*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2206
  • จำนวนผู้ชม : 6116965
  • จำนวนผู้โหวต : 11187
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11187 คน
<< ตุลาคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 29 ตุลาคม 2561
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 470 , 11:34:30 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน opads โหวตเรื่องนี้

อิหร่าน (13) ..  มหานครโบราณเปอร์ซีโปลิส (PERSEPOLIS) Episode 1


อิหร่าน หรือเปอร์เซีย เป็นที่ตั้งของอารยะธรรมเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยเหตุที่มีการตั้งราชอาณาจักรแล้วตั้งแต่ 3200-2800 ปีก่อนคริสต์ศักราช

แต่มีการรวบรวมเป็นจักรวรรดิแห่งแรกในปี 625 ก่อนคริสต์ศักราช

.. อิหร่านรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วงเวลาระหว่างจักรวรรดิอะคีมีนิค ซึ่งพระเจ้าไซรัสมหาราชทรงก่อตั้งในปี 550 ก่อนคริสต์ศักราช

.. อาณาเขตแผ่ไพศาลที่สุดครอบคลุมส่วนสำคัญของโลกโบราณ ตั้งแต่บางส่วนของคาบสมุทรบอลข่าน ยุโรปตะวันออก จรดลุ่มแม่น้ำสินธุ

... จนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกในตอนนั้น

Persepolis.. ในสมัยโบราณหลายร้อยปีก่อนคริสตกาล เป็นพระราชวังที่ใหญ่โตโอ่อ่า สง่างาม สร้างด้วยหินเป็นส่วนใหญ่

อันแสดงออกถึงอำนาจของกษัตริย์ที่ปกครอง และมีความสำคัญทางการเมืองอย่างมาก

มหานครแห่งนี้ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขา Kuh-e Rahmat (The mountain of mercy) ที่เมือง Shiraz สร้างขึ้นโดยพระเจ้าไซรัสมหาราช (Cyrus The Great) ผู้ซึ่งเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด (Achaemenid Empire) ตั้งแต่ปี 512 ปีก่อนคริสตกาล

พระนครแห่งนี้ก็ได้รับการสถาปนาขึ้นมาเป็นเมืองหลวงและศูนย์กลางการปกครอง ในช่วงรัชสมัยขององค์พระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius The Great) ผู้ซึ่งเป็นพระราชบิดาของพระเจ้าเซอร์เซสมหาราช (Xerxes The Great) …

Persepolis ได้กลายเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิอาคิเมนิดแห่งเปอร์เซียตั้งแต่ในช่วงปีที่ 550 - 330 ก่อนคริสตกาล

มหานครแห่งนี้ถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ แต่ได้รับการบูรณะ ปรับปรุง ซ่อมแซมต่อเติมมาตลอดระยะเวลา 150 ปี ..

ลักษณะการก่อสร้างนครแห่งนี้เป็นแบบป้อมปราการ และมีศูนย์กลางที่ประกอบด้วยวังต่างๆ รวมถึงห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นที่เก็บทรัพย์สมบัติ และสิ่งของมีค่าต่างๆ ที่มีความสำคัญที่สุดของอาณาจักรเปอร์เซียโบราณในยุคนั้น

Persepolis เป็นศูนย์กลางของอารยะธรรมเปอร์เซียในสมัยนั้น คงความรุ่งเรืองยิ่งใหญ่อยู่เป็นเวลาหลายร้อยปี … แต่ได้ถูกทำลายด้วยการโจมตีของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช ในปีที่ 330 ก่อนคริสตกาล

หลังจากการที่พระองค์ทรงมีชัยชนะเหนือกองทัพของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 แห่งแผ่นดินเปอร์เซีย ที่ศึกกัวกาเมล่า (Guagamela) ในช่วงปีที่ 334 ก่อนคริสตกาล

ว่ากันว่า … เดิมทีพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ทรงเก็บรักษาเมืองนี้เอาไว้ หลังจากทรงพิชิตได้ เพราะความสวยงามของพระนครที่ได้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรการตา ดุจดั่งเทวะสถานที่สร้างขึ้นโดยเหล่าเทพเจ้า อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากการสะสมความรํ่ารวยในทางศิลปะมานับตั้งแต่สมัยของพระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้ซึ่งเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด

… โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาราชวังแห่งอปาดาน่า (Apadana Palace) และในมหาศาลาท้องพระโรง (The Throne Hall) ซึ่งก็ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรโอฬารเพื่อเป็นที่ประทับออกว่าราชการของกษัตริย์แห่งราชวงศ์อาคิเมนิด ...

... กษัตริย์ผู้ที่ซึ่งได้รับการประกาศขนานพระสมัญญานามจากเหล่าหัวเมืองประเทศราชทั้งปวงของจักรวรรดิ์ว่า "ราชาแห่งจอมราชันย์" (The King of Kings)

ซึ่งได้สร้างขึ้นมาในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าดาริอุสมหาราช (Darius The Great) และได้ถูกทำให้ยิ่งใหญ่โอฬารมากกว่าเดิมในรัชสมัยของพระเจ้าดาริอุสที่ 3 (Darius III)

Persepolis  ถูกเผาทำลายในคืนที่สาม หลังจากพระเจ้าอเล็ซานเดอร์มหาราชทรงพิชิตพระนครแห่งนี้ได้ …

… เชื่อกันว่า มีกลุ่มทหารกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มทหารชาวกรีก) ได้ลอบเข้ามาขโมยสมบัติแห่งราชวงศ์ พร้อมด้วยได้ทำการวางเพลิงเผาพระราชวัง

ซึ่งการกระทำในครั้งนี้ ชาวกรีกถือว่าเป็นการล้างแค้นที่เมื่อในครั้งหนึ่ง กองทัพเปอร์เซียของพระเจ้าเซอร์เซสมหาราช ได้กรีฑาทัพบุกยึดนครเอเธนส์และก็ได้เผาทำลายเมือง พร้อมกับทำลายวิหารแห่งเทพีอาเธน่าแห่งเขาอะโครโพลิส ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของชาวเอเธนส์ ในสงครามเปอร์เซีย-กรีกครั้งที่ 2

สิ่งก่อสร้างต่าง ๆของ Persepolis สร้างขึ้นมาจากหินและดิน ตามแบบของเมโสโปเตเมีย ..

ปัจจุบันแม้จะเปลี่ยนสภาพเป็นซากปรักหักพัง ทั้งจากฝีมือของกาลเวลา และน้ำมือมนุษย์ แต่เศษซากส่วนที่เหลืออยู่ของมหานคร Persepolis ยังคงความสวยงาม อลังการ

ยังคงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์อันยิ่งใหญ่ตลอดกาล ทั้งความใหญ่โตโอฬารของตัวพระราชวังและความอลังการทางด้านสถาปัตยกรรม ..

… และมากพอที่จะให้เห็นภาพแห่งความยิ่งใหญ่ในยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองว่า จะคราคร่ำคับคั่งไปด้วยผู้คนมากมายแค่ไหน .. เป็นหนึ่งในมรดกโลกที่ขึ้นทะเบียนโดยยูเนสโกเมื่อปี ค.ศ. 1979

ซากโบราณสถานแห่ง Persepolis ถูกค้นพบโดยนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส มีนามว่า อองเดร โกดาร์ด (Andre Godard) ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1930

แม้จะมีผู้คนในศตวรรษที่ 16 พูดถึง Persepolis อยู่บ้าง .. แต่ผู้ที่ทำการศึกษาและค้นหาเรื่องราวของที่นี่อย่างจริงจังในช่วงปี คศ. 1931-1934 คือ Ernest Herzfeld โดยมีสถาปนิก Triedrich Krefter เป็นร่างแบบสถานที่ที่พวกเขาเห็นในระหว่างการสำรวจ

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Schmidt ได้ทำการสำรวจ Persepolis อย่างละเอียด และได้เขียนหนังสือเล่นหนาๆออกมา 3 เล่ม

การบูรณะ Persepolis เริ่มจากปี 1964 ภายใต้การดูแลของนักโบราณคดีชาวอิหร่าน และอิตาเลียน คือ Ann Britt และ Guiseppe Tilia

… และที่นี่ ได้ถูกขึ้นบัญชีจากองค์การยูเนสโก (Unesco) ให้ได้ขึ้นเป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ. 1979

 

พอจะรู้เรื่องราวคร่าวๆและนะคะ … เราจะเริ่มการเดินชมโบราณสถานแห่งนี้เลยนะคะ

การเล่าเรื่องจะไม่ได้เล่าตามเส้นทางเดินที่ทำเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนนะคะ … แต่จะเล่าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน หรืออาจจะลำบากในการย้อนกลับไป กลับมา เมื่อมีการอ้างอิงกัน

Persepolis … เป็นมหานคร ที่ถูกสร้างด้วยการระดมเอางานฝีมือที่สุดยอดด้านช่าง สรรหาวัสดุที่ดีที่สุดมาจากดินแดนต่างๆที่เปอร์เซียครอบครอง หรือเข้ามาสวามิภักดิ์

... เช่น ทองคำจากซาอิส (ซีเรีย ในปัจจุบัน) แกรนิตอียิปต์ แผ่นอิฐจากบาบิโลน เป็นต้น

ซึ่งมีจารึกของกษัตริย์ Darius กล่าวถึงที่มาของวัสดุในการก่อสร้างตั้งเริ่มแรก

 

จากสถานที่ที่เป็นศูนย์ข้อมูลของนักท่องเที่ยว และเป็น Gate way เข้าสู่มหานครโบราณ Persepolis .. มีทางเดินกว้างขวางมาก ปูด้วยหิน

มีภาพของภูเขาสูงเป็นฉากหลังที่งามสง่าในสายตา รวมถึงเริ่มจะมองเห็นภาพมุมกว้างของมหานครโบราณ

ว่ากันว่า … ทางเดินนี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยกษัตริย์ Xerxes (486-465 BC)

ลูกหลานของกษัตริย์ Xerxes มาห้อมล้อมขอถ่ายภาพด้วยค่ะ

ชาวอิหร่านมีความเป็นมิตรสูงมาก การขอเข้ามาถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยว เป็นเรื่องปกติค่ะ

 

จุดหน้าวัง มีทางเดินขึ้นสู่ด้านบนเป็นบันไดที่สร้างด้วยการเรียงหินก้อนขนาดใหญ่มากซ้อนๆกันเป็นฐาน มีทางขึ้น 2 ด้านๆละ 111 ขั้น

… บันไดกว้างราว 7 เมตร ปัจจุบันมีการสร้างบันไดไม้ครอบเอาไว้ให้ผู้คนที่มาเยือนได้เดิน

ในสมัยโบราณบันไดด้านหนึ่งเป็นทางขึ้นของเหล้าข้าราชบริพารและขุนนางชั้นสูง

ส่วนบันไดอีกด้านหนึ่งเป็นทางขึ้นของเหล่าราชทูตและตัวแทนเมืองต่างๆที่อยู่ภายใต้อาณัติ ที่นำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย

 

Terrace of Persepolis .. The Plan of King Darius

ภายหลังจากที่กษัตริย์ Darius (522-486 BC) สามารถปราบปรามผู้ก่อการไม่สงบ และนำความร่มเย็นมาสู่ดินแดนในครอบครองแล้ว พระองค์ก็ได้สานต่อการสร้างนครหลวงจากกษัตริย์ไซรัส ผู้เป็นลุง

พระองค์ได้ทำการสร้างพระราชวังแห่งใหม่ขึ้น และตั้งใจจะให้มีรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่พอใครๆเห็นจะต้องซึมซาบ รู้สึกได้ถึงความสำคัญอย่างสูงมากทางด้านการเมือง

… สิ่งก่อสร้างใหม่นี้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีความใหญ่โต โอ่อ่า งามสง่า … โครงสร้างส่วนใหญ่เป็นหิน ที่มีเสาหินขนาดมหึมาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกสำหรับยุคนั้น รวมถึงต้องประดับตกแต่งอย่างหรูวิจิตร อลังการ ด้วยวัสดุชนิดที่เลิศที่สุดที่จะหาได้ในสมัยนั้น

… ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงพลังอำนาจ และบารมีของกษัตริย์พระองค์ใหม่ของดินแดนแห่งนี้

กษัตริย์ Darius ได้วางแผนการสร้างมหานคร โดยมีพระราชวังที่ประทับของพระองค์เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร และเป็นสัญลักษณ์ของการปกครองของพระองค์

ณ เชิงเขา Kuh-e Rahmat (The mountain of mercy) The Terrace of Persepolis ขนาดมหึมา กว้าง 300 เมตร ยาว 455 เมตร ได้ถูกกำหนดให้สร้างขึ้น โดยมีกำแพงหินสูง 15 เมตรล้อมรอบ

… ภายในจะมีการสร้าง Audience-Palace ซึ่งต่อมาชาวเปอร์เซียเรียกสถานที่นี้ว่า Apadana

Apadana เป็นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่สุดของ The Terrace ตั้งอยู่บนแพลทฟอร์มที่ยกพื้นสูงบนพื้นหินที่เป็นฐานรองรับ และอยู่ทางทิศใต้ของมหานครเพอซีโพลิส

… เมื่อสร้างเสร็จจะตั้งเด่นเป็นสง่า สามารถมองเห็นได้แต่ไกลตลอดจากทุกทิศทาง

ทางเดินขึ้นสู่ The Terrace เป็นบันไดหิน และมีจารึกขนาดใหญ่สลักขึ้นในภาษาเปอร์เซียน ภาษา Elamite และภาษาบาบิโลน และผู้คนที่มาถึงบันไดนี้สามารถอ่านได้ มีใจความว่า ..

“.. in tis place there has not been built a fortress before, according to the will of god Ahura Mazda I built this fortress … and I built in durable and beautiful and strong, so as I wanted it.”

ถัดจากบันไดทางขึ้น นักโบราณคดีเชื่อว่ามีประตูทางเข้าเช่นเดียวกับ Gate 0f ALL-LAND ซึ่งเป็นประตูทางเข้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่สร้างขึ้นมาภายหลัง (ซึ่งจะเล่าให้ฟังในลำดับต่อๆไป)

… แต่ไม่ปรากฏว่ามีหลักฐานและซากสิ่งก่อสร้างหลงเหลืออยู่

มีบางความเห็นกล่าวว่า กษัตริย์องค์ต่อมา คือ Xerxes อาจจะนำไปใช้ ณ สถานที่อื่น

ณ จุดสูงสุดของพื้นที่ของ The Terrace เป็นที่ตั้งของ Apadana

Asparada ถูกสร้างให้มีลักษณะเป็นลานที่กว้างขวางมาก มีความใหญ่โต โอ่อ่า มีความสวยงามที่วิจิตรมาก .. ดูน่าเกรงขามด้วยการมีเสาขนาดใหญ่ที่หัวเสาประดับด้วยรูปสลักของ สิงโตมีปีก (Lion-Griffin) อย่างสวยงาม

... ในสมัยรุ่งเรือง ที่นี่มีพรมปูเต็มพื้นที่ ซึ่งคงมีขนาดมหึมาทีเดียว

ภาพสเก็ตของนักโบราณคดีในสมัยหลัง แสดงให้เห็นความโอ่อ่าอลังการของสถานที่

… ฉันดูแล้วเหมือนมหาวิหารกรีกโบราณที่ใหญ่โต

พื้นที่ส่วนที่สำคัญสุดคือตรงกลาง … กษัตริย์จะนั่งอยู่ในซุ้มยกพื้นตรงกลาง ขนาบด้วยมกุฎราชกุมาร และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ด้านหลังเป็นทหารรักษาพระองค์

… กษัตริย์จะออกว่าราชการที่นี่ และต้อนรับราชคาคันตุกะ รวมถึงรับเครื่องราชบรรณาการจากผู้แทนประเทศในอาณัติ อันเป็นฐานค้ำจุนอำนาจของอาณาจักร

ตามแผนของกษัตริย์ดาริอุส … The Terrace จะให้มีแค่ 3 ส่วน คือ Aspanada , The palace และ The Treasury

พระองค์เร่งให้มีการสร้าง โดยมีการระดมคนงานมาก่อสร้างใน Persepolis

ต่อมาในสมัยของกษัตริย์ Xerxes (486-465 BC) พระองค์ได้ทำการเปลี่ยนแปลง The Terrace อย่างมีนัยยะสำคัญ

Xerxes สร้าง Aspana ต่อจากพระบิดาจนเสร็จ และได้ขยายพื้นที่ในการใช้สอยส่วนพระองค์ด้วย เข่นการสร้าง Harem Building ขึ้นในพื้นที่ระหว่าง Darius Palace and The Treasury ซึ่งเดิมเป็นพื้นที่ของบันไดทางขึ้นสู่ Apadana

Xerxes ให้รื้อบันไดทางขึ้น ไปสร้างใหม่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ และสร้างจารึกของพระองค์ไว้เหนือรูปสลักของประตู … ถมช่องบันไดทางขึ้นเดิมด้วยหินขนาดใหญ่

เมื่อย้ายบันไดทางขึ้นไปยังที่ใหม่ … ก็ไม่มีสถานที่ที่สำคัญในทิศทางนั้น เพราะสิ่งก่อสร้างหลักอย่าง Aspanada อยู่ในทิศทางด้านหลังของผู้มาเยือน ต้องเลี้ยวขวามาจึงจะสามารถมองเห็นบางส่วนด้านทิศเหนือของ Aspanada

.. แต่การประดับและความโอ่อ่าของ Apadana ก็จะถูกบดบังเป็นส่วนใหญ่

กษัตริย์ Xerxes จึงตัดสินพระทัยอย่างเร่งด่วนที่จะลอกเลียนแบบสถานที่ ที่อยู่ทางตะวันออกยกมาสร้างทางทิศเหนือ

แต่ผลปรากฏว่าการดำเนินการไม่ดีเท่าที่ควร จึงทำให้สิ่งที่สร้างขึ้นมาใหม่ การสลักเสลาประติมากรรมรูปต่างๆเพื่อการประดับตกแต่ง ขาดรายละเอียด ไม่สวยงามเหมือนเดิมอย่างที่ควรจะเป็น หรือในบางส่วนขาดหายไปเลย

ที่สำคัญ .. การสร้างสถานที่เลียนแบบในบางพื้นที่ ทำให้ความสวยงามโอ่อ่าของสถานที่เดิม คือ The Terrace และ Apadana ตามแผนงานของกษัตริย์ดาริอุส ที่ต้องการให้โดดเด่น ด้อยความสำคัญลงไป

มีบทความที่กล่าวว่า .. กษัตริย์ Xerxes ทรงไม่ค่อยพอพระทัยที่ต้องเดินตามรอยเท้าพระราชบิดา (King Darius) ในเรื่องของการสร้างสถาปัตยกรรมต่างๆ

พระองค์ต้องการโดดเด่นมากกว่าพระบิดา จึงเฉไฉสร้างแบบใหม่ๆตามพระทัยพระองค์เอง แต่ก็ไม่กล้าที่จะทำลายของเดิม

จึงปรากฏสถาปัตยกรรมอย่าง The Hundred Column Hall อยู่ติดกับ The Apadana อย่างที่เราเห็น

--------------------------

Note : ถัดจาก Apadana เป็นที่ตั้งของ The Palace of Darius ซึ่งอยู่ในแผนการเดิม และสร้างโดยกษัตริย์ Darius ซึ่งจะเล่าให้ฟังในลำดับถัดๆไป



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 29/10/2018 เวลา : 11.46 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันสีเหลืองค่ะ

ประวัติศาสตร์เปอร์เซีย น่าสนใจค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน