*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2276
  • จำนวนผู้ชม : 6334157
  • จำนวนผู้โหวต : 11317
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11317 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 19 ธันวาคม 2562
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 551 , 07:17:28 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ใบไม้เริงระบำ ที่คันไซ (23) ..   Nara เมืองพุทธศาสนาอันรุ่งเรือง Tadai – Ji Temple


นารา .. เป็นเมืองสำคัญของภูมิภาคคันไซ เนื่องจากเคยหลวงแห่งแรกของญี่ปุ่น ตั้งขึ้นมาเมื่อราว 1,300 ปีก่อน โดยมีชื่อเรียกเดิมว่า “เฮโจเคียว” ..

โดยผังเมืองและการสร้างปราสาทราชวังต่างๆถอดแบบมาจากนครฉางอาน เมืองหลวงของจีนในสมัยราชวงศ์ถัง

ในช่วงเวลาที่นาราเป็นเมืองหลวงของญี่ปุ่นนั้น พุทธศาสนารุ่งเรืองอย่างมากที่เมืองนี้

มีการสร้างวัดวาอารามและพระพุทธรูปขึ้นมากมาย

ในขณะเดียวกันพระและนักบวชก็มีบทบาทอำนาจต่อราชสำนักมากขึ้น

จักรพรรดิคัมมู จึงทรงย้ายเมืองหลวงที่เมือง นาราโอกะ (Naraoka)  เพื่อลดอำนาจของเหล่านักบวช และวางรากฐานของการปกครองขึ้นมาใหม่ ..

นาราจึงกลายเป็นเมืองศาสนาอย่างเดียวและศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก

ในช่วงสงครามในญี่ปุ่น บางส่วนของศาสนสถานถูกเผาไปบ้าง แต่ก็มีการสร้างขึ้นมาใหม่เมื่อหลายร้อยปีที่แล้ว และอนุรักษ์ที่เหลืออยู่ไว้อย่างดี

ปัจจุบันจึงมีสภาพที่เก่าคลาสสิก ดึงดูดให้ผู้คนไปเยือนมากมายในแต่ละปี

เมืองนาราในปัจจุบันตามที่สายตาเห็นขณะที่รถแล่นผ่านเมือง เพื่อไปยังวัดพระใหญ่ไดบุทสึ .. ถือว่าเป็นเมืองที่สวยด้วยบ้านหลังเล็กอยู่มากมาย

ไม่เห็นว่ามีตึกสูงๆฟู่ฟ่าโผล่ออกมาเป็นสิ่งแปลกปลอม จึงสมกับที่เป็นเมืองศาสนา

 

Nara Park

สวนสาธารณะนารา เป็นหนึ่งในสวนสาธารณะเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่ภายในสวนประกอบไปด้วยสถานที่สำคัญทั้งวัดโทไดจิ วัดโคฟุคุจิ ศาลเจ้าคาสุงะ ไทฉะ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดนารา

นอกจากนี้นักท่องเที่ยวยังสามารถพบเจอกับฝูงกวางที่ใช้ชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์และจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดนาราในปัจจุบัน

แม้นาราจะเป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับตั้งแต่ในอดีต รวมถึงมีการก่อสร้างสถานที่สำคัญต่างๆในบริเวณสวนสาธารณะ ... แต่สวนสาธารณะนาราในอดีตนั้นยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้เป็นสวนดังที่เห็นในปัจจุบัน

การพัฒนาพื้นที่สวนสาธารณะนั้นเพิ่งเริ่มทำอย่างจริงจังในช่วงยุคเมจิของญี่ปุ่น มีการเปิดสวนสาธารณะอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1880

จากนั้นจึงมีการนำต้นซากุระ และต้นเมเปิ้ลจำนวนมากมาปลูกในบริเวณสวนเพื่อเพิ่มความสวยงามในฤดูกาลต่างๆ

รวมถึงการพัฒนาพื้นที่ด้านอื่นๆเรื่อยมาจนกลายเป็นหนึ่งในสวนสาธารณะที่มีความสวยงามมากที่สุดในประเทศญี่ปุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

ภายในบริเวณสวนสาธารณะนารา ยังเป็นที่ตั้งของ ศาลเจ้าคาสุงะ ไทฉะ วัดโทไดจิ พิพิธภัณฑ์แห่งชาตินารา และวัดโคฟุคุจิ นักท่องเที่ยวจะนิยมวางแผนการเดินทางแบบ 1 วันเพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทั้ง 4 แห่งในนารา เนื่องจากสถานที่เหล่านี้สามารถเดินเท้าถึงกันได้ทั้งหมด

สวนสาธารณะนารา เป็นสถานที่ที่นับว่าเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของการมาเยือนนารา อดีตเมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น ก่อนที่ศูนย์กลางการปกครองทั้งหมดจะย้ายไปสู่เกียวโต

นารา เป็นเมืองแห่งกวาง จะพบเห็นพวกมันได้ทั้งในสวนสาธารณะ และตามท้องถนน …

.. ในอดีตก่อนที่พุทธศาสนาจะเข้ามาแพร่หลายในญี่ปุ่น ศาสนาชินโต เป็นศาสนาที่คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่นับถือ และในความเชื่อของชินโตนั้น กวางเป็นทูตสวรรค์ เป็นผู้นำสารจากเทพมายังโลกมนุษย์ องค์จักพรรดิเองก็นับถือศาสนาชินโต จึงไม่มีผู้ทำร้ายกวาง

นาราปาร์ค เป็นจุดที่เราจะพบกับฝูงกวางชิกะ กว่า 1,200 ตัว สัตว์พาหนะของเทพเจ้า และเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาราด้วย

เจ้ากวางตัวน้อยที่แสนเชื่องและน่าเอ็นดู เดินมาต้อนรับนักท่องเที่ยว … นับเป็นความประทับใจแรกที่ก้าวเข้าสู่บริเวณสวนสาธารณะใกล้ๆกับทางเข้าวัดที่สำคัญของเมืองนารา คือ วัดโทไดจิ

ผู้คนที่มาเที่ยวและแวะไปไหว้พระที่วัดใกล้ๆ มักจะหลงรักเจ้ากวางที่ดูเชื่องมากๆ จนต้องแวะซื้อขนมเซนเบ้ (Sembei) ซึ่งเป็นขนมแผ่นบางๆ กรอบน่ากิน ที่มีคุณป้าหลายท่านนั่งขายตามซุ้ม หรือมีร้านที่อยู่แถวนั้นขายขนมที่ว่าด้วย เพื่อนำมาให้กวางกิน (กวางเมืองไทยชอบกินถั่วฝักยาว แต่ที่ญี่ปุ่นถั่วฝักยาวคงแพงและหายากกว่าขนมเซนเบ้แน่ๆ) ก่อนที่จะไปนั่งขอถ่ายรูปกับเจ้ากวางที่แสนน่ารักเหล่านี้

ที่ฉันเห็น …เจ้ากวางก็ให้ความร่วมมือบ้าง ไม่ให้ความร่วมมือบ้าง

กวางหลายๆตัวมีลักษณะที่อ้วนพีมาก ตัวกลม และมักจะเมินขนมที่นักท่องเที่ยวหยิบยื่นให้ ทั้งนี้ก็คงจะมีสาเหตุจากการที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ให้ขนม จนมันกินไม่ไหวนั่นเอง

… แต่ อย่าไปซีเรียสจนอารมณ์เสียนะคะ เพราะตลอดทางยังมีกวางให้เลี้ยงขนมอีกเพียบ

โดยเฉพาะกวางด้านในเขตวัด ซึ่งมักจะได้ขนมจากนักท่องเที่ยวน้อยกว่า ด้วยขนมของนักท่องเที่ยวมักไปหมดกับฝูงกวางด้านหน้าวัดซะเป็นส่วนใหญ่

… สิ่งที่เราต้องทำคือเลือกกวางที่หล่อๆ สวยๆ ขนเป็นมัน ตาโตดำขลับ ให้เป็น Buddy มาโพสท่าหน้ากล้อง ให้เราเก็บภาพสวยๆไปอวดคนทางบ้าน

เราใช้เวลาในการพยายามเล่นและถ่ายภาพเจ้ากวางน้อยนานพอควร แล้วจึงเอ่ยปากลาสัตว์โลกที่น่ารักนี้ เพื่อเดินตามคลื่นมหาชนไปยังวัดที่อยู่ด้านใน

ใบไม้เปลี่ยนสีในสวนนี้ยังมีไม่มาก แต่เมื่อผสมผสานกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองนี้ ก็ทำให้มีคนมาเยือนกันมากมาย

ทางเดินที่มุ่งสู่วัดไทไดจิที่เรากำลังมุ่งหน้าไปมีความยาวเป็นร้อยเมตร …

ในฝั่งตรงข้ามกับสวนสาธารณะเป็นร้านค้าที่มีสินค้าพื้นเมืองหลากหลาย ร้านอาหาร และไอศกรีม แต่เราต้องรีบเดินให้ถึงวัดก่อนเป็นอันดับแรก เรื่องของกินค่อยมาเดินดูในช่วงขากลับออกมาจะดีกว่า

 

Tadai – Ji Temple

ใครบางคนพูดว่า .. หากอยากจะรู้สึกและรู้ซึ้งถึงวัฒนธรรม วิถีการดำเนินชีวิต สถาปัตยกรรมที่แท้จริงของชนชาติใด ก็ต้องไปที่ศาสนสถานของชนชาตินั้น

ดังนั้นการจะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อให้รู้ซึ้งถึงวัฒนธรรมที่แท้จริงของแต่ละพื้นที่ ก็จะต้องไปที่วัดเป็นแห่งแรก และเราก็กำลังจะเดินทางไปชมวัดที่สำคัญที่สุดของนารากันค่ะ

วัดโทไดจิ Tadai – Ji Temple .. แปลตามตัวอักษร คือ “วัดหญ่แห่งทิศตะวันออก” เป็นโบราณสถานที่เก่าแก่มากในประเทศญี่ปุ่น สร้างขึ้นในปี คศ. 752 ในช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากที่สุดในนารา

แต่พออีก 32 ปีต่อมาจักรพรรดิก็ย้ายเมืองหลวงไปที่ Naraoka นัยว่าเพื่อลดทอนอำนาจของบรรดาพระและนักบวชที่นับวันจะมีมากขึ้นและเข้าไปก้าวก่ายการปกครองนั่นเอง

ซุ้มประตูทางเข้าวัดมีชื่อว่า “นันไดมง” (Nan Daimon)  ที่ใหญ่โตมโหฬารมาก เหมือนจะเตรียมบอกกับผู้ที่มาเยือนว่า ด้านในต้องใหญ่อลังการแน่ๆ …

มีท่อนซุงยักษ์จำนวน 18 ต้นในการค้ำยันรองรับน้ำหนักของหลังคา .. วันนี้ถ่ายรูปไม่ค่อยสวยเพราะเต็มไปด้วยภาพหัวคนที่หลั่งไหลมาไหว้พระ

ระหว่างเดินผ่านประตูยักษ์ มีทวารบาลที่แกะสลักจากไม้ที่หน้าตาดูดุดัน รูปลักษณ์คล้ายของจีนเฝ้าประตูอยู่ทั้ง 2 ด้าน … ว่ากันว่า ญี่ปุ่นในสมัยโบราณได้รับอิทธิพลด้านศาสนามาจากจีน จึงแกะสลักเทพที่เราเห็นที่ประตูทางเข้ามาตั้งแต่ศตวรรษที่ 5

ที่สำคัญซุ้มประตูแห่งนี้ไม่เคยโดนไฟไหม้เลย แม้ว่าตัววิหารใหญ่ของวัดจะเคยถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่แล้วถึง 2 ครั้ง จึงนับว่าซุ้มประตูใหญ่แห่งนี้เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นงามและดั้งเดิมจากสมัยคุมามูระอย่างแท้จริง

พอลอดประตูเข้ามาด้านใน จะมองเห็นแนวกำแพงยาวเหยียดกั้นไม่ให้ใครเข้าไปด้านใน ต้องเข้าแถวยาวต่อคิวซื้อบัตรผ่านประตูก่อนค่ะ …

ฉันเคยมาที่วัด วัดโทไดจิ แล้ว แต่ทุกครั้งก็ดูเหมือนว่าจะมีคนหลั่งไหลมาชมวัดแห่งนี้มากมาย ในแต่ละวัน รายได้ของวัดคงมากมายเป็นกอบเป็นกำพอดู แต่ก็คิดซะว่าเรามาช่วยสมทบทุนในการดูแลรักษา และอนุรักษ์ศาสนสถานที่เก่าแก่ให้คงอยู่คู่กับโลกใบนี้นานๆนะคะ

ก่อนจะผ่านกำแพงและประตูเข้าไปด้านใน อาจจะใช้เวลาในการชมสวนสวยก่อนก็ได้

สวนญี่ปุ่น .. จะมีขนาดใหญ่หรือเล็ก ยังไงก็ต้องมีสระน้ำ ต้นสน หินฯ เป็นส่วนประกอบ

ในบริเวณนั่งเล่นชิลๆนี้ ยังมีกวางเดินและเฃ็มหญ้าและรับขนมจากนักท่องเที่ยวอยู่มากมาย เป็นโอกาสที่จะไปโพสท่าสวยๆกับน้องกวางเพื่อเก็บภาพเป็นที่ระลึก

 

เมื่อก้าวผ่านประตูทางเข้ามาแล้ว ด้านซ้ายขวามีรูปแกะสลักไม้โบราณ นัยว่าเป็นนักบวชขมังเวทย์ เก่งด้านการดูแลสุขภาพ … ใครมีปัญหาปวดเมื่อยร่างกายตรงไหน ก็เข้าไปแตะที่รูปปั้นตรงนั้นๆ แล้วก็สวดมนต์ (ตามบทสวดบูชาเทพในภาษาญี่ปุ่น .. เราเป็นคนต่างด้าว ท่านคงอนุโลมให้พึมพำเป็นภาษาไทยได้ อิอิ) .. ทำแล้วอาจจะหายได้ หากไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่นะคะ

วัดโทไดจิ (Tadai – Ji Temple) … เมื่อก้าวเข้าสู่บริเวณวัด สิ่งแรกที่เราประทับใจ คือความยิ่งใหญ่ของหอไม้ ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกโลก ชื่อ “โดบุทสึเด็น (Daibutsuden)” ..

ด้านหน้าวิหารมีตะเกียงสำริด 8 เหลี่ยมตั้งอยู่ ซึ่งมีอายุใกล้เคียงกับพระใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่ด้านในวิหาร รูปสลักบนตะเกียงเป็นรูปคนธรรพ์บรรเลงดนตรี บอกให้รู้ถึงรูปแบบของเครื่องดนตรีในสมัยเมื่อกว่าพันปีก่อน

การเลือกทำเลที่ตั้งในการสร้าง และขนาดของหอไม้ นับว่าชาญฉลาดอย่างยิ่ง เพราะหากเรายืนอยู่นอกกำแพงก็จะมองไม่เห็นหอไม้แห่งนี้ ต้องจ่ายตังค์เข้ามาจึงจะเห็น .. สุดยอดจริงๆ

หอไม้ “ไดบุทสึเด็น” แห่งนี้ดูดี เก่าแก่ได้อารมณ์ … มีเสาทั้งหมด 18 ต้นรองรับหลังคาเอาไว้ เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นงามจากสมัย คามามุระ สร้างขึ้นเมื่อปี พศ. 1286 ..

ส่วนหอไม้หลังปัจจุบันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มีขนาดราว 2 ใน 3 ของหลังเดิม .. รายละเอียดของหอไม้หลังเดิม มีโมเดลจำลองให้ดู อยู่ภายในหอไม้ค่ะ

ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี อากาศกำลังเย็นสบาย

บริเวณวัดก็คราคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ รวมทั้งขาวญี่ปุ่นเองที่หลั่งไหลมาสักการะ หลวงพ่อโต แห่งญี่ปุ่น

ภายในวิหารเป็นที่ประดิษฐาน “พระใหญ่โคบุทสึ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่ที่เก่าแก่ของญี่ปุ่น ประทับในท่านั่งขัดสมาธิเพชร แสดงธรรม

คำว่า “ไดบุทสึ” .. แปลว่า พระพุทธรูปยักษ์ (Giant Buddha) ซึ่งชื่อพระพุทธรูปยักษ์ ไม่ได้เจาะจงแค่พระพุทธรูปองค์นี้องค์เดียว ยังมีอีกหลายองค์นะคะ …

องค์เก่าแก่ที่สุดอยู่ที่หมู่บ้าน Asuka ในเขตนารา ขนาดแค่ 2.75 เมตร แต่มีหลักฐานว่าสร้างมาตั้งแต่ คศ. 609 จึงเป็นที่มาของคำนี้

“พระใหญ่ไดบุทสึ” องค์ที่เรากำลังยืนมองด้วยสายตาชื่นชมปะปนกับความรู้สึกอะเมซซิ่งตอนนี้ สร้างหลังพระอาสุกะ ประมาณ 150 ปีพร้อมกับการสร้างวัด

… พระพุทธรูปที่สร้างด้วยทองสัมฤทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

… เมื่อแรกเห็น รู้สึกได้ถึงความใหญ่โต น่าทึ่ง ด้วยความสูงทั้งองค์พระ 14.98 เมตร ความสูงของพระพักตร์ 5.33 เมตร ความยาวของพระเนตร 1.02 เมตร ความกว้างของพระนาสิก 0.5 เมตร ความยาวของพระกรรณ 2.54 เมตร และมีน้ำหนักรวม 500 ตัน …

ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการซ่อมแซม เนื่องจากมือทั้งสองข้างเสียหายจากแผ่นดินไหวและไฟไหม้

เบื้องขวาของพระใหญ่ไดบุทสึ มีพระอากาศครรภ์โพธิสัตว์

เบื้องซ้ายมี พระจินดามณีอวโลกิเตศวร ประดิษฐานอยู่เป็นพระอันดับ ทั้ง 2 องค์เป็นพระพุทธรูปไม้ที่สร้างขึ้นในสมัยเอโดะ

เราเดินชมรูปปั้นเทพต่างๆมาเรื่อยๆ …

เยื้องไปด้านหลัง สังเกตเห็นว่าบรรดาเทพต่างๆในวัดแห่งนี้รูปลักษณ์คล้ายกับเทพเจ้าในวัฒนธรรมความเชื่อของจีนมาก เปรียบเทียบกับการแสดงออกทางรูปลักษณ์ อาภรณ์ เครื่องประดับ

เสาต้นหนึ่งภายในวิหารด้านในมีช่องเล็กๆอยู่ตรงโคนเสาไม้ขาดใหญ่ ที่กะๆเดาๆเอาด้วยสายตา ขนาดก็ครือๆกับขนาดร่างกายของคนตัวเล็ก  … ว่ากันว่า ใครลอดผ่านไปได้จะพบกับความโชคดี มีสุขภาพแข็งแรง สุดแล้วแต่จะอธิษฐานขอเอา

… ฉันจำเป็นต้องผ่านไป ไม่ได้ลองมุดลอดอุโมงค์ไม้ เพราะขนาดและสัดส่วนของร่างกายไม่อำนวยค่ะ

เด็กๆพากันต่อคิวเพื่อลอดช่องนี้กันอย่างสนุกสนาน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของพ่อแม่ หรือผู้ใหญ่ที่มาด้วย เด็กบางคนลอดออกมาแบบธรรมดา ส่วนบางคนลอดออกมาในท่าแปลกๆก็มี .. ส่วนเราได้แต่ยืนมองเด็กๆ ด้วยไม่สามารถในการทำแบบเดียวกันนี้

นอกจากพระใหญ่แล้ว วิหารยังมีสิ่งอื่นๆที่เราไม่มีเวลาพอที่จะดู เช่น Nigatsudo Hall หอโบราณที่ใช้แสดงนิทรรศการ Omizutori พิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น และทำพิธีนี้ติดต่อกันมานานกว่า 1,250 ปีแล้วค่ะ …

หากจะมาดู ก็ต้องมาช่วงเดือนมีนาคม ส่วนวันที่ชัดเจนในการทำพิธีแต่ละปี ก็ต้องขึ้นกับพระจันทร์ค่ะ ต้องตรวจสอบดูนะคะ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 19/12/2019 เวลา : 07.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สุขสันต์วันพฤหัสบดีค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน