*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2276
  • จำนวนผู้ชม : 6334752
  • จำนวนผู้โหวต : 11317
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11317 คน
<< พฤษภาคม 2012 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 12 พฤษภาคม 2555
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 11302 , 16:16:34 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน pnathonglor , ย่าดา และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

ระบำหน้ากาก นาฏกรรมแห่งศรัทธา ของชาวภูฏาน

Photobucket

การแสดงระบำหน้ากากที่พูนาคานั้นเป็นเรื่องที่พิเศษมาก ด้วยเหตุที่พูนาคามีเรื่องราวให้น่าจดจำเป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ได้ ในส่วนของการต่อสู่ระหว่างกองทัพของท่านซับดรุง งาวัง นัมเกล กับกองทัพของทิเบตที่กล่าวมาแล้ว 

อีกทั้งการร่ายรำ ยังเสมือนเป็นการถ่ายทอดตำนานแห่งพระพุทธศาสนาตันตระยาน และอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระโพธิสัตว์และเทพยดาทั้งปวง ท่วงท่าที่ร่ายรำนั้นเป็นแบบโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานหลายร้อยปี และชาวภูฏานเชื่อว่าท่าร่ายรำต่างๆนี้มาจากนิมิตของท่านกูรู รินโปเช ดังนั้นการแต่งกายและท่วงท่าร่ายรำจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มิอาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆได้

ระบำทางศาสนาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ :

ระบำเทศนาซึ่งมีเนื้อหาในการสั่งสอนศีลธรรม (ระบำเจ้าชายและเจ้าหญิง ระบำกวางกับสุนัขล่าเนื้อ ระบำพิพากษาวิญญาณ) 

ระบำเพื่อสร้างความบริสุทธิ์และปกป้องคุ้มครองสถานที่ไม่ให้วิญญาณร้ายมาคุกคาม (ระบำเจ้าแห่งเชิงตะกอน ระบำกวาง ระบำเทพเจ้าภาคดุร้าย ระบำหมวกดำ ระบำกิงกับโชลิง ระบำกิงรำไม้เท้า ระบำกิงรำดาบ) 

ระบำประกาศชัยชนะของพุทธศาสนาและบารมีของท่านคุรุริน เปโช (ระบำที่ใช้กลอง ระบำวีระบุรุษ ระบำภาคสำแดงเดชทั้งแปดของคุรุรินเปโช)

Photobucket

ดรอมเช (Dromche) : เป็นพิธีกรรมร่ายรำบูชาเทพเยเชกมโป (ท้าวมหากาฬ เทพยดาผู้ปกปักรักษาภูฏาน) และเทพเปลเด็นฮาโม (เทพมหากลี เทพธิดาผู้ปกปักรักษาภูฏาน) หรือเรียกรวมๆว่า “ธรรมบาล” หรือผู้ปกป้องพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งอาจจะปรากฏในร่างสัตว์นานาชนิด เช่น ควายป่า วานร กวาง ครุฑ และอื่นๆอีกมากมาย ตามคติความเชื่อของศาสนาพุทธนิกายวัชระยานตันตระ หรือศาสนาพุทธแบบทิเบต

ซึ่งเดิมนั้นแม้ภูฏานจะดินแดนทางตอนใต้ของทิเบต แต่เมื่อทิเบตถูกผนวกไปเป็นส่วนหนึ่งของจีน และภูฏานแยกตัวออกมาเป็นประเทศอิสระ … ปัจจุบันภูฏานจึงเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีผู้คนนับถือศาสนาพุทธนิกายวัชระยานตันตระอย่างเคร่งครัด

Photobucket

นิกายนี้เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ แต่ละองค์มีคู่ครอง หรือ “ตาระ” เช่นเดียวกับเทพเจ้าของฮินดูที่มีชายา โดยเพศชายเป็นสัญลักษณ์ของความกรุณา และเพศหญิงเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา

รูปเคารพของฝ่ายวัชระยานจึงตันตระจึงปรากฏเป็นพระพุทธรูปที่มีสตรีเปลือยกายนั่งคร่อมอยู่ที่ตัก อันมีความหมายว่าหาก “ปัญญา” กับ “กรุณา” มาสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกัน ก็จะเป็นพลังไปสู่การหลุดพ้นหรือการบรรลุธรรม หาใช่เรื่องวิตถารลามกอย่างที่เข้าใจกันผิดๆ

ความเชื่อนี้ถูกแปลเป็นคำสอนให้ผู้ที่เลื่อมใสนิกายวัชระยานตันตระนำไปปฏิบัติจริง คือ “ให้ความกรุณา”ต่อผู้อื่นโดยไม่จำกัด แล้วจะได้ “ปัญญา” กลับมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

นิกายนี้เต็มไปด้วยเครื่องมือช่วยให้บรรลุธรรม เช่นบทสวดที่ยืดยาวก็ถูกย่อให้สั้นและง่ายเพียง 6 พยางค์ คือ “โอม มณี ปัทเม หุม” (ขออัญเชิญสัจธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อันล้ำค่าดุจอัญมณี มาสถิตย์ในดวงใจบริสุทธิ์ดั่งบัวพ้นน้ำของข้าพเจ้าเทอญ) ปากก็ท่องไป มือก็หมุนกงล้อมนตราไป ชั่วเวลาที่กงล้อหมุนก็เท่ากับสวดมนต์จบไปอีกบทหนึ่ง

วันหนึ่งๆ ชาววัชระยานอาจจะสวดมนต์จบเป็นหมื่นๆบท ยังไม่นับการประดับธงมนตราหลากสี ให้ลมพัดมนตราปลิวไปคุ้มครองบ้านเรือน ไร่นา และผู้คน

.:.:.: นี่จึงเป็นที่มาของชื่อนิกาย “วัชระยาน” อันมีความหมายถึงคำประกาศที่ว่า นี่คือ “ยาน” ที่สามารถบรรลุธรรมได้รวดเร็วปานวัชระ (สายฟ้า) ละยังเป็นยานที่แข็งแกร่งดั่งวัชระ (เพชร) อันยากที่จะมีสิ่งใดมาทำลาย :.:.:.

Photobucket

ในสมัยขอเดสิ เต็นซิน รับแก ได้มีการสืบสานประเพณีดรอมเชนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลทางพระพุทธศาสนา เพื่อสวดมนตราและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องรักษาภูฏานไว้ ให้ดำรงคงอยู่ อันเป็นประเพณีที่ตกทอดมาจากการบุกเบิกของท่านงาวัง นัมเกล จนเป็นเอกลักษณ์ของภูฏานไปแล้ว

นอกจากนี้เต็นซิน รับเก ยังได้เพิ่มรายละเอียดของพิธีกรรม ชุดการแสดง และการรายรำของพระลามะในเทศกาลสำคัญที่ทั่วโลกรู้จักกันดี นั่นคือ เทศกาลเซจู หรือ เทศกาลระบำหน้ากาก (Mask Dance Festival) เพื่อรำลึกถึงวันประสูติของกูรู รินโปเช ที่ชาวภูฏานเคารพศรัทธา

Photobucket

ณ ลานกว้างใจกลางป้อมปราการแห่งเมืองพูนาคา ราชธานีเก่าของภูฏาน เสียงฉาบ กลอง และแตรยาวที่บรรเลงโดยพระสงฆ์ดังขึ้น เป็นสัญญาณว่าบัดนี้ “ดรอมเช-เตชู” เทศกาลแห่งพลังศรัทธากำลังจะเริ่มขึ้น

หากเราย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว คำสอนของพระองค์ถูกตีความไปหลายทาง … จากทางตรงตามคำสอนในพระไตรปิฎกของ “สายเถรวาท” สู่การตีความของพระสงฆ์ชั้นหลังที่เรียกว่า “อาจาริยะวาท” หรือ “มหายาน” พัฒนาการไปสู่ “วัชระยาน” และ “วัชระยานตันตระ” หรือนิกายลามะแบบทิเบตตามลำดับ … ซึ่งนิกายลามะเองก็ยังแบ่งออกไปเป็นหลายสำนัก มีการต่อสู้แย่งชิงการนำกันเอง รวมถึงต้องต่อสู้แย่งมวลชนกับศาสนาฮินดูอย่างมาก

เวทมนตร์ คาถา เสื้อผ้าสีฉูดฉาด เครื่องดนตรีให้จังหวะ จึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเสริมการสวดมนต์ที่กระแทกจังหวะหนักๆ เพื่อกำราบภูตผีปีศาจ และเรียกความสนใจจากมวลชน ทั้งยังเป็นมรรควิธีในการต่อสู้กับความหนาวเหน็บบนดินแดนหลังคาโลกอีกด้วย

PhotobucketPhotobucket

ในช่วงเทศกาลการแสดงระบำหน้ากาก … สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “อัตซารา” หรือนักแสดงตลก ผู้ใช้หน้ากากและท่วงท่าสื่อถึงอารมณ์ คอยแสยะหน้าล้อเลียนพระและเล่าตลกสองแง่สองง่าม ทำท่าชวนหัวให้ผู้คนได้หัวเราะเฮฮาเมื่อระบำธรรมะเริ่มจะน่าเบื่อขึ้นมา … เชื่อกันว่า อัตซารา เป็นตัวแทนของบรรดาเกจิอาจารย์ในอินเดีย พวกเขาเป็นกลุ่มเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำเอาศาสนามาล้อเลียนได้ในสังคมที่ถือว่าเรื่องพระเรื่องเจ้าเป็นของสูง

เทศกาลทางศาสนาส่วนใหญ่แล้วจะจักแสดงระบำเพียง 2-3 อย่าง … การแสดงของพระลามะและฆราวาสในเทศกาลนี้ที่พูนาคา ซองก์ จึงเป็นการจัดการแสดงให้คนหลายสิบคนแต่งตัวถืออาวุธเป็นนักรบกองทัพทิเบต ยืนส่งเสียงโห่ร้อง ทำกิริยาคุกคาม … ต่อมาทางฝ่ายธรรมะก็เข้ามาต่อสู่ และแน่นอนค่ะ เป็นฝ่ายที่ได้รับชัยชนะ

Photobucket

ระบำหมวกดำ (Chang Nga Cham-Black Hat Dance) : การแสดงชุดนี้ใช้ผู้แสดงเป็นตัวแทนของเทพเจ้าทางตันตระผู้ทรงฤทธานุภาพ เสด็จลงมาเพื่อขับไล่วิญญาณร้ายและสร้างความบริสุทธิ์ให้กับมณฑลที่ใช้แสดงระบำในทุกย่างก้าวที่เยื้องกรายไป

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

พระลามะจะใส่ชุดนักรบสวมหมวกดำ กวัดแกว่งดาบฟาดฟันศัตรู แสดงถึงพลังการเคลื่อนไหวในชุดเครื่องแต่งกายที่ตระการตา ประกอบเข้ากับจังหวะของฉาบ กลอง และเสียงก้องกังวานของแตรขนาดใหญ่ …

เล่าขานตำนานการสังหารพระเจ้าลังดามาแห่งทิเบตในปี 842 พระองค์ชิงชัง รังเกียจ และกระทำย่ำยีพุทธศาสนา โดยสั่งให้เผาวัด เผาคัมภีร์พระไตรปิฎก จับพระลามะมาแล่เนื้อ หวังกำจัดนิการลามะ หรือลัทธิวัชระยานตันตระให้สิ้นซาก

PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket

จนมีลามะผู้กล้ารายหนึ่งนามว่า เปลกี โดร์จี ทนไม่ได้ จึงปลอมตัวไปร่วมพิธีเต้นรำบูชาปีศาจที่กษัตริย์อธรรมจัดขึ้น ซ่อนคันธนูไว้ในแขนเสื้อ … พอได้จังหวะก็ชักธนูออกมาปลงพระชนม์ แล้วขี่ม้าสีดำหนีไปทางแม่น้ำ

ม้าที่ดูเป็นสีดำเพราะถูกเขม่าทา พอขึ้นจากน้ำก็กลับกลายเป็นม้าสีขาว … ส่วนพระลามะก็เปลี่ยนชุดกลับไปร่วมพิธีโดยไม่มีใครจับได้ หลังจากนั้นนิกายลามะก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว พุทธวัชระยานจึงคงอยู่ในดินแดนแถบหิมาลัยอย่างยั่งยืนตลอดมา

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

ในช่วงที่มีการแสดงชุดนี้ ผู้แสดงจะรัวกลองไปในขณะที่ขยับตัวไปตามจังหวะ เพื่อแสดงชัยชนะที่มีเหนือภูติผีปีศาจและวิญญาณชั่วร้าย

Photobucket

ระบำกิงกับโชลิง : กล่าวกันว่าคุรุริน โปเช ทรงแสดงระบำนี้เป็นครั้งแรกด้วยพระองค์เองในศตวรรษที่ 8 ที่อารามซัมเม ในประเทศทิเบต

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

โชลิง คือบรรดาเทพเจ้าผู้ปกปักรักษาพุทธศาสนาในภาคดุร้าย ออกมาสำแดงกายเพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้ายและสร้างความบริสุทธิ์ให้กับสถานที่ จากนั้นพวกกิง (เหล่าผู้ติดตามคุรุ โปเช) ก็จะออกมาไช้โชลองโป แล้วยึดครองพื้นที่แทน พร้อมรัวกลองแสดงชัยชนะของพ1iะพุทธศาสนา

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

ระบำหน้ากากจากตำนานเก่าแก่นี้ ทำให้เราประทับใจมาก ทั้งในส่วนที่ผู้แสดงสวมเครื่องแต่งกายตัดเย็บด้วยผ้าไหมยกดอกที่สวยงามอลังการมาก … ศีรษะของผู้แสดงสวมหน้ากากใบหน้าคนในสีต่างๆ ท่าทาง การเคลื่อนไหวที่ทรงพลัง แสดงถึงการฝึกซ้อมที่ยาวนาน ในบางช่วงพระลามะกระโดดจนกระโปรงบานพลิ้วน่าตื่นตา ตื่นใจมาก

Photobucket

ระบำการพิพากษาวิญญาณ : เป็นหนึ่งในระบำที่น่าสนใจที่สุดในเทศกาลนี้ เป็นระบำสั่งสอนแบ่งออกเป็น 2 องค์

Photobucket

Photobucket

Photobucket

Photobucket

องค์แรกเริ่มด้วยการเต้นระบำของบรรดา “รักซา” ซึ่งเป็นบริวารของพระยม ผู้แสดงจะสวมชุดกระโปรงสีเหลืองกับหน้ากากรูปสัตว์

จากนั้นพระยายม “เทพชินจี เกอกี กัลโป” จะปรากฏตัวขึ้นพร้อมลูกน้องคนสนิท … พระยายมราช เทพแห่งความตายที่ปรากฏตัวในชุดผ้าไหมยกดอกสีแดงสดที่ศีรษะสวมหัวควายป่า คล้ายกับพระยายมราชของฮินดูที่ทรงมหิงสาเป็นพาหนะ … ชาวพุทธวัชระยาน อธิบายว่า พระยายมราชของพวกเขาเป็นอวตารหนึ่งของพระโพธิสัตว์มัญชุศรี พระโพธิสัตว์ผู้ทรงปัญญาธิคุณ และยังทรงเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย เป็นผู้ปกครองโลกทั้งสาม คือโลกบาดาล มนุษย์ และสวรรค์

PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket

การร่ายรำโดยพระโพธิสัตว์ของชาวพุทธวัชระยานตันตระนี้จะเป็นคู่ๆกับตาระ เพื่อล้างบาปและอำนวยโชคลาภให้ชาวบ้านที่มาร่วมงาน รวมถึงนำมาซึ่งความสว่างไสวทางปัญญา … เชื่อกันว่าพรศักดิ์สิทธิ์จะขจรขจายจากกระโปรงของพระนักแสดงมาสู่ผู้ชม

ชาวภูฏานที่ส่งสายตาจ้องเขม็งไปยังพระนักเต้นที่กำลังหมุนตัวจนกระโปรงบาน มีคำอธิบายว่า … นี่คืออาการที่พวกเขากำลังรับพรศักดิ์สิทธิ์ที่ขจรขจายมาจากชายกระโปรงของพระลามะนั่นเอง

PhotobucketPhotobucket

ภาพของเหล่านักแสดงที่เป็นพระลามะที่สวมศีรษะเป็นรูปสัตว์หลายชนิด ซึ่งกำลังร่ายรำด้วยการหมุนตัวจนกระโปรงพลิ้วบาน สลับกับการย่างสามขุมแล้วกระทืบเท้าไปตามจังหวะฉาบและกลอง … ภาพที่เราเห็นไม่ใช่มหรสพหรือการแสดง หากแต่เป็นพิธีกรรมทางศาสนา เป็นนาฏธรรมแห่งจิตวิญญาณของชาวพุทธวัชระยาน

การร่ายรำมิใช่เพื่อความบันเทิงของผู้รำ หากแต่คือการบูชาคารวะ พร้อมๆกับการทำสมาธิอันเป็นหนทางสู่ปัญญา

Photobucket

หากย้อนกลับไปยังตำนานของการสร้างชาติของภูฏาน … เมื่อครั้งที่ท่านซับดรุง งาวัง นัมเกล หนีจากทิเบตนั้น ผู้ชี้ทางให้ท่านซับดรุงฯหนีการไล่ล่าจนมาถึงที่นี่ เป็นหัวหน้าปีศาจสองผัวเมียที่มีร่างเป็นคน หัวเป็นนกจำพวกกา ซึ่งชาวภูฏานเรียกว่า “จารก” หรือ Raven …

คุณความดีในครั้งนั้นทำให้หัวหน้าปีศาจได้รับการยกย่องเป็นหัวหน้า “ธรรมบาล” ผู้คุ้มครองคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้นามว่า “มหาบาล” กับ “มหากาลี” มีหน้าที่คุมทัพปีศาจฝ่ายธรรมะไปต่อสู้กับปีศาจฝ่ายอธรรมที่ขัดขวางการเผยแพร่พุทธศาสนา หากมีการต่อสู่ดุเดือด บางทีจะปรากฏร่างเป็นยักษ์หลายหัว ตัวดำ พุงป่องน่าเกลียดน่ากลัว … แต่ยิ่งน่าเกลียดเท่าไหร่ ก็ยิ่งถือเป็นคุณความดีในการปกป้องศาสนาพุทธ ถึงขั้นที่ชาวภูฏานยกย่องธรรมบาลสองตนนี้เทียบเท่าพระโพธิสัตว์ หรือผู้ที่มีคุณสมบัติพร้อมที่จะไปตรัสรู้ แต่ยังไม่ไป เพราะต้องการช่วยชาวโลกที่ตกทุกข์ได้ยากเสียก่อน

นี่จึงเป็นที่มาของเทศกาลดรอมเช หรือเทศกาลบูชาธรรมบาลมหากาลกับมหากาลีผู้ยิ่งใหญ่ พร้อมๆกับการระลึกถึงท่านสังฆราชงาวัง นัมเกล ผู้ที่ทุกคนยกย่องในฐานะผู้รวมชาติสำเร็จเป็นท่านแรก

Photobucket

Photobucket

ช่วงเวลาอีกไม่นานต่อมา กลอง ฉาบ ก็ประโคมขึ้นมาอีกครั้ง …. คราวนี้มีพระลามะนักเต้นระบำหน้ากากออกมาเป็นชุดใหญ่จนเต็มของลานทั้งสี่ด้าน

แต่ละรูปสวมชุดผ้าไหมยกดอกหลากสีสันและรูปแบบบนศีรษะ นำโดยพญาครุฑ ตามมาด้วยเสือ สิงห์ ลิง กวาง สุนัขจิ้งจอก และควายป่า … ต่างเต้นระบำ และกระโดดหมุนตัวพร้อมกันตามจังหวะดนตรี

Photobucket

Photobucket

ชุดนี้เป็นการร่ายรำที่โด่งดังในชื่อ “รักชา มางชัม” (Raksha Mangcham) หรือการ่ายรำเพื่อพิพากษาบาป บุญ คุณโทษ ของผู้วายชนม์ (Dance of judgment of the death) เนื้อหาเล่าถึงเรื่อนายพรานที่ถูกวิญญาณสรรพสัตว์ที่เขาเคยล่ากลับมาจองเวร จับนายพรานมาสับเป็นชิ้นๆ … ต้องถือว่าเป็นการสอนศีลธรรม ว่าด้วยบาปแห่งการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายว่า สรรพสัตว์ที่ออกมาร่ายรำนั้น ในอดีตคือภูตผีวิญญาณร้ายที่สิงสถิตอยู่ในบริเวณนี้มาก่อน เมื่อท่านซับดรุง งาวัง นัมเกล จะสถาปนา พูนาคาซองก์ ท่านจะต้องกำราบวิญญาณร้ายให้หมด หากภูตผีตนใดร้องขอชีวิต ท่านจะยื่นเงื่อนไขให้มาเป็นธรรมบาล คอยปกป้องคุ้มครองพุทธศาสนา และชี้นำทางคนตายไปสู่สรวงสวรรค์

การเฝ้าชมพิธีกรรมระบำหน้ากาก จึงเป็นการมาล้างบาป มารับพร และขัดเกลาศีลธรรมจรรยา รวมถึงเป็น การมาทำความรู้จักกับธรรมบาลในร่างของสัตว์ เพื่อเวลาที่เราตายแล้วไปพบท่าน ก็จะไม่ตกใจกลัว แล้วท่านจะชี้นำทางเราไปสู่สรวงสวรรค์

ธรรมบาลบางองค์ เช่นธรรมบาลวานร เดินด้วยท่วงท่าตลกๆ … เพื่อเรียกรอยยิ้ม แก้ง่วง รวมถึงขอรับบริจาคไปด้วย … ก่อนที่จะชมการร่ายรำชุดต่อไป

PhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucketPhotobucket

ระบำและดนตรีทางโลก : นอกจากระบำธรรมะแล้ว ยังมีการแสดงทางโลก โดยอาจใช้ผู้แสดงทั้งชายและหญิง แสดงร่วมกันหรือแยกกันก็ได้ โดยปกติผู้แสดงจะเต้นไปร้องไป ส่วนในวาระที่เป็นทางการเช่นวันนี้จะมีดนตรีประกอบด้วย

ระบำส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมทิเบต หรือเนปาล ส่วนบทเพลงที่ใช้มักจะมีต้นกำเนิดมาจากศาสนาเป็นส่วนใหญ่

การแสดงระบำหน้ากากในวีดีโอด้านบน เป็นการแสดงของทิเบตที่เปิดการแสดงในกรุงเทพฯเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งคล้ายกับที่ภูฏานมาก ด้วยเหตุที่มีรากเหง้ามาจากที่เดียวกัน


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
Supawan วันที่ : 13/05/2012 เวลา : 11.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ... คุณปุ้ม

รอวันเวลาที่จะได้ร่วมทริปกันอีกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
pnathonglor วันที่ : 13/05/2012 เวลา : 11.03 น.

นึกถึงบรรยากาศวันนั้นแล้วยังอิ่มใจไม่หายค่ะ สวยงามมากๆ ขอบคุณพี่สุที่นำภาพและเรื่องราวความรู้มาแบ่งปันนะคะ ^^
ปุ้ม

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Supawan วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 19.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอบคึณย่าดา ที่แวะมาอ่าน มาชม และให้คอมเม้นท์นะคะ


ความคิดเห็นที่ 6 (0)
Supawan วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 19.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณ cm coffee

ดูๆไปก็เหมือนผีต่โขนที่สวยๆเหมือนกันนะคะ

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
ย่าดา วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 18.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

รีบเข้ามาอ่านและชมภาพอย่างละเอียด พร้อมโหวด
ย่าเคยไปชมพิพิธภัณฑ์ที่ไหนจำไม่ได้ค่ะ เพราะนานมากแล้วเห็นมีพระพุทธรูปแบบนี้ ตอนนี้เข้าใจแล้วค่ะว่ามีความหมายว่ายังไง ขอบคุณคุณสุมากค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
cm_coffee วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 18.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/cm-arabica
"ลุงรภ"

ระบำหน้ากากเหมือนๆ
ผีตาโขนบ้านเราน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 18.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

คุณชาลี ...

เป็นพิธีกรรมที่น่าประทับใจ ... เพียงเห็นและสัมผัสถึงศรัทธาที่เปี่ยมอยู่ทุกอณูของบรรยากาศก็คุ้มค่าการไปเยือนแล้วค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
BlueHill วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 17.19 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/charlee
นักดูนก

หากว่ามีโอกาสไปร่วมพิธีด้วย คงตื่นเต้นไม่น้อยทีเดียว
ถือเ้ป็นประสบการณ์ที่ยากจะลืมเลือนทีเดียวนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 12/05/2012 เวลา : 16.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีค่ะ ...

สุดยอดของการเยือนภูฏาน ... คือการได้มีโอกาสชื่นชม และทำบุญกับ "ทังก้า" ผืนผ้าแห่งศรัทธาของชาวภูฏาน ...

อีกอย่างหนึ่งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กันคือ การได้ชมระบำธรรมะ หรือ ระบำหน้ากาก ของพระลามะ ที่เป็นการอำนวยพร และสอนศีลธรรม ... ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ค่ะ

หวังว่าคงนำความสุขมาให้ทุกท่านที่แวะมาชมนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน