*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2206
  • จำนวนผู้ชม : 6116965
  • จำนวนผู้โหวต : 11187
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11187 คน
<< กันยายน 2018 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 29 กันยายน 2561
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 658 , 10:43:39 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

อิหร่าน (05) ..   Golestan Palace หรือพระราขวังสวนกุหลาบ .. เตหะราน

 

พระราชวังโกเลสตาน (The Golestan Palace : Persian: کاخ گلستان‎, Kākh-e Golestān) หรือ วังสวนกุหลาบ … ตั้งอยู่ในกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน

เป็นสิ่งก่อสร้างในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิด ในยุคสมัยของกษัตริย์คาจาร์ (Qajar)  ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16 เคยเป็นที่พำนักของกษัตริย์และพระราชวงศ์คาจาร์ (Qaja)

พระราชวังโกเลสตาน เป็นพระราชวังที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเตหะราน และได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี คศ. 2013

ภายในเขตของพระราชวังที่กว้างขวาง ประกอบไปด้วย สวนดอกไม้อันงดงาม อาคารพระราชวัง และเป็นที่เก็บรักษางานฝีมือของอิหร่าน และงานในศิลปะตะวันตกที่มีอายุในช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 …

หมู่อาคารหล่านี้  ในสมัยโบราณเคยอยู่ภายในป้อมค่ายที่สร้างล้อมรอบเอาไว้

ปัจจุบันร่องรอยสิ่งก่อสร้างเก่าที่หลงเหลืออยู่ มีเพียง ป้อมสูง Citadel สำหรับส่องดูข้าศึก และสถานอาบน้ำแบบเติร์ก

ตัวอาคารแบบตะวันตก ที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันนั้น มีการก่อสร้างเพิ่มเติมเข้ามา เมื่อกษัตริย์ราชวงศ์รองสุดท้ายของเปอร์เซีย คือราชวงศ์คาจาร์ คือกษัตริย์นัสเซอร์อัล-ดิน ชาห์ (Nasser Al-Din Shah) ได้เสด็จเยือนยุโรปแล้วเห็นความเจริญ และความสวยงามทางสถาปัตยกรรม

แล้วเกิดประทับใจจึงนำศิลปะยุโรป ดังกล่าวเข้ามาผสมกับวิถีชีวิตของชาวอิหร่าน ดังเช่น ตำหนักแบบนีโอคลาสสิคของยุโรป

พระราชวังโกเลสตาน ในเวลาหนึ่งหลังการปฏิวัติโดยอิหม่ามโคมัยนี  ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่ ถูกปล่อยทิ้งร้าง เช่นเดียวกับวังแห่งอื่นๆ  เพิ่งจะมีการบูรณะเมื่อเริ่มเปิดประเทศอีกครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี่เอง

 

เราไม่ได้เข้าไปชมอาคารพระราชวังครบทุกแห่ง ...

แต่ฉันจะพาเดินชมช้าๆ และเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นที่นี่ให้ฟังนะคะ

 

ประวัติและพัฒนาการของ พระราชวังโกเลสตาน ( Golestan Palace)

พระราชวังโกเลสตาน ( Golestan Palace) อยู่ภายในป้อมที่สร้างขึ้นในรัชสมัยของ Tahmasp I (r. 1524–1576) แห่งราชวงศ์ Safavid

… และได้รับการบูรณะโดย Karim Khan แห่งราชวงศ์ Zand dynasty (r. 1750-1779).

Agha Mohammad Khan แห่งราชวงศ์ Qajar dynasty (1742–1797) ได้เลือกเตหะรานเป็นเมืองหลวง และพระราชวังโกเลสเตน ก็ได้กลายเป็นที่ประทับอย่างเป็นทางการของกษัตริย์และพระประยูรญาติในราชวงศ์ Qajar

พระราชวังแห่งนี้เปลี่ยนรูปโฉมอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน โดย Haji Ab ol Hasan Mimar Navai.

ในสมัยของราชวงศ์ Pahlavi era (1925–1979) พระราชวัง Golestan ถูกใช้เพื่องานเลี้ยงของเหล่าราชวงศ์ จนกระทั่งราชวงศ์ปาลาวีได้สร้างพระราชวังใหม่ คือ Niavaran Complex

งานเลี้ยงที่สำคัญที่สุดในช่วงระยะเวลาที่ราชวงศืปาลาวีปกครองอิหร่าน คือ งานพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์   Reza Shah (r. 1925-1941) ซึ่งจัดขึ้น ณ บัลลังก์หินอ่อน (Marble Throne)

และพิธีบรมราชาภิเษกของกษัตริย์ Mohammad Reza Pahlavi (r. 1941-deposed 1979) ซึ่งจัดที่ Museum Hall

ในช่วงปี  1925 และ 1945 อาคารพระราชวังถูกทำลายมากมายจากคำสั่งของกษัตริย์ Reza Shah

ซึ่งพระองค์มีความเชื่อว่า พระราชวังเก่าอายุนับร้อยปี ไม่ควรจะเป็นอุปสรรคในความเจริญก้าวหน้าของเมืองสมัยใหม่

ดังนั้นจึงมีการสร้างอาคารพาณิชย์ที่ทันสมัยในสไตล์สถาปัตยกรรมยุค 1950 – 1960 ขึ้นมา

หมู่อาคารของพระราชวัง Golestan Palace ประกอบไปด้วยอาคาร 17 หลัง

ซึ่งรวมถึงตัวพระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และโถงพระราชวัง

ซึ่งเกือบจะทั้งหมดสร้างในช่วง 200 ปีที่ราชวงศ์ Qajar ปกครองอิหร่าน

พระราชวังถูกใช้ในหลายๆโอกาส เช่น พิธีสถาปนาและขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์ และพิธีอื่นที่มีความสำคัญ นอกจากนี้ยังเป็นที่เก็บเอกสารสำคัญ ซึ่งรวมถึงรูปภาพ จารึก และเอกสารต่างๆ


ภายในเขตของพระราชวังที่กว้างขวาง ด้านหน้ามีสวนดอกไม้อันงดงาม และสระน้ำด้านหน้าอาคาร

... สวนดอกไม้ในพระราชวัง และการจัดภูมิทัศน์โดยรอบทำได้อย่างสวยงาม

มองเห็นอาคารรูปทรงตะวันตก แต่ประดับตกแต่งผนังภายนอก ด้วยกระเบื้องเคลือบที่มีสีสันและลวดลายโดดเด่นเป็น เอกลักษณ์เฉพาะตัวของศิลปะยุคกอญัร ..

หากมีเวลาพอ ฉันอยากจะแนะนำให้เดินช้าๆ และศึกษาลวดลายที่ปรากฏอยู่บนกระเบื้องเคลือบที่ใช้กรุผนังที่เกือบจะเต็มพื้นที่ของอาคาร ยกเว้นแค่ประตู หน้าต่าง

 ... เข้าใจว่าเป็นกระเบื้องเคลือบที่ทำด้วยมือทีละชิ้น มีลวดลายดอกไม้ ใบไม้ พรรณพฤกษาต่างๆ ล้อมรอบลวดลายที่บอกเล่าการดำเนินชีวิตของคนในวังในสมัยโบราณ

 

บัลลังก์หินอ่อน

บัลลังก์หินอ่อน สร้างขึ้นในปี 1906 โดยคำสั่งของ Fath Ali Shah แห่งราชวงศ์ Qajar dynasty (r. 1797–1834)…

โครงสร้างพื้นฐานของอาคาร อยู่ในรูปแบบของเทอเรซ ที่ประดับอย่างสวยงามด้วยภาพวาด หินอ่อนแกะสลัก งานกระเบื้อง กระจก งานปูนปั้น (Stucco) เครื่องเคลือบ งานไม้แกะสลัก

.. บัลลังก์หินอ่อนนี้แสดงถึงความงามในศิลปะแบบอิหร่านได้เป็นอย่างดี

บัลลังก์หินอ่อน สร้างด้วยหินอ่อนสีเหลือง 65 ชิ้นจากเมืองยาร์ด เป็นอาคารประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดแห่วหนึ่งของอิหร่าน ..

ออกแบบโดยหัวหน้าช่างศิลป์ (head painter) ของราชสำนักคาจาร์ คือ Mirza Baba Naqash Bashi โดยมี Mohammad Ebrahim หัวหน้าผู้ดูแลราชสำนักเป็นคนกำกับดูแลความเรียบร้อยต่างๆของงานชิ้นเอกนี้ อีกชั้นหนึ่ง

งานก่อสร้าง และประดับตกแต่งมาเสร็จสมบูรณ์ในรัชสมัยของ Fath Ali Shah และ Nasser ed Din Shah (r. 1848–1896)…

พิธีบรมราชาภิเษก (Coronation Ceremony).. ของกษัตริย์ราชวงคาจาร์จะทำขึ้นที่นี่

ครั้งสุดท้ายที่ทำที่บัลลังก์หินอ่อนนี้ คือพิธีขึ้นครองราชย์ของ Reza Shah แห่งราชวงศ์ Pahlavi dynasty ในปี 1925

 

Karim Khani Nook (Khalvat e Karim Khani)

ย้อนหลังไปในปี 1759 .. ที่นี่เป็นที่พำนักของ Karim Khan แห่งราชวงศ์  Zand dynasty ..

โครงสร้างพื้นฐานของที่นี่เหมือนๆกับอาคารบัลลังก์หินอ่อน แต่ขนาดเล็กกว่ามากและประดับตกแต่งน้อยกว่า คือ เป็นเทอเรซ และมีบัลลังก์หินอ่อนขนาดเล็กอยู่ด้านใน

เดิมมีสระน้ำและน้ำพุขนาดเล็กอยู่ตรงกลางเทอเรซ …

Nasser ed Din Shah ทรงโปรดที่นี่มาก และใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อน ณ ที่แห่งนี้

มีรูปสลักด้วยหินอ่อนของ Nasser ed Din Shah ..

เข้าใจว่าเป็นที่ฝังพระศพ ...

 

Pond House (Howz Khaneh)

อาคารสระน้ำ ใช้สำหรับหน้าร้อนในช่วงสมัยราชวงศ์คาจาร์ ..

มีการปั๊มน้ำขึ้นมาที่นี่ เพื่อทำให้บรรยากาศเย็นสบาย แต่ไม่ได้ใช้แล้วในปัจจุบัน

 

ทางขึ้นไปยังพื้นที่ของพระราชวังชั้นบน ซึ่งมีหลายห้อง

มีทางเดินเชื่อมห้องต่างๆ ทำให้ไม่ต้องเข้าๆออกๆทีละโถง

Brilliant Hall (Talar e Brelian)

The Brilliant Hall ตั้งชื่อตามความแวววาวของการประดับกระจกตัดเหลี่ยมเพชร สุดอลังการ อันเป็นผลงานของศิลปินชาวอิหร่าน

โถงพระราชวังสร้างจากคำสั่งของ Nasser ed Din Shah เพื่อทดแทนโถงพระราชวัง Talar e Bolour ("the Crystal Hall") ซึ่งสร้างโดยคำสั่งของ Fath Ali Shah

The Brilliant Hall มีชื่อเสียงในด้านการประดับกระจกและโคมไฟระย้าแชนดาเลีย

ภาพวาดสีน้ำมันฝีมือของ  Yahya Khan (Sani ol Molk Ghafari) แสดงถึงการประดับตกแต่งโถงพระราชวังแห่งนี้ก่อนที่จะมีการซ่อมแซมครั้งใหญ่

... การตกแต่งประดับด้วยกระจกที่สั่งมาจากเวนิสแล้วมาตัดเป็นขิ้นเล็กๆ เพื่อประกอบขึ้นเป็นงานศิลปะที่ต้องอาศัยช่างฝีมือที่ชำนาญ ตัดเป็นชิ้นเล็ก แล้วจึงติดเข้าไปในผนัง

แม้งานฝีมือที่สุดอลังการนี้ แม้ไม่ใช่ศิลปะที่เกิดจากศรัทธา หากแต่เป็นไปตามคำสั่งของผู้ปกครอง ... ถึงกระนั้น ขณะที่เราเดินชมห้องนี้แล้ว ก็อดแปลกใจและทึ่งในความอุตสาหะของช่างฝีมือในสมัยก่อนไม่ได้

 

ทางเชื่อมแต่ละโถงค่อนข้างโอ่อ่า ...

นอกจากจะใช้โคมไฟระย้า และเก้าอี้ โซฟา จัดวางและตกแต่งแล้ว ยังมีการประดับผนังด้วยโมเสกที่มีลวดลายสีสันงดงามมาก

พิจารณาลวดลายของโมเสกแล้ว เห็นเป็นเรื่องราวของม้าและคนขี่ม้า ... จึงอยากจะเดาเอาเองว่า การขี่ม้า การใช้ม้าในการเดินทางและล่าสัตว์ อาจจะเป็นก๊ฬาพระราชนอยมในสมัยนั้น

Containers Hall (Talar e Zoruf)

อาคาร Containers Hall แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อทดแทนอาคาร Narenjestan

ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของ Ivory Hall (Talar e Adj) ใช้เก็บแสดงเครื่องกระเบื้องจีน ซึ่งกษัตริย์จากยุโรปนำมาถวายกษัตริย์ในราชวงศ์คาจาร์

ในบรรดาเครื่องกระเบื้องจันที่จัดแสดงในโถงนี้ มีชิ้นที่โดดเด่น ดังนี้

เครื่องกระเบื้องจีน ที่แสดงสงครามของ Napoleon Bonaparte นำมาให้โดย Napoleon Bonaparte

เครื่องกระเบื้องจีน ให้โดยพระเจ้า Nicholas I แห่ง Russia

เครื่องกระเบื้องจีนที่ประดับด้วยอัญมณีและเพชร ให้โดย Queen Victoria

เครื่องกระเบื้องจีนที่ Wilhelm II ถวายแด่ มกุฎราชกุมารของอิหร่าน

เครื่องภาชนะที่ทำด้วยหิน malachite ให้โดย Alexander III ของ Russia

 

Ivory Hall (Talar e Adj)

Ivory Hall เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ใช้ในการเสวยพระกระยาหาร และพระราชทานเลี้ยงแขก

เป็นห้องที่ค่อนข้างใหญ่ สามารถจุคนได้เยอะในแต่ละครั้ง

การประดับและตกแต่งในห้องนี้สวยงามอลังการ ... มีเสาโค้งลักษณะแบบศิลปะมุสลิมถูกใช้เป็นส่วนตกแต่ง โดยมีปูนปั้น Stucco ลวดลายวิจิตร ที่ถูกบรรจงจัดวางบนพื้นที่ที่เป็นส่วนบนของอาคารและเพดานอย่างเหมาะเจาะ ลงตัว

โคมไฟระย้าขนาดใหญ่หลายอันเรียงเป็นแถวในช่วงกลางโถงพระราชวัง สะดุดตาในความสวยงามที่ได้รับเลือกสรรมาอย่างพิถีพิถัน

ด้านในสุดของโถงพระราชวังแห่งนี้ จัดแสดงรูปปั้นของกษัตริย์ผู้ปกครองดินแดนแห่งนี้ในสมัยโบราณ

งานประดับกระจกด้านหลังงดงามและอลังการมากมาย ... น่าเสียดายที่ฉันไม่รู้เรื่องรายละเอียดของลวดลายบนกระจก

.. ภายในห้องนี้ทั้งสี่ด้าน ยังประดับและจัดแสดงสิ่งของต่างๆที่กษัตริย์ Nasser ed Din Shah ได้รับเป็นของขวัญจากราชวงศ์ต่างๆของยุโรป

ในบรรดาสิ่งของสะสมในพระราชวัง Golestan Palace ... ภาพวาดสีน้ำ โดย Mahmoud Khan Saba (Malek osh Shoara) แสดงภาพด้านนอกของพระราชวังแห่งนี้ ในช่วงราชวงศ์คาจาร์

 

Mirror Hall (Talar e Aineh)

โถงกระจก เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของพระราชวัง Golestan Palace .. แม้ขนาดจะเล็ก แต่ฝีมือการประดับกระจกนั้นยอดเยี่ยมมาก

งานกระจกของที่นี่ ออกแบบโดย Haj Abd ol Hossein Memar Bashi (Sanie ol Molk)

โดยมีรัฐมนตรีกระทรวง Minister of Architecture คือ Yahya Khan (Mowtamed ol Molk) เป็นที่ปรึกษาการออกแบบ

... ห้องนี้ เป็นห้องสำคัญหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก ด้วยที่นี่เคยใช้ต้อนรับผู้นำประเทศ และถูกใช้ในการประชุมครั้งสำคัญ

.. ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ห้องนี้เคยเป็นสถานที่พบกันของผู้นำของโลก คือ เชอร์ชิล สตาลิน และ ครุซชอร์ฟ เพื่อเซ็นต์สัญญายุติสงคราม

 

Salam Hall (Talar e Salam)

The Salam ("Reception") Hall เดิมถูกออกแบบให้เป็นพิพิธภัณฑ์

แต่หลังจากที่ บัลลังก์พระอาทิตย์ (Sun Throne (Takht e Khorshid)) ถูกย้ายที่ Royal Jewels Museum โถงพระราชวังแห่งนี้เลยถูกใช้เป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงรับรองพิเศษที่กษัตริย์เสด็จมาร่วมงาน

เพดานของโถงพระราชวังแห่งนี้ประดับด้วยปูนปั้น พื้นเป็นโมเสก ผนังประดับกระจก

ในรัชสมัยของกษัตริย์ Nasser ed Din Shah พระราชวังแห่งนี้ถูกใช้เป็นที่จัดแสดงภาพเขียนของชาวอิหร่านและชาวยุโรป รวมถึงของขวัญต่างๆที่มีคนนำมาถวายราชสำนักอิหร่าน

… มีการจัดแสดงเครื่องเพชรและอัญมณีในกล่องแก้วด้วย

… ปัจจุบันเครื่องอัญมณีเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้ที่ Royal Jewels Museum of the Central Bank of Iran.

 

Diamond Hall (Talar e Almas)

The Diamond Hall อยู่ทางด้านทิศใต้ของ Golestan Palace ถัดจากอาคาร Windcatchers

… สาเหตุที่ถูกเรียกชื่อว่า Talar e Almas ("the Diamond Hall") เนื่องจากฝีมือระดับเทพของการตกแต่งประดับด้วยกระจกภายในพระราชวังแห่งนี้

พระราชวังหลังนี้ก่อสร้างมาตั้งแต่สมัยของ Fath Ali Shah

ต่อมากษัตริย์ Nasser ed Din Shah ได้ทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ และเปลี่ยนโฉมของพระราชวัง เช่น เปลี่ยนให้มีแนวโค้งแบบโรมัน พระองค์ยังใช้กระดาษปิดผนังที่สั่งมาจากยุโรปในการตกแต่งด้วย

พระราชวังแห่งนี้ใช้แสดงงานศิลปะและงานฝีมือในช่วงสมัย Fath Ali Shah

..งานกระเบื้องสีที่ประดับตามกำแพงพระราชวังด้านนอกโดดเด่นด้วยลวดลายพรรณพฤกษา และลวดลายอื่นๆที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงสีสันที่สดใส

บอกเล่าเรื่องราวต่างๆมากมายที่เคยเป็นประวัติศาสตร์ของที่นี่ และแผ่นดินอิหร่าน

 

Building of Windcatchers (Emarat e Badgir)

อาคาร Windcatchers สร้างขึ้นในสมัยของกษัตริย์ Fath Ali Shah .. และได้รับการซ่อมแซมครั้งใหญ่มาแล้วหลายครั้ง

ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในสมัยของกษัตริย์ Nasser ed Din Shah ด้วย

 อาคาร Windcatchers สร้างเพื่อให้อากาศเย็นผ่านเข้ามาในอาคารได้

.

Edifice of the Sun (Shams ol Emareh)

The Edifice of the Sun เป็นอาคารที่น่าตื่นตลึงมากที่สุดของ Golestan Palace

.. แนวความคิดในการสร้างอาคารสูงๆมาจาก Nasser ed Din Shah เนื่องจากพระองค์ต้องการมองเห็นวิวของเมืองกว้างไกลในแบบพาโนรามา

The Edifice of the Sun ออกแบบโดย Moayer ol Mamalek และมี Ali Mohammad Kashi เป็นสถาปนิก.. การก่อสร้างเริ่มต้นในปี 1865 และเสร็จสมบูรณ์ในอีกสองปีต่อมา

อาคารนี้มีหอคอย 2 อันที่เหมือนกัน หากมองด้านนอกจะเห็นเป็นแนวโค้งหลายๆอัน (multiple arches) และหอคอย 2 อันนี่เป็นการเลียนแบบมาจากพระราชวัง Ālī Qāpū เมือง Isfahan

 

Museum of Gifts

อาคารหลังนี้อยู่ใต้ Salam Hall และเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของอิหร่าน สร้างโดย Mohammad Ebrahim Khan Memar Bashi

ในรัชสมัยของ Din Shah, this building อาคารแห่งนี้ถูกใช้เป็นโกดังเก็บเครื่องกระเบื้องจีนและเครื่องเงินที่ผู้ปกครองอิหร่านได้รับเป็นของขวัญมาจากบุคคลต่างๆ

ในสมัยราชวงศ์ปาลาวี โกดังแห่งนี้ได้ถูกปรับรูปโฉมและเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ เพื่อจัดแสดงของขวัญที่หายากที่กษัตริย์อิหร่านในราชวงศ์คาจาร์ได้รับ

ปัจจุบัน นอกจากจะแสดงชิ้นงานที่เป็นของขวัญแล้ว ยังมีการนำชิ้นงานที่หาดูยากมาวางให้ผู้คนได้ชมด้วย เช่น 

Helmet of king Ismail I

Bow and arrows of King Nader

Armband of Fath Ali Shah

The collection of Qajar Seals

Agha Mohammad Khan's crown

A decorated ostrich egg

 

Abyaz Palace

ในช่วงเวลาหลายร้อยปีก่อน Sultan Abdul Hamid สุลต่านแห่งออตโตมัน ได้ส่งของขวัญที่มีค่ามามอบให้กษัตริย์ Nasser ed Din Shah แห่งอิหร่าน

และว่ากันว่าของขวัญเหล่านี้มีจำนวนมากมาย เพียงพอที่จะใส่ลงไปจนเต็มพระราชวังนี้ได้เลย

ราชวงศ์คาจาร์จึงได้สร้างพระราชวัง Abyaz Palace แห่งนี้ขึ้น ภายในพื้นที่ของ Golestan Palace เพื่อจัดแสดงของขวัญชิ้นที่มีค่ามากๆ

เชื่อกันว่า กษัตริย์ Nasser ed Din Shah ทรงออกแบบพระราชวังแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง

และห้องโถงกลางของพระราชวังกว้างพอที่จะวางผืนพรมที่ Sultan Abd ol Hamid นำมาถวาย

พระราชวัง Abyaz ("White") Palace แห่งนี้สร้างเสร็จในปี 1883

ปัจจุบันที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิต (ethological museums) ที่ดีที่สุดของอิหร่าน ชิ้นงานที่จัดแสดงมีอาทิ เช่น เครื่องแต่งกายตามประเพณีของชาวอิหร่าน รวมถึงงานศิลปะพื้นบ้านต่างๆ

 

Museum Hall

Nasser ed Din Shah ทรงมีความประทับใจในการจัดแสดงวัตถุโบราณพิพิธภัณฑ์ของประเทศในแถบยุโรปมาก ในระหว่างที่พระองค์เสด็จเยือนยุโรปครั้งที่สองในช่วงประมาณปี 1872

เมื่อกลับมาถึงกรุงเตหะรานจึงทรงให้สร้างอาคารเพื่อจัดแสดงภาพวาด เครื่องอัญมณีของราชวงศ์ รวมถึงวัตถุโบราณต่างๆ

ปัจจุบันชิ้นงานรุ่นแรกๆที่จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้กระจัดกระจายไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในเตหะราน แต่อย่างไรก็ตาม ภาพวาดของเหล่าราชวงศ์ยังคงถูกเก็บรักษาไว้ภายในพื้นที่ของพระราชวัง Golestan Palace

ภาพที่เก็บไว้ที่นี้ มีอาทิเช่น ภาพวาดแบบยุโรป เก็บไว้ที่ Pond House และภาพวาดโยศิลปินชาวอิหร่านถูกเก็บไว้ที่ Picture House

มีการจัดแสดงภาพวาดโดยศิลปินชาวอิหร่านออกเป็น 2 ส่วน เพื่อโชว์การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของภาพวาดในสมัยราชวงศ์คาจาร์

พื้นที่ทางด้านทิศใต้ของ Picture House เป็นการแสดงผลงานของศิลปินระดับปรมาจารย์ในยุคแรกๆ เช่น Mirza Baba .. Mehr Ali Afshar .. Ali Akbar Khan (Mozaien od Dowleh) และ Ab ol Hassan Sani (Sani ol Molk เป็นลุงของ Kamal ol Molk)

พื้นที่ทางด้านทิศเหนือของ Picture House เป็นที่ตั้งของกองทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในช่วงรัชสมัยของกษัตริย์ Mohammad Reza Pahlavi

โถงพระราชวังด้านทิศเหนือนี้ ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในปี 1995 ปัจจุบันเป็นสถานที่จัดแสดงชิ้นงานของศิลปินขั้นครูในช่วงเวลาที่ราชวงศ์คาจาร์ปกครองอิหร่าน เช่น Mahmoud Khan Saba (Malek osh Shoara) .. Mohammad Gafari Kashani (Kamal ol Molk).. Mehri and Mosa Momayez.

 

Photographic archive

ในช่วงเวลาในศตวรรษที่ 19 นั้นการถ่ายภาพเป็นที่นิยมมากในยุโรป

การถ่ายภาพในอิหร่าน กลายเป็นพระราชนิยมที่ริเริ่มโดยกษัตริย์ Naser ed Din Shah แห่งราชวงศ์คาจาร์

.. ว่ากันว่าความนิยมในการถ่ายภาพแพร่หลายมากมาย จนเป็นเรื่องปกติที่จะเห็นพระมเหสี และคนรับใช้ในพระราชวังโพสท่าถ่ายรูปอย่างรื่นเริง สนุกสนานอยู่หน้ากล้องถ่ายรูป

.. ภาพที่น่าสนใจ เช่น ภาพของคนรับใช้ในวังคนหนึ่งที่มีดอกไม้ประดับศรีษะและไหล่

คอลเล็คชั่นภาพถ่ายในยุคต้นๆเหล่านั้น ถูกเก็บรักษาในพระราชวัง  Golestan ...

 

พระราชวังในยุคปัจจุบัน

Golestan Palace สร้างมาตั้งแต่เมื่อราว 400 ปีที่แล้ว ผ่านการบูรณะมาหลายครั้ง และเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2005 คณะกรรมการของ Cultural Heritage Organization of Iran ได้ยื่นขอให้พระราชวังอยู่ในรายชื่อของมรดกโลก

… ในวันที่ 23 มิถุนายน 2013 ก็ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในการประชุมของคณะกรรมการที่กรุงพนมเปญ

ปัจจุบัน Golestan Palace อยู่ภายใต้การดำเนินงานของ the Cultural Heritage Organization of Iran

 -----------------------------

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วน และภาพบางภาพจาก : https://en.wikipedia.org/wiki/Golestan_Palace



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 29/09/2018 เวลา : 12.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันเสาร์ค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน