*/
  • Supawan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : hello.supawan@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-21
  • จำนวนเรื่อง : 2349
  • จำนวนผู้ชม : 6911310
  • จำนวนผู้โหวต : 11816
  • ส่ง msg :
  • โหวต 11816 คน
<< กุมภาพันธ์ 2021 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2564
Posted by Supawan , ผู้อ่าน : 780 , 06:32:24 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สำรวจฟ้า โหวตเรื่องนี้

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร


“วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร” หรือ “วัดราชโอรส” .. เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๓ แห่งบรมราชวงศ์จักรี เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยาเดิมชื่อ “วัดจอมทอง”

ในสมัยรัชกาลที่ 2 … เมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 ขณะทรงดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ทรงเป็นจอมทัพไปตั้งทัพสกัดทัพพม่าที่ด่านเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีใน พ.ศ. 2363

เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักประทับแรมที่วัดนี้ พร้อมกับทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม ที่หน้าวัดนี้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่กองทัพ พร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ

หลังจากทรงเลิกทัพกลับพระนคร พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระราชทานนามใหม่ว่า ‘วัดราชโอรส’ อันหมายถึงวัดที่พระราชโอรสทรงสถาปนา

ครั้นเมื่อถึงนยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว .. เป็นยุคสมัยที่ว่างเว้นจากสงครามกับประเทศเพื่อนบ้าน การค้าขายกับชาวจีนเฟื่องฟู จนภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวมีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนา .. มีการสร้างซ่อมวัดขึ้นมากมายทั้งโดยพระมหากษัตริย์และขุนนาง

รวมถึงการสร้างงานศิลปกรรมแนวใหม่ขึ้นมาด้วยการนำศิลปะจีนเข้ามาผสมผสาน

วัดที่สร้างภายใต้แนวคิดนี้เป็นแห่งแรกๆ นั่นก็คือ ‘วัดราชโอรสาราม’ วัดประจำรัชกาลที่ 3 นั่นเอง

แผนผังของวัด .. มีการนำแผนผังแบบฮวงจุ้ยจีนเข้ามาใช้เป็นครั้งแรก โดยพระอุโบสถเป็นอาคารประธานของวัด หันหน้าไปทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นคลอง

ด้านหลังเป็นวิหารพระนอนขนาดใหญ่ ขนาบสองข้างด้วยวิหารพระนั่งและศาลการเปรียญ

ซุ้มประตูแบบจีน .. มีเจดีย์โบราณทรงถะแบบจีนขนาบ 2 ข้าง แต่ยังมีการสร้างเจดีย์ทรงปรางค์ที่มุมกำแพงอยู่ เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานขนบแบบใหม่เข้ากับขนบแบบเก่าได้อย่างลงตัว

พระอุโบสถซึ่งเป็นอาคารประธาน .. มีลักษณะทางสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมผสมระหว่างไทย และจีน หลังคาเป็นแบบจีนแต่มุงกระเบื้องสีแบบไทย ไม่มีช่อฟ้าใบระกา

หน้าบันก่ออิฐแบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นบนประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ เป็นสัญลักษณ์แห่งความมงคล ไม่ว่าจะเป็นแจกันดอกเบญจมาศ มีรูปสัตว์มงคลตามคติของจีน คือ มังกร หงส์ และนกยูง

ตอนล่างเป็นภาพทิวทัศน์มีบ้านเรือน ภูเขา ต้นไม้ และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

.. ล้อมรอบพระอุโบสถ คือ ซุ้มเสมาทรงเกี้ยวซึ่งเป็นอีกหนึ่งประดิษฐกรรมใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน

ทวารบาล ... เป็นตุ๊กตากนะเบื้อเคลือบขนาดใหญ่ แทนการแกะสลักหรือวาดบนบานประตู ดูจากลายเสื้อซึ่งเป็นลายมังกรของตุ๊กตากระเบื้องเคลือบสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นรูปเยาวกษัตริย์ของจีน

ส่วนบานประตูด้านในวาดเป็นเซี่ยวกางหรือทวารบาลจีนโดยที่ด้านนอกเป็นบานประตูประดับมุกรูปมังกรดั้นเมฆ ซึ่งเป็นการใช้ทวารบาลซ้อนกันสองชั้น

บานประตูด้านนอกพระอุโบสถ ลงรัก ประดับมุกลายมังกรดั้นเมฆ

ล้อมกรอบด้วยลายดอกเบญจมาศสลับลายอาวุธจีน ด้านในเขียนรูปทวารบาลแบบจีน

เหนือช่องกรอบประตูหน้าต่างมี ‘กระจกโบราณ’ เป็นกระจกเงา ซึ่งเป็นสิ่งมงคลและให้ความสว่างไสว

กรอบกระจกฉลุสลักลวดลายและทำเป็นรูปหน้าปัดนาฬิกาและลวดลายต่างๆ หลายรูปแบบอย่างสวยงาม ติดไว้ช่องละ ๓ แผ่น

ภายในพระอุโบสถประดิษฐาน “พระพุทธอนันตคุณอดุลยญาณบพิตร” ..  พระพุทธรูปปางสมาธิประทับภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช บรมนาถบพิตร โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นประดิษฐานเหนือพระประธานเมื่อ พ.ศ. 2504

เนื่องจากที่บริเวณผ้าทิพย์ของพระพุทธรูปองค์นี้มีรูปปราสาทอันเป็นตราแผ่นดินรัชกาลที่ 3

ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและศิลาจารึกดวงพระชันษาที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำมาบรรจุเมื่อ พ.ศ. 2397 พร้อมกับการถวายพระนามให้พระพุทธรูปองค์นี้

ผนังภายในของพระอุโบสถ … ตกแต่งด้วยจิตรกรรมฝาผนังลายเครื่องตั้งเครื่องมงคลอย่างจีน

บางช่วงมีความหมายในการให้พร ฮก ลก ซิ่ว ตามคติของจีน บนเพดานเขียนดอกเบญจมาศ ทองบนพื้นสีแดง

ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แตกต่างจากการใช้ภาพทศชาติชาดกบ้าง พุทธประวัติ และสิ่งนี้ก็เพิ่งจะเกิดขึ้นในรัชกาลที่สามนี่เอง

บริเวณผนังระหว่างประตูหน้าต่างจะวาดเป็นภาพตำหนักจีนแทน

บางช่องมีภาพเทพเจ้าจีนด้วย เช่น นาจา แม้แต่เจ้าแม่กวนอิมก็มีนะครับ

ศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจุดหนึ่งในศิลปะไทย ที่มีการผสมผสานศิลปะไทย กับศิลปะจีน ทั้งสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และองค์พระประธานภายในอุโบสถได้อย่างลงตัว

เป็นต้นแบบของความร่วมสมัยผสมผสานของคนโบราณ

ภายนอกพระอุโบสถก็ยังมีสิ่งสำคัญที่น่าสนใจคือ พระแท่นที่ประทับของล้นเกล้ารัชกาลที่ 3 ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นหมื่นเจษฎาบดินทร์

เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้าง บูรณปฏิสังขณ์วัดแห่งนี้

ศาลาราย ..

เจดีย์ทรงถะจีนแปดเหลี่ยม (สถูปเจดีย์) ... อยู่ด้านหลังพระอุโบสถ เป็นสถูปแบบจีน มีทรงเหลี่ยมซ้อนกัน ๕ ชั้น ยอดเป็นรูปทรงน้ำเต้า

ถัดมาเป้นทรงเหลี่ยมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในแต่ละเหลี่ยมเจาะเป็นช่อง เว้นระยะโดยรอบ ถะ 

สถูปองค์นี้ ก่อด้วยอิฐถือปูนปิดทึบ ภายนอกเป็นแผ่นหินอ่อนสลักรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และลวดลายปะติดไว้ด้านนอก

สุสานพระธรรม ... อยู่ข้างถะ (สถูปเจดีย์หิน) มีลักษณะเป็นเก๋งจีนเรือไฟหิน

ใช้สำหรับเผาพระคัมภีร์หรือข้อเขียนทางพระพุทธศาสนา

ภายในสุสานพระธรรมประดิษฐานพระพุทธรูปแบบจีนหินสลักนูนจากแผ่นศิลา

ซุ้มเสมาทรงเกี้ยว ... ซุ้มเสมาที่ทำรูปแบบลักษณะซุ้มคล้ายอย่าง “เรือนเกี้ยว”

เป็นแบบแผนซุ้มเสมาที่เริ่มนิยมมาตั้งแต่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เป็นต้นมา โดยซุ้มเสมานี้สร้างขึ้นด้วยหินอ่อน มีใบเสมา ๒ ใบ เรียกว่าเสมาคู่

กำแพงด้านนอกของระเบียงคด (พระระเบียงคด) .. ที่มีแผ่นแผ่นหินอ่อนจารึกตำรายาและตำราหมอนวด ติดเป็นระยะๆ จำนวนทั้งสิ้น ๙๒ แผ่น

คล้ายกับที่พบที่วัดโพธิ์ แม้จะไม่เท่ากับวัดโพธิ์แต่ก็มีมากพอสมควร

ประตูสี่เหลี่ยมแต่ทำกรอบทรงกลม ... เป็นทางเข้าสู่วิหารพระนอนที่สวยมาก

ซึ่งเชื่อกันว่าจะนำสิ่งดีงามให้แก่ผู้ที่ผ่านประตูนี้เข้ามาครั้นเมื่อเข้าไปด้านในแล้ว

แนวระเบียงคดรอบพระวิหาร .. เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหลากหลายสมัยที่รวบรวมลงมาจากหัวเมืองตั้งแต่ต้นกรุง ล้อมรอบชั้นที่ 2 คือแถวเจดีย์จำนวน 32 องค์

ซึ่งเมื่อรวมกับพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ก็จะกลายเป็นตัวเลข 33 ทันที ตัวเลข 33 นี้มีจำนวนเท่ากับของเทวดาทั้งหมด 33 องค์ รวมพระอินทร์ด้วย

ดังนั้น พื้นที่บริเวณนี้จึงเป็นเหมือนการจำลองสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ในอีกวิธีหนึ่ง

พระวิหารพระพุทธไสยาสน์มีลักษณะภายนอกคล้ายกับพระอุโบสถ

แต่หน้าบันมีการประดับน้อยกว่าพระอุโบสถและไม่ได้ใช้กระเบื้องเคลือบแต่ใช้ปูนปั้นแล้วทาสีหรือเคลือบในเวลาต่อมาแทน โดยมีการทำรูปไก่ในกรอบวงกลมกลางหน้าบันเข้าไปด้วย

บริเวณบันไดทางขึ้นพระวิหาร มีแผงกระเบื้องเคลือบกังไสแบบจีน

ภายในมีตุ๊กตาที่คงจะแสดงถึงเรื่องราวต่างๆ น่าเสียดายที่หักพังไปมากแล้วจนไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องอะไร

ภายในพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ... ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ขนาดใหญ่ปั้น รัชกาลที่ ๔ ทรงถวายพระนามว่า “พระพุทธไสยาสน์นารถชนินทร์ ชินสากยบรมสมเด็จสรรเพชญพุทธบพิตร” 

เป็นพระพุทธไสยาสน์ที่มีสัดส่วนงดงามมาก วัดความยาวจากพระบาทถึงเปลวพระรัศมีได้ ๒๐ เมตร สูง ๖ เมตร

 

พระเขนยสี่เหลี่ยม ใต้พระเศียรซ้อน ๗ พระเขนยลงรักปิดทองประดับกระจกสีฐาน

ชุกชีประดับลวดลายสวยงาม ชั้นบนประดับปูนปั้นลายกลีบบัวรวนกลีบยาวติดกระจกสี

ที่พระบาทมีการทำลวดลายมงคล 108 ประการที่พระบาทแบบเดียวกับพระพุทธไสยาสน์วัดโพธิ์

แต่วัดราชโอรสใช้เทคนิคลายรดน้ำ ส่วนวัดโพธิ์ใช้เทคนิคฝังมุก

บานประตู และบานหน้าต่างด้านนอกประดับด้วยลายปูนปั้นที่เรียกว่า กระแหนะ เป็นรูปเลี้ยวกางแบบไทย แทนลายเทพนม ยืนอยู่บนประแจจีน

ประดับด้วยแจกันดอกเบญจมาศและพานผลไม้ เช่น ทับทิม ส้มมือ ลิ้นจี่ มังคุด และน้อยหน่า เป็นต้น

บานหน้าต่างของพระวิหารพระพุทธไสยาสน์ทำเป็นรูปไม้ดัดและนก ซึ่งเป็นการวาดภาพบนหน้าต่างแนวใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำที่นี่เป็นที่แรกๆ เช่นกัน

เพดานพระวิหารเขียนลายดอกเบญจมาศ นก และผีเสื้อ สีสวยงาม และหน้าบันประดับด้วยกระเบื้องสีเป็นลายดอกเบญจมาศและรูปสัตว์มงคลของจีน เช่นเดียวกับหน้าบันพระอุโบสถ

รอบๆลานพระวิหารมีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองประดิษฐานอยู่ ๓๒ องค์

วิหารพระยืน ... อยู่ทางฝั่งซ้ายของพระอุโบสถ เดิมเคยเป็นอุโบสถของวัดจอมทองวัดดั้งเดิมสมัยอยุธยาก่อนจะมาเป็นวัดราชโอรสนั่นเอง

และนับเป็นส่วนที่เก่าที่สุดของวัดราชโอรสในปัจจุบัน ด้านในมี 2 ห้อง

ห้องด้านหน้าของวิหาร ... เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนกลางศิลปะแบบอู่ทอง อันเป็นที่มาของชื่อวิหารพระยืน

ส่วนห้องด้านในมีกลุ่มพระพุทธรูปสมัยอยุธยาหลายองค์หลากยุค

โดยมีองค์ใหญ่สุดตรงกลางเป็นองค์ประธาน

ศาลาการเปรียญหรือวิหารพระนั่ง .. อยู่ทางฝั่งขวาของพระอุโบสถ

พระประธานในศาลาการเปรียญ ... เป็นพระพุทธรูปปั้นปางประทาน พระธรรมเทศนา

พระหัตถ์ซ้ายถือตาลปัตร คือ “พระพุทธชัยสิทธธรรมนาถ” ซึ่งเป็น “พระชัยวัฒน์” ขนาดใหญ่

นอกจากนี้ภายในศาลาการเปรียญยังเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง สลักจากหิน

นอกจากนี้ยังมีลวดลายเครื่องตั้งแบบเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถบนหน้าต่าง

วัดราชโอรสาราม ตั้งอยู่ริมคลองสนามไชย ฝั่งตะวันตก (ฝั่งธนบุรี) และติดคลองบางหว้า ทางด้านทิศเหนือของวัด เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

 

Ref : ขอบคุณเนื้อความบางส่วนจาก https://readthecloud.co/wat-ratchaorasaram/

http://www.dhammathai.org/watthai/bangkok/watratchaorasaram.php


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน