*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2312
  • จำนวนผู้ชม : 6544638
  • จำนวนผู้โหวต : 11496
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11496 คน
<< ธันวาคม 2020 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม 2563
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 212 , 19:54:13 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ปราสาทพนมรุ้ง ทิพยวิมานบนปล่องภูเขาไฟ  … บุรีรัมย์


ปราสาทหินพนมรุ้ง …ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้งซึ่งมีความสูง 1,320 ฟุตจากระดับน้ำทะเล ในเขตตำบลตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นบนยอดภูเขาไฟที่ดับมาแล้วเป็นเวลาหลายร้อยล้านปี

เชื่อกันว่า เดิมเป็นที่ตั้งของศาสนพื้นถิ่น เพื่อประกอบพิธีกรรมของชุมชนมาก่อนที่จะมีการก่อสร้างขึ้นเป็นปราสาท ที่มีความใหญ่โตงดงาม

ปราสาทหินพนมรุ้ง … สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 … จารึกต่างๆที่นักวิชาการได้อ่านและแปลพอจะสรุปได้ว่า พระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 กษัตริย์แห่งเมืองพระนคร (พ.ศ.1487 – 1511)ได้สถาปนาเทวาลัยถวายพระอิศวรที่ขาพนมรุ้ง ซึ่งในสมัยแรกๆคงยังไม่ใหญ่โตนัก ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 (พ.ศ.1511 – 1544) ได้ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสถวายแด่เทวสถานพนมรุ้ง ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 นเรนทราทิตย์ เจ้านายแห่งราชวงศ์มหิทรปุระที่ปกครองดินแดนแถบนี้ (ซึ่งเป็นต้นตระกูลของ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ผู้สร้างนครวัด)ได้สร้างปราสาทแห่งนี้ขึ้นและได้ทรงบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ ปราสาทพนมรุ้ง ก็เลยได้ยกฐานะเป็นเทวาลัยของศิวะเทพ .. ทำนองเดียวกับวัดหลวงของไทยสมัยปัจจุบัน

จารึกที่พบในปราสาทแห่งนี้อธิบายความหมายของชื่อ “พนมรุ้ง” ว่าหมายถึงภูเขาอันกว้างใหญ่ ซึ่งก็สอดคล้องกับประวัติการสร้างปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อประมาณกลางศตวรรษที่ 15 เพื่ออุทิศแด่เทพเจ้าแห่งขุนเขา หรือพระศิวะ เทพเจ้าสูงสุด ดังนั้น เขาพนมรุ้งจึงเปรียบเสมือนเขาไกรลาสที่ประทับของพระศิวะ

ปราสาทหินพนมรุ้ง ได้จัดผังที่ประกอบไปด้วยหมู่อาคารต่างๆ ตั้งเรียงรายจากลาดเขา ต่อเนื่องขึ้นไปจนถึงองค์ปรางค์ประธานบนยอดสูงสุดของยอดเขาพนมรุ้ง ส่วนทางเดินขึ้นทอดไปสู่สะพานนาคราช คล้ายดั่งจุดเชื่อมโยงโลกมนุษย์กับแดนสวรรค์ นับเป็นโบราณสถานฝีมือชั้นเลิศชิ้นหนึ่ง ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในครั้งอดีตของอาณาจักรขอมโบราณ

ปราสาทหินพนมรุ้ง มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างแพร่หลาย เมื่อมีกระแสเรียกร้องถึง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ตั้งเคียงคู่กับปราสาทพนมรุ้งมานานนับพันปี แต่ในช่วงเวลาหลายสิบปีตั้งแต่ พ.ศ. 2516  กลับไปถูกจัดแสดงอยู่ที่สถาบันศิลปะชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา

หลังจากนั้น เกิดพลังเรียกร้องของประชาชนในการทวงคืนทับหลังองค์นี้ กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการเรียกร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับความร่วมมือจากองค์กรต่างๆหลายชาติ .. ในปี 2531 ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ก็ได้รับการส่งคืนมาแบบไม่มีเงื่อนไข

ยลโฉมปราสาทหินพนมรุ้ง

แผนผังของปราสาทพนมรุ้งได้รับการออกแบบให้มีลักษณะเป็นแนวเส้นตรง และเน้นความสำคัญเข้าหาจุดศูนย์กลาง นั่นคือปราสาทประธานซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก

บันไดต้นทาง .. การเดินเที่ยวชมปราสาทหินพนมรุ้ง หากเริ่มต้นด้วยการเดินจากด้านล่างขึ้นไปยังปราสาทองค์ประธานที่อยู่บนยอดเขาสูงสุด จะเริ่มจากบันไดทางขึ้น ที่เรียกว่า บันไดต้นทาง ก่อด้วยศิลาแลง เป็นชั้น ๆ สามชุด

สุดบันไดขึ้นมาเป็นชาลารูปกากบาท ยกพื้นตรงกลางสูงกว่าปีกสองข้างเล็กน้อย ปูด้วยศิลาแลง ซึ่งน่าจะเป็นฐานพลับพลารูปกากบาท ซึ่งเป็นซุ้มประตูทางเข้า (โคปุระชั้นนอก) ด่านแรกของปราสาท เช่นเดียวกับที่ปราสาทเขาพระวิหาร ซุ้มประตูนี้มีรูปทรงคล้ายกับซุ้มประตูระเบียงคด ด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทางเข้าด่านสุดท้าย (โคปุระชั้นใน)

พลับพลาเปลื้องเครื่อง 

อยู่ด้านขวาของบันไดทางขึ้นสู่ศาสนสถาน เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก่อด้วยศิลาแลง มีหินทรายประกอบบางส่วน เป็นที่พักจัดเตรียมองค์ของพระมหากษัตริย์ ก่อนเสด็จเข้าสู่การสักการะเทพเจ้า หรือประกอบพิธีกรรมในบริเวณศาสนสถาน

ทางดำเนิน 

เป็นทางเดินเท้าที่ต่อมาจากบันไดชาลารูปกากบาทซึ่งอาจจะเป็นซุ้มประตูชั้นนอก ทอดไปยังบันไดขึ้นปราสาท พื้นปูด้วยศิลาแลง ขอบเป็นหินทราย ขอบถนนทั้งสองข้างประดับด้วยเสาหินทราย มียอดคล้ายดอกบัวตูม จำนวน ๖๘ ต้น ข้างละ 34 ต้นตั้งเรียงกันตรงกันทั้งสองแถว เรียกว่าเสานางเรียง ทอดตัวไปยังสะพานนาคราช

สะพานนาคราช 

เป็นจุดเชื่อมทางดำเนินกับบันไดทางขึ้นปราสาท และทางสู่บารายหรือสระน้ำ ก่อด้วยหินทราย มีผังเป็นรูปกากบาท ยกพื้นสูงจากถนน ๑.๕๐ เมตร ด้านหน้า และด้านข้างลดชั้น มีบันไดทำเป็นอัฒจันทร์รูปปีกกาทางขึ้น ส่วนด้านหลังเป็นชานกว้างเชื่อมต่อกับบันไดขึ้นปราสาท เสาและขอบสะพานสลักเป็นลวดลายสวยงาม

 ราวสะพานทำเป็นตัวพญานาคห้าเศียร ซึ่งมีสภาพที่สวยงามสมบูรณ์มาก หันหน้าออกแผ่พังพานทั้งสี่ทิศ เครื่องประดับพญานาคเป็นแผ่นสลักลายในแนวนอน อันเป็นลักษณะศิลปกรรมแบบนครวัด ซึ่งมีอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗ สะพานนาคราชนี้ ตามความเชื่อเป็นทางที่เชื่อมระหว่างโลกมนุษย์กับเทพเจ้า

บันไดขึ้นปราสาท 

ต่อจากสะพานนาคราชชั้นที่ 1เป็นทางเดินขึ้นไปยังลานยอดเขา ทำด้วยหินทรายกว้าง มีอยู่ ๕ ชั้น 52 ขั้น ระหว่างบันไดแต่ละชั้น มีชานพักสองข้าง ทำเป็นรูปฐานสี่เหลี่ยม ตั้งเป็นกระพักทั้งห้าชั้น บันไดและชานพักแต่ละชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไปตามลำดับความสูง

ทางสู่ปราสาท 

เมื่อถึงบันไดชั้นที่ ๕ จะมีชานชาลาโล่งกว้างอยู่หน้าระเบียงคด บันไดและชาลา มีระดับเดียวกัน ตั้งอยู่บนฐานเดิม ซึ่งได้ถมและปรับระดับไว้ ก่อขอบคันดินทลายด้วยศิลาแลง จากบันไดชั้นที่ ๕ ด้านหน้าก่อเป็นชั้นบันได ทั้งสองข้างของบันไดทางขึ้นชั้น ๔ ใช้เป็นทางเข้าสู่ปราสาทได้อีกทั้งสองทาง ถัดจากชานบันไดชั้น ๔ เข้าไปเป็นยกพื้นชั้นเดียวรูปกากบาท

สะพานนาคราชช่วงที่สอง  สุดถนนกลางซึ่งเป็นทางเข้าหลัก มีสะพานนาคราชชั้นที่ 2 รับอยู่อีกช่วงหนึ่ง ก่อนที่จะถึงซุ้มประตูกลางระเบียงคดชั้นใน

ซุ้มประตูและระเบียงชั้นใน 

ก่อนถึงบริเวณที่ตั้งปราสาท จะมีระเบียงคดล้อมเป็นกำแพงชั้นใน ก่อเป็นห้องยาวต่อเนื่องกันเป็นวงรอบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และมีหลังคาคลุม แต่ไม่สามารถเดินทะลุโดยตลอด เพราะมีผนังกั้นเป็นช่วง ๆ

ระเบียงทั้งสี่ด้านมีซุ้มประตู (โคปุระ)  ... ซุ้มประตูระเบียงเหล่านี้ มีการสลักลวดลายที่หน้าบันทับหลังเสาประตู กรอบประตูและเสาติดผนังที่ส่วนบนของผนังระเบียง ที่หน้าบันและทับหลังนิยมสลักเป็นภาพเล่าเรื่อง ส่วนอื่น ๆ นิยมสลักเป็นลายพรรณพฤกษา

สะพานนาคราชช่วงสุดท้าย 

เป็นช่วงที่เชื่อมต่อระหว่างซุ้มประตู (โคปุระ) กับปรางค์ประธาน มีลักษณะเหมือนสะพานนาคราชช่วงก่อน ๆ แต่มีขนาดเล็กลง

ปรางค์ประธาน 

ปรางค์ประธาน ... เป็นสถาปัตยกรรมที่สำคัญที่สุด ก่อด้วยหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่ตรงกลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม มีมุขสองชั้นทางด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ส่วนด้านหน้าคือทิศตะวันออก ทำเป็นรูปมุขโถง

ตัวปรางค์ประธานตั้งอยู่บนฐานเตี้ย ๆ สองชั้น ย่อมุมรับกับอาคาร ลักษณะของแผนผังดังกล่าว มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖ - ๑๗ เหมือนกันกับแผนผังของปราสาทหินพิมาย องค์ปรางค์ประกอบด้วยส่วนสำคัญ ๓ ส่วนคือ ส่วนฐาน เรือนธาตุ ส่วนหลังคาและเรือนยอด

บริเวณหน้าบันและทับหลังของปราสาทประธานทางทิศตะวันออก มีภาพสลักทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หรือพระวิษณุบนพญาอนันตนาคราช ณ ทะเลน้ำนมหรือเกษียรสมุทร มีดอกบัวผุดออกมาจากพระนาภี มีพระพรหมพระผู้สร้างโลกเกิดขึ้นบนดอกบัว …

ส่วนบนเป็นรูปศิวนาฏราช หรือพระศิวะกำลังร่ายรำหนึ่งในร้อยแปดท่า อันเป็นบ่อเกิดวิชานาฏศิลป์ … ชาวฮินดูเชื่อว่า ท่าร่ายรำขององค์ศิวะ มีผลต่อการหมุนของโลกและจักรวาล

จากลักษณะของสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมของปรางค์ประธาน พอจะกำหนดอายุได้ว่าสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๗

เรือนธาตุ 

คือส่วนที่ถัดขึ้นไปจากฐาน เป็นบริเวณที่เข้าไปภายในได้ ห้องภายในที่สำคัญคือ ห้องครรภคฤหะ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่สำคัญที่สุดของศาสนสถานคือ ศิวะลิงค์ ซึ่งปัจจุบันเหลือแต่เพียงร่องรับน้ำสรง ท่อลอดพื้นห้อง และลานปราสาท ออกไปนอกระเบียงคดด้านทิศเหนือ เรียกว่า โสมสูตร ศิวะลึงค์ที่เห็นเป็นของที่ทำขึ้นใหม่

มองออกไปอีกด้าน จะเห็น โคนนทิ พาหนะของพระศิวะ

เทพประจำทิศ

ประดับอยู่บนแท่งศิลาทราย ทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ ด้านบนสลักเป็นรูปดอกบัว (ปัทมะ) ซึ่งสันนิษฐานว่า คงจะใช้สำหรับวางเครื่องบูชา และแต่เดิมนั้น คงจะประดับอยู่เรียงรายรอบปราสาทประธาน … เทพผู้ประจำอยู่ตามทิศต่าง ๆ ทั้งแปดพระองค์ ประกอบไปด้วย ท้าวกุเวร ประจำทิศเหนือ พระอินทร์ ประจำทิศตะวันออก พระยม ประจำทิศใต้ พระวรุณ ประจำทิศตะวันตก พระอิศาน ประจำทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระนรฤติ ประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ พระอัคนี ประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ และพระพาย ประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ

ส่วนหลังคา และเรือนยอด 

ทำเป็นชั้น ๆ ที่เรียกว่า ชั้นเชิงบาตร ลดหลั่นกันขึ้นไป ๕ ชั้น ส่วนยอดบนสุดสลักเป็นกลีบบัว รองรับนพศูล ที่ชั้นเชิงบาตรแต่ละชั้น ประกอบด้วย ซุ้มและกลีบขนุนปรางค์สลักเป็นรูปเศียรนาค ฤาษี เทพสตรี และเทพประจำทิศต่างๆ กลีบขนุนที่ประดับตามมุมของแต่ละชั้นจะสลักให้สอบเอนไปทางด้านหลัง ทำให้ยอดปรางค์มีรูปทรงเป็นพุ่ม

ส่วนประกอบอื่น ๆ ขององค์ปรางค์ได้แก่มุขปรางค์ด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก มณฑป และมุขหน้า มุขหลังคาเป็นโค้งลดชั้นเช่นเดียวกับซุ้มประตู ระเบียงคดหรือโคปุระ ด้านในของหลังคา รวมทั้งของยอดปรางค์ น่าจะเคยมีเพดานไม้จำหลักลาย และอาจทาสีให้สวยงาม

องค์ปรางค์และส่วนประกอบทั้งหมด มีประตูรับกันเป็นชั้น ๆ อยู่ในแนวตรงกันทุกทิศ มณฑปและฉนวนมีประตูข้างทางทิศเหนือ และทิศใต้ข้างประตู

ประติมากรรมรูปทวารบาล

เท่าที่เห็นจะเหลือในลักษณะที่ค่อนข้างสมบูรณ์อยู่เพียงด้านเดียวของปราสาท ส่วนด้านอื่นๆหักพังไปเกือบหมดแล้ว

ส่วนต่าง ๆ ของปรางค์ประธาน ล้วนสลักลวดลายประดับ มีทั้งลวดลายพันธุ์พฤกษา ภาพเทพต่าง ๆ และภาพเล่าเรื่องตามคัมภีร์ทางศาสนา เช่น เรื่องมหาภารตยุทธ เรื่องของพระศิวะ เรื่องของพระวิษณุ เรื่องรามายณะ

ลายจำหลักรูปฤาษี ซึ่งเป็นภาคของการรักษาโรคภัยต่างๆของพระศิวะ

ห้องมุขปรางค์ทิศต่าง ๆ อีกสามด้าน .. มีร่องรอยว่าเคยมีแท่นฐานประติมากรรมตั้งอยู่

ปรางค์น้อย 

ปรางค์สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ตั้งอยู่ใกล้ปรางค์ประธานทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ … ก่อด้วยหินทราย ไม่มีส่วนยอดเหลืออยู่ กรุผนังด้านในด้วยศิลาแลง มีประตูเข้าได้ทางเดียวคือ ทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นด้านหน้า ส่วนด้านอื่น ๆ ก่อเป็นผนังทึบ แต่ทำเป็นประตูหลอก ภายในห้องมีแท่นฐานหินทราย สำหรับประดิษฐานรูปเคารพ ภาพสลักประดับส่วนต่าง ๆ ขององค์ปรางค์สลักลวดลายพันธุ์พฤกษา เป็นส่วนใหญ่  มีภาพบุคคลขนาดเล็กอยู่กลางค่อนมาทางด้านล่าง เศียรนาคกรอบหน้าบันทำเป็นเศียรนาคเกลี้ยงไม่มีรัศมี ลักษณะลวดลายจำหลักบนทับหลังเป็นศิลปะเขมร แบบบาปวนเป็นส่วนใหญ่ มีศิลปะก่อนหน้านั้นคือ แบบเกรียงหรือคลังปนอยู่บ้าง ทำให้สามารถกำหนดอายุได้ว่า น่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖

วิหาร หรือ บรรณาลัย 

มีอยู่สองหลัง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ และทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธานสองข้างสะพานนาคราช ช่วงสุดท้ายที่เชื่อมต่อระหว่างระเบียงชั้นในด้านหน้ากับปรางค์ประธาน เป็นอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสร้างด้วยศิลาแลง มีประตูเข้าออกด้านเดียว ภายในไม่มีรูปเคารพ หลังคาทำเป็นรูปประทุนเรือ โดยวางหินซ้อนเหลื่อมกันขึ้นไปบรรจบกันแบบเดียวกันกับหลังคาระเบียงชั้นใน จากการที่ใช้ศิลาแลงเป็นวัสดุก่อสร้าง โดยใช้หินทรายเป็นส่วนประกอบตามแบบของการก่อสร้างสมัยบายน ทำให้สันนิษฐานว่า อาคารดังกล่าวนี้สร้างร่วมสมัยกับสมัยบายน ประมาณปี พ.ศ.๑๗๒๐ – ๑๗๗๓

ปรางค์อิฐ 

มีอยู่สององค์ ตั้งอยู่ใกล้ปรางค์ประธานทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ องค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก อีกองค์หนึ่งหันหน้าไปทางทิศใต้ แต่ละองค์มีขนาด ๕ x ๕ เมตร มีเสาประดับกรอบประตูทำด้วยหินทราย สันนิษฐานว่า มีอายุอยู่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่เกาแก่ที่สุดที่ยังเหลืออยู่

ชานชาล ด้านหลังของปราสาทพนมรุ้ง … มีบันไดเดินลงด้านล่าง ที่ริมชานชาลามีประติมากรรมรูปสิงห์คู่นั่ง คล้ายกับสิงห์ที่เห็นตรงทางขึ้นปราสาทเขชาพระวิหาร

ถัดจากชานชาลามีบันไดลงไปสู่ส่วนที่ปัจจุบันเป็นร้านค้า … สามารถมองลงไปยังทิวทัศน์เบื้องล่างได้

ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 (เมษายน) ของทุกปีจะเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับศาสตร์ความเชื่อในการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้ คือจะเกิดแสงแรกของพระอาทิตย์สาดส่องทะลุผ่านประตูทั้ง 15 ช่อง

ในสมัยโบราณแสงอาทิตย์ยามเช้าสาดมาส่องศิวะลิงค์ ซึ่งเป็นสัญญาลักษณ์ของพระศิวะ เกิดเป็นรัศมีเหลืองอร่าม ถือว่าเป็นการเพิ่มพลังให้แก่พระศิวะ … ปัจจุบัน ทางการของจังหวัดบุรีรัมย์จึงได้จัดให้มีงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง เป็นงานใหญ่ประจำปี ชาวบ้านและนักท่องเที่ยวจะเดินเท้าขึ้นมาเพื่อชมความอลังการที่ผสานระหว่างธรรมชาติและสิ่งก่อสร้างของบรรพชน

กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพนมรุ้งเป็นโบราณสถานของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2475 ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 52 ตอนที่ 75


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
Supawan วันที่ : 27/12/2020 เวลา : 19.58 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/supawan

สวัสดีวันหยุดค่ะ


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน