*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2284
  • จำนวนผู้ชม : 6514332
  • จำนวนผู้โหวต : 11449
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11449 คน
<< มิถุนายน 2020 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน 2563
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 549 , 16:03:33 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง เรื่องเล่าของพระคาวบอย


เสียงควบม้าดังใกล้เข้ามาทุกที …

ในป่าดงพงพีแบบนี้ ใครกันมาควบม้าเล่นในลำธาร?

น้ำที่สาดกระเซ็นเป็นละอองฝอยในทุกก้าวย่างที่ม้าร่างกายกำยำล่ำสัน ย่ำเหยียบลงเป็นผิวน้ำ เป็นภาพที่น่าดู น่าพิศวงของคนเมืองอย่างเรา …

แต่บุคคลที่นั่งกุมบังเหียนบังคับม้านั้น ทำให้เราเกิดความพิศวงมากกว่า รวมถึงมีคำถามมากมายถาโถมเข้ามาในสมองในทันที ทันใด

พระสงห์บนหลังม้าเหล่านี้มาจากไหน? ด้วยเหตุใดจึงมาควบม้าในป่าแห่งนี้

พระสงฆ์ที่เราเห็น … ตอนนี้ขึ้นมาจากธารน้ำแล้ว ท่านบอกว่ามาจาก “สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง”

สำนักปฏิบัติธรรมถ้ำป่าอาชาทอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ในถิ่นกันดารห่างไกลคมนาคม บนดอยสูงของ ตำบลศรีค้ำ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

พื้นที่แห่งนี้แห้งแล้งกันดาร การเดินทางไปไหนมาไหน ทำได้ลำบาก แม้แต่ชาวบ้านยังต้องใช้ม้าแกลบ ในการเดินทางและบรรทุกสัมภาระ …

แม้จะมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา อยากจะทำบุญตักบาตร ชาวบ้านก็ไม่สามารถทำได้สะดวก ด้วยระยะทางที่ห่างไกลจากศาสนสถานมากหลายกิโลเมตร

ท่านครูบาเหนือชัย เจ้าอาวาสของสำนักสงฆ์ฯ ในช่วงแรกๆของการปฏิบัติศาสนกิจในการออกไปรับบิณฑบาต ด้วยการเดินขึ้นลงเขาเพื่อรับบาตรจากญาติโยม … ด้วยหนทางที่ห่าง ไกลกว่าท่านจะเดินถึงวัดก็เลยเวลาฉันเพล จึงได้ฉันบ้าง และไม่ได้ฉันหากกลับมาถึงวัดหลังเวลาเพล

ชาวบ้านจึงนำม้าที่มีลักษณะดี ร่างกายกำยำ มาถวายเพื่อให้ท่านใช้เป็น พาหนะในการเดินทางเพื่อรับบิณฑบาตจากผู้มีจิตศรัทธา และเดินทางเผยแผ่ธรรมะ … พระครูบาได้ตั้งชื่อให้ม้าตัวนี้ว่า 'ม้าอาชาทอง' และใช้ชื่อดังกล่าว เป็นชื่อวัดด้วย จึงเป็นที่มาของชื่อ "วัดป่าอาชาทอง"

ทุกๆวัน .. ท่านครูบาเหนือชัยและพระลูกวัด จึงควบม้ามาตามทางที่คดโค้ง ขรุขระ ข้ามเขาลายลูก ในระยะทางราว 5 กม. มารับบิณฑบาต

และนำสิ่งของและอาหารที่เหลือจากฉันไปแจกจ่ายให้ชาวเขาที่ยากจนมาก รวมถึงเมตตาให้ความช่วยเหลือทุกคนที่เดือดร้อนไปพร้อมๆกับการอบรมธรรมะ

และสอนให้ผู้คนตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่าให้หันมาประกอบสัมมาอาชีพ หยุดการค้ายา รับจ้างขนยา และหยุดเสพยาเอง รวมถึงให้เข้ามาเป็นแนวร่วมในการ ดูแล รักษาผืนแผ่นดินไทย

นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการเอาเด็กชาวเขามาเรียน หนังสือ มาฝึกอาชีพ สอนมวยไทยให้เด็กๆ พอโตหน่อยพวกนี้ก็ไปรับจ้างแสดงในเมือง มีรายได้ขึ้นมา

เมื่อเวลาผ่านไป ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธา จึงสนับสนุนและจัดตั้งสถานปฏิบัติธรรมของท่านครูบาเหนือชัย …

จากสถานปฏิบัติธรรมเล็กๆ ปัจจุบันวัดป่าอาชาทองจึงมีวัดสาขาถึง 12 วัด มีม้าถึง 100 กว่าตัว มีโค-กระบือ 10 ตัว มีคนงานชาวเขาทั้งเด็กและผู้ใหญ่ถึง 60 คน

ซึ่งม้าดังกล่าวนั้นครูบาอนุญาตให้ ชาวเขา ข้าราชการครูและตำรวจ-ทหารในพื้นที่หยิบยืมไปใช้ได้

 

พระขี่มาบิณฑบาต … จึงเป็นความแปลก เป็น Unseen ที่ผู้คนกล่าวขานถึงมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงอยากมาตักบาตร ทำบุญ และถ่ายภาพด้วย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงมาขอให้พระครูบาเหนือชัยนำวัดป่าอาชาทองเข้าร่วมในโครงการ 'unseen Thailand' เพื่อช่วยโปรโมทการท่องเที่ยวของเชียงราย

ซึ่งครูบาเหนือชัยใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่นานถึง 3 ปี จึงตัดสิน ใจตกลงเข้าร่วมโครงการเมื่อปี 2547 เนื่องจากพระครูบารู้ดีว่า เมื่อการท่องเที่ยวย่างกรายเข้ามา วิถีชีวิตอันเงียบสงบ ของชาวเขาย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไป

 

อาชาทอง'ม้าหนุ่มร่างกำยำ ควบตะบึงพาพระครูบาข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าเพื่อรับบาตรจากญาติโยมผู้มีจิตศรัทธา แลเผยแผ่ธรรมะของพระพุทธองค์ … จึงเป็นภาพที่เราเห็นมาจนถึงทุกวันนี้

ใครบางคนเล่าว่า … อาหารที่เหลือจากการบิณฑบาตถูกแจกจ่ายให้ชาวเขาผู้ยากไร้ และเป็นเวลากว่า13 ปีแล้ว ที่ 'พระครูบาเหนือชัย' พากเพียร ให้ความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมแก่ชาวเขาเผ่าต่างๆที่อาศัยอยู่ตามแนว ตะเข็บ ชายแดน จ.เชียงราย เพื่อเปลี่ยนพวกเขาจากกลุ่มผู้ลักลอบขนยามาเป็นชาวไร่ผู้หวงแหนและร่วมพิทักษ์ ผืนแผ่นดินไทย

ท่านที่สนใจอยากไปร่วมทำบุญตักบาตรถวายให้กับท่านพระครูบาเหนือชัย ก็สามารถไปได้ โดยเวลาที่เหมาะสมสำหรับการไปตักบาตรนั้นคือช่วงเวลา 8:00 - 8:30

บริเวณที่ให้คนที่สนใจไปตักบาตรกันได้นั้นคือบริเวณลานธรรมของวัดป่าอาชาทอง

เรามีโอกาสไปไหว้พระและทำบุญที่สำนักสงฆ์ จึงขอนำภาพที่ถ่ายอาไว้มาแบ่งปันกันดูค่ะ

โรงเลี้ยงม้าของทางวัดจะอยู่ใกล้ ๆ กับลานพระแก้ว

การเดินทางไปชมพระขี่ม้าบิณฑบาต

1. ใช้เส้นทางเชียงราย – แม่จัน เลยจากอำเภอแม่จัน ไป 1 กม. มีทางแยกซ้ายไปดอยแม่สลอง ถนนผ่านหน้า บ้านแม่สลอง สภาพถนนเข้าหมู่บ้านยังไม่สะดวกควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ

2. ใช้เส้นทางเชียงราย-แม่สาย (ทางหลวงสาย A1) ระยะทางจากอำเภอเมือง - อำเภอแม่จัน ประมาณ 28 กม. จากตัวอำเภอแม่จันประมาณ 4 - 5 กิโลเมตร ก็ถึงปากทางไปวัดถ้ำป่าอาชาทอง (ถนนข้างวัดแม่คำหลวง) จะมีป้าย และลูกศรบอกตลอดทาง และเข้าไปอีกประมาณ 5 - 7 กิโลเมตร ลักษณะถนนตอนทางขึ้นตั้งแต่สะพานก่อน ถึงลานพระแก้ว ระยะทางประมาณ 2 กม. รถยนต์ส่วนตัวของท่านสามารถขึ้นได้และทิวทัศน์สองข้างทางก็ทำ ให้สดชื่น (ใช้เส้นทางนี้สะดวกกว่าค่ะ)

https://www.paiduaykan.com/76_province/north/chiangrai/prakeema.html


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Chaoying วันที่ : 16/06/2020 เวลา : 10.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

ว้าว..พี่สุภาวัลย์ ได้มีโอกาสไปถ่ายรูปพระ ตอนท่านออกบิณฑบาตและนำม้าอาบน้ำในลำธาร ภาพหายาก สวยงดงามมาก
เจ้าหญิงเป็นคนชอบม้ามากๆ ได้ยินเรื่องราวอันซีนของพระขี่ม้าบิณฑบาตร มานานมากแล้วและเห็นภาพพระขี่ม้าจากแหล่งท่องเที่ยว จึงซื้อภาพมาแขวนไว้ในบ้าน ตั้งแต่ยังเป็นทางดินแดง ไปลำบาก ..แม้เจ้าหญิงจะเที่ยวเชียงรายตามดอย ต่างๆ มาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยไปชมวัดพระขี่ม้า..จนกระทั่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เจ้าหญิงไปวัดอาชาทองมาแล้ว ..ใส่บาตรพระ ..ถ่ายรูปกับม้าสมใจอยาก..
แต่..ไม่ได้ภาพสวยๆ ในลำธารอย่างพี่สุ หรือทางดินแดงในหมู่บ้าน..พี่สุ ไปรอตั้งกล้องถ่ายที่ตรงจุดไหนคะ เผื่อจะได้ไปมั่ง
..ทางไปวัด ตอนนี้เจริญมาก ถนนดี หมู่บ้านเล็กๆ เงียบสงบ..แต่ไม่อยากให้นักท่องเที่ยว ไปวัดมากเกินไป ค่อยๆ ทยอยกันไปนะ ดีแล้ว
ชอบไอเดีย ของท่านเจ้าอาวาสวัดนี้ (สถานปฏิบัติธรรม) แม้จะเป็นพระสายบู๊ แต่ก็ทำให้โครงการอนุรักษ์ม้า และเลี้ยงม้าเพื่อให้ทหารนำไปใช้ในถิ่นทุรกันดาร ..อันนี้ ดีมากเลยค่ะ
ขอบคุณสำหรับเรื่องราวดี และภาพสวยมาก อีกครั้งค่ะ (ฮา ๆ เจ้าหญิงคนชอบม้ามากที่สุด)

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน