*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2209
  • จำนวนผู้ชม : 6176603
  • จำนวนผู้โหวต : 11198
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11198 คน
<< มกราคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 19 มกราคม 2562
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 652 , 10:23:50 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สำรวจฟ้า โหวตเรื่องนี้

ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (11) .. Ginkakuji Temple วัดศาลาเงิน และเส้นทางสายปรัชญา


วัดกิงคะคุจิ (Ginkakuji) หรือวัดศาลาเงิน ถูกสร้างเพื่อให้สอดรับกับวัดวัดคิงคะคุจิ (Kinkakuji) หรือวัดศาลาทอง …

วัดศาลาเงิน .. ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเกียวโต ได้รับการบันทึกให้เป็นส่วนหนึ่งของอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ของเมืองเกียวโตที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี คศ. 1994

เราเดินทางจากกลางเมืองเกียวโต … มาถึงทางเข้าวัด ซึ่งเป็นถนนเล็กๆที่ไม่อนุญาตให้รถจากภายนอกผ่านเข้าไปด้านใน

ผู้คนที่มาเยือน มาเที่ยวจึงต้องเดินเข้าไปด้านในเอง

ในรายทาง … มีร้านขายของต่างๆมากมาย

แต่มากที่สุดเห็นจะเป็นร้านขายขนม และของกินเล่น

กลิ่นขนมข้างทางลอยมาแตะจมูก เห็นคนยืนเข้าคิวเรียงแถวยาวรอซื้อขนม เราก็เข้าไปซื้อบ้าง …

เป็นขนมกรอบๆ ก็อร่อยดี แต่จะอร่อยกว่านี้อีกมากหากราคาจะลดหย่อนลงกว่านี้ แต่ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะเรากำลังอยู่ในเมืองที่ค่าครองชีพสูงในอันดับต้นๆของโลก

ขนมของญี่ปุ่น รสหวาน เข้ากันได้ดีกับชาเขียว ทานแล้วทำให้เกิดอารมณ์สุนทรี

เดินมาสักพัก ถนนเล็กๆที่ลาดชันเล็กน้อยก็นำเรามาสู่ทางเข้าวัดที่เปิดเป็นสามเหลี่ยมเล็กๆน่ารัก … เป็นเหมือนทางแยก 2 ด้าน

ทางหนึ่งจะนำเราไปสู่วัดเงิน ... ส่วนอีกทางจะเป็นถนนสายปรัชญา (Philosophy Path)ความยาวราว 2 กิโลเมตรที่สร้างเชื่อมต่อระหว่างวัดกิงคะคุจิกับวัดนันเซ็นจิ

เราเดินตามถนนที่จะนำเข้าสู่วัด … สักอึดใจใหญ่ เราก็มายืนอยู่บนลานเล็กๆด้านหน้าวัด ทั้งสองข้างมีร้านของกินที่ขึ้นขื่อ หมายตาไว้แล้วว่าจะมานั่งทาน แต่ตอนนี้ขอทำเวลาเข้าไปเดินเที่ยวด้านในของวัดปราสาทเงินก่อนค่ะ

ทางเดินเข้าด้านในของวัด มีต้นไม้ใหญ่ที่ได้รับการตัดแต่งให้เป็นเหมือนกำแพงสูงๆ

น่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ราวกับจะเป็นการเตรียมตัวเตรียมใจให้เราพร้อมที่จะชื่นชมความพิเศษสวยงามของสวนแห่งวัดเงิน

เรื่องราวของวัดปราสาทเงิน เป็นเรื่องราวของหลาน (โชกุน อะชิคางะ โยชิมาสะ) ที่สร้างตามรอยคุณปู่ (โชกุน อะชิคางะ โยชิมิสุ) …

ซึ่งในตอนเริ่มแรกปราสาททั้งสองสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่พำนัก ต่อมาจึงเปลี่ยนให้เป็นวัด

ภูมิประเทศของทั้งสองวัดก็คล้ายกันมาก คือ มีสระน้ำมีวิหารริมสระ และมีเนินด้านหลัง (สระน้ำของวิหารเงินเล็กกว่า แต่เนินสูงกว่า) …

นี่จึงเป็นความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทั้ง 2 วัด คือ วัดปราสาททอง และวัดปราสาทเงิน

เรามาเดินชมด้านในของวัดปราสาทเงินกันต่อนะคะ …

เราก้าวขึ้นเนินซึ่งลาดปูด้วยบันไดอิฐ แล้วเดินตามทางเดินที่ขนาบซ้ายขวาด้วยกำแพงต้นไม้สูงลิบ เหมือนกับจะกั้นความวุ่นวายจากภายนอกไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาสู่โลกของความสงบด้านใน …

ไม่นานก็มาสุดทางเดิน และถึงซุ้มที่ขายบัตรผ่านประตู

ทางเดินถัดไปเปิดออกสู่สวนญี่ปุ่นเล็กๆ กองทรายกว้างและยกสูง ถูกคราดกวาดเป็นแถบริ้วกว้าง สลับกับผิวทรายเรียบ เป็นลานทรายสีขาว ชื่อ สวน “กินฉะดัน” (Ginshadan) แปลว่า “ท้องทะเลแห่งทรายสีเงิน” สอดคล้องกับชื่อของวัดแห่งนี้ ..

สวนแห่งนี้มีความพิเศษที่เป็นเอกลักษณ์ ... ด้วยทั้งสวนถูกโรยไว้ด้วยกรวดทรายสีขาวก้อนเล็กๆ ที่ถูกซี่เล็กๆของคราดไม้ไผ่กวาดเอาไว้เป็นริ้วรอยราวกับระลอกของผิวน้ำ

… นี่เป็นเทคนิคเฉพาะของการจัดสวนญี่ปุ่นที่แทนที่น้ำด้วยก้อนกรวดเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นลำธาร น้ำตก แม่น้ำ หรือแม้แต่มหาสมุทร ก็ตาม

ในวัดเซน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเกียวโต เราสามารถพบเห็นสวนในลักษณะนี้ที่มีทรายและหินเป็นองค์ประกอบหลักอยู่มากมายหลายแห่ง

ชาวญี่ปุ่นเรียกสวนในลักษณะนี้ว่า Kare-san-sui … ซึ่งแยกความหมายตามคำ คือ ..

.. Kare แปลว่า แห้ง

.. San แปลว่า ภูเขา

.. Sui แปลว่า น้ำ

ซึ่งหากนำมานรวมกัน จะแปลว่า สวนน้ำ และภูเขา ที่ไร้น้ำนั่นเอง

สวนในแบบ Kare-san-sui นับได้ว่าเป็นวิวัฒนาการที่ยิ่งใหญ่ของการออกแบบสวนของญี่ปุ่น ..

สวนแบบนี้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในเกียวโต และในญี่ปุ่น รวมถึงในโลก คือสวนของวัด เรียวอันจิ

สวนแบบ Kare-san-sui ต้องการการดูแลให้สะอาดสวยงาม เพื่อให้คงความพลิ้วไหวของระลอกคลื่นอย่างที่เราเห็นด้วยสายตาในวันนี้ …

คนดูแลต้องใช้สมาธิอย่างสูง จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกจิต เจริญสมาธิ ภาวนา เป็นอย่างยิ่ง

เราเดินผ่านสวนเล็กๆของน้ำและมหาสมุทรที่อยู่ด้านหน้า เมื่อสุดทางของ Ginshanada และไกลออกไปทางขวามือ หน้าศาลาเงินสองชั้น คือ กองทราย “โคเง็ทสึได”  (Kogetsudai) หรือลานรับแสงจันทร์

 …  ลักษณะของ Kogetsudai คล้ายๆกับภูเขาไฟฟูจิ หรือกองทรายรูปกรวยปากคว่ำกว้างกลมเป็นฐาน ยอดตัดเรียบ .. ตั้งอยู่ปลายสุดด้านหนึ่งของ Ginshanada

ทั้ง Ginshanada และ Kogetsudai แห่งวัดเงิน กิงคะคุจิ … เป็นงานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นผลิตผลจากวัฒนาการแห่งงานออกแบบสวนของญี่ปุ่นในรูปแบบ Kare-san-sui ที่ยังไงก็ต้องแวะชมให้ได้ค่ะ

ใครบางคนกล่าวเอาไว้ว่า …

… กรวดทราย เปลี่ยนแปลงรูปได้ตามแรงที่กระทบ

… เมล็ดวัชพืช เมื่อปลิวลม แล้วตกลงมายังผืนทรายก็อาจจะเจริญงอกงาม

… สายฝน อาจซัดพลิ้วคลื่นและระลอกน้ำให้จางหาย

… ใบไม้ ปลิดขั้วแล้วร่วงหล่น

… การดูแลรักษา Kare-san-sui ให้สวยงามและสะอาดอยู่เสมอ เพื่อให้คงความงามของภูมิสถาปัตย์ดั้งเดิมไว้ให้ได้นั้น แม้จะเป็นวานที่ไม่ยุ่งยากสลับซับซ้อน แต่เป็นงานที่ต้องอาศัยความตั้งอกตั้งใจ และใช้สมาธิอย่างสูง … เปรียบวัตรปฏิบัตินั้น ได้ดั่งการชำระล้าง ขัดเกลาจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ด้วยสมาธิ

ดังนั้นคงไม่เป็นการกล่าวที่เกินเลย หากจะพูดว่า นอกจาก Kare-san-sui จะเป็นวิวัฒนาการชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์ของการจัดออกแบบสวนของญี่ปุ่นแล้ว … ยังเป็นวัฒนาการอันยิ่งใหญ่ของเครื่องมือแห่งการฝึกจิตอย่างเซน อันมีลักษณะเฉพาะอย่างที่สุดอีกด้วย

… วัดเงิน จึงทำให้เรารู้สึกถึงความสงบ ร่มเย็น และเป็นสุข

ด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของห้องชงชาโบราณ

อาคารของปราสาทเงิน (ไม่เปิดให้เข้าชมด้านใน) เป็นอาคาร 2 ชั้นสร้างด้วยไม้สีคล้ำดูขรึมขลัง ไม่ได้หุ้มด้วยเงินจริงๆ …

ใครบางคนบอกว่า เพียงแค่ตั้งชื่อให้สอดคล้องกับวัดปราสาททองเท่านั้น … แต่บางคนก็บอกว่า เมื่อแสงจันทร์ส่องมากระทบวิหาร จะเกิดเป็นภาพงดงามอร่ามตาคล้ายกับวิหารหุ้มด้วยเงิน ..

บางแหล่งข้อมูลบอกว่า เมื่อเริ่มสร้างนั้น โชกุน อะชิคางะ โยชิมาสุ ตั้งใจจะใช้แผ่นเงินปิดทับตัวอาคารของปราสาทหลังนี้ เพื่อให้สอดคล้อง อยู่เคียงคู่กับปราสาททอง แต่ช่วงนั้นมีสงครามพอดี ทำให้ขัดสนเงินทองที่จะนำมาใช้ ตังอาคารจึงถูกปล่อยให้เป็นโครงสร้างไม้ตามแบบเดิม

แต่ไม่ว่าความจริงจะเป็นเช่นไร ตัวปราสาทเงินนั้นมีความสวยงาม เรียบง่าน ในแบบของเซนอย่างแท้จริงในสายจาของเรา .. บนหลังคามีรูปปั้นสำริดของนกฟีนิกซ์ เช่นเดียวกับที่วัดปราสาททอง

.. ด้านในประดิษฐานรูปปั้นพระโพธิสัตว์คันนง หรือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์

 

เราเลียบสระน้ำขึ้นไปตามทางเดินของเนินเขาด้านหนึ่งของวัด ..  

มองกลับมาผ่านเลนส์กล้อง เห็นสวนหินที่สวยมาก ..

ขณะที่เราเดินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ … เราเพลิดเพลินมากมายกับต้นไม้ใหญ่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นสนอายุคงเป็นร้อยๆปีที่ขึ้นเรียงราย ลดหลั่นกันไปตามสโลปความลาดชันของภูเขา ..

ใบไม้ที่กำลังเปลี่ยนสีช่วยส่งให้ทิวทัศน์ที่เห็นอยู่เบื้องหน้านั้นงดงามเกินบรรยาย

เส้นทางที่เรากำลังเดิน แม้จะเป็นเนินเขา แต่มีทางเดินและบันไดที่ทำให้เดินง่าย ไม่ถึงกับเหนื่อย และยิ่งมีวิวสวยๆ และสีสันของใบไม้ที่ชวนมอง ก็ยิ่งทำให้การเดินชมนั้นรื่นรมย์มากมาย

บนยอดเนิน จะเป็นจุดชมวิวที่สวยงามมาก ..

มองออกไปกว้างๆจะเห็นภาพของเมืองเกียวโตลิบๆในสายตา

พอมองลงไปใกล้หน่อยจะเห็นอาคารของวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ ใบไม้สีสันจัดจ้านและงดงาม

ช่วงที่เดินตัดเฉียงกลับลงมาตามทางลาดชันของเนินเขา …

เราผ่านดงไม้ ป่าสน พื้นที่เขียวขจีด้วยมอสเหมือนใครมาปูพรมเอาไว้

ได้อารมณ์เหมือนป่าเมืองเหนือบางแห่งของไทย

เราจบทริปการเยี่ยมชมวัดศาลาเงิน ด้วยการไปนั่งทานอุด้งกันที่ร้านเชิงบันไดทางขึ้นวัดนั้นเอง … ร้านนี้สะอาดสะอ้าน การบริการเยี่ยม

รสชาติของอาหารก็อร่อยถูกปากมากค่ะ ... กด like เลย

 

Philosophy Path .. เส้นทางสายปรัชญา

เส้นทางสายปรัชญา … แรกที่ได้ยินชื่อนี้ รู้สึกว่าเป็นชื่อที่เก๋ไก๋มากๆ

เส้นทางนี้เริ่มต้นที่วัดวัดกิงคะคุจิ (Ginkakuji) หรือวัดศาลาเงิน … และเมื่อเราลงมาจากวัดศาลาเงินแล้ว ก็จะเป็นการเริ่มเดินทางไปในถนนที่เรียกว่า เส้นทางสายปรัชญา

เราเดินตามนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวชาติอื่นๆกลุ่มใหญ่เข้าไปด้านใน …

ผ่านร้านรวงเล็กๆมากมายที่รอเชื้อเชิญให้ผู้คนที่เดินผ่านเข้ามาจับจ่ายขนม ของฝาก และสินค้าหัตถกรรมสไตล์ญี่ปุ่นที่รูปลักษณ์เชื้อเชิญให้สตางค์ในกระเป๋าออกไปบินว่อนในระหว่างการเดินผ่าน

ถนนที่เป็นเส้นทางสายปรัชญา พาเราผ่านร้านรวงร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ร้านขนมหวาน หรือแม้แต่ร้านที่ขายมันญี่ปุ่นย่าง …

เราก็แวะสิคะ ไอศกรีมของญี่ปุ่นอร่อยทุกที่ค่ะ แถมซื้อมันย่างติดมาด้วย 1 หัว

เส้นทางสายปรัชญา .. เป็นทางเดินเล็กๆเลียบคลองเก่าชื่อ คลองบิวาโกะ

ชื่อของเส้นทางก็เป็นการเรียกขานของนักวิชาการท้องถิ่น เพราะเป็นทางเดินที่ ศาสตราจารย์ Kitaro Nishida ศาสตราจารย์สาขาวิชาปรัชญาชื่อดัง ของมหาวิทยาลัยเกียวโต และท่านผู้นี้เป็นเสมือนบิดาผู้ก่อตั้งสถาบันปรัชญาในเกียวโตด้วย ..

ท่านใช้เส้นทางนี้เดินทุกวันในระหว่างการทำงานวิจัย โดยเริ่มต้นจาดวัดกิงคะคุจิ (Ginkakuji) กระทั่งไปสิ้นสุดที่ศาลเจ้า Nyokuoji

ในวันปกติ .. เส้นทางปรัชญานี้ เป็นทางเดินเล็กๆเลียบคลองที่ชาวบ้านในละแวกนี้ใช้สัญจรและพักผ่อนหย่อนใจ มีความร่มรื่น เงียบสงบ และมีความเป็นธรรมชาติมาก ..

ไม่มีใครบางคนเอาสีมาพ่นให้เกิด Street Art เพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ

.. แต่ในช่วงซากุระบาน หรือในฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เส้นทางเล็กๆสายนี้จะเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเป็นอาคันตุกะของเมือง และมาเดินชมความงามของต้นเมเปิ้ลที่ปลูกเลียบไปตามคลอง ที่ใบกำลังพร้อมใจกันเปลี่ยนสีสัน งดงามจนเป็นที่เลื่องลือ

บนทางเดินยาวราว 2 กิโลเมตรสายนี้ มีร้านค้าขายของแฮนด์เมดกิ๊บเก๋น่าซื้อไปหมด ร้านขนมและไอศกรีม ร้านน้ำชา และร้านอาหารอยู่บ้าง

...  แต่ก็ซ่อนตัวอิงแอบเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติรอบตัว

ไม่สร้างความรู้สึกว่าแปลกแยกจากสิ่งรอบข้างแต่อย่างใด

 

… นักดนตรีข้างทาง

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
สำรวจฟ้า วันที่ : 19/01/2019 เวลา : 14.01 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/PeeThong

วัดนี้สวยงามมากอยู่บนเนินเขา

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 19/01/2019 เวลา : 10.45 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

ขอให้มีความสุขมากๆในทุกกิจกรรมที่ทำในวันนี้นะคะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน