างได้เพียงครั้งเดียว เป็นนกตัวเมีย ใน Yingjiang ด้านตะวันตก) ลาวบนที่ราบสูงในภาคเหนือ ไทยในภาคตะวันตก ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตกเฉียงเหนือสุด และพม่าในภาคเหนือ (เก็บตัวอย่างได้เพียงครั้งเดียวโดยคณะสำรวจ Vernay-Cutting ใน Myitkyina District ทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ) รัฐชาน (Shan) ตอนใต้ รัฐกะเหรี่ยง (Karenni) ภาคใต้บริเวณเทือกเขาพะโค (Pegu Hills) ด้านตะวันออกและเทือกเขากะเหรี่ยง (Karen Hills) และเขตตะนาวศรี (Tenasserim) ตอนเหนือและตอนกลาง

ชนิดย่อย P . o. castaneiceps 


ชนิดย่อยนี้พบในจีนด้านตะวันออกเฉียงใต้ใน
Xishuangbanna ตอนใต้และ Pingbian ด้านตะวันออกเฉียงใต้ เรื่อยลงมาถึงลาวภาคกลางและเวียดนามในแคว้นตังเกี๋ยด้านตะวันตกเฉียงเหนือ แต่นกที่พบในแคว้นอันนัมใต้ (South Annam) และบนที่ราบสูงลังเบียน (Langbian Plateau) ของเวียดนาม เชื่อว่าเป็นชนิดย่อยนี้ด้วย ขนาดเล็กกว่าชนิดย่อย P. o. oatesi เล็กน้อย (ปีกยาว 112-118 ม.ม.) หัวและลำตัวส่วนล่างมีสีเข้มกว่า สีชมพูเจือที่ใต้คอและขนคลุมหูมากกว่า และเส้นสีดำที่หลังตากว้างกว่า ทั้งนกตัวผู้และนกตัวเมียมีตะโพกสีเขียว

ชนิดย่อย P .o. bolovenensis 


ชนิดย่อยนี้พบเฉพาะในลาวบนที่ราบสูงโบโลเวนส์ (
Bolovens Plateau) รวมทั้ง Dong Hua Sao National Biodiversity Conservation Area แต่นกที่พบบนยอดเขาลังเบียน (Langbian) เมืองดาลัท (Dalat) ในแคว้นอันนัมใต้ของเวียดนาม น่าจะเป็นชนิดย่อยนี้ด้วย มีสีสันคล้ายคลึงกับชนิดย่อย P. o. castaneiceps แต่ตะโพกและหลังตอนล่างสีฟ้าสดใส และหลังไหล่ตอนบนมีขนสีฟ้าแซมมากบ้าง นกตัวผู้มีสีฟ้าบนหลังและขนคลุมปีกด้านใน ส่วนนกตัวเมียมีสีฟ้าบนตะโพกตอนกลางและตอนล่าง

ชนิดย่อย P . o. deborah 


ชนิดย่อยนี้พบในไทยในภาคใต้ตอนใต้สุด และมลายูบนเทือกเขาลารุท (
Larut Hills) ในรัฐเประ (Perak) เทือกเขาติติวังสา (Titiwangsa or Main Range) ตั้งแต่ภูเขาเฟรเซอร์ (Fraser’s Hill) และที่ราบสูงเกนติ้ง (Genting Highlands) ในรัฐปะหัง (Pahang) ลงไปทางใต้จนถึงภูเขา Gunung Telapa Buruk ในรัฐเนกรีเซมบีลัน (Negri Sembilan) ตรงเส้นรุ้งที่ 2 องศา 50 ลิปดาเหนือ และเส้นแวงที่ 102 องศา 03 ลิปดาตะวันออก


ชนิดย่อยนี้มีขนาดเล็กกว่าชนิดย่อยอื่นเล็กน้อย (ปีกยาว 107.5 ม.ม.) แต่มีสีเข้มกว่าชนิดย่อยอื่น หลัง ไหล่และบนหางสีเขียวคล้ำกว่า นกตัวผู้มีใต้คอและลำตัวส่วนล่างออกสีชมพูมากกว่า

ในประเทศไทย

ชนิดย่อย P. o. oatesi


นกประจำถิ่น อาศัยและผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ใน ภาคเหนือ บนเทือกเขาแดนลาวและถนนธงชัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงใหม่ เช่น อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยและอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เทือกเขาขุนตานในจังหวัดลำพูน เช่น อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาน และเทือกเขาหลวงพระบางในจังหวัดน่าน เช่น อุทยานแห่งชาติดอยภูคา


เรื่อยมายัง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้านตะวันตกเฉียงเหนือสุด บนเทือกเขาเพชรบูรณ์ในจังหวัดเพชรบูรณ์ เช่น อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และเรื่อยลงมา ภาคตะวันตก บนเทือกเขาถนนธงชัยและตะนาวศรีในจังหวัดตาก เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จังหวัดกำแพงเพชร เช่น อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดอุทัยธานี เช่น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และจังหวัดเพชรบุรี เช่น อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน


ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลบนเขาพะเนินทุ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณริมถนนประมาณกิโลเมตรที่ 27 และยังเคยพบนกแต้วแล้วชนิดนี้ทำรังในป่าลึกริมถนนตัดผ่านป่าไปยังเขาปะการัง บริเวณลำธารที่ 4-6 และริมถนนข้างหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ บ้านกร่าง 

ชนิดย่อย P. o. deborah


นกประจำถิ่น อาศัยและผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ใน ภาคใต้ ตอนใต้สุด บนภูเขาสูงในป่าฮาลา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา จังหวัดยะลา ติดกับพรมแดนของมาเลเซียในรัฐเประ (
Perak)

แหล่งอาศัย : นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลอาศัยหากินอยู่ในดงไม้พื้นล่างที่รกทึบในป่าดิบเขาบนไหล่เขาตอนบนและยอดเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่มีลำธารเล็กๆ ไหลผ่าน ในประเทศไทย เคยพบชนิดย่อย P. o. oatesi ในระดับความสูง 380-2,565 เมตรในป่าดิบเขาและป่าชั้นสองที่รกทึบ แต่เคยพบครั้งหนึ่งในป่าไผ่ที่ผลัดใบและอีกครั้งหนึ่งในสวนผลไม้ที่รกทึบบนดอยปุย จังหวัดเชียงใหม่ ในระดับความสูง 1,400 เมตร


ในพม่า อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม (
Allan Octavian Hume) และ ดับบลิว. เดวิสัน (W. Davison) เคยเก็บตัวอย่างของชนิดย่อย P. o. oatesi ได้ในเขตตะนาวศรี (Tenasserim) ในระดับความสูง 760-1,525 เมตร และรัฐชาน (Shan) ตอนใต้ในระดับความสูง 1,370-1,615 เมตร


นอกจากนี้ เอ็ช. ซี. สมิธ (
H. C. Smith) และคณะเคยพบชนิดย่อยนี้ในรัฐกะเหรี่ยง (Karenni) ในระดับความสูง 760-1,220 เมตร และ อี. ดับบลิว. โอทส์ (E.W. Oates) ยังกล่าวว่า เขาพบเห็นชนิดย่อยนี้บ่อยตามลำธารบางสายที่ไหลผ่านป่าดิบเขาบนเทือกเขาพะโค (Pegu Hills) 


ในมลายู เคยพบเห็นชนิดย่อย
P. o. deborah ในป่าดิบชื้นดั้งเดิมตามไหล่เขาและหุบเขาที่สูงชันในระดับความสูงเกิน 1,100 เมตร ซึ่งมีกล้าไม้ หวาย ปาล์มชนิดอื่น และพืชคลุมดินต่างๆ ขึ้นปกคลุมจนรกทึบ นานๆ สักครั้งในเวลาเช้าตรู่และพลบค่ำนกจึงออกมาหากินในพื้นที่โล่งกลางป่า เช่น ทางเดินที่ตัดผ่านป่า และลำห้วยแห้งที่เต็มไปด้วยก้อนหิน


ชนิดย่อย
P. o. castaneiceps เจ. ดีลาคัวร์ (J. Delacour) และอีกหลายคน เคยพบตามไหล่เขาที่สูงชันในระดับความสูงเกิน 1,000 เมตรจนถึงระดับความสูง 1,600-1,700 เมตร และยังเคยพบบนภูเขาหินปูนในแคว้นตังเกี๋ย ในระดับความสูงเกิน 1,525 เมตร ด้วย

อุปนิสัย : นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลชอบอาศัยและหากินโดดเดี่ยวตามลำพัง ยกเว้นในฤดูผสมพันธุ์ซึ่งนกอยู่ด้วยกันเป็นคู่ กระโดดหากินตามพื้นป่าที่มีไม้พื้นล่างและพืชคลุมดินปกคลุมรกทึบและค่อนข้างมืดมิด และระแวดระวังภัยมาก ถ้าหากได้ยินเสียงอะไรแม้เพียงนิดเดียว เช่น เสียงเหยียบใบไม้แห้ง จะกระโดดมุดดงพืชรกทึบหนีหายไปอย่างรวดเร็ว


นกแต้วแล้วชนิดนี้ชอบหลบซ่อนตัวหากินอยู่ในดงพืชรกทึบเป็นอย่างมาก และแทบไม่เคยออกจากดงพืชรกทึบมาหากินในพื้นที่โล่งเลย ถ้าหากนักดูนกเดินลุยป่าในบริเวณที่นกซ่อนตัวอยู่จนทำให้นกตกใจ นกจะบินในระดับต่ำหนีออกจากดงพืชรกทึบที่หลบซ่อนไปอย่างรวดเร็ว พอลงถึงพื้นดินจะรีบกระโดดมุดหายเข้าไปในดงพืชรกทึบทันที แต่ไม่บินขึ้นไปเกาะบนต้นไม้


อย่างไรก็ดี นกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลสามารถถูกล่อให้เข้ามาใกล้ๆ ด้วยการเปิดเทปบันทึกเสียงร้องของนก แต่นกยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในดงพืชรกทึบตลอดเวลา ไม่ออกมานอกดงพืชรกทึบ ทำให้นักดูนกไม่มีโอกาสได้เห็นตัวนกชัดๆ เลย หรือถ้าโชคดีอาจได้เห็นตัวนกเพียงแวบเดียวหรือสองแวบในขณะที่นกกระโดดมุดผ่านช่องว่างในดงพืชรกทึบอย่างรวดเร็ว


บนภูเขาเฟรเซอร์ (
Fraser’s Hill) ในรัฐปะหัง ประเทศมาเลเซีย เคยมีผู้พบเห็นนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลกำลังหากินโดยการใช้ปากพลิกเขี่ยใบไม้แห้งตอนบนๆ ในกองใบไม้แห้งที่ทับถมกันเพื่อหาอาหาร นอกจากนี้ ยังพบว่านกแต้วแล้วชนิดนี้ชอบเข้ามาหากินในบริเวณกอพืชที่ชื้นมากซึ่งกำลังเน่าและตามกองขยะที่ถูกนำมาทิ้งไว้หลังอาคารกลางป่าลึก รวมทั้งตามไหล่เขาที่ลาดชัน


ในมลายูในฤดูผสมพันธุ์เคยมีผู้พบเห็นนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลตัวเมียตัวหนึ่งปกป้องรังของมันซึ่งนกสาลิกาเขียว (
Green Magpie) ตัวหนึ่งบินลงมาสำรวจรอบๆ โดยการบินลงมาเกาะใกล้ๆ รัง แล้วยืดคอออกไปข้างหน้าราวกับจะข่มขู่ให้กลัวหรือตกใจ ทำให้นกสาลิกาเขียวตัวนั้นบินหนีจากไปทันที

อาหาร : อัลลัน ออคตาเวียน ฮูม และ ดับบลิว. เดวิสัน กล่าวไว้ในบทความเรื่อง A revised list of the birds of Tenasserim ซึ่งตีพิมพ์ลงในวารสาร Stray Feathers ฉบับที่ 6 พ.ศ. 2421 หน้า 1-524 ว่า ในกระเพาะของนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลหลายตัวที่เขาเก็บเป็นตัวอย่างได้จากเขตตะนาวศรี ประเทศพม่า พบแมลง มด ดักแด้ของด้วง ทาก (Slug) และหอยทากตัวเล็กๆ


นอกจากนี้ อี. ดับบลิว. โอทส์ (
E.W. Oates) ยังบันทึกไว้ในหนังสือ A Handbook to the Birds of British Burmah including those found in the adjoining State of Karennee เล่ม 1 ซึ่งตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ. 2426 อีกว่า นกแต้วแล้วชนิดนี้กินแมลงขนาดใหญ่และหนอน

การผสมพันธุ์ทำรังวางไข่


ฤดูผสมพันธุ์
 : ระหว่างเดือนธันวาคมถึงกันยายน

ดับบลิว. เจ. เอ็ฟ. วิลเลียมสัน (W. J. F. Williamson) ได้รายงานไว้ในปี พ.ศ. 2461 ว่า ในภาคเหนือของประเทศไทย เคยเก็บตัวอย่างนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาล ชนิดย่อย P. o. oatesi ที่มีรังไข่ขยายใหญ่ได้ตอนต้นเดือนเมษายนและต้นเดือนกันยายน ในขณะที่เก็บตัวอย่างนกวัยอ่อนมากๆ ได้ในเดือนกันยายน ฟิลลิป ดี. ราวด์ เคยพบนกวัยอ่อนมากๆ ในเดือนสิงหาคม และมีผู้พบเห็นนกที่โตเกือบเต็มวัยแล้วในวันที่ 4 ธันวาคม


ในพม่า อาร์. เมเยอร์ ดี ชวนซี (
R. Meyer de Schauensee) กล่าวไว้ในปี พ.ศ. 2477 ว่า เขาเคยพบรังซึ่งมีไข่ 4 ฟอง เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2456 และเก็บตัวอย่างนกวัยอ่อนได้ในรัฐชานตอนใต้ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ส่วน อี. ซี. เอ็ส. เบเกอร์ (E. C. S. Baker) กล่าวไว้ในปี พ.ศ. 2469 ว่า พบรังในเดือนมีนาคม เมษายนและพฤษภาคม และเก็บไข่จาก 9 ครอกได้ในเขตตะนาวศรีและอาระกัน (Arakan) ในระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 22 พฤษภาคม ชี้ให้เห็นว่าในภูมิภาคนี้ ชนิดย่อย P. o. oatesi ผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ในฤดูฝน


ในมลายู อี. ซี. เอ็ส. เบเกอร์ เคยเก็บรังของชนิดย่อย
P. o. deborah ได้ในรัฐเประ (Perak) ในเดือนมกราคม และได้ยินเสียงร้องบ่อยมากในระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม ชี้ให้เห็นว่าฤดูผสมพันธุ์ทำรังวางไข่ของนกแต้วแล้วใหญ่หัวสีน้ำตาลในภูมิภาคนี้อยู่ในช่วงหลังฤดูที่มีฝนตกหนัก

รัง : รูปทรงกลม ขนาดย่อมกว่าลูกฟุตบอลเล็กน้อย แต่รังบางรังค่อนข้างแบน ขนาดยาว 18-39 ซม. กว้างถึง 19-20 ซม. ทำด้วยกิ่งไม้เล็กๆ ใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้งและวัสดุอื่นๆ ที่นำมาขัดสานกันอย่างหยาบๆ อยู่บนพื้นดิน ต้นไม้ที่มีกิ่งใบและเถาวัลย์พันเกี่ยวจนรกทึบ ในกอไผ่หรือกอหวายหรือกอพืชมีหนามอื่นๆ มีทางเข้ารังกว้างประมาณ 10 ซม. ทางด้านหน้า และมีกันสาดด้วย อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1.7-3 เมตร และทุกรังอยู่ใกล้ลำธาร

ไข่ : วางไข่ครอกละ 3-6 ฟอง (พม่า) แต่ส่วนใหญ่มี 4-5 ฟอง หรือ 2-4 ฟอง (มลายู) ขนาด 25.9-31.3 X 25.3 ม.ม. เปลือกไข่สีขาวเป็นมันเล็กน้อย ประพรมด้วยจุดกระสีน้ำตาลแกมม่วงและน้ำตาลแกมแดง แต่หนาแน่นทางด้านป้านของไข่ ใช้เวลากกไข่ 16-17 วัน และเลี้ยงลูก 10-13 วัน นกที่กำลังกกไข่หวงรังมาก ไม่ใคร่บินหนีง่ายๆ เว้นแต่จะมีคนหรือสัตว์ผ่านรังในระยะใกล้มาก สีสันของนกกลมกลืนกับรังและสภาพแวดล้อมรอบๆ รังมาก



สถานภาพ

ทั่วโลก นกประจำถิ่นที่พบน้อยจนถึงค่อนข้างบ่อย

ในประเทศไทย นกประจำถิ่นที่พบน้อย



Source : http://savepitta.thport.com/index.php?option=com_content&view=article&id=33:rusty-naped-pitta&catid=2:2010-03-30-07-23-43&Itemid=4


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
BlueHill วันที่ : 21/02/2012 เวลา : 08.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

ดูกลมกลืนกับธรรมชาติมากทีเดียวครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 20/02/2012 เวลา : 16.47 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สบายดีค่ะ คุณลูกเสือ


ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 20/02/2012 เวลา : 16.37 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

สวยมากครับพี่สุ
สบายดีนะครับพี่

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 20/02/2012 เวลา : 15.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

นำภาพนกน่ารักอีกตัวมาฝากค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน