*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2258
  • จำนวนผู้ชม : 6305872
  • จำนวนผู้โหวต : 11291
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11291 คน
<< กันยายน 2016 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 21 กันยายน 2559
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 3091 , 13:16:02 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 5 คน แม่หมี , Patui และอีก 3 คนโหวตเรื่องนี้

Ajanta Cave… หมู่ถ้ำอาซันตา อารยะแห่งพุทธศิลป์ ถ้ำหมายเลข 1-3


ใครบางคนพูดเอาไว้ว่า … ศิลปะที่ยิ่งใหญ่มักจะมาจากจิตวิญญานที่เปี่ยมศรัทธา

ในอินเดียก็มีสถานที่ที่เราได้ประจักษ์ว่า ศิลปะอันเกิดจากศรัทธาอันแรงกล้าในพระพุทธศาสนานั้นงดงามอลังการมากแค่ไหน แม้จะต้องใช้การอุทิศแรงกาย แรงใจที่สูงส่ง รวมถึงความอดทน ความเพียรพยามยามในการสร้างสรรค์ที่ยาวนานนับร้อยๆปี ในชั่วหลายอายุคน

 เรากำลังจะเข้าไปดูจิตวิญญานของคนอินเดีย ที่สรรค์สร้างออกมาในรูปของการแกะสลักหินให้ออกมาเป็นงานศิลปะเกี่ยวกับศาสนาที่งดงามน่าทึ่ง

อซันตา … เป็นหมู่ถ้ำที่สลักเข้าไปในภูเขา Inhyadri ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sahyadri อยู่ห่างจากเมืองออรังกาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 100 กิโลเมตร และห่างจากเมือง Fardapur 4 กิโลเมตร

ประวัติ

หมู่ถ้ำอซันตามีชื่อเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า Rangit Lenl  ปัจจุบันอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน Ajintha ซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำ หมู่ถ้ำอซันตาตั้งอยู่ตามแนวของหน้าผาหินบะซอลล์ บริเวณคุ้งแม่น้ำวโกระ (Waghora Gorge) ซึ่งมีที่มาจากภาษาสันสกฤตว่า Wyaghra ซึ่งแปลว่า เสือ

ตัวถ้ำเรียงรายกันเป็นระยะทางกว่า 600 เมตร และสูงกว่าระดับแม่น้ำราว 75 เมตร …

อซันตานั้นแตกต่างจากหมู่ถ้ำ Ellora ซึ่งประกอบด้วยถ้ำในศาสนาพุทธ ฮินดู และเชน   ส่วนหมู่ถ้ำ Ajanta เป็นหมู่ถ้ำทางพุทธศาสนาเท่านั้น ... ประกอบด้วยหมู่ถ้ำจำนวน 29 ถ้ำ โดยถ้ำที่เก่าแก่ที่สุดย้อนไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 4-6 ในสมัยของราชวงศ์สาตวาหนะ (Satavahanas) แห่งแคว้นอานธระ ที่ปกครองเหนือดินแดนแห่งที่ราบสูงเดคคานในขณะนั้น

ต่อมา มีการสร้างเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์วาคะทากะ (Vakatakas) ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 9-11 เรื่อยมา จนถึงราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 หมู่ถ้ำแห่งนี้ก็ได้เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมกับการเสื่อมความนิยมในพุทธศาสนา ณ ที่ราบสูงเดคคาน

อซันตาซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้ของป่าทึบเป็นเวลาพันปี ... จนกระทั่งปีพุทธศักราช 2362 Mr. John Smith นายทหารแห่งกองทัพอังกฤษ ได้ค้นพบหมู่ถ้ำแห่งนี้เข้าโดยบังเอิญ ในขณะที่ออกล่าสัตว์ในป่าใกล้กับหมู่บ้านอซันตา

ความงดงามและความมหัศจรรย์ของหมู่ถ้ำอซันตาจึงได้มีโอกาสปรากฏแก่สายตาชาวโลกอีกครั้งนับแต่นั้นเป็นต้นมา

หมู่ถ้ำอซันตา ได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะที่เป็นหลักฐานแสดงถึงความเป็นอารยะทางพุทธศิลป์ของศิลปะคุปตะ ที่ยังคงความสมบูรณ์ที่สุด ... โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฝาผนังที่ถือได้ว่าเก่าแก่และงดงามที่สุดในประเทศอินเดีย

 

นิกายมหายาน

นิกายมหายานมีความเชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีหลายองค์ (เท่ากับจำนวนเม็ดทรายในมหาสมุทร) ... โดยมีพระอาทิพุทธเจ้าเป็นพระองค์แรก และพระองค์ได้บันดาลให้มีพระธยานิพุทธเจ้าอีก 5 พระองค์ ประจำพุทธเกษตรทั้ง 5 ทิศ ได้แก่

ทิศเหนือ : พระธยานิพุทธอโมฆสิทธิ แสดงวิตรรกมุทรา (ปางแสดงธรรม)

ทิศใต้ : พระธยานิพุทธรัตนสัมภวะ แสดงภูมิสปารศมึทรา (ปางมารวิชัย)

ทิศตะวันออก : พระธยานิพุทธอักโษกยะ แสดงวรมุทรา (ปางประทานพร)

ทิศตะวันตก : พระธยานิพุทธอมิตาภะ แสดงธยานมุทรา (ปางสมาธิ)

ทิศเบื้องกลาง : พระธยานิพุทธไวโรจนะ แสดงอภัยมุทรา (ปางประทานอภัย)

นอกจากที่ได้กล่าวมาแล้ว .. ยังมีพระธยานิโพทธิสัตว์ และศักติ (เทพสตรีผู้เป็นกำลังให้แก่พระโพธิสัตว์ อันได้แก่นาวดารา และนางปรัชญาปารมิตา)

ซึ่งแต่ละพระองค์มีหน้าที่ช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความทุกข์ ในระหว่างที่โลกุตระแห่งนี้รอคอยการมาจุติของพระพุทธเจ้าศรีอารยะเมตไตร เพื่อโปรดสัตว์โลกทั้งปวง ... เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้าศากยะมุนีซึ่งได้ดับขันธุ์ปรินิพพานล่วงไปแล้ว

ดังนั้นศาสนสถานในนิกายมหายานจึงปรากฏภาพของพระพุทธเจ้า พระโพทธิสัตว์ รวมถึงศักติของพระองค์จำนวนมาก

 

เที่ยวถ้ำอซันตา

ดังที่ได้กล่าวในเบื้องต้นแล้วว่า อซันตา … เป็นหมู่ถ้ำที่สลักเข้าไปในภูเขา Inhyadri ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขา Sahyadri อยู่ห่างจากเมืองออรังกาบัดไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 100 กิโลเมตร และห่างจากเมือง Fardapur 4 กิโลเมตร .. เราจึงต้องใช้รถยนต์เป็นพาหนะในการเดินทางจากในเมืองมายังหมู่ถ้ำแห่งนี้

หมู่ถ้ำอซันตา เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาที่ถูกเจาะเข้าไป แล้วสลักเป็นศาสนสถาน เราต้องเดินทางลานจอดรถไปตามทางเดินที่มีการจัดทำเอาไว้ ... โดยเริ่มจากการเดินในทางราบ แล้วเดินขึ้นเนินเป็นระยะทางมากพอสมควรเพื่อเข้าสู่พื้นที่ของถ้ำ หากใครเดินไม่ไหวก็สามารถใช้บริการเสลี่ยงให้คนอินเดียแบกหามเป็นเจ้านางขึ้นไปก็ได้ค่ะ

เมื่อเราเดินผ่านประตูทางเข้าสู่ด้านใน จะพบกับหมู่ถ้ำเรียงราย โดยมีทางเชื่อมต่อถึงกันทุกถ้ำ (ทางเชื่อมนี้สร้างภายหลังที่มีการค้นพบหมู่ถ้ำแห่งนี้แล้ว ... แต่ในสมัยโบราณ แต่ละถ้ำจะมีท่าเทียบเรือแยกจากกัน ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับการเดินทางที่หมู่ถ้ำนี้)

หมู่ถ้ำอซันตา แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ คือ เจติยะ และวิหาร

โดยมีถ้ำหมายเลข 9, 10, 19, 26 19 เป็นถ้ำที่เป็นเจติยะ ส้วนถ้ำอื่นๆนั้นเป็นวิหาร

ถ้ำหมายเลข 9, 10,12, 13 เป็นถ้ำทางพุทธหินยาน ส่วนถ้ำที่เหลือเป็นถ้ำมหายาน

ถ้ำหมายเลข 1 : เป็นถ้ำแรกสุด มีลักษณะเป็นวิหาร สันนิษฐานว่าสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 11 ..

ภาพทางเข้าด้านหน้าของวิหาร :

ด้านซ้ายมือ สลักเป็นภาพเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อครั้งยังไม่ออกผนวช และได้เห็นความจริงของชีวิต คือ การเกิด แก่ เจ็บ ตาย … ซึ่งทำให้รู้ถึงความทุกข์ และความไม่เที่ยงแท้ของชีวิต

ตรงกลาง : Royal Procession

ด้านขวามือ : Siddhartha’s renunciation

 

ประตูทางเข้าสู่โถงถ้ำด้านใน ... กรอบประตูหินได้รับการสลักเสลาเป็นรูปเคารพของเทพต่างๆ

ตรงเชิงประตูมีสิงห์หมอบ (ไม่เห็นในรูป)

ภายในเป็นห้องโถงสี่เหลี่ยม มีเสาค้ำเพดานจำนวน 20 ต้นโดยรอบห้อง

มีคูหาเล็กๆสำหรับพระภิกษุจำพรรษาจำนวน 14 ห้อง

ด้านในสุดของถ้ำมีทางเข้าสู่ห้องบูชา ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา มีบุคคลถือแส้จามรและเทวดาเหาะอยู่เบื้องพระเศียรทั้งสองข้าง องค์พระประทับนั่งขัดสมาธิเพชร (วัชรปรยังกะ)

ฐานของบัลลังก์มีภาพสลักธรรมจักรและกวางหมอบ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงธรรมจักรกัปปวัตนะสูตรแก่ปัญจวัคคีทั้งห้า ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

ผนังของวิหารมีการเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้เต็มพื้นที่ รวมถึงเพดาน .. เป็นการเล่าเรื่องราวของกษัตริย์ของอินเดียโบราณ พระบรมวงศานุวงศ์ อำมาตย์ และเหตุการณ์ต่างๆที่มีการเล่าขานกันมา

ทางเข้าสู่ห้องบูชามีภาพเขียนพุทธประวัติ ตอนมาผจญ และยมกปาฏิหารย์

Prabhasa .. เป็นภาพที่กษัตริย์ Prabhasa จับช้างมาฝึก แล้วออกไปเที่ยวป่าพร้อมควาญช้างและช้างทรง

ในระหว่างการเที่ยวป่า ช้างเกิดติดสัตว์และหนีไป จนในอีกหลายวันควาญช้างจึงสามารถไปจับช้างกลับมาได้ แตาควาญช้่งถูกกล่าวหาว่าฝึกช้่งได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่ควาญช้างแก้ข้อกล่าวหาว่า ไม่มีใครที่สามารถที่จะฝืนสัญชาตญาณของสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์ได้ ... กษัตริย์ Prabhasa เลยให้ควาญช้างพิสูจน์ว่าเขาได้ฝึกช้างให้ทำตามคำสั่งได้ดีที่สุดแล้วจริงๆ

ควาญช้่งจึงสั่งให้ช้างกินลูกบอลเหล็กร้อนๆ ซึ่งช้างก็ทำตามคำสั่ง จนกษัตริย์พอพระทัย .. ต่อมากษัตริย์ทราบว่า มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่สามารถสู้กับความปรารถนาทุกอย่าง พระองค์จึงตัดสินพระทัยที่จะก้าวเดินตามทางของบรรพชิต

Sankhapala ... พญานาคานาม Sankhapala รับคำแนะนำจากฤาษีว่าต้องบำเพ็ญเพียรจึงจะสามารถเกิดใหม่เป็นมนุษย์ได้ และใน๘ระที่พญานาคากำลังบำเพ็ยเพียร ก็ถูกมนุษย์กลุ่มหนึ่งจับด้วยการคล้องจมูก และลากไปตามพื้นดิน

คนเลี้ยงสัตว์มาช่วยด้วยการขอแลกเปลี่ยนตัวพญานาคากับหัวสัตว์จำนวน 16 หัว .. จากนั้นพญานาคาจึงเชิญคนเลี้ยงสัตว์ไปยังวังใต้บาดาล ให้มาเห็นความหรูหรามั่งคงของชีวิตในวัง และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งปี

หลังจากนั้นพญานาคาได้ตัดสินใจที่จะบำเพ็ญภาวนา และตั้งจิตอธิษฐานให้เกิดอีกครั้งเป็นมนุษย์ พร้อมกับรับทุกขเวทนาต่างๆที่มนุษย์ทุกผู้จะได้รับ เพื่อความหลุดพ้น (เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถเดินสู่เส้นทางแห่งความหลุดพ้นได้)

ภาพด้านบน ... พระมเหสีของพญานาคา ได้เข้าร้องทุกข์ต่อพระราชาว่า นายพรานได้จับพญานาคา พระสวามีของพระนางไปแสดงเก็บเงินค่าดูจากผู้คน ในขณะที่บำเพ็ญเพียรและร่างกายอ่อนแอ และยอมให้ถูกจับ แม้พญานาคาจะมีฤทธาและพละกำลังที่สามารถทีจะทำลายเมืองทั้งเมืองได้ หากพญานาคาต้องการ .. พระราชาจึงสั่งให้นายพรานปล่อยพญานาคา ...

ภายหลังพระราชาได้รับเชิฐจากพญานาคาให้ไปเยือนวังใต้บาดาล และได้เห็นความอลังการของที่อยู่ของพญานาคา .. พระองค์จึงถามว่า ชีวิตจะเป็นยังไงหากพญานาคาไปเกิดใหม่ในโลกมนุษย์

พญานาคาตอบว่า มีแต่มนุษย์เท่านั้นที่สามารถจะออกจากวัฏสงสารได้

ภาพด้านบน เป็นภาพที่เล่าถึง กษัตริย์ชื่อ Sibi (Bodhisattava) .. พระองค์ได้รับการยกย่องว่ามีความยุติธรรม และเปี่ยมความเมตตา .. วันหนึ่งมีนกพิราบบินหนีการล่าของนกเหยี่ยว แล้วร่อนลงมาที่ตักของพระองค์ ... พระองค์จึงเสนอที่จะเฉือนเนื้อน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของนกที่ควรจะเป็นอาหารของเหยี่ยว เพื่อรักษาชีวิตของนกตัวนั้น 

ภาพด้านบน .. พระองค์เตรียมที่จะก้าวขึ้นบนตาชั่ง

ภาพด้านบน .. เล่าเรื่องราวของกษัตริย์ Janaka .. เจ้าชาย Kalyanakarin (Doing good) และเจ้าชาย Papakarin (Doing Eveil)

เรื่องของกษัตริย์ Janaka (พระมหาชนก??) .. พระองค์เชื่อว่าพลังความตั้งใจจริงของมนุษย์เป็นเหตุแห่งความสำเร็จ .. ครั้งหนึ่งเกิดเหตุเรือพระที่นั่งล่มในมหาสมุทร พระองค์ลอยคลอว่ายน้ำด้วยพลังใจที่สูงส่งอยู่หลายวัน และในที่สุดพระองค์ได้รับความช่วยเหลือจากเทวดาให้รอดพ้นจากการจมน้ำตาย

หลังจากนั้นพระองค์ได้สละทุกสิ่งในทางโลก รวมถึงพระราชวัง ทรัพย์สมบัติ พระมเหสี ... พระองค์ตัดสินพระทัยอยู่ในเพศบรรพชิตตลอดพระชนม์ชีพ ด้วยความเชื่อว่า ทุกคนสามารถที่จะมีชีวิตที่มีความสุขได้ โดยปราศจากการครอบครองใดๆ

เรื่องของเจ้าชายแห่งความดี และเจ้าชายที่ชั่วร้าย ... เจ้าชาย Kalyanakarin (Doing good) และเจ้าชาย Papakarin (Doing Eveil) ออกเรือไปแสวงหาทรัพย์สมบัติและความมั่งคั่งมาเพิ่มเติมให้กับท้องพระคลังที่เริ่มจะร่อยหลอลงไปเรื่อยๆ ... ในระหว่างการออกล่าสมบัติ เจ้าชาย Kalyanakarin ได้รับหินแห่งความสมหวังในความปรารถนา (Wishing Stone)

ในระหว่างการเดินทางกลับ เกิดเหตุเรื่อล่ม .. เจ้าชาย Kalyanakarin รอดมาได้พร้อมกับพระเชษฐาโดยการอธิษฐานขอพรจากหินแห่งความสมหวัง พร้อมกับแบ่งสมบัติที่เหลือให้กับเจ้าชาย Papakarin ครึ่งหนึ่ง ... แต่น่าเศร้าที่ เจ้าชาย Papakarin กลับทำร้ายให้ เจ้าชาย Kalyanakarin ตาบอด แล้วหนีไปพร้อมสมบัติทั้งหมด

เจ้าชาย Kalyanakarin ได้รับการช่วยเหลือจากคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อน และดำรงชีวิตด้วยการเป่าขลุ่ย .. จนกระทั่งมีเจ้าหญิงพระองค์หนึ่งตกหลุมรักและนำพระองค์เข้าสู่พิธีสยุมพร ต่อมาพระองค์ได้สายตากลับคืนมาด้วยความศักดิ์สิทธิืของความจริงที่บริสุทธิ์ที่พระมเหสีมอบให้กับพระองค์

ด้านหน้าถ้ำมีเฉลียง (Veranda) ซึ่งมีการแกะสลักภาพพระพุทธเจ้าที่หัวเสา

ที่ปลายสุดของระเบียงแต่ละด้าน มีคูหาขนาดเล็ก ส่วนบนของคูหานั้นประดับด้วยซุ้มกูฑุ

ภาพจิตกรรมฝาผนังอันถือเป็นสัญลักษณ์ของหมู่ถ้ำอซันตา คือ "ภาพพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี" ผู้ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเมตตา ที่ผนังด้านขวาของพระประธาน …

พระองค์ประทับยืนเอียงตน (ตริภังค์) เล็กน้อย ท่ามกลางเหล่าเทวดาและริวารทั้งหลาย ทรงถือบัวชมพู หรือปัทมะในพระหัตถ์ขวา อันถือเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ ซึ่งเป็นพระธยานิโฑธิสัตว์ในสกุลดอกบัวเช่นเดียวกับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

พระองค์ทรงศิลาภรณ์และเครื่องประดับอันงดงาม พระวรกายได้สัดส่วน คาดสายธูรัมย์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนักบวช .. พระพักตร์งามตามแบบของศิลปะแบบคุปตะ พระขนงทั้งสองจรดกันจนเป็นเส้นเดียว พระเนตรนั้นเหลือบมองลง ดูราวกับราวเฝ้าทรงมองบรรดาสัตว์โลกทั้งหลยด้วยพระเนตรอันเปี่ยมล้นด้วยเมตตา

ภาพที่สะท้อนความงามและสงบนิ่งของพระองค์นั้น ถือเป็นงานระดับ Master Piece ของศิลปะคุปตะ และหลังคุปตะ อันเป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมที่สุดของประเทศอินเดีย (Classic Age)

ส่วนที่ผนังด้านซ้ายของพระประธาน เป็นภาพของพระโพธิสัตว์วัชรปราณี สัญลักษณ์แห่งปัญญา .. ทรงเป็นพระธยานิโพธิสัตว์ในสกุลวัชระ (สายฟ้า)

แม้ภาพของพระองค์จะชำรุดค่อนข้างมาก แต่ก็สังเกตุได้ว่าพระองค์มีพระฉวีที่คล้ำ พระเกศายาวสีดำสนิท แม้พระพักตร์จะไม่งามเท่ากับพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี แต่พระองค์ก็ทรงศิราภรณ์ที่งดงามและอลังการยิ่งกว่า เช่นเดียวกับภูษาทรงที่มีลวดลายและสีสันที่สวยงาม

รูปสลักของพระประธาน อยู่ตรงกลางโถงบูชา ... โดยมีภาพของพระโพธิสัตว์ทั้งสองพระองค์ขนาบอยู่ทางด้านซ้าย และขวา

การประทับอยู่เคียงข้างพระพุทธเจ้าของพระโพธิสัตว์ทั้งสองพระองค์นั้น เป็นรูปแบบที่พบเสมอในพุทธศาสนานิกายมหายาน

ภาพนาง Sumagadha คุกเข่าต่อพระพักตรพระพุทธเจ้า ขณะน้อมถวายอาหารและดอกไม้

พระพุทธองค์รับคำเชิญของนางที่จะไปโปรดบิดาของสามี และมีปาฏิหารย์ที่พระองค์เหาะไปที่บ้านของพ่อค้าที่มั่งคั่งซึ่งเป็นบิดาสามีของนางที่เมือง Pundravardhana

Bodhisattava being given a royal bath in the garden.

Vassal king holding a tray of gifts for the Bodhisatva King in the Mountainous Landscape

Queen on the left of Bodhisatva King in the Mountainous Landscape

นอกจากภาพพระโพธิสัตว์ทั้งสองพระองค์แล้ว ที่ผนังวิหารด้านต่างๆยังมีภาพจิตรกรรมหลงเหลืออยู่

ส่วนใหญ่จะเป็นภาพเล่าเรื่องนิทานชาดก (เรื่องราวเกี่ยวกับอดีตชาติของพระพุทธเจ้าที่ทรงบำเพ็ญเพียรบารมีก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ) เรื่องต่างๆ เช่น มหาชนกชาดก ศีวิราชชาดก จะมเปยยะชาดก และสังขปาละชาดก เป็นต้น

ถ้ำหมายเลข 2 : ถ้ำแห่งนี้เป็นวิหารและมีผังเช่นเดียวกับถ้ำหมายเลข 1

แต่มีขนาดเล็กกว่า มีจารึกระบุว่าสร้างในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 12

ภายในมีเสาค้ำจำนวน 12 ต้น และมีคูหาสำหรับพระภิกษุจำนวน 10 ห้อง

หากมองจากมุมห้องออกไปเลยเสาค้ำออกไป จะมองเห็นภาพเขียนที่ยังงดงามมากมายอยู่รอบๆตัว

พระพุทธรูปปางปฐมเทศนาในโถงบูชา พระองค์ประทับในท่าขัดสมาธิเพชร

ฐานของบัลลังก์มีกวางหมอบและภาพสลักธรรมจักร

 

ทางเดินเข้าห้องบูชามีภาพเขียนพระพทธเจ้าจำนวนมาก ซึ่งอาจจะหมายถึงยมกปาฏิหารย์ ที่กรอบประตูทางเขาห้องบูชาและสลักภาพมิถุนา (รูปชายหญิงคู่กัน)

คำอธิบายหนึ่งที่คาดว่าอาจจะเป็นยมกปาฏิหารย์คือ การที่พระพุทธเจ้าเสกให้เกิดพระพุทธองค์อีกหนึ่งพันองค์ จนสูงขึ้นไปยังท้องฟ้าเบื้องบน

วิหารแห่งนี้มีภาพเขียนจำนวนมาก เช่นเดียวกับถ้ำหมายเลข 1

โดยภาพเขียนสีเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นภาพแสดงถึงพุทธประวัติ และเรื่องเล่าเกี่ยวกับตำนานและประวัติศาสตร์เรื่องต่างๆในสมัยอิเดียโบราณ

One thousand Buddhas .. มีคำอธิบายเกี่ยวกับภาพนี้อีก ซึ่งไม่ค่อยจะเข้ากันกับภาพอื่นๆในหมู่ถ้ำดังนี้ (อาจจะเป็นแค่การให้ความเห็น) ... หลังจากที่กษัตริย์สิ้นพระชนม์ ถ้ำหลายแห่งก็ถูกทิ้งร้าง และมีใครบางคนเริ่มจะเข้ามาวาดภาพเพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดามารดาของตน

ส่วนผนังห้องโถงมีภาพชาดกเรื่องมหาหังสะชาดก และวิธูรบัณทิตชาดก

ภาพ Bodhisatva King in a mountainous landscape ...

Bodhisatava King ... ภาพนี้ถึงแม้จะเสียหายมาก แต่ก็ยังคงสามารถมองเห็นความงดงามอลังการของเครื่องทรงซึ่งรวมถึงมงกุฏที่พระองค์สวมใส่

ในภาพเดียวกันยังมองเห็นภาพยักษ์หนึ่งคู่ คนเหาะ และ Vidyadhara (Charm Bearer) ที่มีดาบห้อยอยู่ที่ไหล่และหลัง

ภาพด้านบน .. Yaksa เข้ามาขออนุญาตจาก Kubera เพื่อแต่งงานกับเจ้าหญิงนาคา

เรื่องราวมีอยู่ว่า .. Vidhura ซึ่เป็นเสนาบดีของกษัตริย์ Kuru King ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีปัญญ่เฉียบแหลม ที่เลื่องลือไปทุกทิศ แม้แต่ในอาณาจักรของพวกนาคา

วันหนึ่งพระมเหสีของพญานาคาได้เข้ามาขอหัวใจ หรือความลับการเป็นผู้รอบรู้ของ Vidhura จากพระสวามีของพระนาง ... Kuru King ก็เลยขอให้พระธิดาช่วยทำให้พระมารดาสมหวัง ในขณะเดียวกันเจ้าหญิงนาคาก็กำลังหาผู้ที่จะมาเป็นพระสวามี เพื่อที่จะได้ช่วยกันทำหน้าที่นี้ให้ลุล่วง

Yaksa ..ขี่ม้าเหาะมา และแสดงความจำนงที่จะแต่งงานกับเจ้าหญิง .. พญานาคาก็ตกลง โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องนำหัวใจของการเป็นนักปราชญ์ของ Vidhura มามอบให้  .. Yaksa จึงมาขออนุญาตจาก Kubera และเหาะไปเอา พลอยวิเศษที่สามารถมองทะลุโลกได้ หลังจากนั้นก็เหาะไปท้าทาย Kuru King ให้มาเล่นเกมส์ทอดลูกเต๋ากัน ในขณะที่วางพลอยวิเศษไปทาง Vidhura

เมื่อ Kuru King แพ้  จึงไปหา Vidhura พร้อมกับ Yaksa ... Vidhura ไปยังดินแดนของนาคา และบอกความลับ หรือหัวใจของการเป็นนักปราชญ์ ซึ่งก็คือ Words of wisdom หรือความรอบรู้นั่นเอง

ภาพนี้ เป็นภาพของ Vidhura มาที่พระราชวังของพญานาคา เพื่อบอกความลับและหัวใจของการเป็นปราชญ์ หรือผู้รอบรู้ แก่พระมเหสีของพญานาคา

จากภาพเขียนในถ้ำหมายเลข 1. Sibi (Bodhisattava) .. พระองค์ได้รับการยกย่องว่ามีความยุติธรรม และเปี่ยมความเมตตา .. วันหนึ่งมีนกพิราบบินหนีการล่าของนกเหยี่ยว แล้วร่อนลงมาที่ตักของพระองค์ ... พระองค์จึงเสนอที่จะเฉือนเนื้อน้ำหนักเท่ากับน้ำหนักของนกที่ควรจะเป็นอาหารของเหยี่ยว เพื่อรักษาชีวิตของนกตัวนั้น 

ภาพด้านบน ... การตัดสินใจของพระองค์ทำให้ข้าราชบริพารตระหนกตกใจมาก .. ในภาพ พระมเหสีทรุดพระวรกายลงแทบเท้าของพระเจ้า Sibi (Bodhisattava) ในขณะที่พระองค์ถือดาบในมือขวา และกำลังจะเฉือนเนื้อของพระองค์เอง

ภาพอีกมากมายที่สวยงามและคงอยู่กับถ้ำหมายเลขสองแห่งนี้มานานกว่าพันปี

บางภาพอาจจะชำรุดไม่สมบูรณ์ แต่ยังรู้สึกได้ถึงความน่าทึ่งในฝีมือขั้นเทพของคนโบราณ ที่ได้ฝากศิลปะสลักหินที่สวยงามเหล่านี้ให้เป็นมรดกของมนุษยชาติ

สิ่งที่น่าสนใจ

ภาพเขียนประดับเพดานซึ่งวาดไว้อย่างงดงาม เป็นภพของมณฑล (Mandala) ซึ่งเป็นวงกลมซ้อนกันหลายวง

วงกลมเหล่านี้ ประดับด้วยลวดลายพรรณพฤกษาและสัตว์หิมพานต์ ภายในกรอบสี่เหลี่ยม ภายในเป็นรูปดอกบัว หงส์ และลวดลายประดับมากมาย โดยเฉพาะภาพช้าง ซึ่งปัจจุบันได้ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวของอินเดีย

ภาพสลักรูปนางยักษ์หริตี (Hariti) ที่คูหาทางด้านซ้าย นั่งคู่กับท้าวปัญชิกะ (ท้าวกุเวร) สวามี ผู้เป็นเทพแห่งความมั่งคั่ง ด้านบนของภาพสลักตอน พระพุทธเจ้ากำลังโปรดนางยักษ์หริตี

นางยักษ์หริตีปรากฏในพุทธประวัติในฐานะเทพีที่คอยพิทักษ์เด็ก หลังจากที่นางชอบกินเนื้อของเด็กเป็นอาหาร ... จนเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จมาโปรด จึงได้สำนึกตัวและกลับใจมาคุ้มครองเด็กแทน

รูปสลักของนางยักษ์หริตีจึงมักปรากฏเด็กร่วมอยู่ด้วยเสมอ

Yaksa Temple ... ถ้ำหมายเลข 2 เป็นถ้ำที่มีเอกลักษณ์ในเรื่องของวิหารยักษา

มีรูปของยักษาสองตน คือ Manibhadra ซึ่งจะถือถุงเงินในมือซ้าย และมือขวาถือดอกบัว ... ส่วน Purnabhadra ถือมะม่วง ซึ่งทั้งคู่จะได้รับการบูชาด้วยกันเสมอ

ด้านหน้าของยักษาทั้งสอง มีกองเงินวางอยู่ .. ซึ่งเชื่อกันว่า โชคลาภจะบังเกิดแก่คนที่กราบไหว้บูชา

ภาพเขียนพุทธประวัติบนผนังด้านซ้าย เล่าเรื่องตอนพระโพธิสัตว์ซึ่งประทับอยู่บนสวรรคชั้นดุสิต (ประทับนั่งห้อยพระบาทเหนือพระบัลลังก์สีทอง ทรงมีพระฉวีคล้ำ) ได้ลงมาจุติยังโลกมนุษย์

โดยภาพด้านบนแสดงภาพที่โหรหลวงกำลังถวายคำทำนายต่อพระนางสิริมหามายา ที่พระนางทรงสุบินถึงช้างเผือก

ภาพการประสูติ และภาพช่วงชีวิตวัยเยาว์ของเจ้าชายสิทธัตถะ

ถ้ำหมายเลข 3 : เป็นวิหารที่ยังสร้างไม่เสร็จ มีเพียงเสาที่เฉลียงด้านหน้าเทานั้นที่แกะสลักเสร็จแล้ว

(ขออภัยที่ไม่มีภาพประกอบ)



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
แม่หมี วันที่ : 30/09/2016 เวลา : 14.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/mamaomme

ภาพวาดสวยจังค่ะ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
Supawan วันที่ : 22/09/2016 เวลา : 11.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

บทความชิ้นนี้เลยออกจะยาว เพราะเรื่องเล่านี้เองค่ะ


ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Supawan วันที่ : 22/09/2016 เวลา : 10.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

เมื่อวานนำภาพเขียนในถ้ำมาโพสมากมาย วันนี้เลยพยายามที่จะอธิบายความหมาและเรื่องราวของแต่ละภาพ ก็ยังไม่รู้ว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนะคะ ... แต่จะพยายามทำให้ได้มากๆ จะได้รู้รายละเอียดกันค่ะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 21/09/2016 เวลา : 18.07 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ยิ่งใหญ่จริงๆ
เมื่อวาน เน็ตทรูที่บ้านใช้ไม่ได้เหมือนกันครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 21/09/2016 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

Internet ทร่บ้านมีปัญหามากค่ะ โพสไม่ค่อยได้ หลุดบ่อยมาก

ขออภัยที่ต้องค่อยๆโพส และอาจจะทำให้ท่านที่แวะเข้ามาประสบกับความไม่สะดวกนะคะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน