*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2284
  • จำนวนผู้ชม : 6512184
  • จำนวนผู้โหวต : 11448
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11448 คน
<< ตุลาคม 2020 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 20 ตุลาคม 2563
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 270 , 10:43:36 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปราสาทนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา


เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท  ตามใบบอกเมืองสระบุรี ในปี พ.ศ. ๒๑๔๙  นั้น

ได้เสด็จฯ โดยชลมารคตามลำน้ำป่าสักถึงท่าเรือ  แล้วจึงเสด็จฯ  ต่อไปโดยขบวนช้าง  มีพรานบุญผู้พบรอยพระพุทธบาทเป็นผู้นำทาง 

ข่าวการพบรอยพระพุทธบาท  ณ แขวงเมืองสระบุรี  ในขณะนั้น  นับเป็นมงคลนำความชื่นชมโสมนัสมาสู่ราชสำนักและพสกนิกรโดยถ้วนทั่ว  

พระมหากษัตริย์ในรัชกาลต่อๆ มา  ทรงถือว่า  การเสด็จนมัสการรอยพระพุทธบาทแห่งนี้เป็นพระราชกรณียกิจที่จำเป็น  และสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งที่พึงปฏิบัติ 

เส้นทางขบวนเสด็จนั้นมักจะเสด็จฯ โดยชลมารค

ขบวนพยุหยาตราชลมารคเพื่อนมัสการพระพุทธบาทในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น  จะหยุดพักผ่อนไพร่พลและเสวยพระกระยาหารกลางวันตรงใกล้บริเวณลำน้ำป่าสักและแม่น้ำลพบุรี มาบรรจบกัน

เป็นทางน้ำสามแพรกบริเวณวัดใหม่ประชุมพล  อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

จนถึงบ่ายหายเหน็ดเหนื่อยแล้ว  ขบวนจึงจะเคลื่อนต่อไปตามลำน้ำป่าสักจนถึงท่าเจ้าสนุกแล้วหยุดประทับแรม  ต่อวันรุ่งขึ้นขบวนจึงจะเคลื่อนไปโดยสถลมารค

ครั้นถึงรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองไม่โปรดที่จะหยุดการเดินทางในช่วงแรกที่วัดใหม่ประชุมพล  แต่จะหยุดประทับที่บริเวณริมน้ำใกล้วัดเทพจันทร์  ถัดจากวัดใหม่ประชุมพลลงมาเล็กน้อย 

จนถึงปี พ.ศ. ๒๑๗๔  จึงโปรดให้ช่างไปถ่ายแบบปราสาทนครหลวงในเขมร  มาสร้างขึ้นไว้ในบริเวณสถานที่แห่งนี้  แล้วให้ชื่อ  “พระนครหลวง” ตามชื่อเดิม

ปราสาทนครหลวง หรือ พระนครหลวง ตั้งอยู่ที่ ริมแม่น้ำป่าสักฝั่งทิศตะวันออก อยู่ที่หมู่ที่ 1 ตำบลนครหลวง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา …

ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม 2478 ในชื่อ พระนครหลวง

ลักษณะของสถาปัตยกรรมเป็นองค์ปราสาท เป็นพุทธสถานจตุรมุขทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มี 3 ชั้น ชั้นที่ 2 เป็นซุ้มระเบียงล้อมรอบ ชั้นบนมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอย

ปราสาทนครหลวง มีต้นแบบมาจากแบบของปราสาทศิลาที่เรียกว่า พระนครหลวง ในกรุงกัมพูชา และสร้างใกล้กับวัดเทพจันทร์

เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่ได้กรุงกัมพูชากลับมาเป็นประเทศราชอีกครั้งในตอนนั้น แต่ก็สร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ ด้วยเหตุอะไรนั้นก็ยังไม่ปรากฏแน่ชัด

ต่อมาราวปี พ.ศ. 2352 ตาปะขาวปิ่น ได้สร้างวัดนครหลวง มณฑป ขึ้นบนปราสาทแห่งนี้ขึ้น โดยเอาปราสาทนครหลวง เข้าไปไว้ในเขตของวัดด้วย

และมีการสร้างพระพุทธบาทสี่รอย ประดิษฐานไว้บนลานชั้นบนของปราสาท

เราจะไปเดินชมรายละเอียดส่วนหนึ่งของปราสาทกันนะคะ

โบราณสถานปราสาทนครหลวง  จึงแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือ ตัวปราสาทพระนครหลวง และร่องรอยพระตำหนักที่ประทับสำราญพระราชอิริยาบถของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ปราสาทนครหลวง ก่อสร้างขึ้นโดยนำดินมาถมให้สูงจนมีลักษณะเหมือนภูเขาขนาดย่อม ซึ่งอาจจะมาจากคติความเชื่อของคนโบราณ หรือพวกขอม ที่นิยมสร้างปราสาทให้เหมือนเขาพระสุเมรุ เสมือนเป็นแกนกลางของจักรวาล

ตัวปราสาทพระนครหลวง  เป็นอาคารก่ออิฐทั้งหล้ง เป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น ชั้นแรกมีขนาด ๘๑ x ๙๔  เมตร  สูงจากพื้นเดิน ๔ เมตร  ชั้นที่สองขนาด  ๖๗ x ๗๕  เมตร  สูงจากพื้นชั้นแรก ๔ เมตร  เช่นเดียวกัน  ชั้นที่สามขนาด  ๔๖ x ๔๘  เมตร  สูงจากพื้นชั้นที่สูง ๓.๕๐ เมตร 

จากการขุดแต่งเพื่อการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ พบว่าแกนในของฐานแต่ละชั้นก่อด้วยดินอัดแน่นจนถึงพื้นแล้วก่ออิฐเป็นเอ็นยึดขนาดกว้าง ๘๐ เซนติเมตร  สานกันเป็นแฉกทั่วพื้นที่ตรงมุมและทิศทั้งสี่

ที่ระเบียงคดทุกชั้นทำเป็นปรางค์ บริวาร … ชั้นแรกมี ๑๐ องค์  ชั้นที่สอง ๑๒ องค์  และชั้นที่สาม ๘ องค์  รวมทั้งสิ้น ๓๐ องค์ 

ลักษณะปรางค์แต่ละองค์มีแบบแปลนแผนผังเหมือนๆ กัน คือ เป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด ๘.๔๐ เมตร ย่อมุมไม้ยี่สิบ  ก่อเป็นฐานเขียง ๒ ชั้น แล้วขึ้นฐานบัวลูกแก้วอกไก่คู่รองรับเชิงบาตรและตัวเรือนธาตุตามลำดับ  …

ส่วนยอดทำเป็นชั้น ๕ ชั้น  ภายในองค์ปรางค์ประดิษฐานพระพุทธรูปปรางค์ละ ๒ องค์  ยกเว้นปรางค์หมายเลข ๗, ๑๘  และ ๒๖ ที่ต้องใช้เป็นเนื้อที่ของประตู

ระเบียงคด คือ อาคารเชื่อมต่อระหว่างปรางค์ของแต่ละชั้นก่อผนังด้านนอกตัน  แต่ทำช่องหน้าต่างปลอมเลียนแบบช่องลูกมะหวดคล้ายศิลปะสถาปัตยกรรมที่นิยมทำกันในเขมร สมัยนครวัด

ช่วงฐานก่อล้อกับการขึ้นรูปของฐานปรางค์ คือ  ทำเป็นฐานเขียง ๒ ชั้น  แล้วขึ้นฐานลูกแก้วอกไก่  ส่วนผนังด้านในก่อโปร่งทำเป็นเสาสี่เหลี่ยมปาดมุม  ปลายเสาเป็นบัวหงาย  มีหน้ากระดานรองรับระหว่างช่วงเสาก่อกำแพงหลังเจียดเตี้ยๆ โดยตลอด 

หลังคาทรงจั่วมุงกระเบื้องดินเผาแบบลอนโค้ง  ด้านนอกลด ๒ ตับ  ด้านในลด ๓ ตับ  ภายในระเบียงมีฐานชุกชี  ประดิษฐานพระพุทธรูปนั่งหันพระพักตร์สู่องค์ปรางค์ประธานทุกด้านทุกชั้น

ปัจจุบัน คงเหลือให้เห็นเฉพาะฐานชุกชี  ส่วนพระพุทธรูปไม่มีแล้ว …

แต่บนฐานชุกชีนี้บางอันยังคงมีร่องรอยบางส่วนของพระพุทธรูปให้เห็นเล็กน้อย ..

สำหรับฉัน นี่คล้ายกันมากกับระเบียงคดที่วัดไชยวัฒนาราม

ประตูทางเข้าขึ้นบนปราสาท  ชั้นแรกมี ๙ ประตู  ชั้นที่สอง  ๑๒ ประตู  และชั้นบน อีก ๙ ประตู  รวมทั้งสิ้น ๓๐ ประตู

ท่อระบายน้ำ  ทำเป็นช่องสามเหลี่ยมสำหรับน้ำไหลลงพื้นข้างล่าง รวม ๔๐ จุด

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  เมื่อเสด็จประพาสมณฑลอยุธยาในปี พ.ศ. ๒๔๒๑  ทรงพระราชนิพนธ์ถึงปราสาทแห่งนี้ว่า  “…คงสร้างไม่แล้วเสร็จเป็นแน่  จนบันไดก็ได้ก่อบ้างไม่ได้ก่อบ้างเป็นแต่ชักอิฐไว้  ตัวปรางค์กลางนั้น เห็นจะยังไม่ได้ก่อขึ้นเป็นแน่…”  

ที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดนี้เป็นหลักฐานที่เชื่อได้ว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงสร้างปราสาทนครหลวงไม่แล้วเสร็จ แต่จะด้วยสาเหตุอะไร ยังไม่ปรากฏแน่ชัดทอง แต่ไม่ปรากฏร่องรอยการแต่งเติมเสริมต่อใดๆ จนสิ้นสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมื่อมาถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๒  นายปิ่น หรือตาปะขาวปิ่น ได้สร้างพระพุทธบาทสี่รอยและอุโบสถเพิ่มเติมขื้นบริเวณลานชั้นบน 

พร้อมทั้งขอยกสถานที่นี้ขึ้นเป็นวัดและได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๗๕  ชาวบ้านเรียกวัดนี้กันสั้นๆ ว่า  วัดนคร 

พระพิทักษ์เทพธานี (ด้วง  ณ ป้อมเพชร)  ปลัดกรุงเก่าเล่าว่า ...

  “พระชื่อปิ่นออกไปเมืองพม่า ได้เห็นแบบอย่างพระบาทสี่รอย  จึงกลับมาเรี่ยไรราษฎรทำขึ้น”

การบูชาพระพุทธบาทสี่รอยเป็นคตินิยมของชาวพุทธฝ่ายหินยาน ซึ่งแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรพุกามในสหภาพพม่า 

พระพุทธบาทสี่รอยเป็นสัญลักษณ์ให้รำลึกถึงพระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้ว ๔ พระองค์ คือ พระกกุกสันโธ พระโกนาคม  พระกัสสป  แลพระสมณโคดม

พุทธบาทสี่รอย นี้ มีลักษณะเป็นพระพุทธบาทซ้อนกันสี่รอยลึกลงไปในเนื้อหิน โดยรอยใหญ่ที่สุดกว้างประมาณ 2.5 เมตร ยาว 5.5 เมตร

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้เสด็จฯ ไปถวายผ้ากฐินที่วัดนี้ และมีพระราชดำริจะสร้างปราสาทพระนครหลวงให้แล้วเสร็จ  … แต่จากการที่มีอุโบสถที่ครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ภายใน  อยู่บนลานชั้นบน  จะรื้อเสียก็ไม่ควร  จึงไม่ได้ปฏิสังขรณ์ต่อ

ในช่วงเวลาของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว … พระปลัดปลื้ม  วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส  ได้ขออนุญาตกระทรวงธรรมการรื้ออุโบสถที่ประดิษฐานพระพุทธบาทสี่รอยออก

แล้วสร้างใหม่เป็นมณฑปจัตุรมุข แก้พระปรางค์ทิศเป็นทรงมณฑป 

และซ่อมแซมปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดอื่นอีกหลายอย่าง

จากการที่มุ่งผลประโยชน์การใช้สอยในขณะนั้นเป็นหลักสำคัญ  ไม่ได้คำนึงถึงแบบแปลนแผนผังเดิม

  ผลที่ปรากฏจึงเป็นภาพความขัดแย้งระหว่างของเก่าของใหม่ที่มองเห็นอยู่โดยทั่วไป

ตั้งแต่รูปแบบราวบันไดไปจนถึงส่วนยอด

 

พระพุทธรูปภายในระเบียงคด

พระตำหนักนครหลวง หรือ ศาลพระจันทร์ลอย ที่อยู่ด้านหน้าปราสาท มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบอาคารจัตุรมุข สร้างโดยพระปลัดปลื้ม  วัดจักรวรรดิ์ราชาวาส …

เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ที่มาเยิอนปราสาทนครหลวงควรเข้าไปชม

บริเวณศาลาพระจันทร์ลอย … จากงานขุดแต่งขุดค้นสถานที่โดยกรมศิลปากร พบว่า...

  อาคารจัตุรุมุขได้สร้างทับซ้อนลงบนอาคารพื้นปูอิฐ หลังคามุงกระเบื้อง  ซึ่งน่าเชื่อถือว่าเป็นศาลาโถงที่ประทับ หรือพระตำหนักชั่วคราว ที่สมเด็จพระเจ้าปราสาททองแวะประทับสำราญพระราชอิริยาบถ  เวลาเสด็จโดยขบวนพยุหยาตราชลมารคเมื่อถึงเทศกาลนบพระพุทธบาทนั้น 

ภายในศาลพระจันทร์ลอย จะมี แผ่นหินพระจันทร์ลอย ที่มีลักษณะคล้ายดวงจันทร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนฐานตรงกลางห้องโถง …  

ด้านหนึ่งสลักเป็นรูปพระเจดีย์สององค์และพระพุทธรูปสามองค์

ส่วนอีกด้านสลักเป็นรูปปลาคล้ายสัญลักษณ์ของราศีมีน มีการสันนิษฐานกันว่า แผ่นหินนี้ อาจจะเป็นธรรมจักร ที่ยังสร้างไม่เสร็จก็ได้ค่ะ

ปราสาทนครหลวง … มีความสวยงาม ดูยิ่งใหญ่ ไม่แพ้หรืออาจจะมากกว่าอีกหลายๆวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รวมถึงมีประวัติที่ยาวนาน เป็นสถานที่ที่เมื่อก้าวเท้าย่างเหยียบบนทางเดิน จะให้ความรู้สึกที่รับรู้ได้ถึงความขลังของสถานที่ และพลังบางอย่างที่เข้ามาสัมผัสกับตัวเรา 

การเดินทาง

ทางรถยนต์ ไปตามถนนสายเอเชีย นับว่าสะดวกที่สุด  จนถึงบ้านบ่อโพง  ก่อนข้ามสะพานแม่น้ำป่าสักมีทางแยกอยู่ด้านขวามือคือ  ถนนสายนครหลวง – ภาชี (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๖๓)  เดินทางต่อไปอีกประมาณ ๙ กิโลเมตร  ก็จะถึงปราสาทพระนครหลวง

Ref : http://www.qrcode.finearts.go.th/index.php/th/historicalpark/phranakhonsriayutthaya/ayutthaya-02/ayutthaya02-007/item/314-ayutthaya02-036

https://travel.trueid.net/


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 20/10/2020 เวลา : 11.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน